30 MUST SEE SOCCER FILMS

โดย ยอริฟ อมิซิทตัส และ กอร์ดอน เก็กโค่ (จากคอลัมน์ The 30 Must See to be a Movie Lover ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 843 เดือนกรกฏาคม 2014) 

        ฟุตบอลโลก 2014 จบลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนดูจะจบลงไปด้วย (เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่จ่ายหนี้พนัน!) แม้ว่าการสำรวจของ คสส. (คณะสำรวจสตาร์พิคส์) พบว่าแม้จะมีนักดูหนังส่วนหนึ่งไม่ปลาบปลื้มการเชียร์กีฬานัก แต่ก็มีนักดูหนังอีกส่วนที่คลั่งไคล้ทั้งการดูหนังและการดูแข่งขันฟุตบอลไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น หากใครยังอารมณ์ค้างจากเวิลด์คัพบราซิลปีนี้ การได้ดูหนังทีเกี่ยวกับฟุตบอลอาจจะช่วยบำบัดปรับสมดุลได้บ้างไม่มากก็น้อย

        โดยปกติ หากเราพูดถึง Football Films วงการหนังฮอลลีวู้ด-ซึ่งมีรากฐานในสหรัฐอเมริกา จะเหมาเอาว่าเป็น “อเมริกันฟุตบอล” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟุตบอลที่เราเข้าใจกัน และยังได้มอบชื่อใหม่ให้กับกีฬาสุดฮิตซึ่งใช้เท้าเตะบอลเข้าโกลว่า “ซ็อคเกอร์” (soccer) นอกจากนี้ กระแสอันอ่อนแรงของฟุตบอลในดินแดนเสรีภาพยังทำให้มีการสร้างหนังเกี่ยวกับฟุตบอลออกมาจำนวนค่อนข้างน้อย และไม่น่าแปลกใจใดๆ ที่มันจะถูกสร้างออกมาจากภาคพื้นทวีปอื่นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ อเมริกาใต้ และ ยุโรป โดยฉพาะอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักร-ประเทศที่คลั่งไคล้ฟุตบอลเสียยิ่งกว่าอะไร

        หนังฟุตบอลที่นำเสนอในบทความนี้ ได้ถูกคัดสรรแบบหลากหลายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนังที่มีฉากเตะบอลอย่างเป็นจริงเป็นจัง หนังที่เพียงหยิบยืมแบ็คกราวด์กีฬาฟุตบอล หนังสารคดีวงการฟุตบอล/นักเตะชื่อก้อง และกระทั่ง หนังที่อาจจะเกี่ยวพันกับฟุตบอลแบบถากๆ ทว่ามีความน่าสนใจในลีลานำเสนอ เรียกได้ว่าครบทุกแนวทุกอารมณ์ สำหรับคอหนังทุกประเภท

        นอกจากนี้ สำหรับคนดูหนังที่ไม่ได้พิศวาสในกีฬาเตะลูกกลมๆ นี้ ก็ยังสามารถหาความบันเทิงจากพล็อตเรื่อง ตัวละคร หรือรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังดำรงสถานะของภาพยนตร์-ซึ่งสำแดงชีวิตมนุษย์ได้อย่างมีชีวิตชีวาเสมอ

        Starpics ขอเชิญทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรักหนังฟุตบอล”

30. VICTORY (1981)

        คำจำกัดความที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ ก็คือชื่อเรื่องภาษาไทยของมัน – เตะแหลกแล้วแหกค่าย ซึ่งผสมผสานระหว่างความเป็นหนังกีฬาที่เหล่าผู้ชายต้องลำเลียงลูกฟุตบอลกลมๆ ส่งเข้าไปให้อยู่ในประตูฝ่ายตรงข้าม กับเงื่อนไขของการแหกค่ายเชลยในช่วงสงครามโลก หนังมีพล็อตที่ขายดีแบบเทน้ำเทท่าเมื่อตัวละครของ แม็กซ์ ฟอน ซิโดว์ เป็นนายพลนาซีที่ต้องการสร้างโฆษณาชวนเชื่อว่าเหล่าเยอรมันยิ่งใหญ่เหนือใครในสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการเอานักเตะทีมชาติเยอรมันที่แข็งแกร่งมาเตะ “กระชับมิตร” กับเหล่าเชลยสงครามที่อดอยากปากแห้ง ทว่ามันกลับเข้าทางหนุ่มๆ ที่กำลังสิ้นหวังเหล่านั้น เมื่อพวกเขานำโดยอดีตนักฟุตบอลทีมชาติที่แสดงโดย ไมเคิล เคน วางแผนว่าจะอาศัยช่วงชุลมุนของการแข่งขันเพื่อหลบหนีไปสู่อิสรภาพ

        ไม่เพียงคนดูจะได้เห็น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในบทบาทผู้รักษาประตูซึ่งต้องดิ้นรนจากการถูกอีกฝ่ายไล่ยำซะเละเทะ หากยังมีคุณน้านักบอลตำนานตัวจริงอย่าง เปเล่ มาเป็นนักกีฬาผิวสีที่โดนเหยียดหยามและไล่เสียบตลอดเกม ทั้งมวลนี้ทำให้หนังลุ้นระทึกและชวนฮึกเหิมอย่างที่สุด

29. SHAOLIN SOCCER (2001)

        “นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่” คือผลงานระดับเอกอุของ โจวซิงฉือ นักแสดง/นักสร้างหนังตลกหน้าตายแห่งเอเซีย ซึ่งมีพล็อตว่าด้วยพระวัดเส้าหลินซึ่งต้องไปรวมทีมกับพี่น้องทั้ง 5 ของเขาเพื่อฝึกปรือฟุตบอล-ผสมผสานท่วงท่าวรยุทธ์กำลังภายใน ก่อนจะเข้าแข่งขันฟุตบอลอันน่าตื่นตาตื่นใจ คนดูจะพบกับมุกตลกพิลึกพิลั่นที่เน้นการเจ็บตัวและอาการสุดเวอร์ของโจวซิงฉือ มันไม่เพียงสร้างเสียงหัวเราะและความครื้นเครงในระดับ A+ หากยังสร้างสมดุลกับคุณภาพได้อย่างกลมกล่อม จนกวาดรางวัลหนังฮ่องกงประจำปีไปครอง

28. GREEN STREET HOOLIGANS (2005)

        ตัวละครหลักเตะบอลหรือเปล่า? เปล่าเลย เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ตกกระไดพลอยโจนมาอยู่ในกลุ่มของ “อันธพาลลูกหนัง” ซึ่งไม่ได้คลั่งไคล้จะเตะบอลหรือซัลโวสร้างฝัน หากแต่เป็นแก๊งกองเชียร์ที่ต้องรักษาศักดิ์ศรีด้วยการไปไฝ้ว์กับเหล่าแก๊งคู่อริทีมอื่น ดังนั้น หนังที่พ่อหนุ่ม เอไลจาห์ วู้ด มาเล่นเป็นคนดีที่ต้องละลายพฤติกรรมไปกับคนชั่วนี้ จึงเต็มไปด้วยความรุนแรงของการต่อสู้ หักเหลี่ยมเฉือนคม และยังมีการคิดคดทรยศอีกด้วย สำหรับส่วนที่เป็นการแข่งขันบอลนั้น คงต้องบอกตามตรงว่า เป็นแค่วอลล์เปเปอร์ให้กับสังคมตีรันฟันแทงเท่านั้น

        หนังเร้าใจด้วยบทภาพยนตร์และการแสดงที่ถึงลูกถึงคน แม้จะไม่ใช่หนังระดับรางวัลเต็มสตูดิโอ แต่นี่แหละคือหนังที่ดูสนุกและได้สาระแบบอิ่มพอดี

27. OFFSIDE (2006)

        จาฟาร์ ปานาซี ยังคงประท้วงรัฐบาลด้วยสันติวิธี และสันติวิธีของเขาก็คือการทำหนังที่มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สังคมอิหร่าน ซึ่งมันก็ไม่รู้ว่าจะทำให้เขาต้องลงเอยในซังเตต่อไปอีกกี่ครั้ง ใดๆ ก็ตาม นี่คือหนังว่าด้วยกลุ่มผู้หญิงอิหร่านที่ทำทุกวิถีทางเพื่อจะเข้าไปชมฟุตบอลกับผู้ชายในอัฒจันทร์ให้ได้ แน่นอนว่าจารีตของที่นี่ได้ห้ามเอาไว้แต่พวกเธอก็ไม่ลดละความพยายาม แม้ว่าแรงใจอันแข็งแกร่งนี้อาจจะยังผลให้มีบทสรุปชวนกลุ้มก็ตาม

26. BEND IT LIKE BECKHAM (2002)

        ประเด็นเรื่อง “ผู้หญิง” กับฟุตบอล กลายเป็นสิ่งที่ถูกสำรวจและตั้งคำถามมาตลอดในยุคหลัง และนี่คือหนังที่รวบรวมอะไรต่อมิอะไรที่คนสร้างมักจะทำกัน-เข้ามาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของวัยรุ่นหญิง อุปสรรคจากทางบ้าน การดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ตนเอง ชื่อหนังอาจจะเหมือนฉกฉวยประโยชน์จากกระแสคลั่งไคล้ เดวิด แบ็คแคม ยอดนักฟุตบอลชาวอังกฤษที่กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ทว่าผู้กำกับสาว กูรินดาร์ ชาดาร์ ก็แค่ยืมมันมาเรียกร้องความสนใจเล็กๆ น้อยๆ เพราะส่วนใหญ่คือการพุ่งเป้าไปที่สาวแขกในอังกฤษ (พารินเดอร์ นาการ์) ผู้อยากเป็นนักฟุตบอล ซึ่งมีเพื่อนสาว (เคียร่า ไนท์ลี่ย) คอยให้กำลังใจ และโค้ชหนุ่ม (โจนาธาน รีสไมเยอร์) ที่พร้อมผลักดัน ทว่าทางบ้านกลับเห็นแย้งไม่สนับสนุน

        หนังเดินตามสูตรสำเร็จอย่างเคร่งครัดก็จริง แต่ด้วยอารมณ์แห่งยุคสมัยในช่วงต้นยุค 2000 กับการทำออกมาได้เหมาะเจาะกลมกล่อม อบอุ่น จริงใจ และดูสนุก ทำให้เป็นหนังฟุตบอลที่ไม่ควรจะมีใครพลาด

25. FEVER PITCH (1997)

        นักดูหนังหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Fever pitch เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดในปี 2005 ที่ได้ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ กับ จิม ฟอลลอน นำแสดง ทว่ามันผ่านการดัดแปลงให้เป็นกีฬาเบสบอลซึ่งเล่นเอาคนดูตาดำๆ หลายคนไม่อินเพราะไม่เข้าใจกติกากีฬาขว้างลูกดังกล่าวเลย ดังนั้น โปรดหันมาพิจารณาของแท้ดั้งเดิมอย่าง Fever pitch (1997) ซึ่งสร้างจากนิยายเล่มเดียวกันของพ่อหนุ่มไลฟ์สไตล์ผู้ชายอย่าง นิค ฮอร์นบี้ เนื้อหาว่าด้วยชายผู้หลงใหลในทีมฟุตบอลอาร์เซนอล และไม่เห็นว่าชีวิตนี้จะมีอะไรมาเบียดบังแย่งชิงตัวเขาจากเกมฟุตบอลได้ จนกระทั่งมาเจอกับแม่สาวพราวเสน่ห์ที่เล่นเอาเขาเริ่มผละจากทีมรักไปทีละน้อย

        หนังนำแสดงโดยยอดฝีมือแห่งเกาะอังกฤษอย่าง โคลิน เฟิร์ธ แม้ว่าภาพรวมของหนังจะไม่ได้ยอดเยี่ยมเรี่ยมเร้ แต่วิญญานของคนรักลูกหนังที่อยู่ในเรื่องอย่างเต็มเปี่ยมนี้ น่าจะทำให้คนรักฟุตบอลและคนที่ไม่ใช่แฟนท็อตแน่มฮอตสเปอร์ (คู่อริอาร์เซนอล) ชื่นชอบได้ไม่ยาก

 24. UNITED (2011)

        นี่คือหนังสำหรับ “เด็กผี” – แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยเฉพาะ และหากพ้นไปกว่านั้น เช่นคุณเป็นเด็กหงส์ เด็กปืน ฯลฯ ก็อาจจะชื่นชอบได้ถ้าเปิดใจให้กว้าง

        ผู้สร้างรวบรวมเรื่องราวความยิ่งใหญ่และโศกนาฎกรรมของนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยุค “บัสบี้เบ๊บส์” (Busby Babes) ที่อยู่ภายใต้การคุมทีมของเซอร์ แม็ต บัสบี้ ในช่วงยุค 50-60 ซึ่งขณะกำลังฟอร์มดีลีลาเด็ด ก็เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินจนเสียชีวิตไปเกือบเกลี้ยงทีม คนที่เหลือ-ทั้งนักเตะ ทีมงาน หรือชาวแมงซ์ (คนแมนเชสเตอร์) จึงต้องดิ้นรนเพื่อสร้างทีมกลับมาให้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม

        หนังไม่ได้ลงโรงใหญ่โต หากแต่ฉายทางทีวีในอังกฤษ แต่ก็มีคุณภาพขนาดได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดราม่ายอดเยี่ยมกันเลย

23. MEAN MACHINE (2001)

        วินนี่ โจนส์ สมัยเป็นนักฟุตบอลนั้นขึ้นชื่อเรื่องโหดเหี้ยมดุดัน และเมื่อมาเป็นนักแสดงเขาก็ได้รับบทไอ้โหดอยู่เสมอ นี่อาจจะเป็นเงื่อนไขให้เขาได้รับบทบาทอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ ผู้ซึ่งโมโหร้ายและควบคุมตนเองไม่ได้จนต้องติดคุก ในคุกนี้เองที้เจ้าตัวโดนหาเรื่องดูถูกเหยีดหยามเพราะสมัยค้าแข้งภายนอก-ก็ทำให้ทีมชาติพ่ายแพ้อย่างน่าอดสู

        โอกาสแก้ตัวของเขาจากชีวิตอดีตที่เหลวแหลกเดินทางมาถึง เมื่อทางคุกมีนโยบายจัดแข่งบอลกระชับมิตรระหว่างผู้คุมกับนักโทษ และเขานี่เองที่ต้องคุมเหล่ากเฬวรากทั้งหลายให้ฝึกปรือฝีมืออย่างแข็งขัน เพื่อเอาชนะพวกผู้คุมระดับอสูรกายเหล่านั้นให้จงได้

22. THE MIRACLE OF BERN (2003)

        หนังอาจจะไม่ได้เน้นไปยังการแข่งขันของตัวละครหลักที่เป็นนักกีฬา หากแต่วนเวียนอยู่กับคนที่หลงรักฟตุบอล กลุ่มแรกคือครอบครัวที่แตกแยกอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่อง กลุ่มที่สองคือนักข่าวกีฬาและเมียที่ก่อเกิดดราม่าขึ้น แบ็คกราวด์ทั้งหมดคือความสำเร็จของทีมฟุตบอลอินทรีเหล็กเยอรมัน-ที่เรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น” จนกลายเป็นยอดทีมแห่งปี 1954

        นี่คือหนังเยอรมัน สร้างโดยคนเยอรมัน และเพื่อคนเยอรมัน แต่หากใครไม่ใช่เยอรมันก็น่าจะประทับใจได้ไม่ยาก เพราะประเด็นครอบครัวกับความสำเร็จมหัศจรรย์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจนั้น ใครๆ ก็ชื่นชอบทั้งสิ้น

 21. WILL (2011)

        เด็กปืน เด็กผี หลบไป… หนังเด็กหงส์มาแล้วครับท่าน! เรื่องราวนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่การเดินทางของเด็กกำพร้าคนหนึ่ง เพื่อไปชมแมทช์หยุดโลก-ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศปี 2005 ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

        ไอ้หนูคนนี้หลงใหลคลั่งไคล้สโมสรลิเวอร์พูลอย่างหนักโดยการปลูกฝังจากคุณพ่อ ทว่าตั๋วชมการแข่งขันที่รอคอยเจ้าตัวเอาไปยื่นที่สนามในนัดชิงนั้น-กลับทำท่าจะเป็นหมัน เพราะคุณพ่อเกิดเสียชีวิตไปก่อน และนั่นเอง จึงก่อเกิดเรื่องราวการเยียวยาจิตใจ การต่อสู้ดิ้นรนด้วยความหวัง และแรงใจจากคนรอบข้างที่ทำให้เจ้าหนู “ไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย” เพื่อไปชมนัดชิงสุดระทึกให้ได้

        หนังมีคุณภาพปานกลางและเดินตามสูตรขยี้อารมณ์อย่างไม่วอกแวก บรรดาแฟนคลับลิเวอร์พูลควรจะได้ชมกันสักครั้ง แม้ว่าจะมีเรื่องชวนให้อารมณ์เสียไม่น้อย เพราะนักแสดงคุณพ่อในเรื่องที่เป็นแฟนลิเวอร์พูลนั้น ดันมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ เดวิด มอยส์ – อดีตผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นอริของเหล่าเด็กหงส์ตลอดกาล

 20. THE CUP (1999)

        นี่คือหนังตลกขนาดกะทัดรัด ที่ได้รับคำชื่นชมเสมอมา และยังเป็นหนังสัญชาติแปลกอย่างภูฏาน (ร่วมด้วยออสเตรเลีย) คนดูจะได้พบกับเหล่าเด็กอพยพจากภัยการเมืองในธิเบต ซึ่งต้องเข้าไปอาศัยอยู่เขตลี้ภัยในอินเดีย เด็กเหล่านี้ในสภาพเณรน้อย (หนังตั้งชื่อไทยว่า “เณรน้อยคลั่งบอลโลก“) แม้จะอยู่ในสถานการณ์ซึ่งมีแรงกดดันจากภายนอก ทว่าเอาเข้าจริง สิ่งทึ่ดึงความสนใจพวกเขาได้มากที่สุดก็คือ ฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศสซึ่งกำลังจะเริ่มต้นแล้วแต่พวกเขาคงไม่ได้ดู! อย่างไรก็ตาม หนูน้อยยึดคติความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น (มั้ง) เหล่าผู้ประสบภัยไม่ได้ดูบอลโลก เลยดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อจะหาอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือในการดูบอลให้ได้

19. GOAL! TRILOGY (2005 – 2009)

        ตัวละคร ซานทิอาโก้ มูเยซ คือคนขับเคลื่อนเรื่องราว “นักบอลไล่ล่าความฝัน” ในเรื่องนี้ เริ่มจากการเป็นเด็กยากจนข้นแค้น ก่อนจะดิ้นรนหาทางเตะบอลจนไปเข้าตาโค้ชและได้เซ็นต์สัญญากับทีมระดับกลางอย่างนิวคาสซิล ยูไนเต็ด ต่อมาก็ขยับขยายไปเล่นให้ทีมระดับเวิลด์คลาสอย่าง รีล มาดริด ก่อนที่ภาคสุดท้ายนั้นเขาจะถาโถมเข้าสู่จุดสูงสุดของนักฟุตบอล นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

        หนังน่าจะถูกใจคอบอล-มากกว่าถูกใจคอหนัง เนื่องจากมันมีฉากการแข่งขันฟุตบอลและการสร้างอารมณ์ร่วมด้านกีฬาที่เข้มข้น ทว่าในแง่ของศิลปะทางการเล่าเรื่องนั้น มันดูทื่อตรงและเน้นสูตรสำเร็จมากเกินไป จากที่พอดูได้ในภาคแรก มันค่อยสะสมความย่ำแย่มากขึ้นในภาคสอง และพอมาถึงภาคสาม หลายคนก็สมน้ำหน้าที่มันได้สถานะเป็นเพียง “หนังวิดีโอ” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าคนรักฟุตบอลอยากดูหนังฟุตบอลระดับมหากาพย์ เรื่องนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

 18. ELEVEN MEN OUT (2005)

        พล็อตหนังขายสุดขีด… ไอ้หนุ่มนักบอลทีมชั้นนำในไอซ์แลนด์ แสดงถึงความเป็นชายเหนือชาย ด้วยการสารภาพว่าตัวเขาเป็นเกย์! …จบป่ะ

 17. KICKING AND SCREAMING (2005)

        สำหรับแฟนคลับ วิลล์ ฟาเรลล์ นี่คือหนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด แม้ว่ามันจะยังคงคุณภาพแบบสุกๆ ดิบๆ อย่างที่นักแสดงหน้าเป็นคนนี้มีส่วนร่วม คนดูที่ชอบฟุตบอลอาจจะสนุกที่ได้เห็นไอ้หนุ่มแฟมิลี่แมนที่ฟาเรลล์รับบทนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นคนที่ก้าวร้าวดุดันเมื่อต้องกลายเป็นโค้ชให้กับทีมฟุตบอลของลูกชายตัวจิ๋ว แน่ล่ะ มันน่าสนใจมากเพราะปกติเขาเป็นคนติ๋มๆ และถูกพ่อของเขาที่บ้าชัยชนะ (โรเบิร์ต ดูวัลล์) ข่มเหงมาตลอด เอาเข้าจริงตัวเขาก็มียีนแบบพ่อตัวเองแฝงมาไม่น้อยเลยเชียว

        ใครที่ชื่นชอบหนังประเภทแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว น่าจะหลงรักเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ส่วนใครที่ชอบฟุตบอลแบบหวือหวาพิสดาร หรือ กลุ่มนักดูหนังคุณภาพคับแก้ว อาจจะต้องเตรียมใจเผื่อไว้สักนิด

 16. THE FOOTBALL FACTORY (2004)

        หนังเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในไสตล์สารคดี ซึ่งยิ่งเพิ่มความสมจริงน่าเชื่อถือให้กับ “อันธพาลลูกหนัง” หรือที่เรียกกันติดปากว่าเหล่าฮูลิแกน การตีรันฟันแทงกับกองเชียร์คู่อรินั้นคือกิจวัตรและศักดิ์ศรี หนังทำให้เราพบว่าพวกเขาถูกกระทำก่อน-โดยการถูกปฏิเสธและผลักดันให้อยู่ในชายขอบของสังคม และจะมีหนทางอื่นใดเยียวยาได้ดีกว่าการใช้กำลังห้ำหั่นกับแก๊งอื่น มันถูกบอกเล่าโดยนัยว่า นี่คือสิ่งที่ระบายอารมณ์ได้ดีกว่ายาเสพติดหรือมีเซ็กส์ เสียอีก

        ปล. นี่คือแก๊งกองเชียร์เชลซีนะครับ

 15. SOCCER MOM (2008)

        แม้ว่าหนังจะไม่เตะตาคนที่คลั่งไคล้ดาราหรือผู้กำกับแบรนด์เนม แต่ก็นับว่าในจักรวาลของหนังฟุตบอล ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีพล็อตที่น่าสนใจ เพราะมันว่าด้วยคุณแม่ที่ฉวยโอกาสปลอมตัวเป็นโค้ชฟุตบอลชาวอิตาลี เพื่อมาสอนการเตะฟุตบอลให้กับทีมของลูกสาว นับว่าเป็นหนังที่ผสมผสานอารมณ์สาวเตะบอลกับพล็อตปลอมตัวมาดูแลลูกแบบ Mrs.Doubtfire ซึ่งคอหนังที่คลั่งไคล้ฟุตบอลมากๆ น่าลองเสี่ยงหามาดูเหมือนกัน

 14. SOCCER DOG: THE MOVIE (1999)

        และเมื่อพล็อตหนังคนเตะบอลต่างๆ นานา มีเกลื่อนตลาดไปทั่ว มันก็มาถึงวันนี้จนได้ เมื่อมีคนสร้างหนังเกี่ยวกับ “หมาเตะบอล” แน่นอน มันไม่ใช่คนใจหมาเตะบอล หากแต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่เรารู้จักกันดีในนามสุนัข คนสร้างหยิบโครงเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกมาใช้ เมื่อไอ้หนุ่มอดีตนักบอลชื่อก้องไปรับเด็กน้อยมาเลี้ยงเป็นลูก เขากลับผิดหวังพอสมควรเมื่อไอ้หนูดันไม่สนใจฟุตบอลเอาเสียเลย ทว่าก็ดันมีหมาแสนรู้ตัวหนึ่งที่เก่งกาจการเล่นฟุตบอลปรากฏตัวขึ้น มันยังผลให้เจ้าเด็กคนนี้เรียนรู้ฟุตบอลมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วยหลอมพ่อกับลูกเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง

 13. LOOKING FOR ERIC (2009)

        คิงเอริค คือฉายาของยอดนักฟุตบอลระดับตำนานของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – เอริค คันโตนา เขาไม่เพียงเป็นเทพเจ้าแห่งลีลาลูกหนัง หากยังเป็นซูเปอร์ซาตานในตอนที่กระโดดกังฟูคิกใส่กองเชียร์ทีมตรงข้ามอีกด้วย ในหนังเราจะเห็น เอริค คันโตนา เป็นไอดอลของหนุ่มใหญ่พื้นๆ แห่งอังกฤษ ซึ่งชีวิตกำลังอยู่ในช่วงเส็งเคร็งสุดขีด งานแย่ เมียแย่ ลูกแย่ เผชิญหายนะแบบซูเปอร์คอมโบ้ไปเลย ทว่าเขาก็มีแรงใจจะเยียวยาชีวิตเมื่อวันหนึ่งสูบกัญชาแล้วดันเห็นภาพเอริคมาให้คำปรึกษาชีวิต!

        พล็อตอาจจะดูเหวอๆ แต่หนังคงไม่หวือหวาอะไรนัก เพราะมันเป็นงานกำกับของ เคน โลช ปรมาจารย์แนวสมจริง/สะท้อนสังคมแห่งสหราชอาณาจักร

        เอ่อ ใครอยากจะเห็นหนังมีฉากแข่งบอลเยอะๆ ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย

 12. MARADONA BY KUSTURICA (2008)

        เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครทำหนังเกี่ยวกับนักฟุตบอล แล้วจะมองข้ามยอดนักเตะหมายเลขหนึ่งตลอดกาลของโลกอย่าง ดีเอโก้ มาราโดนา – ชายผู้เป็นทั้งเทพเจ้าและซานตาน เมื่อกระโดดเอามือชกบอลเข้าประตูแล้วอ้างว่าเป็น “หัตถ์พระเจ้า” ในฤดูร้อนปี 1966 แล้วในไม่กี่นาทีถัดมาเขาก็ลากเลื้อยครึ่งสนามหลบผู้เล่นทีมชาติอังกฤษราวกับเป็นท่อนไม้ผุๆ เข้าไปยิงประตูที่ดีที่สุดตลอดกาล

        สารคดีเรื่องนี้จะพาคนดูไปพบกับแง่มุมต่างๆ ในชีวิตนักฟุตบอลของเขา ซึ่งถูกผูกเข้ากับชีวิตส่วนตัวและการเมืองอันเปี่ยมสีสันร้อนแรง และคงไม่กล่าวถึงผู้กำกับที่นำเสนอผลงานชิ้นนี้อย่าง อีเมียร์ คุสตูริก้า ไม่ได้ – ว่าเขาทำหน้าที่เสนอเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด

 11. THE MATCH (1999)

        หนังเล็กๆ จากอังกฤษเรื่องนี้วางพล็อตได้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน นั่นคือ ทีมฟุตบอลระดับผับ (ซึ่งในความหมายตรงคือทีมที่มีผับเป็นผู้อุปถัมป์ ขณะที่ความหมายอื่นคือเป็นทีมโคตรกระจอก) แห่งสก็อตแลนด์จำนวนสองทีม จะต้องมาแข่งขันกันตัดสินปัญหาที่ค้างคาใจกันมานานรวมศตวรรษโดยการแข่งบอล หากทีมไหนชนะ ทีมนั้นถึงจะรักษาผับตนเองเอาไว้ต่อไปได้

 10. SHE’S THE MAN (2006)

        สำหรับชายหนุ่ม – การได้ดู อะแมนด้า ไบน์ส ช่วงท็อปฟอร์มมาเตะฟุตบอลฟรุ้งฟริ้งไปมา ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างถึงที่สุดแล้ว

 9. ONCE IN A LIFETIME: THE EXTRAORDINARY STORY OF THE NEW YORK COSMOS (2006)

        ฟุตบอลถูกเรียกขานว่า “ซ็อคเกอร์” ในอเมริกา เพราะที่นั่นมีฟุตบอล (อเมริกันฟุตบอล) ของพวกเขาอยู่แล้ว และนั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ฟุตบอลไม่เคยเจาะตลาดอเมริกันชนได้อย่างจริงจังสักครั้ง หากปัจจุบันถือว่ามันพอถูไถสร้างกระแสได้บ้าง (ด้วยการเก็บตัวพวกสตาร์จากยุโรปในวัยใกล้เกษียณไปเล่น อาทิ เดวิด เบ็คแคม หรือ เธียรี่ เมฆวัฒนา เอ๊ย อองรี) แต่ในอดีตก็มีครั้งหนึ่งที่มันถูกทุ่มทุนสร้างแบบอลังการ เมื่อราวศตวรรษที่ 1970 ทีมนิวยอร์ก คอสมอส ถูกตั้งขึ้นและระดมเอานักเตะระดับท็อป (แต่ใกล้เลิกเล่น) ของวงการมารวมกันราวกับรวมฮิตเพลงติดชาร์ท ไม่ว่าจะเป็น เปเล่ หรือ ฟรานซ์ แบ็คเกนบาวเออร์ ที่เดินเชิดหน้ามารับค่าเหนื่อยแสนแพงกันเป็นแถบ

        ที่น่าตื่นตะลึงก็คือ ที่มาของสโมสรนั้นเกิดจากความต้องการของผู้บริหารบันเทิงยักษ์ใหญ่ที่อยากจะเก็บผู้บริหารค่ายเทปในเครือเอาไว้-จึงอยากเอาใจให้พรหนึ่งประการ และเมื่ออีกฝ่ายขอส่งเดชว่า “อยากได้ทีมฟุตบอล” คุณพี่เลยจัดให้แบบเต็มคราบ! หนังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปของสโมสรที่อู้ฟู่และเต็มไปด้วยสีสันแพรวพราว หนึ่งในนั้นคือเสียงเพลงดิสโก้ทะลวงรูหู!

 8. RUDO Y CURSI (2008)

        หนังตลกปนดรามาเรื่องนี้ เล่าถึงพี่น้องสองคนที่เตะบอลไปมาและอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพสักวัน แต่การไต่ขึ้นจากคนทำงานสวนกล้วยมาเป็นนักกีฬาชั้นนำนั้นก็ต้องทุ่มเทและแข่งขันเอาการ ทั้งยังไม่รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่ทั้งรักทั้งเกลียดกัน และการผจญกับชื่อเสียงเงินทองในวงการ

        หนังได้น้องชายของอัลฟองโซ กัวรอง อย่าง คาร์ลอส กัวร็อง มากำกับ และยังมีสองนักแสดงนำชุดเดียวกับหนังดังของกัวรองคนพี่ในเรื่อง Y Tu Mama Tambien อย่าง ดีเอโก้ ลูนา และ กาเอล การ์เซีย เบอนัล นำแสดง มันเป็นที่สนุกสนานและมีลีลาการนำเสนอที่โดดเด้ง เหมาะกับคนรักหนังเป็นอย่างยิ่ง

 7. THE TWO ESCOBARS (2010)

        ในสายตาชาวโลก-โคลัมเบีย คือประเทศอันปนเปื้อนด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม สารคดีเรื่องนี้นำคนดูไปสำรวจความเชื่อมโยงแบบห่างๆ ของชายสองคนที่มีนามสกุลเอสโคบาร์ หนึ่งคือราชายาเสพติดตัวเอ้ที่เป็นพ่อค้ายาซึ่งดังที่สุดในโลกอย่าง พาโบล เอสโคบาร์ (เติมอีกสักนิด-สำหรับในเขตเออีซีของเรานั้น ในอดีตได้แก่ ขุนส่า ส่วนปัจจุบันน่าจะเป็น พันโทยี่เซ) ซึ่งชื่นชอบฟุตบอลและสนับสนุนกีฬามหาชนนี้อย่างมหาศาล กับ นักฟุตบอลผู้ไปเล่นบอลโลกแล้วทำบอลเข้าประตูตนเองจนตกรอบแรก – แอนเดรส เอสโคบาร์ ซึ่งในเวลาต่อมาถูกมือปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตเพราะเล่นบอลห่วย!

 6. ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006)

        ซีเนดีน ซีดาน คือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของยุคหลัง ลีลาการเล่นที่งดงามราวบทเพลงของโมสาร์ทจนได้แชมป์โลกผสมผสานกับการสร้างวีรกรรม “หัวโขกบันลือโลก” จนถูกไล่ออกในนัดสุดท้ายของชีวิต คือเครื่องหมายการค้าของเขา หนังเรื่องนี้ไม่ได้เจาะลึกลงไปในความมืดดำหรือด้านสว่างอะไรของเขานัก หากแต่เป็นหนังสารคดีกึ่งทดลองที่จับภาพเขาคนเดียวในสนามฟุตบอล โดยไม่สนใจอะไรอื่นใดในละแวกข้างเลย และซูมเข้าซูมออก/โคลสอัพตัวเขาอย่างเพลิดเพลิน (ใครเพลินล่ะเนี่ย?)

        ใครที่ไม่ได้ชอบฟุตบอลมากมายนัก และอยากหารสชาติใหม่ๆ ในการดูหนังกีฬา เรื่องนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดี

 5. MAD ABOUT MAMBO (2000)

        หนังอาจจะไม่ได้ใหญ่โตหรือมีคุณภาพระดับการันตีด้วยใบปาล์มใดๆ แต่ความน่ารักสนุกสนานของหนังก็น่าทำให้พวกคอหนังโรแมนติกคอมเมอดี้ดูกันได้เพลินๆ เมื่อไอ้หนุ่มนักฟุตบอลที่อยากจะเอาดีทางการเป็นนักกีฬาเอาชีพ ค้นพบว่าตนเองต้องรู้จัก “จังหวะการเล่น” ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และนั่นทำให้เจ้าตัวไปลงทะเบียนเรียนเต้นรำ!

        คงไม่ต้องคาดเดาใช่ไหมว่าเขาจะเจอคู่เต้นสุดสวยรวยเสน่ห์

4. หมากเตะ รีเทิร์นส (พ.ศ.๒๕๔๙)

        มาโหวตกัน ว่าหนังฟุตบอลแห่งสยามประเทศ ควรจะเป็นเรื่องอะไรระหว่างเรื่องนี้ โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ หรือ แต๋วเตะตีนระเบิด (ขุ่นพระ!)

        หมากเตะรีเทิร์นส อาจจะอื้อฉาวในกรณีที่ สปป.ลาว ออกมาแสดงความไม่สบายใจที่นำเสนอภาพคนลาวอย่างบิดเบือน ทำให้หนังต้องถูกแก้ไขทั้งชื่อหนัง (จากเดิม หมากเตะโลกตะลึง) และชื่อประเทศในเรื่อง (เป็น ประเทศอาวี) อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงการเป็นหนังกีฬาประเภทรองบ่อนตามล่าความฝัน ก็นับว่ามันมีความตลกและสนุกสนานที่ใช้ได้แถมยังเข้าใจอารมณ์ฟุตบอลเป็นอย่างดี แน่นอน คนสร้างเขาบ้าบอลซะขนาดนั้น (ผลงานของผู้กำกับ แฟนฉัน และ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ)

 3. โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ (พ.ศ. ๒๕๔๔)

        ตัวละครวัยรุ่นสุดเกรียนในเรื่องนี้ไม่ใช่นักบอล แต่มีอาชีพเสริมส่งโพยพนันบอล และความเป็นไปอันเข้มข้นถึงลูกถึงคนของพวกเขาที่เกี่ยวโยงกับเหล่ามาเฟียก็น่ารักน่าลุ้นซะเหลือเกิน ยิ่งผนวกกับสไตล์การนำเสนอที่กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาของผู้กำกับ กิตติกร เลียวศิริกุล ทำให้นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่ควรจะหามารับชมกัน – ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบฟุตบอลหรือไม่ก็ตาม

 2. THE GAME OF THEIR LIVES (2005)

        แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่เคยได้แชมป์โลก แต่การเอาชนะทีมชาติอังกฤษในปี 1950 ได้ที่บอลโลกประเทศบราซิลก็ดูเป็นสัมฤทธิผลอันยิ่งใหญ่เหลือคณา คนดูจะได้เห็น “เครื่องเคียง” ของกีฬาฟุตบอล อันได้แก่ คนรอบข้างนักกีฬาอย่างครอบครัวซึ่งส่งอิทธิพลต่อเหล่านักกีฬารองบ่อน ให้มีความหวังและกำลังใจเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้ ตัวหนังและคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากใครเป็นแฟนคลับพี่ล่ำ เจอราร์ด บัทเลอร์ (ในบทผู้รักษาประตู) หรือน้องโรคจิตอย่าง เวส เบนท์ลี่ย์ ก็ควรหามาดูซะ

 1. THE DAMNED UNITED (2009)

        ไบรอัน คลัฟ คือตำนานแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษในฐานะผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว บุคลิกภาพและทัศนคติการทำงานแบบ “เขี้ยวลากดิน” ซึ่งไม่มีคำว่าอลุ่มอล่วยในสารบบ ทำให้สามารถพาทีมอย่าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสท์ และ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ คว้าชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าจนลือลั่น ทว่ายอดคนก็ล้วนมี “ช่วงเวลาแห่งความซวย” ด้วยกันทั้งนั้น และสำหรับเขาจะเป็นห้วงใดไปไม่ได้นอกจากการเผลอไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในปี 1974 ที่ไม่รู้ราหูเข้าหรืออย่างไร มันถึงได้ประสบอุปสรรคและเคราะห์หามยามร้ายตลอดเวลา ทุกอย่างเล่นงานคนอย่างคลัฟจนแทบไม่เหรือราศีแห่งยอดคนเกาะอังกฤษ และนั่นเอง มันทำให้อายุการทำงานของเขาสั้นจู๋เพียง 44 วันเท่านั้น

        หนังเฉียบคมด้วยบทภาพยนตร์ การแสดงอันเข้มข้น และที่สำคัญจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการกำกับหนังได้อย่างเปี่ยมล้นสไตล์ของ ทอม ฮูเปอร์ ซึ่งทำให้ดูสนุกเพลิดเพลินลืมเวลา และหากใครยังจำกันได้ หนังเรื่องถัดจากนี้ของฮูเปอร์อย่าง The King’s speech ก็คว้าออสการ์ทั้งหนังและผู้กำกับมาครอง

Other Recommended: Montevideo: Taste of a Dream (2010), The Year My Parents Went on Vacation (2006), Linha de Passe (2008), When Saturday Comes (1996), La gran final (2006), Mike Bassett: England Manager (2001), A Shot at Glory (2000), Gracie (2007), Playing for Keeps (2012), Guys and Balls (2004)
Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก