อลังการเบื้องหลังงาน STOP-MOTION

บทความโดย : แดนผู้รอบรู้

“พวกคุณรู้รึเปล่าว่า stop motion (สต็อปโมชั่น) คืออะไร?”

สต็อปโมชั่น คือ รูปแบบการทำอนิเมชั่นที่ต้องสร้างส่วนประกอบต่างๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่นๆ นอกเหนือจากการวาดลงบนแผ่นกระดาษหรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือเพื่อที่จะขยับรูปร่างท่าทางต่างๆ ของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิดๆ แล้วก็ใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ

อ่า.. ฟังดูน่าทึ่งใช่มั้ยล่ะ? แล้วคุณรู้ไหมว่านอกจากนี้ในการถ่ายทำ สตอปโมชั่น ยังมีการแบ่งเทคนิคในการทำเป็นรูปแบบต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่อยู่ด้วยนะ

——————————————————————————————————

เทคนิคของ STOP-MOTION

การถ่ายสต็อปโมชั่นมีเทคนิคทำได้หลากหลาย เช่น

เคลย์ อนิเมชั่น (Clay animation หรือเรียกย่อๆ ว่า เคลย์เมชั่น / claymation)

อนิเมชันที่ใช้หุ่นซึ่งทำจากวัสดุประเภทดินเหนียวหรือขี้ผึ้ง โดยใส่โครงลวดไว้ข้างในเพื่อให้ดัดท่าทางได้

คัตเอาต์ อนิเมชัน (Cutout animation)

สมัยก่อนอนิเมชั่นแบบนี้ทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย

 กราฟิก อนิเมชัน (Graphic animation)

เป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจไม่เบา เกิดจากการนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่างๆ ที่เราเลือกไว้ (จะเป็นภาพจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ก็ได้) ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage – ปะติด) โดยอาจใช้เทคนิคอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้

โมเดล อนิเมชัน (Model animation)

คือการทำตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง

อนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation)

ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หุ่น ตุ๊กตา ตัวต่อเลโก้ ฯลฯ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่วัสดุซึ่งดัดแปลงรูปร่างหน้าตาได้แบบดินเหนียว

พิกซิลเลชัน (Pixilation)

เป็นสต็อปโมชันที่ใช้คนจริงๆ มาขยับท่าทางทีละนิดแล้วถ่ายไว้ทีละเฟรม เทคนิคนี้เหมาะมากถ้าเราทำอนิเมชันที่มีหุ่นแสดงร่วมกับคน และอยากให้ทั้งหุ่นทั้งคนดูเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน หรือเวลาที่อยากได้อารมณ์แบบกระตุกๆ

วู้ว!! แต่ละแบบดูเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย  แล้วคุณอยากรู้ไหมว่าสต็อปโมชั่นจริงๆ แล้วมันมีที่มาเป็นยังไงกันบ้างนะ? 

ถ้าสงสัยเหมือนกันละก็..ตามมาดูกันเลย  ฮูเร่!!!

———————————————————————————————————————

ประวัติความเป็นมาของ STOP-MOTION

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปลายปี ค.ศ. 1800 สต็อปโมชั่นถูกสร้างโดยใส่การเคลื่อนไหวเข้าไปในวัตถุที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เราลองมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ stop-motion กัน

ในสมัยก่อน การทำ stop-motion ส่วนมากจะทำกับวัตถุที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้ ต้องทำการถ่ายรูปแล้วก็ขยับวัตถุทีละน้อยๆ แล้วก็ถ่ายรูปซ้ำไปซ้ำมา พอได้ภาพจำนวนหนึ่ง ก็จะนำมาเรียงต่อกันเพื่อทำเป็นหนัง สต็อปโมชั่นขนาดสั้นเรื่องแรกที่เกิดจากเทคนิคนี้ก็คือ The Humpty Dumpty Circus สร้างโดย Albert Smith กับ Stuart Blackton ในปี 1899

The Humpty Dumpty Circus 1899

Albert Smith                                                  Stuart Blackton

ต่อมา Emile Cohl นักสร้างการ์ตูนและผู้สร้างอนิเมชั่นชาวฝรั่งเศส เป็นคนนำ stop-motion เข้ามาสู่อเมริกา โดยเขาใช้ ภาพวาด หุ่นจำลอง และสิ่งอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เท่าที่เขาจะหาได้ในตอนนั้น สำหรับการทำ stop-motion แล้วหนัง stop-motion เรื่องแรกของเขาก็ถือกำเนิดขึ้น ชื่อว่า Fantasmagorie เขาสร้างมันเสร็จในปี 1908 โดยใช้เทคนิคการภาพวาดทั้งหมด 700 ภาพ แล้วถ่ายรูปเหล่านั้นเพื่อนำมาทำเป็นอนิเมชั่น

Emile Cohl

Fantasmagorie 1908

Willis O’Brien เป็นผู้สร้างเทคนิคพิเศษให้กับวงการภาพยนตร์ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขามีส่วนร่วมในการสร้างก็คือ The Lost World ในปี 1925 โดยในภาพยนตร์มีบางช่วงที่เป็น stop-motion ซึ่งเขาเป็นคนทำมันเอง จากผลงานนี้ทำให้เขาได้ร่วมงานกับทีมสร้าง King Kong และได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั่วทั้งโลกด้วยการมอบชีวิตชีวาให้กับลิงยักษ์และไดโนเสาร์

The Lost World 1925

Willis O’ Brien

ตอนนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า หลังจากประวัตศาสตร์ที่ยาวนานขนาดนั้น ปัจจุบัน สต็อปโมชั่น ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรกันบ้างนะ?

———————————————————————————————————————

STOP-MOTION พันมือ

          ในปัจจุบัน สต็อปโมชั่น ยังคงมีการพัฒนาในด้านเทคนิคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งอุปกรณ์ที่ใช้และคอมพิวเตอร์ แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นก็คือ การขยับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือ ใช่แล้วในภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องที่ทำขึ้นด้วยเทคนิค สต็อปโมชั่น มันจะทิ้งความยึกยือหรือกระตุกนิดๆ ของภาพไว้เสมอๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในการขยับแต่ละครั้งของตัวละคร อนิเมเตอร์จะต้องใช้จำนวนเฟรมตั้งแต่ 15 ถึง 25 เฟรมต่อวินาทีขึ้นไปที่จะทำให้การขยับของตัวละครดูสมจริง อนิเมเตอร์ทุกคนจะต้องทำการขยับด้วยมือในทุกๆ เฟรม นี่เองจึงทำให้ภาพที่ออกมาจึงดูมีความยึกยือๆ นิดๆ (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า jiggling / jiggling เป็นความสั่นไหวเล็กๆ ไม่ได้นิ่งแบบไม่ไหวติง) ซึ่งถือเป็นมนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของงานชนิดนี้เลยก็ว่าได้

เห็นแล้วเหนื่อยแทน แต่ก็ต้องยอมใจในความทุ่มเทของทีมงานเลยจริงๆ ข้าน้อยขอคารวะ!!!  แต่ช้าก่อนนน.. ความยากลำบากมันยังไม่ได้จบเพียงแค่นี้หรอกนะ…

คุณเคยสงสัยกันไหมว่า เวลาที่ตัวละครขยับหน้าตาเนี่ยเหล่าอนิเมเตอร์เขาทำกันยังไง? คำตอบก็ง่ายนิดเดียว คือ พวกเขาต้องมาขยับพวกมันในทุกๆ อิริยาบถเลยนะสิ! ซึ่งจะมีการเตรียมชิ้นส่วนเฉพาะไว้เพื่อให้ตัวละครสามารถแสดงสีหน้าได้อย่างที่อนิเมเตอร์ต้องการ หรือถ้าหากวัสดุนั้นเป็นชนิดที่นุ่มนิ่มอย่างเช่น ดินน้ำมัน ก็ต้องใช้เครื่องมือในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปทรงหรือไม่ก็ต้องปั่นส่วนนั้นขึ้นมาใหม่เลย เช่น มือท่าต่างๆ ใบหน้าอารมณ์ต่างๆ รวมถึงรูปปากที่ใช้ออกเสียงแตกต่างกันไป

แม่จ้าววว!!! แล้วแต่ละตัวละครจะต้องใช้ชิ้นส่วนพวกนี้กันเท่าไหร่ละเนี่ยถึงจะพูดได้คำๆ นึง

ไม่ใช่แค่ใบหน้าพวกนี้เท่านั้นที่ต้องใช้ชิ้นส่วนมากมายขนาดนี้ ยังมีทั้งชิ้นส่วนแขน ขา เสื้อผ้า และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตัวละครแต่ละตัวมีการเคลื่อนไหวในแบบที่อนิเมเตอร์ตั้งใจเอาไว้ ดังนั้นจึงมีอีกกลุ่มคนที่มีความสำคัญพอๆ กับเหล่าอนิเมเตอร์ นั่นก็คือ Team Props ซึ่งมีหน้าที่สารพัด ตั้งแต่การสร้างสรรค์ฉาก ตัวละคร และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราเห็นกันในภาพยนตร์นั้นก็มาจากพวกเขาเหล่านี้นี่เอง

เป็นงานสร้างที่ต้องใช้จำนวน ความพยายาม และความตั้งใจสูงมากเลยทีเดียว งั้นเราลองไปดูตัวอย่างกันดีกว่า ว่ากว่าจะได้หนังสต็อปโมชั่นมาสักเรื่องพวกเขาต้องทำอะไรกันบ้าง?

———————————————————————————————————————

เบื้องหลังการทำหนัง STOP-MOTION

Mary and Max (2009)

ภาพยนตร์สต็อปโมชั่นปี 2009 ที่ใช้เทคนิคแบบ Claymation ใช้เวลา 5 ปีตั้งแต่เขียนบทจนถึงถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์ โดยใช้เวลาในการถ่ายทำประมาณ 57 สัปดาห์ ด้วยทีมงานทั้งหมด 50 ชีวิต เฉลี่ยแล้ว 1 สัปดาห์พวกเขาถ่ายทำฟุตเตจอนิเมชั่นได้ราว 2 นาทีครึ่ง โดยอนิเมเตอร์ 6 คนสามารถทำอนิเมชั่นได้ 4 วินาทีต่อวัน ทั้งหมดราว 132,480 เฟรม

­­­­­

หุ่นถูกปั้นขึ้น 212 ตัว โดยใช้วัสดุหลากหลาย เช่น โพลีเมอร์, ดินน้ำมัน, พลาสติก และโลหะ ชิ้นส่วนประกอบฉาก 475 ชิ้น ทุกๆ ชิ้นทำจากแก้วไวน์ที่หลอมด้วยมือ ซึ่งใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องพิมพ์ดีด Underwood ของตัวละครนำ มีบางชิ้นส่วนใช้เวลาทำถึง 9 สัปดาห์

วิธีการทำให้ตัวละครพูดนั้นใช้ดินน้ำมัน โดยทุกๆ เฟรมจะมีการเปลี่ยนปากของตัวละคร โดยมีปากทั้งหมดกว่า 1026 ชิ้น เทหลอมลงในแม่พิมพ์ยาง ตัวละคร Max ใช้ปากแสดงอารมณ์และพูดมากกว่า 30 อัน ชิ้นส่วนมือใช้ดินน้ำมันกับโครงลวด 886 ชิ้น ชิ้นส่วนเกี่ยวกับแสง 38 ชิ้น เสื้อผ้า 147 ชุดถูกสร้างขึ้นด้วยดีไซเนอร์ รวมแล้วใช้ดินน้ำมันไปทั้งสิ้น 73 กิโลกรัม ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความอดทน ความพยายามของทีมงาน และใช้เวลาทุ่มเทกว่าจะได้ชิ้นงาน  สต็อปโมชั่นที่สมบูรณ์แบบชิ้นนี้

ช่างป็นเทคนิคการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงกับการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ช่างเป็นกลุ่มคนที่น่ายกย่องจริงเลยๆ หากใครที่ยังไม่หนำใจละก็ เรามีผลงานเจ๋งๆ จากสตูดิโอและคนทำสต็อปโมชั่นเก่งๆ มาฝากคุณอีก จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย ฮูเร่!!!

สตูดิโอ / คนทำสต็อปโมชั่น แนะนำ

Tim Burton

ทิม เบอร์ตัน คือผู้กำกับสุดติสท์ขวัญใจเด็กแนวที่มีเอกลักษณ์ตรงผลงานหม่นหมองแนว dark fantasy พร้อมด้วยคาแรคเตอร์ที่น่าจดจำมากมาย ซึ่งหนังสต็อปโมชั่นในสไตล์ของ ทิม เบอร์ตัน ที่เราอยากจะแนะนำก็คือ The Nightmare Before Christmas (1993 เบอร์ตันเป็นโปรดิวเซอร์) และ Corpse Bride (2005 เบอร์ตันกำกับ) รวมถึง Frankenweenie (2010 เบอร์ตันกำกับ) ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมด้วย

แจ็ค สเกลลิงตัน ผู้นำแห่ง halloween town เกิดรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาได้หลุดเข้าไปในโลกของ christmas town และตื่นตาตื่นใจไปกับสีสันบรรยากาศอันแสนรื่นเริง ทำให้แจ็คคิดจะแย่งงานของซานตาคลอสมาทำ!

วิคเตอร์ ลูกชายคนขายปลาที่เป็นเศรษฐีใหม่ ถูกพ่อแม่บังคับให้แต่งงานกับ วิคตอเรีย บุตรสาวของเศรษฐีถังแตก โดยที่ทั้งคู่นั้นไม่เคยเจอกัน แต่ในวันซ้อมพิธีแต่งงาน วิคเตอร์ไม่สามารถท่องคำสาบานให้ถูกต้องได้ เขาจึงเดินเข้าป่าเพื่อซ้อมท่องคำสาบาน และสวมแหวนแต่งงานที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่ง หากกิ่งไม้นั้นดันเป็นนิ้วมือของ เอมิลี่  หญิงสาวที่ถูกฆ่าตายในชุดวิวาห์ จนทำให้วิญญาณของเธอตื่นขึ้นมาจากหลุม เรื่องวุ่นวายระหว่างคนเป็นกับคนตายจึงได้เริ่มขึ้น

Aardman Animations

สตูดิโอผู้สร้างงานสต็อปโมชั่นสัญชาติอังกฤษที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุค 90 ซึ่งมีเอกลักษณ์ตรงตัวละครที่ดูเรียบง่ายและอารมณ์ขันแบบอังกฤษที่ดูสนุกสนานไร้พิษภัย นำโดยผู้กำกับหัวหอกของสตูดิโอ นิค พาร์ค ผลงานเด่นๆ ของ Aardman ก็เช่น Shaun the Sheep ซีรีย์สต็อปโมชั่นทางทีวีที่โด่งดังและยังมีออกอากาศอยู่ในปัจจุบัน (แต่เป็นเรื่องของรุ่นลูกคือ แกะน้อย Timmy), Chicken Run (2000) ภาพยนตร์สต็อปโมชั่นเรื่องแรกของสตูดิโอ และเป็นหนังสต็อปโมชั่นขนาดยาวที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งล่าสุดกำลังพัฒนาภาคต่ออยู่, Wallace and Gromit: the Curse of the Were-Rabbit (2005), The Pirates! Band of Misfits (2012), Shaun the Sheep Movie (2015) เป็นต้น

คุณนายทวิ๊ตตี้ ภรรยาของเจ้าของฟาร์มไก่ เกิดความคิดจะเปิดโรงงานทำพายไก่ แล้วพายไก่ใช้อะไรทำล่ะ? คำถามนี้แม้แต่ ร็อคกี้ เจ้าโต้งจากโรดไอแลนด์ หรือแม่ไก่ที่ชื่อ จิงเจอร์ ก็สามารถตอบได้ แม่ไก่จิงเจอร์หวังว่าร็อคกี้จะสามารถช่วยให้เธอและฝูงของเธอหนีจากฟาร์มและอาณาจักรพายไก่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา เวลาหมดลงไปทุกขณะ ส่วนเตาอบก็ร้อนๆ ขึ้นทุกวินาที พวกหล่อนต้องรีบช่วยกันคิดหาแผนการให้ได้ในเวลาอันจำกัด

เมื่อการแข่งขันการประกวดพืชผักขนาดยักษ์ประจำปีมาถึง จู่ๆ ก็เกิดเหตุร้าย มีสัตว์ขนาดมหึมามาทำลายพืชผักของชาวบ้านและกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เลดี้ท็อตติงตัน แม่งานจัดประกวดจึงจ้างวอลเลซและกรอมมิทให้มาจับสัตว์ประหลาดตัวนี้ให้ได้ อีโร่ของเมืองอย่างพวกเขาจึงต้องสืบหาว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้แท้จริงแล้วมันคืออะไร

เรื่องราวของกัปตันโจรสลัดที่ออกปฏิบัติภารกิจเพื่อเอาชนะคู่แข่งของเขา เมื่องานแข่งขันชิงเจ้าแห่งโจรสลัดประจำปีใกล้มาถึง ล่องสำเภาสู่การเดินทางแสนหฤหรรษ์เต็มสูบไปกับหัวหน้าโจรสลัดสุดฮาและบรรดาสมุนหลุดโลกในการผจญภัย 7 คาบสมุทร อีกครั้งที่กัปตันโจรสลัดชื่อด้อย (พากย์เสียงโดย ฮิวจ์ แกรนต์) ต้องถูกทิ้งห่างโดยสองโจรสลัดคู่แข่งอย่าง แบล็ก เบลลามี (พากย์เสียงโดย เจเรมี ไพเวน) และ คัตลาส ลิซ

เมื่อฝูงแกะเล่นสนุกจนทำให้เจ้านายเกิดอุบัติเหตุและความจำเสื่อมหลงอยู่ในเมือง จึงเป็นภารกิจของ ชอว์น เจ้าแกแสนรู้กับเพื่อนหมา บัสเตอร์ ที่ต้องนำเหล่าแกะมุ่งหน้าเข้าเมือง และทำทุกอย่างเพื่อพาเจ้านายที่รักกลับมายังฟาร์มให้จงได้ โดยต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากเจ้าหน้าที่เทศบาลมหาภัยด้วย

Laika Studios

ไลกา สตูดิโอน้องใหม่มาแรงที่เคยอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Corpse Bride เจ้าสาวศพสวยของ ทิม เบอร์ตัน แต่หลังจากนั้นก็ได้พาตัวเองจนมาอยู่แถวหน้าของสายงานด้านสต็อปโมชั่นด้วยผลงานที่มีความสดใหม่ งานออกแบบเก๋ไก๋ประณีต และเทคนิคแพรวพราว จนเป็นที่จดจำและได้เข้าชิงออสการ์สาขาอนิเมชั่นมาแล้วหลายครั้ง ผลงานหนังของค่ายนี้ ได้แก่ Coraline (2009), Paranorman (2012), The Boxtrolls (2014), Kubo and the two strings (2016)

คอโรลไลน์ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่กับพ่อและแม่ เธอเดินผ่านประตูลับในบ้านหลังนี้และค้นพบโลกคู่ขนานที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริงของเธออย่างน่าประหลาด แต่ที่นี่มันทำให้เธอรู้สึกดีและมีทุกอย่าง จนกระทั่งแม่ในโลกคู่ขนานพยายามจะรั้งเธอไว้และให้เธออยู่ในโลกนี้ไปตลอดกาล เมื่อนั้นเองที่ทำให้เธอต้องหนีโดยได้รับความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่มเพื่อนบ้านและแมวดำพูดได้ เพื่อออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงและนำวิญญาณที่สูญหายไปกลับมา

นอร์แมน เด็กชายธรรมดาที่มีตาเห็นผีได้ เขารู้สึกแปลกแยกและเป็นตัวประหลาดของเหล่าเพื่อน จนกระทั่ง นีล เด็กอ้วนที่รู้สึกเหมือนเขาเข้ามาขอเป็นเพื่อน นอร์แมนได้พบกับลุงแท้ๆ ของเขาที่ต้องการส่งมอบหน้าที่คอยสะกดแม่มดไว้ในหลุม หากทุกอย่างก็ผิดพลาดเมื่อแม่มดตื่นขึ้นและปลุกเหล่าซอมบี้ขึ้นมา นอร์แมนเป็นคนที่จะต้องหยุดคำสาปแม่มดแล้วจบเรื่องนี้ซะที

Egg เด็กน้อยที่โตมาในรังของเหล่าโทรลล์ เหล่าโทรลพวกนี้ตัวเล็กและใช้กล่องคลุมตัวเหมือนกระดอง พวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขภายในท่อระบายน้ำใต้ดินของเมือง แต่แล้วก็มีพวกนักล่าโทรลล์จากนายกฯ ที่ค่อยมาไล่ล่าพวกโทรลล์จนหมด และเป็น Egg หนุ่มน้อยที่จะต้องไปตามหาพวกโทรลล์และนำครอบครัวของเขากลับมา

คูโบ้ เด็กชายนักเล่านิทาน ผู้เฉลียวฉลาดและจิตใจดี อยู่มาวันหนึ่ง เขาพบว่าตนเองถูกวิญญาณอาฆาตตามรังควาน จนเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการผจญภัยสุดระทึก เมื่อคูโบ้ต้องร่วมออกเดินทางกับลิงสาวนักดาบ และด้วงซามูไรนักแม่นธนู เพื่อหาหนทางปกป้องครอบครัว โดยออกตามหาหมวกและชุดเกราะซามูไร รวมถึงไขปริศนาความลับของพ่อ ซึ่งเป็นซามูไรผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมพลีชีพในสนามรบ ภารกิจครั้งนี้ไม่ง่ายเลย เพราะคูโบ้และเพื่อนๆ จะต้องต่อสู้เอาชีวิตรอด ทั้งจากเหล่าภูตผีและจากทวยเทพผู้บ้าคลั่ง

Wes Anderson

เวส แอนเดอร์สัน เป็นผู้กำกับที่มีแนวทางและรูปแบบโดดเด่นจนเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเรื่องราวที่มีเสน่ห์แบบแปลกๆ และการจัดองค์ประกอบภาพให้ดูสมดุลในทุกๆ ฉาก เจ้าของผลงานภาพยนตร์อาร์ตๆ อย่าง The Grand Budapest Hotel (2014) แม้ว่าเขาจะทำหนังสต็อปโมชั่นมาแค่เรื่องเดียวคือ Fantastic Mr. Fox (2009) แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาด และในปี 2018 นี้ ภาพยนตร์อนิเมชั่นสต็อปโมชั่นเรื่องใหม่ของเขาก็กำลังจะเข้าฉายด้วย นั่นคือ Isle of Dogs (2018)

Fantastic Mr. Fox ดัดแปลงจากวรรณกรรมของ โรอัลด์ ดาห์ล เรื่องราวของอดีตจอมโจรหัวขโมย ‘คุณฟอกซ์’ ผู้ให้สัญญากับภรรยาตอนโดนจับว่า หากมีชีวิตรอดกลับไปจะเลิกเป็นหัวขโมย และเมื่อเขารอดไปได้ก็เริ่มต้นอาชีพใหม่ด้วยการเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ และทำงานเก็บเงินเพื่อขยายฐานะจากบ้านใต้ดินไปอยู่บนดิน ในระหว่างที่กำลังหาบ้านใหม่เขาก็พบกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงเลี้ยงไก่ ห่าน และโรงเหล้าแอปเปิ้ล ซึ่งมี 3 ชาวนาสุดโหดอย่าง บอกิส บันช์ และบีน ทำให้สัญชาตญาณหัวขโมยของฟอกซ์กลับมาอีกครั้ง เขาซื้อบ้านหลังนั้นและร่วมมือกับ ‘ไคลี่’ พอสซั่มตัวอ้วนวางแผนการออกขโมยอีกครั้งโดยปิดบังภรรยา แต่ครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นเหมือนครั้งก่อนๆ เมื่อการกระทำของเขาส่งผลต่อชีวิตครอบครัวและสัตว์ตัวอื่นๆ เขาจึงต้องใช้สัญชาตญาณความเป็นจิ้งจอกแก้ไขปัญหาครั้งนี้

Isle of Dogs เรื่องราวสุดระทึกปนดราม่าในเมืองเมงาซากิ เมื่อนายกฯ ใจแคบ โคบายาชิ ผู้ปกครองเมืองออกกฎหมายห้ามเลี้ยงสัตว์และขับไล่สุนัขทุกตัวไปอาศัยอยู่ในเกาะรวมรวบขยะหลังจากเกิดการป่วนเมืองครั้งใหญ่ด้วยฝีมือของเหล่าสัตว์สี่ขา ร้อนถึง อาตาริ โคบายาชิ หนุ่มน้อยวัย 12 ปีที่เสียสัตว์เลี้ยงสุดรักไป ได้เตรียมก่อกบฏย่อมๆ โดยใช้เครื่องบินคู่ใจ จูเนียร์-เทอร์โบ พร็อบ บินข้ามแม่น้ำไปตามหาเพื่อนหมาแสนรักบนเกาะสุนัขนี้ด้วยตัวเอง

———————————————————————————————————————

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

 

อ้างอิง

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99

http://www.lomography.co.th/magazine/128477-a-short-history-of-stop-motion-animation-thai

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"