Science & Entertainment Exchange จุดนัดพบของความบันเทิง & สาระ

โดย สุภางค์ ศรีเสริมเกียรติ (บทความจากนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 819 เดือนกรกฏาคม 2012)

            เมื่อสิบปีก่อน การมาถึงของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มาพร้อมความหม่นมืดและเข้มข้นหนักหน่วง เช่น The Dark Knight (2008) คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกกับเราได้ว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่หรือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ที่เคยถูก ‘เหมารวม’ ว่าเป็นแค่เรื่องของเด็กๆ นั้น ช่างเป็นความคิดที่คับแคบซะเหลือเกิน…

            แต่อีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะบอกคุณก็คือ ไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่เข้มๆ เท่านั้นที่ฮิตระเบิดได้ แต่โลกสองใบที่ดูเหมือนจะอยู่ในจักรวาลคู่ขนานอย่าง วิทยาศาสตร์ และสื่อบันเทิงเช่น ภาพยนตร์ ได้พบช่องทางเหมาะๆ ในการร่วมมือกันอย่างจริงจังแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของ ‘ตัวกลาง’ ที่มีชื่อว่า Science & Entertainment Exchange

            และตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับ ‘ตัวกลาง’ ที่ว่านี้กันสักหน่อยดีกว่า

 

อะไรหรือคือ “THE EXCHANGE”?

            Science & Entertainment Exchange (หรือเรียกย่อๆ ว่า The Exchange) คือหนึ่งในโปรแกรมขององค์กรวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (United States National Academy of Sciences – NAS) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างการรับรู้, ความรู้ และความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ จากการนำเสนอผ่านสื่อทั้งโทรทัศน์, ภาพยนตร์ และอื่นๆ โดย The Exchange จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้บุคลากรมืออาชีพในอุตสาหกรรมบันเทิงทั้งหลายได้เข้าถึงตัวนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร หรือบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้การนำเสนอเนื้อหาเชิงวิทยาศาสตร์ในโครงเรื่อง, งานสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ และเนื้อหาส่วนอื่นๆ ในสื่อบันเทิงทั้งหลาย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน The Exchange ก็จะยังช่วยให้ชุมชนทางวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจถึงความจำเป็นและความต้องการของอุตสาหกรรมบันเทิงมากยิ่งขึ้นด้วย

            ประชาชนไม่เข้าใจว่าชีวิต รวมถึงความอยู่รอดของเราทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์มากขนาดไหนราล์ฟ ซิเซอโรเน ประธานของ NAS ตั้งข้อสังเกต “แต่เรารู้ว่าเราไม่อาจจะเดินทางไปบรรยายให้คนทั่วโลกฟังได้ เราจึงหวังว่าสื่อบันเทิงจะเป็นหนทางที่ดีกว่าในการเข้าถึงผู้คนครับ

            The Exchange ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2008 โดยมีฐานปฏิบัติงานในลอสแองเจลีส, แคลิฟอร์เนีย โดยได้แรงสนับสนุน ‘เต็มสูบ’ จากทั้งหน่วยงานฝั่งวิทยาศาสตร์ เช่น สมาคมวิศวกรรมแห่งชาติ, สถาบันการแพทย์ และ สภาวิจัยแห่งชาติ ทำให้การติดต่อประสานงานเพื่อเข้าถึงตัวนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อมาให้คำปรึกษาในงานสื่อบันเทิงต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

ประชาชนไม่เข้าใจว่าชีวิต รวมถึงความอยู่รอดของเราทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์มากขนาดไหน

            สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์สามารถดึงให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมในความล้ำหน้าล่าสุดในแวดวงวิทยาศาสตร์, การแพทย์ และเทคโนโลยีได้” ประธาน NAS อธิบายต่อ “โดยการสร้างความเชื่อมโยงอันแข็งแกร่งระหว่างวงการบันเทิงและแวดวงวิทยาศาสตร์ เราหวังที่จะได้จัดเตรียมบริการที่สำคัญให้กับทั้งฮอลลีวู้ดและผู้ชมครับ

            The Exchange จะช่วยจัดเตรียมความเชื่อมโยงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ให้กับคนทำหนัง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราจะมีความสามารถในการสร้างสรรค์และสำรวจสิ่งที่เราไม่รู้ด้วยวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมเชิงวิทยาศาสตร์ครับเจอร์รี่ ซัคเกอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เคยมีผลงานเช่น Airplane! (1980), Ghost (1990) และรองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ The Exchange ให้ความเห็นจากมุมมองฝั่งฮอลลีวู้ดบ้าง “The Exchange จะช่วยจัดเตรียมสถานที่ซึ่งแนวคิดทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะสามารถมาอยู่ร่วมกันและสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ด้วยการสร้างถนนสองช่องทางสำหรับทั้งสองแวดวงได้เรียนรู้และสร้างสรรค์ร่วมกันค่ะเจเน็ต ซัคเกอร์ ภรรยาของเจอร์รี่ ผู้ยังเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างหนัง และรองประธานอีกคนของ The Exchange กล่าวเสริม

            ฐานข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของ NAS จะเป็นแหล่งข้อมูลอันยอดเยี่ยมให้กับฮอลลีวู้ด เป้าหมายของเราคือเป็นสะพานเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างเนื้อหาอันน่าดึงดูดใจกับวิทยาศาสตร์ค่ะเจนนิเฟอร์ โอลเล็ตต์ นักเขียนที่มีผลงานเชิงวิทยาศาสตร์มากมาย กล่าวในฐานะผู้อำนวยการของ The Exchange ที่ดูจะสรุปถึงแนวทางอันเด่นชัดของหน่วยงานนี้ได้อย่างดี

 

NAS: ผู้รับประกันความปึ้กของ THE EXCHANGE

           หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ The Exchange เป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ คงเพราะการสังกัดอยู่ในองค์กรวิชาการระดับชาติของสหรัฐฯ อย่าง NAS (National Academy of Sciences) หรือ องค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทำหน้าที่ “สืบสวน, ตรวจสอบ, ทดลอง และรายงานประเด็นด้านวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ” ต่อหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล

           NAS เป็นหนึ่งสี่ในองค์กรของ United States National Academies ที่ยังประกอบไปด้วยหน่วยงานด้านวิชาการรุ่นน้องอีกสามหน่วย คือ National Research Council (หรือ NRC, ก่อตั้งในปี 1916), National Academy of Engineering (NAE, 1964) และ Institute of Medicine (IOM, 1970) และจากข้อมูลในปี 2009 องค์กรนี้ประกอบด้วยสมาชิกราว 2,100 คน และผู้ร่วมงานชาวต่างชาติอีก 380 คน โดยในจำนวนนี้มีสมาชิกถึงราวเกือบ 200 คนที่เคยคว้ารางวัลโนเบลมาแล้ว

 

คณะกรรมการที่ปรึกษา รวมทีมคนดังจากทั้งสองวงการ

           นอกจากจะได้ ราล์ฟ ซิเซอโรเน ประธานของ NAS มาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ The Exchange แล้ว เพื่อให้สมกับการเป็นหน่วยงานความร่วมมือระหว่างแวดวงวิทยาศาสตร์และวงการบันเทิง คณะกรรมการที่ว่านี้จึงประกอบด้วยบุคคลทั้งจากแวดวงบันเทิงและวิทยาศาสตร์ เช่น คนดังหลากหลายอาชีพจากฝั่งฮอลลีวู้ดที่นอกเหนือจากรองประธาน เจอร์รี่ และ เจเน็ต ซัคเกอร์ แล้วก็ยังมีผู้กำกับอย่าง แฟรงค์ ดาราบองท์ (The Shawshank Redemption, The Mist), ดั๊ก ไลแมน (The Bourne Identity) ฯลฯ และบุคลากรด้านอื่นๆ เช่น ดัสติน ฮอฟฟ์แมน นักแสดงดังรุ่นใหญ่, ริค คาร์เตอร์ (Forrest Gump, Avatar) และ อเล็กซ์ แม็คโดเวลล์ (Minority Report, Watchmen) นักออกแบบงานสร้าง, นักแสดง, ผู้เขียนบท ผู้สร้างซีรี่ส์อนิเมชั่น ฯลฯ

           ส่วนทางฝั่งนักวิทยาศาสตร์ก็เช่น เกรกอรี่ เบนฟอร์ด ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ จาก ม. แคลิฟอร์เนีย, เออร์ไวน์, สตีเว่น ชู รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ คนปัจจุบัน, คีธ เดฟลิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร, ศูนย์ศึกษาด้านภาษาและข้อมูล, ม. สแตนฟอร์ด และศาสตราจารย์ที่ปรึกษาด้านคณิตศาสตร์แห่ง ม. สแตนฟอร์ด, ดั๊ดลี่ย์ เฮิร์สช์บาค ศาสตราจารย์ด้านเคมี ม. ฮาร์วาร์ด, สแตนลี่ย์ พรูสิเนอร์ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาและผู้อำนวยการสถาบันโรคความเสื่อมของระบบประสาท, ม. แคลิฟอร์เนีย, ซานฟรานซิสโก และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 1997 ฯลฯ

 

ตัวอย่างเด่นในภาพยนตร์ : WATCHMEN & ดร. แมนฮัตตัน โปรเจ็ค

            หนึ่งในสุดยอดหนังสือการ์ตูนชุดเรื่องดังของค่าย DC Comics ในช่วงปลายยุค ‘80s ตามด้วยการเป็นหนึ่งในโปรเจ็คหนัง ‘ปั้นยาก’ ที่ต้องรอเวลานานถึงราว 2 ทศวรรษ ก่อนจะสำเร็จเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่สุดฮือฮาในปี 2009… เหล่านี้คงเป็นสิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึง Watchmen แต่อีกแง่มุมหนึ่งของหนัง Watchmen ที่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบก็คือ นี่ยังนับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นแรกๆ ของ The Exchange ในสื่อภาพยนตร์ด้วย

           เริ่มต้นจากที่ทีมผู้สร้างหนัง ทั้งผู้กำกับ แซค สไนเดอร์, ทีมผู้เขียนบท เดวิด เฮย์เตอร์ และ อเล็กซ์ เซ รวมถึงทีมผู้อำนวยการสร้างทั้ง ลอว์เรนซ์ กอร์ดอน, ลอยด์ เลวิน และ เดบอราห์ สไนเดอร์ ต้องการจะสำรวจแง่มุมเชิงวิทยาศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในหนังสือการ์ตูนที่ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่คนดังในโลกแห่งความเป็นจริง ที่อัดแน่นด้วยเบื้องหลังเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองเรื่องนี้ และดูจะเป็นโชคดีของทีมผู้สร้างที่ในขณะนั้นวงการวิทยาศาสตร์พร้อมจะช่วยพวกเขาเต็มที่…ผ่าน The Exchange

           บทบาทสำคัญของ The Exchange คือเป็นตัวกลางประสานงานให้ อเล็กซ์ แม็คโดเวลล์ ผู้ออกแบบงานสร้างของหนัง ได้พบกับ เจมส์ คาคาลิออส ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์แห่ง ม. มินเนโซตา และติดต่อให้มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้กับหนังเรื่องนี้ “พวกเขาอยากให้ทำให้เรื่องทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง โดยการสร้างความจริงเสมือนซึ่งจะยังคงให้ความรู้สึกสมจริงสำหรับผู้ชมครับ” คาคาลิออสตั้งข้อสังเกต “เราอยากเข้าใจถึงความเป็นจริงของห้องแล็บ แม้ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเห็นมันทั้งหมดก็ตาม” เดบอราห์ สไนเดอร์ เปิดเผย “Watchmen ว่าด้วยชีวิตจริงของเหล่าบุคคลผู้มีชื่อเสียง, มันตั้งอยู่บนความเป็นจริง ดังนั้น เราจึงต้องการทำให้มันดูสมจริงค่ะ

           นอกจากเรื่องความสมจริงของการออกแบบงานสร้าง คำปรึกษาส่วนใหญ่ของคาคาลิออสก็จะเน้นหนักไปที่ ดร. แมนฮัตตัน (บิลลี่ ครูดัพ) หนึ่งในตัวละครหลักของหนังผู้ซึ่งผลลัพธ์จากอุบัติเหตุในห้องทดลองเครื่องสนามพลัง Intrinsic (Intrinsic Field Subtractor – เครื่องจักรที่ใช้รังสีในการเคลื่อนย้ายพื้นที่ ‘ภายใน’ ออกจากวัตถุของแข็ง โดยปกติแล้ว วัตถุซึ่งถูกนำมาผ่านกระบวนการในเครื่องนี้จะสลายตัว) ในปี 1959 ทำให้ร่างของ จอน ออสเตอร์แมน นักฟิสิกส์หนุ่มสลายตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ ก่อนจะกลายมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ร่างสีฟ้าเรืองแสง ที่สามารถแยกร่างไปอยู่ในหลายๆ สถานที่ในเวลาเดียวกันได้ และยังมีสุดยอดพลังล้ำโลกอีกสารพัด ทำให้เขากลายมาอาวุธยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น พร้อมถูกขนานนามว่า ดร. แมนฮัตตัน ตามชื่อ Manhattan Project (1942 – 1946: โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยสิ่งที่ทีมผู้สร้างหนังขอคำปรึกษาจากคาคาลิออส ก็มีตั้งแต่การถ่ายทอดสภาวะจิตใจของตัวละครนี้ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการหาจุดสมดุลในการนำเสนอความสามารถระดับ ‘ซูเปอร์พาวเวอร์’ ของตัวละครนี้ ที่หนึ่งในนั้นคือ ‘การหายตัว’ (Teleportation) ไปยังสถานที่ห่างไกลอย่างดาวอังคาร!

           มีบางเรื่องที่พวกเขาถกกันว่า, เขาทำนี่ได้มั้ย?, เขาทำนั่นได้มั้ย? และก็มีบางอย่างที่เขาแสดงให้เราเห็นว่ากำลังทำมัน ภายใต้การแผ่กว้างของพลังงานกลศาสตร์ควอนตัม, แค่ไม่ได้บินเท่านั้น พวกเขาพูดถึงเรื่องอย่าง เขาสามารถเปลี่ยนกำแพงให้กลายเป็นสนามหญ้าได้ ผมคิดว่าในหนัง เขาแสดงให้เห็นว่าสามารถเปลี่ยนขีปนาวุธให้กลายเป็นผีเสื้อได้หรืออะไรทำนองนั้น ผมเข้าใจว่าเขามีความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขาเอง และภายใต้หลักกลศาสตร์ควอนตัม เขายังตระหนักได้ถึงอดีต, ปัจจุบัน และอนาคตในเวลาเดียวกัน แต่บางอย่างก็ไม่อยู่ภายในขอบเขตที่ว่านั้น” คาคาลิออสที่ทำงานร่วมกับทีมงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่นักแสดง, สตั๊นท์แมน และนักออกแบบงานสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ เพื่อหาบทสรุปในการทำให้สุดยอดพลังของ ดร.แมนฮัตตัน ถูกนำเสนอบนจอหนังโดยให้ความรู้สึกสมจริงในเชิงวิทยาศาสตร์มากที่สุดอธิบายต่อ “แม้ว่าหนังและนิยายภาพจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยว่าพลังเหล่านี้ทำงานอย่างไร (คนทำหนัง) ก็สนใจในเรื่องที่ว่าพวกมันทำงานได้อย่างไรด้วย ชัดเจนว่า มันคือสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ แต่ถ้าคุณทำให้ความไม่เชื่อนั้นถูกพักไว้ชั่วคราว – ถ้าคุณมีสิ่งมหัศจรรย์ที่หลุดพ้นจากกฎธรรมชาติ – แล้วสิ่งนี้มันจะออกมาเป็นอย่างไรกันล่ะ?

           นอกเหนือจากสารพัดคำปรึกษาในช่วงการถ่ายทำแล้ว ในช่วงที่หนังกำลังจะเข้าฉาย ทางคาคาลิออสและ ม. มินเนโซต้า ยังได้ผลิตวีดีโอสั้นอธิบายถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังพลังเหนือมนุษย์ของตัวละคร ดร.แมนฮัตตัน เพื่อเสริมความตระหนักถึงแง่มุมเชิงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ให้กับสาธารณชนอีกด้วย (หาชมวีดีโอสั้นนี้ได้จาก YouTube โดยเสิร์ชจากคำว่า ‘Science of Watchmen’)

 

รู้จักกับ เจมส์ คาคาลิออส: ทำไมถึงต้องเป็นเขา?

ศ. เจมส์ คาคาลิออส กับผลงานเขียนเรื่องดังของเขา
หนังสือที่ว่าด้วยการสำรวจกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2005 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นแต่เนื้อหาที่แสดงถึงโลกของซูเปอร์ฮีโร่ที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ หากยังนำฉากต่างๆ ในหนังสือการ์ตูนมาใช้สร้างความเข้าใจในกฎทางฟิสิกส์อันหลากหลายจากแง่มุมที่ไม่ธรรมดา

           ทำไม The Exchange ถึงเจาะจงติดต่อ เจมส์ คาคาลิออส ให้มาเป็นที่ปรึกษาของ Watchmen ทั้งๆ ที่นักฟิสิกส์อเมริกันเก่งๆ มีอยู่อีกเพียบ? คำตอบก็คือเพราะเขาไม่ได้เชี่ยวชาญแต่เฉพาะด้านฟิสิกส์ หากแต่เขายังเป็นคอหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ตัวยงด้วยน่ะสิ ที่สำคัญเขายังไม่ได้แค่นำประสบการณ์อันกว้างขวางในเรื่องหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มาปรับใช้ในการสอนนักศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีผลงานเขียนอย่าง The Physics of Superheroes หนังสือที่เขานำความรู้ด้านฟิสิกส์และความหลงใหลหนังสือการ์ตูนมาผสานกันได้อย่างลงตัว ซึ่งดูจะช่วยการันตีความ ‘ปึ้ก’ ของความรอบรู้ด้านหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ของเขาได้อย่างดี

 

ตัวอย่างบทบาทเด่นอื่นๆ ของ THE EXCHANGE

           แน่นอนว่า Watchmen เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นบทบาทของ The Exchange ในวงการหนังฮอลลีวู้ดเท่านั้น เพราะตามข้อมูลในหน้าเว็บทางการของ The Exchange มีการระบุถึงโปรเจ็คหนังอีกหลายเรื่องที่มีการติดต่อร่วมมือกัน เช่น TRON: Legacy (2010), Thor (2011), The Sorcerer’s Apprentice (2010), Terminator Salvation (2009), Priest (2011), Green Lantern (2011), Battleship (2012), The Avengers (2012) รวมถึง Abraham Lincoln: Vampire Hunter (2012) ฯลฯ

The Exchange ไม่ได้แค่ช่วยให้เรานำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง, แต่ยังช่วยส่งเสริมความรู้สึก,      รายละเอียด, ความน่าสนใจและน่าพิศวงโดยทั่วๆไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

           นอกจากนั้นยังรวมถึงสื่อบันเทิงช่องทางอื่นๆ อย่างโทรทัศน์ด้วย ตัวอย่างเด่นๆ ก็เช่น “Fringe” (2008–2013) ซีรี่ส์แนวไซ-ไฟ ทางช่อง FOX ที่พึ่งพาคำปรึกษาจากนักวิทยาศาสตร์ผ่านทาง The Exchange อย่างเข้มข้นตั้งแต่ในช่วงเขียนบท “ความสัมพันธ์ของเรากับ The Exchange ไม่ได้แค่ช่วยให้เรานำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง, ยังรวมถึงการช่วยส่งเสริมความรู้สึก, รายละเอียด, ความสนใจ และความน่าพิศวง โดยทั่วๆ ไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอนาคต, ว่าทำอย่างไรเราถึงจะสามารถทำให้เกิดแนวคิดเหล่านี้ในเรื่องที่เรากำลังเล่าได้ครับโรเบิร์ต ชิแอพเพ็ตตา หนึ่งในทีมเขียนบทของซีรี่ส์เรื่องนี้เปิดเผย

           ตัวอย่างเด่นในซีรี่ส์อื่นๆ ก็เช่น “The Big Bang Theory” (2007–ปัจจุบัน) ซิทคอมเรื่องดังทางช่อง CBS ที่เล่าถึงสองตัวละครหนุ่มนักฟิสิกส์ที่ฉลาดล้ำด้านวิทยาศาสตร์ ทว่าบกพร่องเรื่องความสามารถในการเข้าสังคม ซึ่งชีวิตชืดๆ ของสองหนุ่มเฉิ่มก็มีสีสันขึ้นมาทันตาเมื่อมีสาวสวยคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้องข้างๆ พวกเขา โดยซิทคอมเรื่องนี้ได้ เดวิด ซอลท์ซเบิร์ก ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์จาก UCLA และเคยทำงานที่ CERN (องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) ที่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปี 1995 – 1997 มาเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคนิค

 

จับผิด 10 หนังดัง สอบตกวิชาวิทยาศาสตร์

           แม้เนื้อหาในเชิงวิทยาศาสตร์จะไม่ใช่ประเด็นใหม่ในโลกภาพยนตร์ และนิยายวิทยาศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในแนวหนังเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ยุคสมัยหนังเงียบ เช่น  A Trip to the Moon (1902) แต่ก็ใช่ว่ารายละเอียดต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์ (ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหนังแนวไซ-ไฟเสมอไป) จะถูกนำเสนออย่างถูกต้องไปซะทั้งหมด แม้แต่ในหนังดังยุคใหม่ๆ ของฮอลลีวู้ดก็เหอะ และต่อไปนี้คือ 10 หนังดังที่ถูกมองว่า ‘สอบตก’ เรื่องข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์

 1. TITANIC (1997): ดาวนับล้านที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า…ซะเมื่อไหร่!

            ในฉากที่เรือล่มไปแล้วและเหล่าผู้โดยสารที่หนีรอดมาได้บางส่วนกำลังลอยคออยู่กลางทะเลดำมืดยามค่ำคืน ในขณะนั้นกล้องได้เผยให้เห็นภาพของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ทว่านั่นกลับไม่ใช่ดวงดาวจริงๆ ทั้งหมด แต่มันจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะอีกฟากหนึ่งเป็นแค่ภาพที่สะท้อนในกระจกเท่านั้น – ในกรณีนี้ที่พิเศษคือ มีข้อมูลเสริมว่าเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก นีล เดกราสส์ ไทสัน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่น่าสนใจคือเสียงบ่นเล็กๆ (แต่มีน้ำหนักเชิงวิชาการ) ของไทสันดูจะดังถึงหูของ เจมส์ คาเมรอน เมื่อไทสันต้องประหลาดใจที่ได้รับการติดต่อจากทีมผู้ผลิต DVD ฉบับครบรอบ 10 ปี ของหนัง เพื่อขอข้อมูลและคำปรึกษาจากเขาในการแก้ไขภาพดวงดาวในฉากดังกล่าวให้ถูกต้อง (ว้าว!)

 

 2. MEN IN BLACK (1997): ประวัติศาสตร์…พลาดซะงั้น

            ในฉากหนึ่งของหนัง เอเจนท์ เค (ทอมมี่ ลี โจนส์) เจ้าหน้าที่ MIB รุ่นเก๋า พยายาม ‘สอนมวยเอเจนท์ เจ (วิลล์ สมิธ) เจ้าหน้าที่น้องใหม่ให้ซึ้งถึงการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวบนโลกด้วยบทเรียนประวัติศาสตร์โดยบอกว่า “1,500 ปีก่อน ใครๆ ก็คิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล, 500 ปีก่อน ใครๆ ก็ยังคิดว่าโลกแบน…และ 15 นาทีก่อน นายก็ยังคิดว่ามีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อยู่บนดาวดวงนี้ คิดดูสิว่าพรุ่งนี้นายจะได้รู้อะไรอีก” บทพูดของ เอเจนท์ เค ฟังดูเท่ + เจ๋ง ก็จริง แต่มันไม่ถูกต้องไปซะทั้งหมด เพราะที่จริงแล้วเรารู้ว่าโลกกลมมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ในสมัยของ เอราทอสเทนีส (Eratosthenes, 276 – 194 ปีก่อนคริสตกาล) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวกรีก และไม่ใช่แค่รู้ว่าโลกกลม หากแต่ยังสามารถวัดเส้นรอบวงของโลกที่ถูกต้องได้ตั้งแต่เมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาลโน่น

 

3. ARMAGEDDON (1998): ความรุนแรงที่ถูกประเมินต่ำเกินไป

            ในช่วงต้นของหนัง เมื่ออุกกาบาตยักษ์ที่มุ่งหน้าเข้าชนโลก หนังให้ข้อมูลกับเรานี่คือสิ่งที่เคยทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ด้วยแรงปะทะในการพุ่งเข้าชนโลกที่มีพลังรุนแรงขนาด 10,000 เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ (โอว!) ตัวเลขนี้นับว่าน่าตะลึงแล้วใช่ไหม แต่ที่จริงแล้วมันยังไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแรงปะทะที่เคยเกิดขึ้นในโลกยุคโบราณนั้นมีพลังสูงในระดับเกือบๆ 800,000 เท่าของอาวุธนิวเคลียร์ 100 เมกะตันเลยทีเดียว

4. DEEP IMPACT (1998): มันควรจะเลวร้ายกว่านี้สิ

            ไม่กี่นาทีก่อนการปะทะครั้งสุดท้ายของดาวหางพิฆาต ซึ่งนักบินอวกาศระเบิดทำลายมันได้ แต่การระเบิดดาวหางในระยะที่ใกล้กับโลกนั้นไม่ส่งผลดีนัก และถึงขั้นอาจให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นแค่การทำให้ดาวแตกเป็นชิ้นส่วนเล็กลงเท่านั้น ทว่าพลังในการเคลื่อนที่ของดาวนั้นจะยังคงอยู่เมื่อมันเข้าสู่บรรยากาศของโลก…และพวกเราก็จะถูกย่างสดกันหมด

 

5. STAR TREK: THE NEXT GENERATION (1987-1994): อวกาศคือสุญญากาศ

            ในซีซั่นแรกของซีรี่ส์ดังชุดนี้ กัปตันพิคาร์ด (แพทริค สจ๊วร์ต) บอกว่าเขาเห็นลำแสงเลเซอร์ยิงมาที่เขา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว แสงเลเซอร์จะไม่อาจมองเห็นได้จนกว่ามันจะกระทบกับบางสิ่งหรือจนกว่ามันจะผ่านสสารบางอย่างเช่น แก๊ส หรือฝุ่น และเมื่ออวกาศคือสถานที่ซึ่งเป็นสุญญากาศ เราจึงไม่อาจมองเห็นได้ว่าแสงเลเซอร์วิ่งผ่านสิ่งใด

 

6. AUSTIN POWER: THE SPY WHO SHAGGED ME (1999): อวกาศก็ยังคงเป็นสุญญากาศนะจ๊ะ

            เมื่อ มินิ-มี (เวิร์น โทรเยอร์) ไปโผล่กลางอวกาศในช่วงท้ายของหนัง เราได้ยินเสียงกรีดร้องของเขาเมื่อเขาถูกปล่อยไว้ในวงโคจร แต่ที่จริงแล้ว เสียงไม่อาจเดินทางในที่ซึ่งเป็นสุญญากาศเช่นอวกาศได้นะจ๊ะ

 

7. SUPERMAN RETURNS (2006): อวกาศยังไงก็เป็นสุญญากาศ…จริงๆ นะ

            เมื่อตัดสินใจหวนคืนสู่โลก, ซูเปอร์แมน (แบรนดอน เราธ์) เพ่งมองลงมายังดาวเคราะห์สีฟ้าจากอวกาศอันไกลโพ้น, ผ้าคลุมของเขาสะบัดไหวกลางสายลม แต่เอ่อ…ลม? ในอวกาศ? อวกาศที่เป็นสุญญากาศเนี่ยนะ!

 

8. TRANSFORMERS (2007): อย่าสับสนระหว่างอำนาจแม่เหล็กกับแรงดึงดูดของโลก

            ในหนังเราได้เห็น เมกะตรอน ถูกค้นพบว่าโดนแช่แข็งเป็นไอติมค้างปีก่อนจะถูกรัฐบาลสหรัฐฯ นำมาเก็บงุบงิบไว้ พวกเจ้าหน้าที่รัฐบอกว่าหุ่นเหล็กต่างดาวตัวนี้ตกลงมาสู่โลกตั้งแต่ในยุคทศวรรษที่ 1930 เพราะสนามแรงดึงดูดของโลกที่ขั้วโลกเหนือทำให้ระบบโทรมาตร (telemetry – เทคโนโลยีการวัดค่าต่างๆ ในระยะห่างไกลโดยการรับส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ) ของหุ่นตัวนี้เสียหายและตกลงมาให้น้ำแข็งเกาะอยู่ที่ขั้วโลก แต่ที่จริงสนามแรงดึงดูดของโลกไม่อาจสร้างความเสียหายแก่ระบบโทรมาตรได้ แต่เป็นสนามแม่เหล็กโลกต่างหาก แม้ว่าที่จริงมันจะมีพลังที่อ่อนเกินไปที่จะทำได้ก็ตาม

 

9. LARA CROFT: TOMB RAIDER (2001): ใครว่าดาวเคราะห์จะมาอยู่ในแนวเดียวกัน

            ในหนังมีการกล่าวถึงการเกิดเหตุการณ์ที่ดาวเคราะห์เรียงตัวในแนวเดียวกัน โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ 5,000 ปี และเชื่อกันว่าถ้ามันเกิดขึ้น จะนำมาสู่เหตุหายนะใหญ่หลวง และมีฉากหนึ่งในหนังที่ ลาร่า ครอฟท์ (แองเจลิน่า โจลี่) มองผ่านกล้องโทรทรรศน์และเห็นภาพของดาวยูเรนัส, เนปจูน และพลูโต เริ่มเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน ซึ่งนั่นถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีโอกาสเป็นไปได้ – หนึ่งในความเข้าใจที่ผิดก็คือ การมองว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดที่มีวิถีโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ในระนาบเดียวกัน ดังนั้น ระบบสุริยะจึงดูเหมือนว่าแบนราบถ้ามองจากขอบด้านนอก ทั้งที่ความจริง วิถีโคจรของดาวเคราะห์ทั้งหมดจะมีความลาดเอียงซึ่งสัมพันธ์กับโลกของเราด้วย

 

10. IRON MAN (2008): คนเกราะเหล็ก…แกร่งนอก กรอบใน

            แหงล่ะว่าชุดเกราะเหล็กสุดเท่ของ โทนี่ สตาร์ค (โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์) ซูเปอร์ฮีโร่เพลย์บอยมาดกวนนั้นทั้งแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยอาวุธหนักชนิดจัดเต็ม แต่ที่จริงความแข็งแกร่งแน่นปึ้กของชุดเกราะเหล็กไม่อาจปกป้องร่างของคนที่อยู่ในชุดได้หรอกนะ หากว่าเขาตกจากท้องฟ้าสูงหลายพันฟุตลงมาแหมะอยู่บนพื้น เพราะที่จริง แม้สภาพของชุดเกราะภายนอกอาจดูไม่เสียหายอะไรนัก หากแต่กระดูกข้อต่อของเฮียสตาร์คคงจะแตกหักป่นปี้ไปหมดแล้ว

 

(หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนนี้แปลและเรียบเรียงจากบทความ “In Pictures: 10 Films That Would Flunk Science Class” โดย โจนาธาน ฟาเฮย์ จาก http://www.forbes.com/2009/03/04/watchman-science-superheroes-technology-breakthroughs_movies_slide_2.html?thisspeed=25000 ซึ่งโปรดสังเกตว่าหนังทุกเรื่องล้วนแล้วแต่สร้างก่อนปี 2008 หรือก่อนการมาถึงของ The Exchange ทั้งนั้น รวมถึง Iron Man ที่แม้จะเป็นหนังปี 2008 แต่ก็ออกฉายในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนการมาเกิดขึ้นของ The Exchange ในเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเช่นกัน)

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก