JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM ความไม่สมบูรณ์ของชีวิต

รีวิวโดย เอกราช มอญวัฒ (การให้ดาวและคะแนนเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล)

หาก Jurassic World คือการขยายความรู้สึกจากฉากรถนำเที่ยววิ่งเข้าไปในประตูใหญ่ยักษ์ของพาร์ค – Jurassic World: Fallen Kingdom ก็คือการขยายความรู้สึกจากฉากแรปเตอร์เล่นเกมจับหนูในห้องครัว

ในขณะที่ Jurassic World เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นของการวิ่งเข้าสู่พาร์คภายใต้ท้องฟ้าสดใส กระทั่งได้เห็นไดโนเสาร์สุดยิ่งใหญ่ จนเป็นวันที่น่าจะติดอยู่ในความทรงจำไปตลอดกาล (อาจจะนับตอนที่สัตว์ร้ายหลุดออกมาด้วย) แต่ Fallen Kingdom กลับเลือกนำเสนอความเขย่าขวัญและสถานการณ์ที่ลุ้นระทึกเป็นหลัก หลายฉากของหนังเลยเต็มไปด้วยความมืด, เงาของภัยคุกคาม, การหลบซ่อน และความชื้นแฉะจากเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำลงมา ซึ่งผู้กำกับ เจ.เอ. บาโยน่า ก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างน่าสนใจ แถมบางฉาก บางช็อต บาโยน่าก็ยังพาคนดูไปพบกับ “ความสยองขวัญที่แตกต่าง” จากภาคก่อนๆ ของหนังชุดนี้อย่างชัดเจน

ในภาพรวม Fallen Kingdom เป็นหนังที่ยังใช้กลไกแบบหนังภาคต่อจูราสสิคเรื่องอื่นๆ พูดให้ดูเข้ากับหนังหน่อยก็ประมาณว่า สีสันและรูปร่างของไดโนเสาร์ตัวนี้อาจจะดูแตกต่างไปจากตัวเก่า ทว่าโครงกระดูกภายในก็ยังเต็มไปด้วยโครงสร้างคล้ายของเดิม หลายครั้งที่เราค้นพบกระดูกชิ้นเก่า ทั้งการทำฉาก, สิ่งที่อยู่ในฉาก, ถ้อยคำหรือภาพที่หวนให้ระลึกถึงสิ่งที่เคยมีมา ซึ่งในแง่นึงมันก็ดูเรียบเนียนด้วยการเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ในอีกแง่นึง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนเครื่องพันธนาการที่ทำให้หนังไม่สามารถหลุดออกไปจากกรอบเหล่านี้ได้

อันที่จริงต้องบอกว่า Fallen Kingdom มีการนำเสนอลู่ทางใหม่ที่ดูไปไกลกว่าหนังภาคก่อนๆ นะ เพียงแต่กว่าที่หนังจะถึงจุดนั้นก็ต้องนั่งรอนานอยู่เหมือนกัน อีกทั้งด้วยเนื้อหาก่อนหน้าที่ยังพะว้าพะวังอยู่กับความเป็นจูราสสิคดั้งเดิม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนหนังติดอยู่ในสภาวะตรงกลาง จะเก่าก็ไม่ได้เก่าเสียทีเดียว จะใหม่ก็ไม่ได้ใหม่แบบเต็มสูบ เลยกลายเป็นว่าหนังไม่สามารถยืนเดี่ยวได้ด้วยตัวเอง แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกลางของไตรภาค รับช่วงจาก Jurassic World แบบไม่ให้สะดุด แล้วเตรียมส่งไม้ต่อให้กับหนังภาคหน้าแบบทันท่วงที ส่งผลให้ผู้เขียนไม่รู้สึกอิ่มเอมกับหนังสักเท่าไหร่

พูดถึงความไม่อิ่มเอม ที่ผู้เขียนรู้สึกแบบนั้นมากหน่อยก็ตรงซีเควนซ์ไดโนไฮบริด อินโดแรปเตอร์ ออกอาละวาดในคฤหาสน์ ซึ่งจริงๆ มันเป็นไฮไลท์ของหนังเลยแหละ ผู้กำกับสามารถนำความรู้สึกเก่าๆ จากหนังต้นฉบับมาทำให้ดูบิดเบี้ยว ตอกย้ำความปลอมเปลือกของสิ่งที่มนุษย์สร้างได้อย่างน่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าเจ้าอินโดแรปเตอร์ดูไม่เหมือนไดโนเสาร์ แต่เป็นสัตว์ประหลาดเสียมากกว่า จนเหมือนไม่ได้นั่งดูหนังไดโนเสาร์อยู่

อย่างไรก็ดี ความรู้สึกก่ำกึ่งว่าเป็นไดโนหรือเป็นสัตว์ประหลาดที่ว่านั้น ก็นำไปสู่อีกหนึ่งหัวใจของหนังจูราสสิค นั่นคือ ความไม่สมบูรณ์ของชีวิต – หนังจูราสสิคทุกภาคจะเริ่มต้นด้วยการนำเสนอความยิ่งใหญ่หรือความสวยงามของชีวิต แต่หลังจากนั้น หนังจะค่อยๆ เผยความชำรุดหรือความไม่สมบูรณ์ของคนและไดโนเสาร์ ก่อนจะปักด้วยประโยคเด็ด “ชีวิตย่อมมีหนทาง” ราวกับว่าธรรมชาติจะเป็นผู้ปรับสมดุลให้กับทุกอย่างเอง

ก็หวังว่าธรรมชาติจะช่วยหาหนทางให้กับหนังภาคต่อไปด้วยนะ

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก