วิวัฒนาการและความแตกต่างของการทำอนิเมชั่นจากอดีตถึงปัจจุบัน

บทความจากกิจกรรม Plotter Offer กิจกรรมนำเสนอหัวข้อให้เรานำมาทำจริง !


โดยคุณ Pichat Winta
อยากให้เสนอเบื้องหลังการทำ 2D แอนิเมชั่น ตั้งแต่เริ่มทำสตอรี่บอร์ดยันแอนิเมทเลยค่ะ5555. ถ้ามีเทียบความต่างของพัฒนาการในยุคบุกเบิกกับยุคปัจจุบันจะปลื้มมากกก ><


 

การสร้างอนิเมชั่น 2D ในยุคเริ่มต้น (1930-1960)

กล่าวได้ว่าในสมัยก่อนนั้นการสร้างอนิเมชั่นมีความลำบาก และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงกว่าทุกวันนี้มาก หลักๆ เลยก็คือในเรื่องของการใช้แรงงานคนที่ต้องถึกกว่าในปัจจุบันมากมาย ว่าแล้วก็มาดูวิธีในแบบยุคแรกกันเลยดีกว่าครับ

—————————————————————————————————————

“Cel Animation”

วิธีสร้างอนิเมชั่นแบบดั้งเดิมที่ วอลท์ ดิสนีย์ ใช้ในการผลิตผลงานในช่วงห้าสิบปีแรก โดยตัวละครจะถูกวาดด้วยมือลงบนแผ่นเซลลูลอยด์โปร่งใสทีละภาพ แล้วจึงนำไปลงสี ก่อนจะวางซ้อนลงบนฉากหลังและใช้กล้องบันทึกภาพแต่ละช็อตไว้ ซึ่งเมื่อนำมาฉายภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูงก็จะเกิดเป็นภาพติดตาที่เคลื่อนไหว โดยภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของดิสนีย์ Snow White and the Seven Dwarfs (1937) ต้องอาศัยช่างวาดกว่า 100 คน ทำหน้าที่ลอกลายเส้นที่ศิลปินร่างไว้ลงบนแผ่นเซล กระบวนการซ้อนแผ่นเซลและบันทึกภาพเกิดขึ้นมากกว่า 5 แสนครั้ง รวมแล้วมีภาพถูกวาดขึ้นเกือบ 2,000,000 ภาพ และมีเพียง 166,000 ภาพที่ได้ปรากฏในภาพยนตร์

และหลังจากนั้น ดิสนีย์ก็ได้จ้าง ดอน เกรแฮม (Don Graham) อาจารย์ศิลปะจากสถาบันศิลปะชุยนาร์ด (Chouinard Art Institute) ผู้ได้เริ่มคัดเลือกนักแสดงมาเป็นต้นแบบของตัวละครเอกในเรื่อง เพื่อให้ศิลปินถ่ายทอดบุคลิกและการเคลื่อนไหวของตัวละครออกมาให้มีความสมจริงที่สุด ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเทคนิคที่สตูดิโอใช้ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มา

แคทรีน โบมองต์ (Kathryn Beaumont) นักแสดงเด็กที่เคยเป็นต้นแบบและให้เสียงพากย์ตัวละคร อลิซ ในภาพยนตร์อนิเมชั่น Alice in Wonderland (1951)

ในยุคที่ภาพอนิเมชั่นถูกวาดลงบนแผ่นเซล สตูดิโอดิสนีย์ยังริเริ่มการใช้กล้อง Multiplane Camera” โดยนำแผ่นเซลที่วาดองค์ประกอบของฉากแบ่งตามระยะ ใกล้-ไกล มาเรียงซ้อนกันได้มากถึง 7 ชั้น ถ่ายด้วยกล้องที่สามารถเคลื่อนไหวได้ในแนวตั้ง เพื่อกำหนดระยะห่าง ควบคุมทิศทางและความเร็วในการเคลื่อนที่ของแต่ละชั้น ทำให้ได้ภาพที่ดูมีมิติความลึกสมจริง รวมถึงสร้างเอฟเฟ็คท์การเคลื่อนไหวที่แปลกตา (เช่นฉากตอนกลายร่างของราขินีแม่มดใน Snow White ภาพจะออกมาเหมือนกับกล้องหมุนไปรอบๆตัวละคร)  ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ดิสนีย์พัฒนาขึ้น (Computer Animation Production System หรือ CAPS) ซึ่งสามารถสแกนลายเส้นของศิลปินลงในคอมพิวเตอร์และลงสีในโปรแกรมดิจิทัลได้เลย

Multiplane Camera ต้นกำเนิดอนิเมชั่น 3 มิติ ที่ไม่ใช่ 3 มิติแบบใช้แว่น แต่เป็นระบบกล้องที่สามารถถ่ายภาพให้มี foreground / background หลายๆ ระดับที่เคลื่อนไหวต่างกัน เพิ่มความสมจริงเวลา แพน/ซูม กล้องหรือตัวละครเคลื่อนที่สัมพันธ์กับฉาก – Disney ใช้เทคนิคนี้ในภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว Snow White and the Seven Dwarfs (1937) เป็นเรื่องแรก และ The Little Mermaid (1989) เป็นเรื่องสุดท้าย

—————————————————————————————————————

ผลงานอนิเมชั่นที่โดดเด่นในยุค 2D Animation

Snow White and the Seven Dwarfs (1937)

“เจ้าหญิงสโนว์ไวท์” ถือเป็นการ์ตูนเจ้าหญิงเรื่องแรกของดิสนีย์ และเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ใช้มือวาดลงบนแผ่นเซลล์เรื่องแรกของโลก ออกฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1937 หรือมากกว่า 80 ปีก่อน! และประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น ลบข้อครหาที่คนในวงการบอกว่า วอลท์ ดิสนีย์ โง่หรือบ้าไปแล้วที่ลงทุนเอาบ้านไปจำนองเพื่อสร้างหนังเรื่องนี้ถึง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (นับว่ามหาศาลในยุคนั้น) จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว นอกจากนั้นหนังยังได้รางวัลออสการ์เกียรติยศ (Academy Honorary Award) ในฐานะ ‘นวัตกรรมทางภาพยนตร์ที่กินใจผู้คนนับล้านและบุกเบิกความบันเทิงสาขาใหม่’ เป็นตุ๊กตาทองตัวใหญ่ 1 ตัว และตัวเล็กๆ อีก 7 ตัว ด้วย

Alice in Wonderland (1951)

 

อนิเมชั่นที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง Alice’s Adventure in Wonderland ของ ลูอิส แครอลล์ ซึ่งก่อนหน้านี้ วอลต์ ดิสนีย์ เคยนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สั้นที่ใช้คนแสดง (live-action) มาก่อนตั้งแต่ปี 1923 และได้เริ่มนำนักแสดงหญิงสาวมาเป็นต้นแบบของตัวละคร ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นอนิเมชั่นฉบับดัดแปลงที่ดีที่สุดของอลิซอีกด้วย

https://en.wikipedia.org/wiki/Alice_in_Wonderland_(1951_film)

Sleeping Beauty (1959)

Sleeping Beauty หรือ เจ้าหญิงนิทรา ดัดแปลงจากเทพนิยายคลาสสิคเรื่อง The Sleeping Beauty ที่แต่งโดย ชาร์ลส เปอร์โรต์ เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นของดิสนีย์เรื่องแรกที่ใช้สัดส่วนภาพกว้างแบบ Wide Screen ซึ่งทำให้เห็นบรรยากาศโดยรอบมากขึ้นนั่นเอง

https://en.wikipedia.org/wiki/Sleeping_Beauty_(1959_film)

—————————————————————————————————————

การเติบโตของ 2D Animation ในยุคคาบเกี่ยว (1980-2000)


 จากวันนั้นที่ใช้การวาดภาพเป็นแสนเป็นล้านแผ่น วันนี้เทคโนโลยีทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการทำงานอนิเมชั่นมากขึ้น เรามาลองดูขั้นตอนการทำงานในยุคที่ 2D Animtion เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและกลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จนก่อเกิดสตูดิโอมากมายที่ผลิตงานอนิเมชั่นของตัวเอง

ขั้นตอนการทำงานและแผนกต่างๆ ของการทำ 2d อนิเมชั่น

  • เริ่มที่แผนก ออกแบบจัดองค์ประกอบ (Layout Designer)

แผนกนี้จะดูแลภาพรวมของงาน โดยนำเอาสตอรี่บอร์ดมาพิจารณาและจัดองค์ประกอบภาพให้บอกเล่าเรื่องได้ตามวัตถุประสงค์ ก่อนจะส่งต่อให้แผนกอื่นๆ เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตในการทำงานอย่างคร่าวๆ ด้วย (เช่นฉากหลังควรวาดแค่ไหน เป็นต้น)

  • แผนกทำอนิเมชั่นหลัก ( Key Animators )

คือผู้วาดภาพอนิเมชั่นที่เป็นท่าหลักหรือหัวใจสำคัญในแต่ละฉาก เช่นถ้าใช้ 18 ภาพ/วินาที ผู้วาดแผนกนี้จะวาดภาพที่ 1/5/9/13/18 โดยประมาณ

  • แผนกทำภาพเชื่อมโยง ( Inbetweeners )

คือผู้ทำหน้าที่วาดภาพต่อจากผู้วาดเส้นหลัก ในส่วนที่เหลือ เช่น ถ้าผู้วาดเส้นหลักวาดภาพที่ 1/5/9/13/18 แผนกนี้ก็จะต้องวาดภาพที่ 2-4/6-8/10-12/14-17 ซึ่งเป็นภาพการเคลื่อนไหวรองหรือการเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามภาพหลักอยู่แล้ว

– แผนกเขียนภาพฉากหลัง ( Background Artist )

มีหน้าที่วาดภาพบรรยากาศในฉากนั้นๆ ซึ่งอาจจะเป็นงานวาดมือ หรือวาดในคอมพิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งฉากหลังจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศของเรื่อง กำหนดมู้ด/โทนของหนัง และแสดงถึงสุนทรียภาพในงานอนิเมชั่นได้เป็นอย่างดี

แผนกตัดเส้น (Clean up)

หลังจากแผนกอนิเมชั่นทำภาพอนิเมชั่นหลักและเชื่อมโยงเสร็จแล้ว ก็จะส่งมาให้แผนกนี้ทำความสะอาดและตัดเส้นให้เรียบร้อย โดยอาจแสกนภาพลงไปทำในโปรแกรมคอมพิวเตอร์

แผนกระบายสี ( Paint / Digital paint )

สมัยก่อนตอน วอลท์ ดิสนีย์ ทำอนิเมชั่น 2D แผนกนี้จะใช้แรงงานผู้หญิงจำนวนมากเป็นหลักในการลงสีตัวละคร (เพราะผู้หญิงมีฝีมือและความละเอียด) แต่ปัจจุบันที่ใช้ระบบดิจิทัลแล้ว แผนกนี้ก็จะทำหน้าที่ลงสีด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์แทน

แผนกเอฟเฟ็คท์พิเศษ ( Special Effect Artist )

มีหน้าที่สร้างภาพเทคนิคพิเศษต่างๆ เช่น หมอกควัน น้ำไหล คลื่น ประกายแสง ระเบิด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อนิเมชั่นช่วยประมวลผลและสร้างขึ้นมา

แผนกคอมโพซิท ( Composite )

ทำหน้าที่รวบรวมองค์ประกอบภาพจากงานของแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็น ตัวละคร ฉากหลัง เทคนิคพิเศษ นำมาจัดวางเข้าด้วยกันและปรับแต่งให้เหมาะสมเพื่อเป็นช็อตที่สมบูรณ์

แผนกลำดับภาพ ( Editing )

มีหน้าที่นำช็อตต่างๆ ที่แผนกคอมโพสิทประกอบเสร็จแล้วมาเรียงต่อกันเป็นฉากๆ เพื่อเล่าเรื่องตามสตอรี่บอร์ดหรือความต้องการของผู้กำกับ


 

สตูดิโออนิเมชั่น 2D ที่โดดเด่นในยุคคาบเกี่ยว

Studio Ghibli

สตูดิโออนิเมชั่นของประเทศญี่ปุ่นที่มีผลงานโด่งดังและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก สตูดิโอจิบลิก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1985 โดยผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ ร่วมกับ อิซาโอะ ทากาฮาตะ และ ผู้จัดการฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสร้างที่มีผลงานมายาวนาน โทชิโอะ ซูซึกิ โดยอนิเมชั่นของสตูดิโอนี้จะเน้นไปที่การวาดมือแบบดั้งเดิมเป็นหลัก

—————————————————————————————————————

ผลงานที่โดดเด่น

Nausicaa of the Valley of the Wind (1984)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกที่เป็นใบเบิกทางให้กับ สตูดิโอจิบลิ ผลงานชั้นเยี่ยมของผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่สร้างจากมังงะชื่อเดียวกันที่มิยาซากิเขียน ออกฉายครั้งแรกในปี 1984 ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ทำให้มิยาซากิสามารถรวบรวมทุนมาก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ซึ่งกลายเป็นผู้นำสำคัญให้กับวงการอนิเมะญี่ปุ่นอย่างยิ่งยวดในเวลาต่อมา

Spirited Away (2001)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมที่ทำให้ ฮายาโอะ มิยาซากิ ได้รับรางวัลออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมโดยถือเป็นอนิเมะญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ทำได้

Sunrise

ใครที่ชื่นชอบการ์ตูนหุ่นยนต์ต้องเคยได้ยินชื่อนี้แน่ๆ ซันไรส์ เป็นบริษัทในเครือของ Namco Bandai Holdings ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1972 เป็นหนึ่งในสตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของญี่ปุ่น ทำผลงานที่มุ่งเน้นไปยังตลาดอนิเมชั่นกระแสหลัก โดยเฉพาะแนวที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ ที่ถึงแม้จะทำยากแต่ก็สามารถต่อยอดมาเป็นของเล่นได้ง่าย

ผลงานที่โดดเด่น

Mobile Suit Gundam (1979)

          

ซีรีส์อนิเมชั่นทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ ซันไรส์ และปัจจุบันก็ยังมีภาคต่อและของเล่นออกตามมาอย่างต่อเนื่อง ภาคแรกกำกับโดย โทะมิโนะ โยะชิยุกิ โดยถือเป็นต้นกำเนิดของการ์ตูนหุ่นยนต์แนวเรียลโรบ็อท และเรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จในด้านการตลาดสูงที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งล่าสุด Legendary สตูดิโอผู้ผลิตหนังหุ่นยนตร์ Pacific Rim ได้ประกาศโปรเจ็คร่วมสร้างภาพยนตร์กันดั้มแบบคนแสดงจริง (Live-action) ออกฉายโรงฯ เรื่องแรกของโลกอยู่ด้วย

Akira (1988) และ Steamboy (2004)

(ซ้าย) อนิเมชั่น Akira (ขวา) ฉบับมังงะ

Akira เป็นอนิเมชั่นสุดเท่ในแนวสตีมพังค์ กำกับและเขียนบทโดย คัตสึฮิโระ โอโตโมะ หนึ่งในปรมาจารย์แห่งมังงะและอนิเมะ ส่วน Steamboy เป็นผลงานในยุคหลังของเขาที่มีงานภาพตระการตาและทำไอน้ำได้สวยงามตามชื่อเรื่อง เป็นหนึ่งในภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในญี่ปุ่น และยังใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี โดยใช้ภาพวาดมากกว่า 180,000 ภาพ และมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคช่วยถึง 440 ฉาก ทำให้งานออกมาดูสมบูรณ์มาก

 

สตอรี่บอร์ดและคอนเซปอาร์ตของ Steamboy ที่มีความละเอียดสูงมากๆ เนื่องจาก  คัตสึฮิโระ โอโตโมะ เป็นนักวาดหนังสือการ์ตูนมังงะด้วย

Walt Disney Pictures

ในยุคคาบเกี่ยวเอง ดีสนีย์ก็ยังคงผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องและมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย โดยตั้งแต่ปี 1989 ไปจนถึงปี 1999 ถูกนับว่าเป็น ยุคเรอเนซองส์ ของดิสนีย์ ที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นฉายโรงของดิสนีย์ได้รับความนิยมและทำเงินเป็นอย่างมาก

ผลงานที่โดดเด่น

Tarzan (1999)

ถือเป็นอนิเมชั่นเรื่องสุดท้ายของยุค ดิสนีย์เรอเนสซองส์ และเป็นการเปิดยุคใหม่ให้กับงานอนิเมชั่นของดิสนีย์ Tarzan กำกับโดย Kevin Lima ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ.1999 เป็นอนิเมชั่น 2D เรื่องแรกๆ ของดิสนีย์ที่มีการใช้ภาพคอมพิวเตอร์ 3D ในการสร้างฉากหลังซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวของทาร์ซานที่มีความโลดโผนถูกทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ทำให้ Tarzan ประสบความสำเร็จด้านรายได้และคำวิจารณ์ในระดับสูงและเป็นผลงานทิ้งท้ายของ ดิสนีย์เรอเนสซองส์ ที่สมภาคภูมิ

Treasure Planet (2002)

เป็นผลงานเริ่มต้นในช่วงยุค 2000 ของดิสนีย์ที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ทำอนิเมชั่นอย่างเต็มตัว Treasure Planet สร้างจากนิยายผจญภัยของ Treasure Island  ที่แต่งโดย โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน อนิเมชั่นกำกับโดย รอน เคลเมนท์ และ จอห์น มูสเกอร์ ถึงแม้จะเป็นผลงานที่ล้มเหลวในด้านรายได้ แต่ก็เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เข้าฉายในระบบ IMAX และยังถูกเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม ประจำปี 2002


 

การทำอนิเมชั่นยุค 3D (ปี 2000-ปัจจุบัน)

จากการมาถึงของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ทำให้อนิเมชั่น 3D ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยวิธีการสร้างที่สะดวกรวดเร็วและทุ่นแรงกว่าการวาดการ์ตูน 2D ทำให้ในปัจจุบันอนิเมชั่น 3D ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาพรวมของวงการ

ขั้นตอนการทำงาน

นับว่ายังมีความคล้ายคลึงกับของ 2D อยู่บ้าง โดยเริ่มจากขั้นตอนวางแผนก่อนการผลิต (pre-production) ที่ทีมงานจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการโดยรวม อาทิ บทภาพยนตร์ สตอรี่บอร์ด จะใช้โปรแกรมหรือฮาร์ดแวร์อะไรในการทำงาน ควรมีการบันทึกไฟล์ข้อมูลสำรองบ่อยแค่ไหนอย่างไร ระบบการตั้งชื่อไฟล์เป็นอย่างไร งบประมาณและตารางเวลาของศิลปินแต่ละคน  รวมไปถึงการมอบหมายงาน ฯลฯ ขอสรุปขั้นตอนคร่าวๆ ให้พอเข้าใจกัน ดังนี้

  1. สเก็ตซ์ภาพและเขียนสตอรี่บอร์ด

คือการวางแผนการเล่าเรื่องทั้งหมดเพื่อดูมุมกล้องและองค์ประกอบในฉาก ถึงจะเป็นงานอนิเมชั่นแบบ 3D ก็ยังต้องสร้างเรื่องราวทั้งหมดด้วยการเขียนสตอรี่บอร์ด เหมือนกับรูปแบบ 2D เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของงานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในสตอรี่บอร์ดยังช่วยกำหนดเรื่องโทนสีของหนังในแต่ละช่วงด้วย

  1. สร้างโมเดล (Modeling)

เป็นการทำโมเดลคาแรกเตอร์หรือตัวละครในเรื่อง ด้วยโปรแกรมสร้างงาน 3D เช่น 3ds Max, Maya ,Lightwave ฯลฯ ให้เกิดโครงสร้างแล้วลงรายละเอียดพร้อมตกแต่งโมเดล โดยการสร้างโมเดลนี้อาจรวมถึงการสร้างฉากหลังด้วย

  1. ใส่พื้นผิวและลวดลาย( texture & skin)

เป็นการใส่พื้นผิวให้กับตัวละคร หรือวัตถุที่เพิ่งสร้างตามที่เราออกแบบไว้ เช่น ต้องการสร้างแก้วน้ำ พื้นผิวก็ควรจะมีความใสและมันวาว ถ้าสร้างคน พื้นผิวก็จะเป็นผิวหนังและลวดลายของเสื้อผ้า

  1. ใส่กระดูกและกลไก (rigging)

สำหรับตัวละครหรือวัตถุที่ต้องการสร้างความเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน จำเป็นต้องใส่กระดูกหรือกลไกภายในเพื่อให้อนิเมเตอร์นำไปใช้สร้างการเคลื่อนไหว ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องทางเทคนิค และบางทีก็อาจต้องค้นคว้าจากกายภาพจริงๆ ของวัตถุนั้นๆ หรือความต้องการของผู้กำกับ / อนิเมเตอร์ ว่าอยากได้การเคลื่อนไหวแบบไหน เพื่อนำมาสร้างกลไกที่ใช้ได้และออกมาสมจริงหรือตามวัตถุประสงค์

  1. สร้างการเคลื่อนไหว (animating)

เป็นการกำหนดการเคลื่อนไหวของโมเดล สร้างชีวิตชีวาให้กับคาแรกเตอร์และบอกเล่าเรื่องราว ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก โดยอนิเมเตอร์ต้องใช้การแสดง (acting) เพื่อทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวและอารมณ์ โดยดูจากนักแสดงต้นแบบที่ให้เสียงพากย์ รวมถึงลองแสดงด้วยตนเองและถ่ายมาดูด้วย ส่วนการเคลื่อนไหวของสัตว์หรือวัตถุเฉพาะบางอย่าง ก็ต้องอาศัยการไปรีเสิร์ชค้นคว้าของจริงเพื่อนำมาถ่ายทอดให้ถูกต้องเหมาะสม

  1. จัดฉาก แสงและมุมกล้อง (Light & Cameras)

หลังจากที่ได้ตัวละครและการเคลื่อนไหวแล้ว ต่อมาคือการใส่เข้าไปฉาก รวมถึงทำการจัดแสงและมุมกล้อง เพื่อถ่ายทอดให้สมจริงและได้อารมณ์ตามที่ผู้กำกับต้องการ

  1. ใส่เอ็ฟเฟ็กต์และตกแต่งชิ้นงาน (Effects)

การทำเอ็ฟเฟ็กต์ด้านภาพ เช่น ไฟ ลม น้ำ สายฟ้า แสงเลเซอร์ ซึ่งช่วยเติมเต็มให้งานอนิเมชั่นมีความสมบูรณ์และน่าสนใจมากขึ้น

  1. ประมวลผลภาพ (Rendering & Compositing)

ขั้นตอนสุดท้ายนั้นคือ การประมวลผลภาพหรือการเรนเดอร์ภาพออกมาเป็นไฟล์ที่สมบูรณ์ ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ภาพที่มีความละเอียดเต็มที่สำหรับการนำไปใช้ฉายจริง ครบถ้วนทั้งเรื่องของแสง สี และเอ็ฟเฟ็คท์ต่างๆ ก่อนนำไปเข้าสู่กระบวนการลำดับภาพต่อ

ผลงานอนิเมชั่น 3D ที่โดดเด่น

อนิเมชั่น 3D ในช่วงแรกๆ นั้นมักจะเป็นถูกใช้เป็นแค่ส่วนประกอบหรือเอ็ฟเฟ็คท์ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Star Wars แต่ก็ยังไม่มีการทำเป็นภาพยนตร์ที่เป็น 3D ล้วนๆ หรือมีเรื่องราวมาก่อน จนกระทั่งในปี 1984 จอห์น แลสเซสเตอร์ ผู้กำกับหัวหอกของ Pixar ได้สร้างหนังสั้นที่เป็นคอมพิวเตอร์อนิเมชั่นเป็นเรื่องแรกของโลก ในผลงานชื่อ  the adventures of andré & wally b ที่มีความยาวเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น

และนับแต่นั้นมา วงการ 3D อนิเมชั่นก็มีการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นำโดย 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ในตลาดอนิเมชั่น 3D นั่นก็คือ พิกซาร์ และ ดรีมเวิกส์ แล้วความโดดเด่นของ 2 ค่ายนี้มันเป็นยังไงกันนะ ไปดูกันเลย

“Pixar animation studios”

เริ่มต้นจากการเป็นแผนกเทคนิคแผนกหนึ่งใน Lucas film ก่อนจะถูก สตีฟ จ็อบส์ ซื้อมาในปี 1986  หลังจากนั้น Pixar ที่เดิมทีผลิตซอฟต์แวร์ 3D ให้กับภาพยนตร์ ก็ค่อยๆ ใส่หัวใจของการเป็นนักเล่าเรื่องเข้าไป จนในปี 1994 บริษัทก็เริ่มทำภาพยนตร์อนิเมชัน 3D แบบเต็มตัว จนกลายมาเป็นค่ายที่โด่งดังทั้งในแง่ชื่อเสียงและคุณภาพมาจนถึงปัจจุบัน

ผลงานที่โดดเด่น

Toy Story (1995)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของพิกซาร์ ที่ถือเป็นภาพยนตร์คอมพิวเตอร์อนิเมชั่นเรื่องแรกของโลก กำกับและเขียนบทโดย จอห์น แลสเซสเตอร์ ไม่เพียงแต่คนดูจะทึ่งกับงานภาพที่ล้ำยุคในตอนนั้นแล้ว หากความสำเร็จของหนังยังมาจากเรื่องราวเกี่ยวกับของเล่นมีชีวิต และตัวละครที่มีคาแรกเตอร์หลากหลายน่าประทับใจ

WALL-E (2008)

WALL-E หุ่นยนต์เก็บขยะที่แอบหลงรักหุ่นยนต์สาวสวยไฮเทค แม้หน้าหนังจะดูเป็นเด็ก แต่เนื้อหนังกลับแฝงประเด็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ และปัญหาของเทคโนโลยีเอาไว้อย่างแยบยล รวมถึงการเล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนานแม้แทบจะไม่มีบทพูดเลยแม้แต่น้อย ถืออนิเมชั่นที่ได้คะแนนวิจารณ์ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของพิกซาร์ เลยทีเดียว

DreamWorks Animation SKG

ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 โดยสามผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสื่อ สตีเวน สปีลเบิร์ก, เจฟฟรีย์ แคตเซนเบิร์ก และ เดวิด เกฟเฟน (ชื่อ SKG มาจากสกุลของทั้ง 3 คน) โดยปัจจุบัน Dreamworks ได้ผลิตผลงานภาพยนตร์คอมพิวเตอร์อนิเมชั่นมาแล้วทั้งหมด 33 เรื่อง รวมถึงแฟรนไชส์ทำเงินอย่าง Shrek, Madagascar, Kung Fu Panda และ How to train your Dragon โดยมีรายได้จากภาพยนตร์ทั้งหมด $12.5 พันล้าน ทั่วโลก

ผลงานที่โดดเด่น

Shrek (2001)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นของดรีมเวิกส์ที่เป็นการนำเอาเทพนิยายมาตีความใหม่ ให้พระเอกไม่ใช่เจ้าชายรูปงามแต่เป็นเจ้ายักษ์ซกมกแทน หนังได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม โดยถือเป็นเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์จากสาขาที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่นี้อีกด้วย


 

ผลงาน  3D อนิเมชั่นของประเทศไทย

ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน ตอน ตะลุยโลกอนาคต (2002)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่สร้างจากการ์ตูนชุด “ปังปอนด์” (หรือในชื่อเดิม “ไอ้ตัวเล็ก”) ซึ่งเป็นผลงานของ ภักดี แสนทวีสุข (ต่าย ขายหัวเราะ) ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ผลิตโดย ไทยฟิล์มพิคเจอร์ส และ บริษัท วิธิตา จำกัด กำกับภาพยนตร์โดย ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ เดิมสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชันสำหรับออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน พ.ศ. 2545 ต่อมาจึงได้ตัดต่อใหม่เพื่อออกฉายในโรงภาพยนตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี การ์ตูนชุดปังปอนด์ โดยออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน ถูกจัดว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์กราฟิกสามมิติ และเป็นอนิเมชันไทยเรื่องแรกที่ได้รับการจัดฉายในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์

ก้านกล้วย (2006)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นสามมิติ สร้างโดย กันตนาแอนิเมชัน กำกับโดย คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ด้วยแรงบันดาลใจจากช้างทรงของพระนเรศวร สู่เรื่องราวของการผจญภัยของเจ้า ก้านกล้วย ช้างน้อยที่ค่อยๆ เติบใหญ่กลายมาเป็นช้างทรงของพระนเรศวรในที่สุด ซึ่งความโดดเด่นจะอยู่ที่การเล่าเรื่องได้อย่างกลมกล่อม เด็กดูได้และแฝงไว้ซึ่งความรักชาติ ทำให้หลายคนขนานนามว่าเป็นอนิเมชั่นไทยที่ซาบซึ้งกินใจ ซึ่งนอกจากหนังจะทำรายได้ดีแล้ว ยังสร้างกระแสนิยมอนิเมชั่นในเมืองไทยขึ้นมาได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

9 ศาสตรา (2018)

ภาพยนตร์อนิเมชั่นดรามาแฟนตาซีผสมผสานกับมวยไทย อำนวยการสร้างโดยบริษัท เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์  ซึ่งใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ปีเต็ม และได้ออกฉายเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นอนิเมชั่นไทยที่มีการพัฒนาไปอีกขั้นทั้งในแง่ของงานภาพและกลุ่มเป้าหมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของวงการอนิเมชั่น 3D ได้เป็นอย่างดี

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"