ใครว่าของกิน เป็นศิลปะไม่ได้ !!

จากคอลัมน์ Let’s see ประจำ Let’s comic ฉบับที่ 17 ประจำเดือน มกราคม 2555
by Mikan

As Art as Food – ใครว่าของกิน เป็นศิลปะไม่ได้


ตอนเด็กๆ พวกเราคงถูกสั่งสอนจากพ่อแม่ว่า “อย่าเอาของกินไปเล่นสิ” พร้อมบทลงโทษที่ทำให้เห็นคุณค่าของอาหาร แต่มาถึงยุคนี้ บรรดาพ่อๆ แม่ๆ อาจต้องทบทวนคำสอนใหม่อีกครั้งถ้าอยากให้ลูกเป็นศิลปินคนใหม่ เพราะ ‘อาหาร’ ที่ใส่เข้าปากเราทุกวันนั้น  ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะรสชาติและวิตามินแร่ธาตุอีกต่อไป แต่มันยังพร้อมจะถูกใช้เป็น ‘งานศิลป์’ ชิ้นใหม่ด้วย

นอกจากอาหารที่สวยงามน่ากินจนต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูปไว้โพสท์โชว์เพื่อนๆ ก่อนลงมือเจี๊ยะแล้ว คราวนี้เราจะพาคุณไปชมทั้งงานศิลปะที่ดูราวกับอาหารเลิศรส แต่กินไม่ได้ และอาหารของจริงที่กินได้ แต่รับรองว่าคุณคงเสียดายความงามของมันซะจนไม่อยากกิน!

ว่าแล้วก็เตรียมตัว เล่นของกิน เอ๊ย สร้างสรรค์งานศิลป์จากอาหารกันเถอะพวกเรา

Food + Design = Edible Art

การทำอาหารโดยปรกติก็ถือเป็นงานศิลปะที่ต้องจัดวางให้สวยงามอยู่แล้ว แต่ Edible Art หรือ ‘งานศิลปะที่กินได้’ อาจล้ำหน้าไปกว่านั้น ตรงที่มันทำให้คุณอ้าปากค้าง สวยจนตะลึง ไม่กล้ากินเลยน่ะสิ

การทำงานศิลป์จากของกินแบบนี้ขึ้นอยู่กับไอเดียและฝีมือล้วนๆ ถ้าใครที่มีความสามารถด้านทำครัวหน่อยคงเอาไปประยุกต์ใช้ได้ แต่ถ้าใครที่ทำอาหารไม่เป็น คงต้องใช้หัวศิลป์เข้ามาขบคิดมากขึ้นว่าจะทำออกมาแบบไหนดี เราไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ยกเว้นงานแจ่มๆ มาฝากกัน เผื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ในอนาคตจ้า

————————————————–

Food Play by Joost Eiffers and Saxton Freymann

          สองหนุ่มมือซนคู่นี้เป็นอีกคนที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เอาของกินมาเล่นจนได้ดี พวกเขาออกหนังสือสำหรับเด็กหลายเล่มที่ใช้อาหารมาทำเป็นคาแรกเตอร์น่ารักๆ โดนใจทั้งครอบครัว และคงช่วยให้เด็กๆ อยากกินอาหารมากขึ้น (รึเปล่า?)

Microsculptures by Akiko Ida and Pierre Javelle

            ผลงานภาพถ่ายสุดอเมซซิ่งของสองสามีภรรยาชาวญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส ที่ใช้อาหารประเภทต่างๆ เป็นฉากหลังของโลกจำลองประกอบกับหุ่นตัวเล็กๆ อย่างได้อารมณ์ เรียกว่า ไอเดียบรรเจิดจริงๆ

Foodscapes by Carl Warner

          ภาพถ่ายศิลปะบวกการรีทัชจากอาหารที่มีไอเดียคล้ายกับข้างบน แต่แทนที่จะเน้นโฟร์กราวน์ เขากลับเน้นแบ๊คกราวน์อันเป็นทิวทัศน์สุดตระการตา อันเกิดจากของกินในครัวล้วนๆ แต่มันคงกินไม่ได้แล้วล่ะเพราะมีทั้งกาวและเข็มหมุดยึดเต็มไปหมด

Bento Art งานศิลป์ในข้าวกล่อง

            เป็นงานศิลป์กินได้ที่โด่งดังจากประเทศญี่ปุ่นอีกเช่นเดียวกัน มันมาจากวิถีชีวิตอันมัสยัสถ์ของแม่บ้านชาวยุ่นที่ชอบทำข้าวกล่องให้ลูกหรือสามีพกไปทานตอนกลางวัน ไปจนถึงสาวๆ ทำให้หนุ่มที่ตัวเองชอบ ทำไปทำมาก็พัฒนากลายเป็นงานศิลป์กินได้สุดน่ารักไปโดยไม่รู้ตัว

——————————–

Food + Fine Art = Fake Food

Fake Food (aka Plastic Food, Food Replica, Food sample) หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘อาหารปลอม’ อาจฟังดูไม่น่าชิมเท่าไหร่นัก แต่มันคืออาหารตารสเลิศโดยแท้ คุณจะพบเห็นมันได้ตามตู้กระจกหน้าร้านอาหารญี่ปุ่น วางโชว์อยู่เรียงรายหลากหลายเย้ายวนชวนให้น้ำลายสอ อยากจะกระโจนเข้าไปสั่ง ก่อนจะทันได้อ่านเมนูด้วยซ้ำไป

            อาหารปลอมมีประวัติความเป็นมาย้อนไปไกลถึงสมัยฟาโรห์แห่งอียิปต์โน่น ว่ากันว่าอาหารปลอมชิ้นแรกๆ ที่ถูกทำขึ้นในโลก ก็คืออาหารขององค์ฟาโรห์ผู้วายชนม์ที่จะถูกนำไปเก็บรักษาและฝังไว้ในสุสาน (ปิรามิด) เคียงข้างบรรดาข้าวของเครื่องใช้ขององค์ฟาโรห์ เพื่อเป็นเครื่องบรรณาการสำหรับชีวิตหลังความตายนั่นเอง

แต่อาหารปลอมที่แพร่หลายในยุคปัจจุบัน คงยกให้ใครเป็นตัวพ่อไม่ได้นอกจากประเทศญี่ปุ่น จ้าวแห่งวัฒนธรรมการกินและศิลปะสุดละเมียด ที่มาของอาหารปลอมในญี่ปุ่นนั้น น่าจะถือกำเนิดในสมัยโชวะ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาวตะวันตกเข้ามาช่วยฟื้นฟูประเทศ พวกเขาก็เผชิญปัญหา lost in translation เนื่องจากอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นไม่ออก จนช่างฝืมือและช่างทำเทียนชาวญี่ปุ่นเกิดปิ๊งไอเดียเอาขี้ผึ้ง (wax) มาประดิษฐ์เป็นอาหารปลอมจานต่างๆ เอาไว้โชว์ลูกค้าชาวต่างชาติโดยเฉพาะ คราวนี้ก็ไม่ต้องมานั่งเดาเมนูให้ท้องกิ่วโมโหหิวอีกต่อไป เห็นอะไรน่ากินก็จิ้มเลย

แต่ในทางกลับกัน บางคนก็บอกว่า อาหารปลอมในญี่ปุ่นนั้นเกิดจากการที่มีอาหารตะวันตกเข้ามาแพร่หลายมากขึ้น จนทางร้านต้องหาตัวอย่างมาโชว์ให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่นดูก่อนสั่งต่างหาก ไม่ว่าจุดกำเนิดจะเป็นเช่นไร เอาใจแขกหรือเอาใจยุ่น อาหารปลอมก็ทำหน้าที่เป็นแมวนางกวักยั่วน้ำลายลูกค้าได้เป็นอย่างดี ตามคำคมที่ว่า ‘สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น’

นอกจากจะใช้เป็นอาหารตัวอย่างแทนเมนูแล้ว อาหารปลอมยังถูกใช้เป็นของประกอบฉากในการถ่ายทำโฆษณา (คิดถึงพิซซ่าขอบชีสยืดๆ) ใช้ทำอุปกรณ์สาธิตเรื่องอาหาร ฯลฯ

How to Make ‘Fake Food’

การทำอาหารปลอมในญี่ปุ่นถือเป็นงานศิลปะ ‘ทำมือ’ ที่เก่าแก่  บริษัททำอาหารปลอมมักจะตกทอดกันแบบรุ่นสู่รุ่น และแม้ว่าจะมีรายละเอียดบางอย่างที่สามารถใช้เครื่องจักรผลิตได้ แต่องค์ประกอบส่วนใหญ่ยังต้องใช้ช่างฝีมือในการประดิษฐ์อย่างประณีตบรรจง วัสดุหลักที่ใช้ทำอาหารปลอมนั้นเริ่มต้นจาก ขี้ผึ้ง (wax) ซึ่งหลอมเหลวเมื่อถูกความร้อน ก่อนจะพัฒนามาเป็น พาราฟิน (paraffin) ในช่วงกลางยุค 80 ซึ่งก็มีข้อเสียที่สีสันจะซีดจางเมื่อถูกแสงแดด ต่อมาจึงถูกแทนที่ด้วย ไวนิล คลอไรด์ (Vinyl Chloride) ที่สีสันคงทนและมีอายุการใช้งานยาวนาน ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า ‘ไม่มีวันหมดอายุ’

แม้ว่ากระบวนการทำอาหารปลอมจะถือเป็นสูตรลับเฉพาะของบริษัท แต่เรามาลองดูขั้นตอนการทำอาหารปลอมแบบฉบับญี่ปุ่นกันคร่าวๆ ดีกว่า เผื่อว่าใครอยากลองเอาของกินไปเล่นกะเค้ามั่ง

  1. สร้างแม่แบบจากอาหารจริง

สำหรับเมนูส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ของเหลวหรือข้าว อาหารทุกชิ้นย่อมต้องการ ‘แม่แบบ’ และสิ่งที่นำมาหล่อแบบได้แนบเนียนที่สุด ก็คืออาหารจริงนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น แฮมเบอร์เกอร์ เสียสละชิ้นสวยๆ มาสักชิ้น ใช้สเปรย์พ่นหล่อลื่นเพื่อไม่ให้มันติดกับสารที่จะใช้ทำแม่แบบ เทซิลิโคนลงให้ท่วมแฮมเบอร์เกอร์ที่ตีกรอบแล้ว ทิ้งไว้ให้คงตัวจนมีสภาพเหมือนยาง เอาแฮมเบอร์เกอร์ออก แล้วคุณจะได้แม่แบบสำหรับหล่อแฮมเบอร์เกอร์ปลอมเรียบร้อย

นักทำอาหารปลอมมืออาชีพของญี่ปุ่นมีแม่แบบอยู่จำนวนมหาศาล แม้จะเป็นอาหารประเภทเดียวกัน เช่น หัวหอมแว่นหรือแผ่นสาหร่ายก็มีหลายแบบหลายชนิดให้เลือกใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความหลากหลายและน่ากินของอาหารปลอม นอกจากนั้นบางกรณีร้านอาหารที่เป็นลูกค้ายังพิถีพิถันกับความเหมือนจริง ถึงขั้นนำอาหารจากครัวที่ร้านมาให้ทำ เชฟมาแนะนำเองว่าต้องใช้มีดหั่นแบบไหน ฯลฯ ซึ่งนักทำอาหารปลอมก็จะลงทุนใช้มีดของพ่อครัวจริงๆ เพื่อเลียนแบบกระบวนการทำอาหารให้ถึงที่สุด

  1. หล่ออาหารพลาสติก

เมื่อได้แม่แบบครบแล้ว ก็เทพลาสติกเหลวหรือไวนิลคลอไรด์ลงในแม่แบบ ใช้เครื่องดูดดูดเอาฟองอากาศออก นำไปอบหรือปล่อยให้แข็งตัว จากนั้นอาจใช้ปืนลมช่วยแกะพลาสติกออกจากแม่แบบ

  1. ตกแต่งรายละเอียด

นี่เป็นขั้นตอนที่โหดหินที่สุดในการทำอาหารปลอม เป็นดัชนีชี้วัดว่าจะทำได้เหมือนจริงหรือน่ากินแค่ไหน หลังจากที่เอาพลาสติกออกจากแม่แบบแล้ว ใช้กรรไกรตัดส่วนเกินออก แล้วจึงลงสี สีสันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะอาหารปลอมไม่มีกลิ่น และแน่นอนว่ากินไม่ได้ สีจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะแสดงถึงความสดใหม่ รสชาติ และเติมเต็มอาหารในจินตนาการของคนดู

อาหารที่ยากในการทำของปลอม คือ อาหารสดๆ ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่ง เช่น ปลาสด หรือปลาดิบ และพวกผักต่างๆ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นก็มีครบทั้งสองอย่าง สีที่ใช้ในการทำอาหารปลอมนอกจากสีน้ำมันคุณภาพดีแล้ว บางทียังอาจใช้วัสดุจริง เช่น ผงแกงกระหรี่ มาผสมเพื่อให้ได้สีที่ใช่อีกด้วย บางครั้งอาหารปลอมก็ไม่ได้ทำให้เหมือนของจริงเปี๊ยบเสมอไป เพราะอาหารปลอมในคาเฟ่อย่างขนมหวานหรือกาแฟนั้น ลูกค้ามักจะรีเควสท์ให้มีสีสันสดใสกว่าของจริงเล็กน้อย ก่อนจะตบท้ายด้วยการเคลือบเงาเพื่อให้มีความมันวาวน่ารับประทาน

  1. จัดจานให้สวยงามพร้อมเสิร์ฟ (หน้าตู้กระจก)

อันนี้ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือ value added ให้อาหารปลอมดูน่าสนใจเตะตาลูกค้ามากขึ้น ลองคิดถึงสปาเกตตี้ที่มีส้อมม้วนพันเส้นขึ้นไปลอยอยู่เหนือจาน ราวกับรอให้คนมาหยิบใส่ปากเคี้ยว ไม่ก็ถ้วยกาแฟที่มีนมสีขาวขุ่นเทใส่อยู่เป็นสายในอากาศ ไม่แน่ในอนาคต เราอาจเห็นอาหารปลอมที่มีควันกรุ่นให้รู้สึกอุ่นท้องชวนกินก็เป็นได้

——————————–

สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับอาหารปลอม

-.คาดกันว่า อาหารปลอมในประเทศญี่ปุ่นถือกำเนิดเมื่อปี 1917 โดยช่างทำโมเดลชาวเกียวโต Soujiro Nishio ทำจากขี้ผึ้ง
-.อาหารปลอมจานแรกๆ คือ ข้าวห่อไข่ ผลิตในปี 1932 โดย Takizo Iwasaki ผู้ก่อตั้งบริษัท Iwasaki Be-I ผู้นำตลาดอาหารปลอมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน
-.ช่างทำอาหารปลอมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงนะจ้ะ สาเหตุก็เพราะผู้หญิงรู้เรื่องอาหารมากกว่าผู้ชาย
-.เวลาจ้างคนทำอาหารปลอม เขาจะมองหาคนที่ชอบทำอาหาร รึอย่างน้อยก็ชอบกิน!
-.อาหารปลอมจานนึง มีราคาแพงกว่าอาหารจริงมากนัก เช่น โซบะหน้ากุ้งเทมปุระปลอมราคา 4,500 เยน ($42) ในขณะที่ของจริงราคาเพียง 1,000 เยน ($9.50) ไอศกรีมซันเดปลอมราคา 3,200 เยน ($30) ส่วนของจริงราคาแค่ 600 เยน ($5.50) แต่ของปลอมมันคุ้มกว่าตรงที่อยู่ได้นานชั่วกัปชั่วกัลป์เลยน่ะสิ
-.แต่ก็เพราะมันอยู่ได้นาน (เกินไป) นี่แหละ ที่ทำให้บริษัททำอาหารปลอมในญี่ปุ่นไม่ค่อยได้กำไรจากการขายซ้ำมากนัก พวกเขาต้องหาออเดอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และไม่ใช่แค่รับทำอาหารปลอมสำหรับคนนะ จะให้ทำอาหารหมา อาหารแมว ไส้เดือนปลอม รึอะไรก็ทำได้เหมือนกันจ้า
-.นวัตกรรมล่าสุดของพวกเขาก็อย่างเช่น ไอศกรีมซิลิโคนที่ไม่มีวันละลาย เนื้อนิ่มใช้ช้อนตักได้เป็นคำๆ ใช้งานแล้วยังเก็บใส่ถังไว้ได้อีกต่างหาก เหมาะสำหรับการถ่ายทำโฆษณามากๆ ส่วนสินค้ายอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยว ก็คืออาหารปลอมที่เป็นพวงกุญแจหรือที่ห้อยมือถือไงล่ะ
-.ประเทศไทยเราก็มีคนทำอาหารปลอมขายกันหลายเจ้าแล้วเหมือนกันนะ บางที่เปิดสอนอีกต่างหาก ใครสนใจลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะจ้ะ

ถ้าอาหารเป็นของสำคัญที่จำเป็นสำหรับร่างกาย
งานศิลปะก็คือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับจิตใจ
จงเห็นคุณค่าของทั้งสองอย่างนี้
แล้วชีวิตของคุณจะรื่นรมย์ขึ้นอีกเยอะ

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

ข้อมูลอ้างอิง

Shares
บรรณาธิการ / CEO สำนักพิมพ์ การ์ตูนไทย Let's Comic