Frank Miller เจ้าพ่อนักวาดสายดาร์ก

จากคอลัมน์ Let’s Introduce ประจำ Let’s comic ฉบับที่ 02 ประจำเดือน มกราคม 2552
by Mikan

—————————

Frank Miller
Father of the Dark Knight

เขาคือคนที่ทำให้แบทแมนกลายเป็น The Dark Knight
แนะนำโลกให้รู้จักฮีโร่ระทมทุกข์ Daredevil
เล่าขานตำนานโสมมของนครราคะ Sin City
ละเลงเลือดราดวีรกรรมของกษัตริย์สปาร์ตากับนักรบทั้ง 300

ในยุคที่ซูเปอร์แมนเป็นแค่การ์ตูนหลอกเด็ก
คำว่า ‘ยุติธรรม’ ไม่มีความหมาย
ฮีโร่ที่แท้ต้องระบายอารมณ์ใส่เหล่าร้าย
ขอต้อนรับสู่สไตล์ของ Frank Miller

Frank Miller : The Artist

ไม่มีทางลัดสู่อัจฉริยะ กว่าจะมาเป็นคนดังเช่นนี้ได้ แฟรงค์ มิลเลอร์ ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานมานักต่อนัก! เขาเป็นลูกคนที่ห้าในบรรดาเจ็ดคนของครอบครัวที่มีแม่เป็นพยาบาล และพ่อเป็นช่างไม้ / ช่างไฟ แฟรงค์ใช้ชีวิตวัยเยาว์ราวกับทาร์ซานในบ้านขนาด 14 เอเคอร์บนยอดเขาราวป่าเวอร์มอนต์ พออายุได้ 7 ขวบ ถึงฉายแววนักวาดตัวน้อย ด้วยการเอากระดาษพิมพ์ดีดมาเย็บแม็กเข้าด้วยกันเพื่อวาดเป็นหนังสือการ์ตูน พอเข้าวัยรุ่น แฟรงค์ก็ย้ายไปตามฝันที่นิวยอร์ค งานแรกของเขาคือการเป็นช่างไม้จับฉ่าย ช่วยติดประตูแขวนเฟอร์นิเจอร์ในโกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังดันกลายเป็นที่ทำงานของแก๊งค์ค้าโคเคนเข้า เขาเลยต้องหนีลูกปืนมาเฟียออกมาอย่างหวุดหวิด


Neal Adams ภาพจากเว็บ comicvine 

โชคดีที่แฟรงค์มีชีวิตรอดจนได้ไปพบกับ ‘ครู’ คนแรกของเขา  Neal Adams นักวาดการ์ตูนรุ่นเก๋าแห่ง DC Comic ผู้ร่วมบุกเบิกงานอย่าง Superman, Batman และ Green Arrow แฟรงค์พกตัวอย่างงานการ์ตูนไปให้นีลผู้เป็นไอดอลดูด้วยความมั่นใจเต็มร้อย แต่ก็โดนนีลซัดคำวิจารณ์เข้าให้แบบทั้งตรงและหนักหน่วง จนแฟรงค์ถึงกับน็อค หยุดวาดรูปไปพักใหญ่ เกือบถอดใจกลับบ้านเลยทีเดียว แต่ในที่สุดเขาก็ฝืนทนฮึดสู้ขึ้นอีกครั้ง  แฟรงค์ไปหานีลอีกเพื่อให้เขาดุด่า จนกระทั่งนีลเปลี่ยนจากคำด่าเป็นการหยิบกระดาษลอกลายมาแก้ไขจุดผิดให้แฟรงค์ดู แล้ววันหนึ่ง นีลก็ยกหูโทรศัพท์ไปที่ Gold Key Comics เพื่อเสนองานให้กับแฟรงค์


Twilight Zone #84 – Frank Miller art (1st pro work) 

Twilight Zone คืองานการ์ตูนชิ้นแรกของแฟรงค์ที่เขาทุ่มเทให้กับมันเต็มที่ จากออเดอร์ที่ได้รับมา 3 หน้า ซึ่งควรจะใช้เวลาทำ 3 วัน แต่ด้วยความบ้าพลัง แฟรงค์ทำมันหน้าละอาทิตย์ เขาจึงต้องใช้เวลาทำถึง 3 อาทิตย์ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แฟรงค์ มิลเลอร์ เด็กหนุ่มจากยอดเขาเวอร์มอนต์ ได้เหยียบย่างเข้าสู่วงการการ์ตูนอเมริกันเต็มตัว

จากออเดอร์ที่ได้รับมา 3 หน้า ซึ่งควรจะใช้เวลาทำ 3 วัน
แต่ด้วยความบ้าพลัง แฟรงค์ทำมันหน้าละอาทิตย์
เขาจึงต้องใช้เวลาทำถึง 3 อาทิตย์

Frank Miller : The Creator

แม้ว่าจะใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน แต่แฟรงค์ มิลเลอร์ ก็เลิกอ่านหนังสือการ์ตูนมาตั้งแต่หัดจีบสาว ใหม่ๆ และหันไปติดนิยายกับหนังแนวอาชญากรรมงอมแงม แต่นั่นอาจเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครเมื่อเข้ามาอยู่ในวงการการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่ก็เป็นได้ ทันทีที่กลายเป็นนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ แฟรงค์ก็ต้องเรียนรู้การวาดชายหนุ่มในชุดรัดติ้วแทนเหล่านักสืบในเสื้อโค้ท แต่เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำมันโดยเก็บงำความปรารถนาที่จะนำนิยายอาชญากรรมมาผสมผสานกับการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ไว้ในใจ

ระหว่างนั้น แฟรงค์ไต่บันไดหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว จาก Gold Key Comics เขากระโจนสู่สนามของ DC Comics ตามด้วย Marvel Comics ซึ่งที่นี่เองเขาได้เป็นนักวาดประจำและนักวาดภาพปกในผลงานหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ Peter Parker ใน The Spectacular Spider-man #27-28 โดยมี Daredevil ฮีโร่ขายไม่ออกเป็นแขกรับเชิญ แต่แฟรงค์กลับมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวฮีโร่ตาบอดคนนี้ ประจวบเหมาะกับที่ Gene Colan นักวาดผู้ให้กำเนิด Daredevil โบกมือบ๊ายบาย แฟรงค์เลยขอบรรณาธิการ Jim Shooter เสียบแทนเข้าให้

แล้ว Daredevil ก็กลายเป็นที่ ‘ปล่อยของ’ ของแฟรงค์  มิลเลอร์ อย่างเป็นทางการ เพียงเล่มแรกที่เขาทดลองภาพสไตล์ฟิล์มนัวร์ แฟรงค์ก็กลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่แห่งมาร์เวล และได้สิทธิคิดพล็อตเรื่องร่วมกับ Roger McKenzie อีกต่างหาก จากคำสอนของนีล อดัมส์ ทำให้แฟรงค์ทนนั่งหลังแข็งสเก็ตซ์รูปหลังคาในเมืองนิวยอร์คนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้ภาพที่มีอารมณ์จริงแท้ ต่างจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ  Daredevil ของแฟรงค์ประสบความสำเร็จจนได้ขยับจากรายปักษ์มาเป็นรายเดือน และเขาก็ได้กุมบังเหียนเป็นทั้งนักวาดและคนเขียนเรื่อง

 

แต่สิ่งที่แจ้งเกิดแฟรงค์ มิลเลอร์ ในฐานะนักคิดสร้างสรรค์แห่งวงการการ์ตูน ก็คือการถือกำเนิดของ Elektra นินจาสาวที่เป็นหวานใจของ Daredevil เธอแหกขนบของการ์ตูนฮีโร่ตรงที่เป็นนางเอกตัวร้าย และท้ายที่สุดเธอก็ต้องตายลงด้วยน้ำมือของ Bullseye นักฆ่าจอมโหด ซึ่งความตายของเธอก็เป็นที่ฮือฮาในวงการการ์ตูนอีกเช่นกัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องปรกติของวงการนี้ที่ตัวละครหลักจะตาย และมันคือตราประทับอันแรกว่า แฟรงค์ มิลเลอร์ ไม่ใช่นักวาดการ์ตูนที่มีดีแค่ลายเส้น!

Frank Miller : The Storyteller

หลังจากพิสูจน์ตัวเองด้วยการเปลี่ยนตัวละครอันดับสองให้กลายเป็นฮีโร่แถวหน้าได้แล้ว แฟรงค์ก็มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนของเขาเองจริงๆ เป็นเรื่องแรกคือ Ronin ที่โชว์ทั้งสไตล์ภาพเข้มข้นและอิทธิพลของวัฒนธรรมญี่ปุ่น นอกจากนั้นเขายังได้เขียนเรื่องสั้น Wanted: Santa Claus – Dead or Alive! กับทาง DC Comics ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้ข้องแวะกับบุรุษชุดค้างคาวผู้โด่งดัง

ตลอดเวลาที่ทำ Batman ผมรู้สึกเสมอว่าตัวละครนี้ ใหญ่ เกินไป จนวันหนึ่งจู่ๆ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า ให้ตายเถอะ ผมจะอายุ 30 แล้ว ในขณะที่ Batman อายุ 29 ตลอดกาล ผมต้องแย่แน่ๆ ถ้าปล่อยให้ตัวเองแก่กว่า Batman ผมเลยเริ่มคิดว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้า Batman อยู่ในช่วงอายุเลข 5 กำลังเผชิญวิกฤติชีวิตหลังเกษียณ แล้วทาง DC ก็โอเคกับแทบทุกไอเดียที่ผมเสนอไป เราเลยได้ Dark Knight Returns ออกมา

Batman: The Dark Knight Returns เป็นเรื่องราวของ Batman ในวัย 55 ซึ่งปลดระวางหลังการตายของโรบินคนที่สอง แต่เขาตัดสินใจกลับมาสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่ด้วยตัวเองในโลกอนาคตที่โหดร้าย จนได้รับฉายานามว่า ‘อัศวินรัตติกาล’ การ์ตูนชุดนี้ออกวางแผงปีเดียวกับ Watchmen ของ Alan Moore ที่ก็แนวไม่แพ้กัน การ์ตูนทั้งสองเรื่องได้สร้างกระแสใหม่ในวงการ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาหนักหน่วงรุนแรงที่มุ่งเน้นสำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น

สื่อมวลชนชื่นชมว่า แฟรงค์สามารถทำให้ Batman ไม่ได้เป็นแค่ซูเปอร์ฮีโร่ยอดนิยมธรรมดาๆ แต่มีมิติของความเป็นมนุษย์มากขึ้น นอกจากนั้น The Dark Knight ยังช่วยกรุยทางให้ซูเปอร์ฮีโร่แนวมืดมนอื่นๆ และว่ากันว่า Batman: The Killing Joke ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับ Tim Burton ตอนทำภาพยนตร์ Batman ภาคแรกอีกด้วย

จากนั้น ความบังเอิญก็ดลใจให้แฟรงค์ย้ายจากนิวยอร์คไปอยู่แอลเอ เขาอาจจะแค่อยากเห็นฟ้าใสๆ ของแคลิฟอร์เนีย แต่ฮอลลีวู้ดก็ไม่เข้าใครออกใคร เมื่อเช้าวันหนึ่ง แฟรงค์ได้รับโทรศัพท์จาก John Davidson โปรดิวเซอร์ของหนัง Robocop มาเชื้อเชิญให้เขาเขียนบทหนังภาคต่อให้ เนื่องจากแฟรงค์เคยดูวีดีโอเรื่องนี้มาแล้วและชอบ เขาจึงตอบตกลง แฟรงค์จึงกลายเป็นคนเขียนบท Robocop 2 และ Robocop 3 ที่ได้รับคำวิจารณ์ไม่เลวร้าย แต่มันกลับทำให้เขาเข็ดขยาดในการแทรกแซงของสตูดิโอ จนถึงกับลั่นวาจาว่า จะไม่ยอมให้ฮอลลีวู้ดนำการ์ตูนของเขามาดัดแปลงทำหนังเด็ดขาด

แฟรงค์จึงกลายเป็นคนเขียนบท Robocop 2 และ Robocop 3 ที่ได้รับคำวิจารณ์ไม่เลวร้าย แต่มันกลับทำให้เขาเข็ดขยาดในการแทรกแซงของสตูดิโอ จนถึงกับลั่นวาจาว่า จะไม่ยอมให้ฮอลลีวู้ดนำการ์ตูนของเขามาดัดแปลงทำหนังเด็ดขาด

แต่ก็เหมือนเรื่องตลก 69 เพราะหลังจากนั้นแฟรงค์ก็กลับไปทำ Sin City ให้กับสำนักพิมพ์ Dark Horse ซึ่งเป็นงานแรกที่เขา‘โชว์เดี่ยว’ จริงๆ ทั้งแต่งเรื่องและวาดภาพในรูปแบบขาวดำเพื่อขับเน้นความนัวร์ งานนี้แฟรงค์ทำตามใจตัวเองโดยไม่แคร์แม้แต่ยอดขาย ถึงกับบอกสำนักพิมพ์ว่าถ้าขาดทุนก็จะช่วยแชร์ แต่มันกลับกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา ตามมาด้วย 300 ที่เล่าขานวีรกรรมของนักรบสปาร์ตัน 300 คนที่ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพเปอร์เซียนถึง 300,000 นาย ซึ่งแฟรงค์ได้แรงบันดาลใจจากหนังเก่า The 300 Spartans ที่เคยดูเมื่อตอนเด็กๆ

งานนี้แฟรงค์ทำตามใจตัวเองโดยไม่แคร์แม้แต่ยอดขาย ถึงกับบอกสำนักพิมพ์ว่าถ้าขาดทุนก็จะช่วยแชร์ แต่มันกลับกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา

และทั้งสองเรื่องนี้ก็นำเขากลับคืนสู่ฮอลลีวู้ดอีกครั้ง

Frank Miller : The Director

“อย่าเป็นคนเขียนบทนะ เพราะผู้กำกับคือคนที่คุมอำนาจทุกอย่าง บทภาพยนตร์ก็เป็นแค่เชื้อเพลิงที่มีคนคอยจุดไฟเผาอยู่รอบๆ เท่านั้นแหละ”

คำคมนี้แฟรงค์เคยฝากไว้ให้ฮอลลีวู้ดเมื่อครั้งเกลียดขี้หน้า แต่คนที่ทำให้แฟรงค์ต้องกลืนน้ำลายตัวเองอย่างจังก็คือ Robert Rodriguez ผู้กำกับที่เป็นแฟนการ์ตูน Sin City ตัวกลั่น และตามจีบแฟรงค์ด้วยการทำหนังสั้นจากการ์ตูนชุดนี้มาโชว์ให้ดู ด้วยวิสัยทัศน์บวกลูกตื๊อขั้นเทพของร็อดริเกซ ในที่สุดแฟรงค์ก็ยอมอนุญาตให้นำลูกรักของเขามาทำเป็นหนังจนได้ โดยแฟรงค์เองก็ได้เครดิตเป็นผู้กำกับร่วมด้วย และนั่นคือก้าวแรกของแฟรงค์ มิลเลอร์ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์

เคารพต้นฉบับการ์ตูนขนาดนี้ไม่ยอมก็ให้มันรู้ไป..

ด้วยเนื้อหาหม่นมืดกระชากใจ งานภาพกราฟฟิคมีสไตล์ และนักแสดงคุณภาพคับแก้ว ทำให้ Sin City เป็นหนังแนวๆ ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย นอกจากสร้างชื่อให้กับร็อดริเกซแล้ว ยังทำให้คนนอกวงการการ์ตูนหันมาสนใจ แฟรงค์ มิลเลอร์ กันมากขึ้น เช่นเดียวกับความโด่งดังเป็นพลุแตกของภาพยนตร์ 300 โดย Zack Snyder ผู้กำกับที่รับรองความมันส์มาแล้วจาก Dawn of the Dead ที่ทำให้การ์ตูนเรื่อง 300 ของแฟรงค์พลอยได้อานิสงค์ตามไปด้วย


ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.solaceincinema.com/2006/10/04/300-comic-to-screen-comparison/

 

หลังจากที่ญาติดีกับฮอลลีวู้ดแล้ว แฟรงค์ก็เริ่มได้ใจหันไปนั่งแท่นผู้กำกับ-เขียนบท เดี่ยวเป็นครั้งแรกใน The Spirit ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนรุ่นเดอะของ Will Eisner ซึ่งถูกดองเค็มและเปลี่ยนมือคนรับผิดชอบมานานหลายปี และมันก็กลายเป็นความล้มเหลวครั้งหนึ่งในชีวิตของแฟรงค์ เมื่อหนังแป้กทั้งรายได้และคำวิจารณ์ เชื่อว่าคราวนี้แฟรงค์คงเข็ดหลาบกับการนำเรื่องของคนอื่นมาดัดแปลงแล้ว อย่างไรก็ตาม เขายังคงเป็นผู้กำกับร่วมกับร็อดริเกซในหนัง Sin City 2 และ Sin City 3 ที่มีกำหนดฉายในปี 2010 และ 2011 อยู่ดี (แต่ตอนนี้ 2016 แล้วเพิ่งมีฉายถึงภาค 2 เท่านั้น)

Frank Miller : The Rebel

จากที่ได้ยินมา แฟรงค์ มิลเลอร์ น่าจะเป็นคนบ้าบิ่นไม่แพ้ตัวการ์ตูนของเขา และนี่คือส่วนหนึ่งของวีรกรรมแสบๆ

-.ในช่วงปี ‘80 แฟรงค์ มิลเลอร์ กับเพื่อนร่วมวงการ อาทิ Marv Wolfman (คนเขียน Blade), Alan Moore (คนเขียน Watchmen) และ Howard Chaykin เคยร่วมกันประท้วง DC Comics เกี่ยวกับการจัดเรทการ์ตูนที่เขามองว่ามันคือการเซ็นเซอร์ แฟรงค์ถึงกับลั่นว่าจะไม่ทำงานกับ DC อีกต่อไป และหันไปร่วมงานกับสำนักพิมพ์อินดี้อย่าง Dark Horse แทน ตั้งแต่นั้นมาแฟรงค์ก็เป็นหัวหอกต่อต้านการเซ็นเซอร์ในหนังสือการ์ตูน (อย่างไรก็ตาม เขากลับไปคืนดีกับ DC ในช่วงปี 2000 และถอย Batman: The Dark Knight Strikes Again ออกมา)

-.ด้วยความรักในการ์ตูนญี่ปุ่น แฟรงค์เป็นคนวาดภาพปกให้กับการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มแรกที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ นั่นคือ Lone Wolf and Cub ที่เขียนโดย Kazuo Koike และ Goseki Kojima

-. ในปี 2006 แฟรงค์ประกาศว่า โปรเจ็คท์ Batman ล่าสุดของเขา คือ Holy Terror, Batman! นั้น แบทแมนจะต้องต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอัลเคดา เพื่อเผยแพร่ความคิดของเขาที่สนับสนุนการทำสงครามแก้แค้นเหตุการณ์ 9 /11 ซึ่งก็โดนตอกกลับไปหน้าหงายว่า แล้วทำไมไม่สมัครไปรบซะเองเลยล่ะ!

แฟรงค์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เคล็ดลับกลโกงในการเขียนการ์ตูนของเขาคือ คิดเรื่องจากสิ่งที่อยากจะวาดนั่นแหละ

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

—————————

ที่มา

http://en.wikipedia.org/wiki/Frank_Miller_(comics)

http://g4tv.com/gamemakers/features/51443/Icons-Interview-Frank-Miller_pg3.html

Shares
บรรณาธิการ / CEO สำนักพิมพ์ การ์ตูนไทย Let's Comic