ย้อนสำรวจผลงานของ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ ผู้กำกับหนังรางวัลปาล์มทองคำคนล่าสุด

เขียนโดย บดินทร์ เทพรัตน์

เมื่อมีการประกาศว่าหนังที่คว้า ปาล์มทองคำ รางวัลใหญ่สุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ ได้แก่ Shoplifters ผลงานภาพยนตร์เรืืื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ (Hirokazu Kore-eda) ก็ได้สร้างความยินดีให้กับคอหนังหลายท่าน ด้วยความที่เขาเป็นผู้กำกับหนังที่มีผลงานสม่ำเสมอและมีคุณภาพน่าพอใจทุกเรื่อง

หนังของโคริเอดะมีลักษณะเรียบนิ่ง หลีกเลี่ยงการเร้าอารมณ์และมีการนำเสนอมุ่งไปในแนวทางสมจริงจนดูคล้ายสารคดี โดยประเด็นที่เขามักถ่ายทอดคือเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องราวในหนังคือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน – ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวดูจะตรงกันข้ามกับลักษณะหนังกระแสหลักในบ้านเรา  แต่หนังในช่วงหลังของเขาแทบทุกเรื่อง ก็ได้เข้าฉายในบ้านเราอีกทั้งยังทำรายได้น่าพอใจ

เนื่องในโอกาสที่มีการจัดงาน Kore – eda Retrospective ที่โรงภาพยนตร์ House RCA ในวันที่ 27 – 30 กรกฎาคม 2018 รวมถึงหนัง Shoplifters กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 2 สิงหาคม 2018 จึงถือเป็นโอกาสดีในการสำรวจเส้นทางของคนทำหนังที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นยุคนี้

จุดเริ่มต้น – คนทำหนังสารคดีทางโทรทัศน์

“ผมสนใจในเส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดี ระหว่างความจริงกับมายา ผมอยากนำบางสิ่งที่อยู่ระหว่างสองด้านนั้นใส่ลงในหนัง” คำกล่าวนี้ของโคริเอดะบ่งบอกถึงลักษณะหนังของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะในขณะที่เนื้อหาในหนังของเขามีความน่าสนใจและชวนติดตามในแบบเรื่องแต่ง (fiction) แต่สไตล์การถ่ายทอดของเขากลับมีรูปแบบใกล้เคียงสารคดีที่หลีกเลี่ยงการเร้าอารมณ์ ทำให้การรับชมหนังของเขาจำเป็นต้องใช้อดทนและพยายามมากกว่าปกติ แต่ผลที่ได้กลับคืนมานั้นถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก

โคริเอดะเกิดที่เมืองโตเกียวในปี 1962 ด้วยมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์ทำให้เขาทิ้งความฝันในการเป็นนักเขียนเมื่อครั้งเรียนวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ แล้วเปลี่ยนใจมาทำงานด้านภาพยนตร์แทน เขาเริ่มงานที่บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อย่าง TV Man Union ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับสารคดีทางโทรทัศน์ 3 ปี จากนั้นก็ได้ก้าวมาเป็นผู้กำกับหนังสารคดีทางโทรทัศน์แบบเต็มตัว โดยมีผลงานเป็นสารคดีที่ได้รับรางวัลหลายเรื่อง เช่น However… (1991), Lessons From a Calf (1991), August Without Him (1994), Without Memory (1996)  เป็นต้น

 

ความสูญเสีย ความทรงจำ ลัทธิคลั่ง และเด็ก

จากการได้สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียสามีไปในช่วงที่เขาทำสารคดี ทำให้โคริเอดะเกิดแรงบันดาลใจในการทำหนังยาวแนว fiction เรื่องแรกคือ Maborosi (1995) ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของมิยาโมโต้ เทรุ ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาวที่สามีของเธอฆ่าตัวตายโดยไม่รู้สาเหตุ แม้เธอจะพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการพาตัวเองและลูกย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่เมืองอื่น แต่ความโศกเศร้าและรู้สึกผิดยังคงตามไปหลอกหลอนเธออยู่ แม้เนื้อเรื่องจะเอื้อให้จัดเต็มด้านดราม่าแต่หนังกลับพยายามหลีกเลี่ยงการเร้าอารมณ์ โดยโคริเอดะเลือกใช้มุมกล้องถ่ายระยะไกลตลอดทั้งเรื่อง, เหตุการณ์ในหนังไม่มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายทอดชีวิตประจำวันของนางเอก ส่วนนักแสดงก็ไม่แสดงออกทางอารมณ์สีหน้าสักเท่าไร ส่งผลให้มีกำแพงกั้นระหว่างผู้ชมกับตัวละครเอาไว้ โดยผู้ชมจะซึมซับอารมณ์ได้จากองค์ประกอบรอบๆ ตัวละครในหนังแทน เช่น การถ่ายภาพ แสง เสียง และเหตุการณ์เชิงเปรียบเปรยที่นางเอกได้เจอ Maborosi ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งรวมถึงเทศกาลหนังเวนิซ (ได้รางวัล Honorable Mention) และเข้าฉายแบบจำกัดโรงที่อเมริกา ส่งผลให้โคริเอดะแจ้งเกิดจากหนังเรื่องแรกได้อย่างงดงาม

หนังยาวเรื่องที่สองของโคริเอดะอย่าง After Life (1999) ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสารคดีทางทีวีที่เขาทำอีกเช่นกัน “เมื่อผมต้องสัมภาษณ์ผู้คนเกี่ยวกับความทรงจำดีๆ ของพวกเขา อยู่ๆ ผมก็เกิดคำถามขึ้นมาตอนอยู่ในห้องตัดต่อว่า จะเป็นอย่างไรถ้าหลังจากที่ตายไปแล้ว เราต้องมานั่งดูชีวิตตัวเองผ่านจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ จนนำมาสู่หนังเรื่องนี้ที่ตั้งคำถามใส่ผู้ชมตรงๆ ว่า ถ้าคุณต้องเอาความทรงจำเดียวที่จะเก็บไว้กับคุณตลอดไป คุณจะเลือกความทรงจำไหน” โคริเอดะกล่าว “คนเรามักจะมอง ‘การใช้ชีวิตติดกับความทรงจำและความหลัง’ ในแง่ลบ ซึ่งผมพยายามเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวเสียใหม่”

After Life เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสถานที่แรกรับคนที่เพิ่งเสียชีวิต โดยวิญญาณที่เพิ่งมาถึงจะต้องอยู่ในสถานที่นี้ 1 สัปดาห์เพื่อเลือกช่วงเวลาในชีวิตที่พวกเขาประทับใจที่สุดมา 1 เหตุการณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปจำลองเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ ก่อนที่วิญญาณเหล่านั้นจะเดินทางไปสถานที่อื่นต่อโดยพวกเขาจะลืมทุกอย่างในชีวิตนี้ไป ยกเว้นเพียงความทรงจำที่พวกเขาเลือกซึ่งจะอยู่กับพวกเขาตลอดไป

แม้เนื้อเรื่องจะเป็นแนวแฟนตาซีจ๋า แต่ After Life กลับเน้นสไตล์สมจริง โดยใช้วิธีถ่ายทำแบบสารคดีอย่างการนำนักแสดงหรือคนทั่วไปมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับความทรงจำแล้วนำฉากสัมภาษณ์จริงๆ มาใส่ในหนัง รวมถึงถ่ายทอดโลกหลังความตายในรูปแบบสมจริง (ออฟฟิศในโลกหลังความตายดูไม่ต่างจากสถานที่ราชการทั่วไป) หนังพูดถึงประเด็นของคุณค่ากับความสุขของชีวิตได้อย่างน่าจดจำ  โดยจะเห็นได้ว่าความทรงจำส่วนใหญ่ที่ถูกเลือกในหนังนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก้วแหวนเงินทองมากเท่ากับความทรงจำที่เกี่ยวกับครอบครัว คนรัก มิตรภาพ คุณค่าของชีวิต ฯลฯ ด้วยความที่หนังเข้าถึงง่ายและฟีลกู้ด ทำให้ After Life ได้รับการฉายในเทศกาลหนังหลายแห่งพร้อมได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก ส่งผลให้ชื่อของโคริเอดะเริ่มได้รับการจดจำจากวงการหนังทั่วโลก

หนังเรื่องต่อมาของเขาได้แก่ Distance (2001) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของลัทธิโอมชินรีเคียว (ซึ่งล่าสุดในปี 2018 หัวหน้าลัทธิและสาวกเพิ่งถูกประหารชีวิตไปหมาดๆ) โดยเล่าถึงกลุ่มผู้คลั่งลัทธิ The Ark of Truth ที่ปล่อยไวรัสอันตรายลงในน้ำประปาจนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยก่อนจะฆ่าตัวตายตาม หนังติดตามชายหญิง 4 คนผู้เป็นญาติของสมาชิกลัทธิที่มารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงญาติที่จากไป ซึ่งการพบกันครั้งนี้ส่งผลให้พวกเขาได้พบหนทางในการทำความเข้าใจญาติผู้คลั่งลัทธิอีกครั้ง “สาเหตุที่ผมไม่เล่าเรื่องผ่าน ‘คนรู้จักของเหยื่อ’ แต่เล่าผ่าน ‘คนรู้จักของอาชญากรรม’ เนื่องจากผมมักได้ยินคนพูดถึงสมาชิกลัทธิดังกล่าวว่าเป็นคนนอก ซึ่งพวกเขาอาจลืมไปว่าสมาชิกในลัทธิล้วนเป็นผลผลิตของสังคมเรานี่แหละ”

ผู้ชมที่ติดใจความฟีลกู้ดของ After Life อาจเกิดอาการเหวอเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ เนื่องจากหนังมีบรรยากาศมืดหม่นชวนอึดอัดตลอดทั้งเรื่อง, ใช้การถ่ายภาพแบบแฮนด์เฮลด์ซึ่งมีหลายตอนที่ภาพมืดจนไม่เห็นอะไร (ต่างจากสองเรื่องก่อนที่กล้องตั้งนิ่งและเน้นการจัดองค์ประกอบภาพ) อย่างไรก็ตาม Distance ยังคงได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากโดยเป็นหนังเรื่องแรกของโคริเอดะที่ได้เข้าฉายในสายประกวดที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังยาวเรื่องที่สี่ของโคริเอดะอย่าง Nobody Knows (2004) ยังคงได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง เรื่องราวของพี่น้อง 4 คนที่ถูกแม่ทอดทิ้งให้หาทางเอาชีวิตรอดกันเองในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ในโตเกียว โดยที่ไม่มีคนนอกรู้เรื่องชะตากรรมของพวกเขาเลย ซึ่ง อากิระ – พี่ชายคนโตต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการเลี้ยงดูน้องๆ ที่นับวันก็ยิ่งอ่อนแอลง

 “เหตุการณ์ในหนังกินเวลา 1 ปี หนังแบ่งออกเป็น 4 องค์ตามฤดูกาลทั้ง 4 ซึ่งผมทำการถ่ายทำทีละฤดู จากนั้นจึงนำฟุตเทจที่ถ่ายเสร็จแล้วมาดูเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทของฤดูถัดมา” โคริเอดะกล่าว “ผมยังคงใช้วิธีแบบสารคดีกับเรื่องนี้ แม้จะมีการเขียนบทและสตอรี่บอร์ดเอาไว้ก่อน แต่สุดท้ายผมก็ปรับเปลี่ยนทุกอย่างตามสถานการณ์ โดยมีการใช้กล้องตามถ่ายเด็กแบบสังเกตการณ์และปล่อยให้นักแสดงคิดบทพูดของเขาเองเพื่อให้ออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด”

หนังได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากโดยได้เข้าฉายในสายประกวดที่เทศกาลหนังเมืองคานส์และคว้ารางวัลดารานำชาย – ยูยะ ยากิระ มาครองได้ (ทำสถิติเป็นเจ้าของรางวัลนี้ที่อายุน้อยที่สุด) หนังประสบความสำเร็จในวงกว้างและเป็นหนังเรื่องแรกของโคริเอดะที่ได้ฉายโรงแบบพาณิชย์ในเมืองไทย

 

ซามูไร ครอบครัว ตุ๊กตายาง คำอธิษฐาน

ต่อมาหนังของโคริเอดะเริ่มเปลี่ยนแนวจากหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงมาเป็นเรื่องแต่งมากขึ้น โดยเริ่มจาก Hana (2006) หนังเรื่องเดียวของเขาที่เป็นหนังย้อนยุค เรื่องราวของซามูไรที่ต้องล้างแค้นให้พ่อตามจารีตของบูชิโดทั้งที่เขาเป็นคนรักสงบและไม่เคยฆ่าใครมาก่อน เขาได้พบความขัดแย้งในจิตใจเมื่อฆาตกรที่เขาตามหากลับกลายเป็นชายที่ถอนตัวจากวงการนักฆ่ามาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข “ผมอยากลองสร้างเรื่องราวที่ห่างไกลจากสิ่งที่พบได้ทั่วไปบ้าง แน่นอนว่าจุดหมายในหนังของผมยังคงเป็นการค้นหาความจริงอยู่ ที่ผ่านมาผมทำมันผ่านหนังที่เน้นความสมจริง แต่คราวนี้ผมจะแสดงมันผ่านเรื่องแต่งดูบ้าง”

Hana ถือเป็นหนังซามูไรที่เรียบนิ่งและไม่มีฉากแอ็คชั่น (พระเอกของเรื่องแทบไม่ได้ชักดาบเลย) อีกทั้งมีการใส่แง่มุมวิพากษ์สังคมซามูไรและใส่ตำนาน 47 Ronin เอาไว้เป็นฉากหลัง หนังไม่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ อาจเป็นเพราะหนังมีความใกล้เคียงกับ Twilight Samurai (2004, โยจิ ยามาดะ) ที่ออกฉายก่อนหน้านี้ไม่นานและได้รับเสียงชื่นชมมากกว่า อีกทั้งหนังมีความแตกต่างจากหนังเรื่องเก่าๆ ของเขามากเกินไปจนทำให้ผู้ชมที่ติดตามมาตลอดรู้สึกไม่คุ้นชิน

หนังยาวเรื่องที่หกของโคริเอดะได้แก่ Still Walking (2008) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลา 24 ชั่วโมงของครอบครัวหนึ่งที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการตายของลูกชายคนโต ซึ่งการพบกันครั้งนี้ก็เหมือนเป็นการเยียวยาบาดแผลในใจของพวกเขาด้วย แม้เนื้อเรื่องย่อจะฟังดูไม่มีอะไรใหม่และเน้นไปที่การถ่ายทอดชีวิตประจำวันของตัวละคร แต่ด้วยฝีมือของโคริเอดะทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นเหนือกว่าหนังแนวเดียวกันทั่วไป ผ่านการใส่รายละเอียดและสถานการณ์ของตัวละครที่น่าสนใจ ทั้งความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกชายคนเล็ก, แม่ที่ภายนอกดูรื่นเริงแต่กลับซ่อนความขมขื่นเอาไว้ เป็นต้น

 “หนังเรื่องนี้ได้รับแรงกระตุ้นมาจากความตายของพ่อแม่ผมที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน แม้หนังจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ส่วนตัวแต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนให้เห็นภาพรวมของครอบครัวญี่ปุ่นทั่วๆ ไปที่เก็บซ่อนความรู้สึกและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้จะมีหลายอย่างที่ผู้ชมต่างวัฒนธรรมอาจไม่เข้าใจ แต่ผมก็รู้สึกเซอร์ไพรส์เวลาที่ผู้ชมตะวันตกเดินมามาบอกผมว่า ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคิดถึงครอบครัวของพวกเขา” โคริเอดะกล่าว “สาเหตุที่หนังเลือกโฟกัสเรื่องราวในช่วงเวลาแค่ 24 ชั่วโมงนั้น เป็นเพราะถ้าคุณเล่าเรื่องด้วยช่วงเวลาที่ยาวนานกว่านั้น มันก็จะลงท้ายด้วยการแสดงให้เห็นถึงความชราและความตายของตัวละคร ซึ่งจะทำให้หนังออกมาฟูมฟายเกินเหตุ นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องการหลีกเลี่ยง” โดยผลตอบรับของหนังออกมาดีเยี่ยมจนนักวิจารณ์หลายคนมองว่านี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขา

หลังจากผลงานสารคดีที่เขาไปทำให้ศิลปิน Cocco อย่าง So I Can Be Alright: Cocco’s Endless Journey (2008) โคริเอดะก็กลับมาพร้อมหนังยาวอย่าง Air Doll (2009) เรื่องราวของตุ๊กตายางที่เกิดมีชีวิตจิตใจขึ้นมา เธอได้ทดลองใช้ชีวิตแบบมนุษย์ในตอนกลางวันควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นตุ๊กตายางให้ผู้ชายบำบัดความใคร่ในยามค่ำคืน หนังมีหลายอย่างที่แตกต่างไปจากผลงานเรื่องเก่าๆ ของเขา เช่น การเป็นหนังแฟนตาซี (เป็นหนังแนวนี้เรื่องที่สองของเขานับจาก Afterlife), การดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น (เป็นเรื่องที่สองนับตั้งแต่ Maborosi – จากปกติที่เขาเขียนบทดั้งเดิมเองทุกเรื่อง), การเลิกตั้งกล้องนิ่งๆ แล้วเคลื่อนกล้องไปมาดุจสายลม “แม้มันจะเป็นหนังแฟนตาซีแต่ก็ให้ความรู้สึกที่สมจริง ซึ่งแฟนตาซีมันไม่ได้มาพร้อมความสนุกเพียงอย่างเดียว แต่มันมาพร้อมความเศร้าได้ด้วย” หนังเข้าฉายในสาย Un Certain Regard ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยผลตอบรับออกมาก้ำกึ่ง แต่เขาก็ยังได้รับคำชมในเรื่องความกล้าที่จะฉีกไปจากแนวเดิม

โคริเอดะกลับมาทำหนังที่มีเด็กเป็นตัวดำเนินเรื่องอีกครั้งกับ I Wish (2011) ซึ่งคราวนี้ออกมาเป็นหนังเบาๆ ที่เด็กก็ดูได้ (ไม่ใช่หนังดราม่าผู้ใหญ่ที่ใช้เด็กเป็นตัวนำแบบ Nobody Knows) เรื่องราวของสองพี่น้องที่หาทางทำให้พ่อแม่ที่แยกทางไปแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งผ่านคำอธิษฐาน ด้วยความเชื่อว่าถ้าอธิษฐานตอนที่รถไฟวิ่งสวนกัน สิ่งที่หวังไว้จะเป็นจริง หนังมีความน่าสนใจตรงการหลีกเลี่ยงสูตรสำเร็จที่จะทำให้เด็กดูน่ารักบวกกับเนื้อหาที่แฝงไปด้วยความเศร้าหมอง ถึงแม้หนังจะไม่ได้รับการพูดถึงมากเท่าที่ควรเนื่องจากคุณภาพโดยรวมสู้ผลงานเรื่องเก่าๆ ของเขาไม่ได้ แต่ I Wish ก็ถือเป็นหนังที่เข้าถึงง่ายที่สุดเรื่องหนึ่งของโคริเอดะ ด้วยความที่เนื้อหาไม่ซีเรียสและมองโลกในแง่ดีอย่างชัดเจน

 

พ่อลูก พี่น้อง ฟ้าหลังฝน และคดีฆาตกรรม

หลังจากนั้นโคริเอดะเริ่มสร้างหนังถี่ขึ้น (ประมาณปีละ 1 เรื่อง) ซึ่งประสบความสำเร็จด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ทุกเรื่อง เริ่มจาก Like Father, Like Son (2013) เรื่องราวของสองครอบครัวต่างฐานะที่ลูกชายของพวกเขาสลับตัวกันตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งความจริงปรากฏในอีก 6 ปีต่อมาทำให้พวกเขาต้องหาทางรับมือกับสถานการณ์อันสุดแสนลำบากใจ จนได้กลับมาทบทวนความหมายของคำว่า ครอบครัว อีกครั้ง

“ตอนนั้นผมเป็นพ่อคนมาได้ 5 ปีแล้ว ขณะที่มองเห็นลูกชายค่อยๆ เติบโตขึ้น ผมก็เกิดคำถามขึ้นในหัวว่า อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับลูก สิ่งใดเป็นตัวกำหนดว่าเราคือพ่อแม่? เลือดเนื้อเชื้อไข…หรือการเลี้ยงดู และนั่นทำให้ผมคิดถึงหนังสือ Twisted Bond – 17 Years of a Baby-Mixup Case ของ โอคุโนะ ชูจิ” โคริเอดะกล่าว “ส่วนใหญ่เวลาเกิดเหตุการณ์สลับลูกขึ้น ครอบครัวมักจะเลือก ‘เลือดเนื้อเชื้อไข’ และเปลี่ยนลูกกันภายหลัง ยกเว้นกรณีในโอกินาว่าซึ่งอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวที่พวกเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนลูกกันในตอนหลัง ผมไม่ได้เอากรณีดังกล่าวมาใส่ในหนังตรงๆ แต่ผมอยากเสนอมุมมองจากในหนังสือว่า บางครั้งเลือดเนื้อเชื้อไขก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเสมอไป”

แม้พล็อตสลับลูกจะดูเหมือนละครหลังข่าว แต่ด้วยฝีมือของโคริเอดะก็ทำให้หนังออกมาลึกซึ้งและสมจริง จนหนังสามารถคว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครองได้ และต่อมา สตีเวน สปีลเบิร์ก ได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมค (แต่โปรเจคต์ยังไม่คืบหน้า)

 

ผลงานเรื่องต่อมาของเขาคือ  Our Little Sister (2015) ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูน Umimachi Diary ของ อาคิมิ โยชิดะ เรื่องราวของสามสาวพี่น้องซึ่งมีนิสัยแตกต่างกันคนละแบบ พวกเธออาศัยอยู่ที่คามาคุระ- เมืองริมทะเลแสนสงบใกล้โตเกียว ในงานศพของพ่อที่พวกเธอไม่ได้เห็นหน้ามากกว่า 15 ปี พวกเธอได้พบกับน้องสาวต่างมารดาท่าทางเงียบขรึม ด้วยความถูกชะตาทำให้พวกเธอชวนน้องคนสุดท้องมาอยู่ด้วยกัน

หนังยังคงพูดถึงประเด็นแบบเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ ของโคริเอดะ เช่น ครอบครัว การเติบโต ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ การรับมือความสูญเสีย ฯลฯ แต่มีการเปลี่ยนสไตล์ในการนำเสนอ “ตัวละครและเนื้อหาในหนังเรื่องนี้มีความใกล้เคียงกับหนังของผู้กำกับ ยาสึจิโร โอสุ ส่วนนักแสดงทั้งสี่ที่รับบทนำต่างก็มีความสง่างามในแบบของตัวเอง ผมจึงคิดว่าควรมีการเซ็ทติ้งและจัดองค์ประกอบภาพเพื่อเน้นความโดดเด่นของพวกเธอ แทนที่จะใช้สไตล์แบบสารคดี แฮนด์เฮล หรือถ่ายภาพแบบอิมโพรไวส์แบบเรื่องก่อนๆ เราจึงวางแผนอย่างมากในการถ่ายทำแต่ละช็อต”

“ตอนอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้ ผมพบว่ามันมีความราบเรียบอยู่สูงโดยไม่มีฉากดรามาแบบที่พบเจอในการ์ตูนทั่วไป เช่น พี่รังแกน้อง, น้องหนีออกจากบ้าน ฯลฯ แถมตัวละครส่วนใหญ่ยังยอมรับชะตากรรมและความสูญเสียอย่างไม่ฟูมฟายหรือขัดขืน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ผมต้องการจะสื่อในหนัง นั่นคือ ชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไม่ต่างจากเม็ดทรายในทะเลเมื่อเทียบกับสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เห็นได้จากการที่ผู้คนเข้ามาแล้วจากไป แต่เมืองคามาคุระยังคงดำรงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

Our Little Sister เข้าฉายในสายประกวดที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ และสามารถคว้ารางวัล Japan Academy Prize สาขาหนังและผู้กำกับมาครองได้

ผลงานเรื่องต่อมาของเขาคือ After the Storm (2016) เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนึ่งคืนของครอบครัวหนึ่ง ตัวเอกของหนังคือ เรียวตะ อดีตนักเขียนมือรางวัลอนาคตไกลที่ปัจจุบันล้มเหลวในชีวิต ติดพนัน หย่าร้างกับภรรยา และถังแตกจนไม่มีเงินจ่ายค่าเลี้ยงดูลูก คืนหนึ่งเมื่อพายุฝนถล่มเมืองโตเกียวอย่างรุนแรง ทำให้สามคนพ่อแม่ลูกติดฝนที่แฟลตอาคารสงเคราะห์ของคุณแม่เรียวตะ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง

“หนังก่อนหน้านี้ไม่ว่า I Wish, Like Father Like Son, Our Little Sister ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของคนอื่น แต่ After the Storm อ้างอิงบางส่วนมาจากชีวิตจริงของผม แฟลตอาคารสังเคราะห์ที่อยู่ในหนังคือแฟลตที่ผมอยู่กับครอบครัวตอนเด็ก เพลงของเติ้งลี่จวินในหนังก็เป็นเพลงที่แม่ผมเปิดให้ฟัง ตัวเอกที่เคยได้รางวัลนักเขียนเมื่อตอนหนุ่มแต่กลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตต่อก็คือภาพสะท้อนของตัวผม รวมถึงการเป็นพ่อที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีด้วย มันเป็นหนังที่มีความส่วนตัวที่สุด” โคริเอดะกล่าว “แต่หนังก็มีความเป็นสากลที่ผู้ชมทั่วไปเข้าถึงได้ โดยผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของผู้กำกับ มิกิโอะ นารุเสะ และ ชินอิจิ คาโมชิตะที่ผมได้ดูบ่อยๆ ตอนเด็ก หนังของพวกเขาเป็นแนวดราม่าครอบครัวที่สะท้อนถึงชีวิตของชนชั้นล่างได้อย่างยอดเยี่ยม”

ประเด็นใน After the Storm ครอบคลุมถึงครอบครัวชนชั้นล่างที่มีปัญหา, ความเป็นพ่อที่ล้มเหลว, การเติบโตไปเป็นคนในแบบที่เราไม่ต้องการ และการประคับประคองครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ หนังได้เข้าประกวดบนเวทีเมืองคานส์สาย Un Certain Regard โดยได้รับเสียงชื่นชมอย่างดีเหมือนเดิม

หลังจากทำหนังครอบครัวติดกันมาหลายเรื่อง โคริเอดะก็หันไปทำหนังแนวขึ้นโรงขึ้นศาล (Courtroom Drama) อย่าง The Third Murder (2017) เรื่องราวของทนายฝ่ายจำเลยที่พบความไม่ชอบมาพากลในคดี ทั้งผู้ต้องหาที่กลับคำให้การไปมาและเบาะแสที่เต็มไปด้วยพิรุธ ทำให้เขาสืบหาความจริงจนได้พบกับสิ่งที่คาดไม่ถึง หนังพูดถึงความบกพร่องของระบบราชการและระบบยุติธรรมของญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่ทิ้งประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวที่มีปัญหา ด้วยการคำถามต่อคนดูว่า อะไรคือความจริงและอะไรคือความยุติธรรม

“หลายคนมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนแนวของผม แต่ที่จริงผมเริ่มต้นอาชีพจากการทำหนังสารคดีทางทีวีซึ่งพูดถึงประเด็นทางสังคมที่ซีเรียสมากมาย มันจึงเป็นแนวทางที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้ว” โคริเอดะกล่าว “ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นทนายและได้พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ศาลไม่ใช่สถานที่สำหรับสืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นสถานที่สำหรับจัดการความขัดแย้งและความเห็นที่ไม่ตรงกันมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของผมรวมถึงใครหลายคน ซึ่งทำให้ผมคิดเนื้อเรื่องในหนังต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทนายเกิดอยากรู้ความจริงทั้งหมดขึ้นมา” ซึ่งโคริเอดะได้ทำการเก็บข้อมูลโดยการติดตามทนายความถึง 7 คนเพื่อศึกษาท่าทาง วิธีพูด วิธีคิด เพื่อใช้ในกระบวนการเขียนบท/กำกับ เพื่อให้หนังออกมาสมจริงที่สุด

The Third Murder เข้าฉายในสายประกวดของเทศกาลหนังเวนิซ และคว้ารางวัลใหญ่จากเวที Japan Academy Prize มาครองได้ (โดยตัวโคริเอดะสามารถคว้าได้ 4 สาขาจากสาขาภาพยนตร์, ผู้กำกับ, บท, ลำดับภาพ)

 

SHOPLIFTERS ครอบครัวที่ลัก

หนังเรื่องล่าสุดของโคริเอดะ ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวยากจนที่ลักเล็กขโมยน้อยเพื่อหาเลี้ยงชีพ วันหนึ่งพวกเขาได้พบเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกทิ้งจึงนำมาดูแลที่บ้าน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นครอบครัวเล็กๆ จนๆ แต่ก็เป็นครอบครัวที่มีความสุข ทว่าในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ความลับบางอย่างก็เปิดเผยออกมาทำให้ทั้งครอบครัวต้องสั่นคลอน

Shoplifters เพิ่งคว้ารางวัลสูงสุดอย่างปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครองได้ และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของโคริเดอะ (ทำเงินในญี่ปุ่นไปเกือบ 40 ล้านเหรียญ) โดยได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดในยุคหลังของเขา จะเข้าฉายในไทยเฉพาะที่โรงหนัง Scala และ House RCA ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมเป็นต้นไป

*************************************************************

บทความอ้างอิง

หนังสือ Asia 4 เขียนโดย “กัลปพฤกษ์”, บทความของไกรวุฒิ จุลพงศธร ในนิตยสาร Bioscope, บทความของกำพล วีระกุลในนิตยสาร Pulp, ”, merveillesxx.bloggang.com,  imdb, electricsheepmagazine, Variety, Indiewire, comingsoon.net และบทความใน GMlive.com

******************************

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก