หุ่นฟิกเกอร์และภาพถ่ายโดย กอล์ฟ ปวีณ

กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา งานซีจีและแรงบันดาลใจจาก JURASSIC PARK

โดย บุษบา (จากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 854 เดือนมิถุนายน 2015)

ท่ามกลางผู้กำกับไทยไฟแรงจากค่าย GDH ที่แต่ละคนก็มีสไตล์และแนวทางเป็นของตัวเอง กอล์ฟ ปวีณ ภูริจิตปัญญา หรือ พี่ กอล์ฟโย่ง ของน้องๆ นิเทศฯ จุฬาฯ คือคนทำหนังที่มีเอกลักษณ์เด่นชัดทางด้านผลงานที่มักอุดมไปด้วยซีจี ไม่ว่าจะเป็น สี่แพร่ง ตอน ยันตร์สั่งตาย, ห้าแพร่ง ตอน หลาวชะโอน, Body ศพ 19  มาจนถึง รักเจ็ดปีดีเจ็ดหน ตอน 14 ซึ่งถึงแม้เรื่องท้ายสุดนี้จะไม่ได้มีซีจีมากมายเหมือนกับเรื่องอื่นๆ แต่ก็มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ต่อชีวิตมนุษย์

และนอกจากความสนใจในงานด้านซีจีแล้ว สิ่งที่น้องๆ เพื่อนๆ ต่างรู้กันดีก็คือ พี่กอล์ฟโย่งเป็นบุคคลที่คลั่งไคล้หนังเรื่อง Jurassic Park มาก ถึงขั้นเคยได้รับฉายาสมัยเรียนว่า กอล์ฟไดโนเสาร์ เพราะฉะนั้น ในวาระที่เราจะได้หวนกลับสู่สวนไดโนเสาร์แห่งนี้อีกครั้งในหนังภาคล่าสุด Jurassic World: Fallen Kingdom จึงถือโอกาสไปจับเข่าคุยกับผู้กำกับไดโนเสาร์ เอ๊ย ผู้กำกับไทยหัวใจซีจีคนนี้ ถึงเรื่องความประทับใจที่มีต่อไดโนเสาร์, หนังของสตีเว่น สปีลเบิร์ก, การทำงานกับซีจี ฯลฯ

เป็นคนชอบทำหนังที่มีซีจีมาเกี่ยวข้อง ได้แรงบันดาลใจมาจาก Jurassic Park มากน้อยแค่ไหน

ตอนที่หนังเรื่อง Jurassic Park เข้าฉายครั้งแรก ผมเรียนอยู่ชั้น ม.5 ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งในหนังที่ทำให้เราอยากเรียนภาพยนตร์ จริงๆ เราก็ติดตามดูผลงานที่สปีลเบิร์กกำกับมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของเขาอย่างเรื่อง E.T. เพียงแต่เรื่องนั้นเราดูตอนเด็กมากๆ ไม่ได้เก็ทหรืออินกับเนื้อหาหรือการเล่าเรื่องของเขามากมาย รับรู้แค่ว่า อ๋อ…มนุษย์ต่างดาวประมาณนี้นะ แล้วก็เก็บของเล่นที่เกี่ยวๆกับหนังบ้าง แต่เรื่องที่มาจุดประกายจริงๆ สำหรับผมเลยคือเรื่อง Hook ซึ่งพอเราโตมาก็ได้เห็นคำวิจารณ์ว่าหนังไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความรู้สึกเราคือชอบมาก และรู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้เหมือนเขาสร้างโลกด้วยเวทย์มนตร์ที่ไม่มีใครทำแบบเขาได้ เหมือนที่ใครๆ เรียกเค้าว่าพ่อมดของฮอลลีวู้ด บวกกับตัวผมเองเป็นคนชอบไดโนเสาร์ด้วย พอรู้ว่านิยายของ ไมเคิล ไครช์ตัน ที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์จะถูกหยิบมาทำเป็นหนัง และกำกับโดยสปีลเบิร์กด้วยก็เฝ้ารออยากดูมาก พอได้เห็นตัวอย่างแรกของหนังแบบน้ำตาไหลอ้าปากค้างเลย เหมือนช็อตแรกที่ตัวละครเห็นไอ้ตัวแบรคคิโอซอรัส เรารู้สึกว่าเรายังไม่เคยเห็นซีจีแบบนี้มาก่อน ก่อนหน้านั้นก็มีซีจีประมาณเรื่อง Terminater คือคนเหล็กหรือหุ่นยนต์ แต่ซีจีที่เป็นสัตว์สมจริงแบบนี้ยังไม่มี แล้วการเคลื่อนไหวมันสุดยอดมาก คือตอนนั้นเป็นเด็กเนิร์ดมาก คลั่งไคล้ สแตน วิลสัน ก็จะซื้อหนังสือของเขามาอ่าน ติดตามว่าเขาจะทำอนิเมโทรนิค ทำไดโนเสาร์หัวแบบนั้นแบบนี้ พอมาเห็นภาพที่ถูกสร้างด้วยซีจีในโรงเต็มๆ มันสมบูรณ์เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยตัวเรื่องที่มันเต็มอิ่มมากสำหรับเรา คือเราเชื่อแล้วว่ามันเป็นแบบนี้ได้ จากแต่ก่อนที่เราเห็นว่ามันมีแค่เทคนิคสต็อปโมชั่นนะ เป็นภาพวาดนะ แต่เรื่องนี้ไดโนเสาร์เคลื่อนไหวแบบสมจริงที่สุด เป็นหนังที่พลิกอีกหน้าหนึ่งของวงการภาพยนตร์

อย่างตอนทำเรื่อง บอดี้ ศพ 19 ก็แอบมีฉากทริบิวต์ให้สปีลเบิร์กด้วยนะ คือมีฉากโครงกระดูก ที-เร็กซ์ อยู่ในพิพิธภัณฑ์

ผูกพันอะไรเป็นพิเศษกับไดโนเสาร์

ทีแรกก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าชอบเพราะอะไร แต่ช่วงที่เริ่มทำงานแรกๆ สังเกตตัวเองว่างานเรามันไม่เหมือนคนอื่น คือเราจะทำงานออกแนวเพ้อๆ หน่อยครับ เลยมานั่งมองตัวเองเหมือนกันว่าทำไมทำงานแนวนี้ แล้วก็มาจับจุดตัวเองได้ว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่ในโลกความเป็นจริง ชอบเพ้อ อย่างไดโนเสาร์ก็เป็นสัตว์ที่อยู่ในจินตนาการ หรือชอบมนุษย์ต่างดาวก็จะแนวจินตนาการมาก อะไรที่อยู่บนโลกจะรู้สึกเฉยๆ เพราะเราพบเจอได้ปกติ แล้วความชอบเหล่านี้มันก็ออกมาในตัวงานเราไปโดยปริยาย อย่างตอนทำเรื่อง บอดี้ ศพ 19 ก็แอบมีฉากทริบิวต์ให้สปีลเบิร์กด้วยนะ คือมีฉากโครงกระดูก ที-เร็กซ์ อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจริงๆ มันไม่ควรไปอยู่ตรงนั้นเลยนะ (หัวเราะ) แต่ขอนิดนึงละกัน หรือว่าตอนทำมิวสิควิดีโอเพลงของวง Girly Berry ก็เซ็ตโลเคชั่นให้สาวๆ ไปเต้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่มีกระดูก ที-เร็กซ์ อยู่เหมือนกัน คือเป็นความชอบส่วนตัวจริงๆ

สปีลเบิร์กถือเป็นพ่อมดฮอลลีวู้ดก็จริง แต่พอมายุคหลังๆ คอหนังรุ่นใหม่ดูจะรู้จักผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลนมากกว่า และถ้าย้อนกลับไปดูหนังเก่าๆ ของสปีลเบิร์กแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าตื่นเต้นเหมือนสมัยก่อน ส่วนตัวคิดยังไง

ถ้าถามผม ผมเป็นแฟนสปีลเบิร์กไปแล้ว ได้เอากลับมานั่งดูก็ยังสนุกอยู่นะ เอาจริงๆ ทางด้านเทคนิคคงเทียบอะไรกับงานสมัยทุกวันนี้ไม่ได้แน่นอน แต่ว่าด้วยเรื่อง ด้วยลูกล่อลูกชนในการนำเสนอในความเป็นหนังยุคสมัยนั้น ทำได้ขนาดนี้ก็สุดยอดแล้วนะ เพราะจริงๆ ในสมัยนั้นตอนสปีลเบิร์กทำหนังสไตล์นี้ออกมา ก็มีคนพยายามจะก็อปงานเค้าออกมามากมาย แต่มันก็ไม่เวิร์กสักคน นั่นแสดงว่าเค้าเป็นคนที่จับอารมณ์คนดูเก่งมากนะ เค้าแมสต์มาก รู้ว่าตัวเองจะทำหนังยังไง คอนโทรลอารมณ์คนดูยังไง ซึ่งมันเห็นมาตั้งแต่งานเรื่อง Jaws เลยนะ เอาจริงๆ คือผมไม่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพราะเกิดไม่ทัน ก็ได้ดูตอนรายการ Big Cinema มาฉาย นึกดูว่าเราดูทางจอโทรทัศน์ธรรมดาสามสิบนิ้ว เสียงก็ไม่ได้ดังมาก แต่ตอนฉากฉลามโผล่ขึ้นมางับขา เราสะดุ้งตกใจมาก ซึ่งดูด้วยจอแค่นี้เราก็ยังอินตามไปกับเรื่องด้วยเงื่อนไขวิธีการกำกับของเขา คนสมัยนี้พอย้อนกลับไปดูฉบับเดิม มันก็อาจจะมีอะไรที่เชยบ้าง เทคนิคไม่หวือหวาเหมือนสมัยนี้ แต่เอาจริงๆ ทุกวันนี้จะหาหนังที่สนุกอย่างที่เขาทำไว้แทบไม่ค่อยมี รวมไปถึงหนังที่ตัวแกเองทำด้วยซ้ำไปอย่าง Indiana Jones ภาคล่าสุดก็ยังสู้ภาค 1 หรือ 2 หรือ 3 ไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะเทคนิคมันดีขึ้นรึป่าว เลยดูเป็นซีจีไปหมด แต่สมัยก่อนไม่มีแบบนี้มันก็เลยดูจริงมากกว่า

หุ่นฟิกเกอร์และภาพถ่ายโดย กอล์ฟ ปวีณ

หนังของสปีลเบิร์กที่ชอบมีเรื่องอะไรบ้าง

ถ้าชอบที่สุดคงเป็นเรื่อง Hook นะ เพราะมันคือความประทับใจแรกที่เรารู้สึกโดนใจกับหนังเรื่องนี้มาก รองๆ ลงมาอย่าง Jurassic Park ก็ชอบมาก ดีวีดีออกมากี่เวอร์ชั่นเราซื้อเก็บสะสมหมด ตอนเค้าทำแบบ 3D ออกมาฉายก็นั่งดูแล้วรู้สึกฟินมาก เวลาไปสวนสนุกก็พุ่งไปเล่นโซน Jurassic ก่อนเลย เล่นไปสิบกว่ารอบก็ยังสนุก ชอบโลกที่เขาสร้างขึ้นมามาก แต่ว่าหนังอีกทางที่สปีลเบิร์กทำ พวกกลุ่มหนังรางวัล เช่น Shindler’s List ก็ชอบในเชิงคุณภาพ เนื้อหา แต่ไม่ได้ชอบแบบหลงใหลคลั่งไคล้

แล้วภาคต่อๆ มาของ Jurassic Park ล่ะ

จริงๆ ภาคสองก็สนุกนะ แต่สำหรับผมมันดูเถิดเทิงไปหน่อย ทั้งๆ ที่ตัวสปีลเบิร์กทำนะ แต่มันไม่คลาสสิคเท่าภาคแรก เพราะภาคแรกคอนเซปท์คือการเปิดสวนสนุกที่มีไดโนเสาร์ แต่ภาคสองไม่ใช่ละ เป็นเรื่องของไดโนเสาร์ที่หลุดออกมา มันเลยดูไม่ใช่คอนเซปท์เดิมละ มันคือนายพรานที่ไปล่าไดโนเสาร์เฉยๆ สุดท้ายมีมาเดินในเมืองด้วย ก็เลยแค่รู้สึกว่าดูสนุก พอมาภาคสามเปลี่ยนผู้กำกับด้วย สำหรับเราไม่เหลือเค้าความคลาสสิคแบบ Jurassic Park เลยนะ คือยังสนุกที่ได้เห็นไดโนเสาร์ แต่ลูกล่อลูกชนในการนำเสนอมันไม่มีแล้ว มันก็คนวิ่งหนีไดโนเสาร์ ทั้งๆ ที่มูลค่าการสร้างไดโนเสาร์ในภาคนี้เป็นงานซีจีเต็มเหนี่ยวขึ้น เนียนกว่าภาคแรกอีกนะ แต่กลับไม่ดูคลาสสิคเท่า คงเป็นเรื่องของคอนเซปท์ไอเดียที่หายไปอย่างที่บอกครับ

หุ่นฟิกเกอร์และภาพถ่ายโดย กอล์ฟ ปวีณ

กับภาค Jurassic World มีความคาดหวังมากน้อยแค่ไหน

คือตอนได้ยินไอเดียว่านี่คือการกลับมาเปิดสวนสนุก Jurassic Park อีกครั้ง รู้สึกว่า เออ…นี่สิใช่ คือเป็นสวนสนุกที่เป็นไดโนเสาร์ ไม่ใช่หนังไดโนเสาร์บุกโลก ก็รู้สึกอยากดูมากนะ แต่พอรู้ว่าสปีลเบิร์กไม่ได้ทำ ก็แอบกลัวนิดนึงว่ามันจะเวิร์กมั๊ย มันไม่น่าจะมีใครทำงานสเกลแบบนี้ได้ แล้วพอเห็นตัวอย่างหนังออกมา แวบแรกคือผิดหวัง เพราะว่าภาพที่ได้เห็นคือซีจีหมดเลย ไม่ใช่แบบอาร์ตเค้าเดิมที่เราเคยเห็นแล้วตื่นตะลึงในใจ แบบช็อตประตูไม้มีโลโก้ Jurassic Park ติดอยู่ เปิดออกมีเพลงธีมคลอ มันดูคลาสสิคมาก แต่นี่เป็นแบบรถรางไฟฟ้าซีจีมาก ซึ่งอาจจะด้วยยุคสมัยรึป่าวไม่รู้นะว่ามันต้องอลังการเนียนด้วยซีจี แต่ว่าตัวฉากตัวพล็อตที่เอามาขาย มันคือพล็อตภาคแรกผสมด้วยภาคสองและสาม แบบยังไงก็ยังจะสร้างไดโนเสาร์เองแล้วมันก็ยังจะหลุดออกมา คือรู้สึกน้อยลง แต่ยังไงก็ไปดูแหละ แต่สิ่งที่ทำให้อยากดูมากๆ คือมีฉากที่แรพเตอร์มันขี่มอเตอร์ไซค์ไปข้างๆ พระเอก แปลว่ามันมาช่วยพระเอก เลยอยากรู้ว่าเค้าจะตีความแรพเตอร์ออกมายังไง เหมือนถูกวางมาให้เป็นพระเอกอีกตัวรึป่าว แล้วคนที่ถูกเลือกมากำกับหนังสเกลขนาดนี้น่าจะมีอะไรที่ไม่ธรรมดานะ

หุ่นฟิกเกอร์และภาพถ่ายโดย กอล์ฟ ปวีณ

ช่วยพูดถึงความคลาสสิคของหนังสปีลเบิร์กหรือหนังยุค 90 ให้ฟังหน่อย

ความคลาสสิคที่ชัดมากของสปีลเบิร์กก็คือ ความเก่งในเรื่องเล่นลูกล่อลูกชนกับคน คือหนังของเขาเกือบทุกซีนจะมีกับดักที่วางไว้ให้คนดูไปตกตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นเลยอย่างการปูไดโนเสาร์แล้วให้เด็กนั่งรถของสวนสัตว์ไป แล้วก็ไปปูตัวละครที่เหมือนไปทำรั้วไฟฟ้าพัง เดี๋ยวต้องเจออะไรแน่ซวยละ หรืออย่างฉากที่แรพเตอร์หลุดออกมาจากกรง เค้าก็บิ้วมาเลยว่าตอนแรกมันอยู่ในกรงขังอย่างแน่นหนา บ่งบอกให้รู้ว่าถ้ามันหลุดออกมาเละมหันต์แน่ ซึ่งในหนังแนวทริลเลอร์ทุกเรื่องของเขาจะมีทริคลูกล่อลูกชนเล่นกับความรู้สึกคนดูอย่างนี้ตลอด อย่างเรื่อง Hook คือเรารู้จัก ปีเตอร์ แพน มาแล้วจากนิทาน แต่เราไม่เคยเห็นว่า ปีเตอร์ แพน จริงๆ เป็นไง บินยังไง เห็นแต่ในการ์ตูน แล้วพอมาเห็นเขาจริงๆ เห็นเรือโจรสลัด เห็นจระเข้ติ๊กต็อก มีหมู่บ้านของพวก Lost Boy เห็นแล้วรู้สึกว่าเราอยากไปอยู่เกาะนี้จังเลย หลังจากนั้นมาได้เห็นในเวอร์ชั่นคนอื่นๆ ก็ยังรู้สึกว่าไม่เท่าที่เห็นจากฉบับของสปีลเบิร์ก อาจจะเป็นเรื่องของการตีความที่แตกต่างกันด้วย

รวมถึงมันน่าจะเป็นการสร้างโลก เพราะสายตามุมมองที่ผู้กำกับยุคนั้นมองอนาคตมันดูพิเศษ มันสวยมีเสน่ห์ และยังเป็นต้นแบบมาถึงหนังทุกวันนี้ ทุกวันนี้เรายังเห็นการสร้างโลกแบบ Blade Runner หรือโลกอย่าง Total Recall ทำให้ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นการสร้างโลกที่ดูใหม่มากๆ ได้แบบนั้น

บางทีเราเจอของเล่นใหม่เราก็อยากจะใช้มันซะเต็มเหนี่ยวเลย แต่สปีลเบิร์กเป็นตัวอย่างของคนทำหนังที่ใช้มันได้อย่างพอเหมาะ

พอมาทำหนังเองที่ใช้ซีจีเป็นเครื่องมือ มีความยากหรือแตกต่างจากหนังทั่วๆไปยังไง

คือเวลาผมอ่านบทหรือมองเรื่องอะไรก็ตาม มักจะมองเห็นภาพไปอีกแบบหนึ่งเสมอ จะไม่เห็นภาพตามบทที่เขาเขียนมาร้อยเปอร์เซนต์ จะเป็นการตีความตามความชอบและความเชื่อในเรื่องของจินตนาการหรือความเพ้อฝัน ก็เลยต้องไปพึ่งอุปกรณ์บางอย่างที่สามารถสร้างภาพที่เราเห็นได้ นั่นก็คือซีจี ซึ่งก็ยิ่งถูกใจว่ามันสร้างภาพได้สมใจเรา เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมงานของผมหลายๆ ชิ้นมีซีจีเข้ามาเกี่ยวข้องจนกลายเป็นลายเซ็น อย่างเรื่อง บอดี้ ศพ 19 เราตั้งใจตีความการนำเสนอออกมาโดยเปลี่ยนทางจากตัวบทเดิมด้วย ก็เป็นความสนุกส่วนตัวเรา แต่ว่ามันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะต้องบอกว่าการทำงานพวกนี้เป็นการทำงานเอาแต่ใจเหมือนกัน แล้วพอเราทำเอาแต่ใจเกินไปมันก็อาจจะสื่อสารกับคนดูหมู่มากไม่รู้เรื่องได้ ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ บาลานซ์กัน ซึ่งการดูหนังของสปีลเบิร์กทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มากนะ เพราะว่าบางทีเราเจอของเล่นใหม่เราก็อยากจะใช้มันซะเต็มเหนี่ยวเลย แต่สปีลเบิร์กเป็นตัวอย่างของคนทำหนังที่ใช้มันได้อย่างพอเหมาะ เราเคยเห็นงานคนอื่นที่เครดิตโปรดิวเซอร์ด้านซีจีคนเดียวกันเลยนะ แต่หนังออกมาไม่ได้เรื่องก็มีเยอะ คือได้เรียนรู้จากงานเค้าเยอะแล้วก็เรียนรู้จากงานของผู้กำกับอย่าง โรเบิร์ต เซเมคิส ด้วย

ชอบเซเมคิสด้วยเหรอ

ใช่ๆ ผมชอบเซเมคิสมากด้วยเหมือนกัน หนังของเซเมคิสก็คือร่างแยกของหนังสปีลเบิร์ก แต่เป็นร่างแยกที่วัยรุ่นกว่า ตอนได้ดู Back to the Future ความรู้สึกคือมันเปิดโลกสำหรับเรามาก แต่เค้าทำหนังน้อยไปหน่อย เหมือนหลังๆ ไปทำซีจีอย่างเมามันส์มากๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วซีจีมันก็แทนคนไม่ได้นะ คือเขาพยายามจะทำคนให้เป็นซีจีให้ได้ อย่างเรื่อง Palar Express แต่สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก มันเหมือนจริงแต่เค้าไม่สามารถแคปเจอร์อารมณ์ออกมาได้ เอาจริงๆ งานที่เป็นซีจีแล้วสามารถแคปเจอร์ความเป็นคนออกมาได้มากสุดคือ Avatars ตัวนางเอก ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนเล่น เพราะตัวคนอื่นก็ทำไม่ได้

แล้วผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ในสายนี้ มีชอบงานใครอีกบ้างมั๊ย

ถ้ารุ่นใหม่ๆ ก็จะมีอย่าง เจ เจ อับบรามส์ ผมว่าเค้าเป็นติ่งสปีลเบิร์กนะ เพราะงานของเขาที่ออกมาคืองานแบบสปีลเบิร์กเลย แต่เป็นสปีลเบิร์กที่เนิร์ดมากขึ้น อย่างดูเรื่อง Star Trek โครงสร้างมันคือหนังสปีลเบิร์กเลย เพียงแต่ตอนเค้าไปทำ 8 Miles อันนั้นก็น่าจะเป็นหนังเอาแต่ใจของเค้า

ทราบว่าที่บ้านของพี่กอล์ฟทำงานด้านตัดต่อ มีส่วนบ่มเพาะให้มาเป็นผู้กำกับด้วยไหม

จริงๆ ก็คงมีส่วนแหละครับ เพราะสมัยก่อนเวลาไปกับคุณพ่อก็จะเห็นคนทำงานด้านนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจมาก คือช่วงที่เราเรียน ม. 4-5 ก็จะมีดราม่ากับครอบครัวนิดนึง เหมือนในหนังเลย คือไม่ค่อยถูกกับพ่อ ไม่อยากทำงานกับพ่อ เลยไม่พยายามยุ่งกับที่บ้าน พอมาสอบเอ็นท์ติด เพื่อนๆ ก็ทักว่าอ้าว บ้านมึงมีสตูดิโอนี่นา ก็จะบอกเพื่อนๆ ไปว่าเราไม่อยากไปยุ่งตรงนั้นนู้นนี่นั้น และพยายามบอกใครต่อใครว่าเราสนใจตรงนี้ของเราเองนะ แต่พอโตขึ้นมาก็ต้องยอมรับว่า จริงๆ แล้วเราโตมากับงานกองถ่ายฯ เราก็ได้เห็นได้เรียนรู้ซึมซับมันมาแหละ

บอดี้ ศพ19 (ฺBody#19)

ตอนที่ทำ บอดี้ ศพ 19 เราเริ่มคิดมาจากเรื่องหรือจากภาพ

จริงๆ มันมาคู่กันเลยครับ เพราะโจทย์ของ บอดี้ ศพ 19 มีแค่ว่าเป็นเรื่องของหมอฆ่าเมียตัวเอง แต่พอบทมาอยู่ในมือเรา เรารู้สึกว่าเราไม่อยากเห็นหนังแบบ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ หรือ เด็กหอ เราอยากลองทำหนังสยองขวัญรสชาติอีกแบบโดยที่ไม่รู้หรอกว่ามันจะเวิร์กหรือเปล่า

แล้วประเมินผลที่ออกมาเป็นไงบ้าง

เยอะไปครับ (หัวเราะ) คืออย่างที่บอก ช่วงแรกๆ ทำงานเอาแต่ใจตัวเองมาก ตอนทำมิวสิควิดีโอก็ทำแบบเอาใจตัวเองมาก ทำโฆษณาก็ไม่ค่อยมีใครมายุ่ง พอมาทำหนังก็ทำของเราเต็มที่ อย่างที่ใจเราอยากทำโดยไม่ได้สนใจว่าคนที่มาดูเขาจะรู้สึกกับมันยังไง อย่างเรื่องนี้เรามิกซ์เสียงสร้างความกดดันคนดูไว้ตลอดเรื่อง แต่พอออกมามันหนักเกินไป คือตอนเราดูเองเราเป็นคนเยอะก็จะไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราใส่ไปมันหนักไปมันเยอะไป แต่ในวันรอบเทสต์หนังครั้งแรก คนดูปกติออกมาปวดหัวตึ้บเพราะเจอกับคลื่นเสียงระดับกดต่ำที่เราวางไว้ ก็ต้องไปถอดออก ก็ทำให้เราเรียนรู้นะ พอมาตอนทำ สี่แพร่ง เราก็ทำตามใจตัวเองแบบสุดขีดเลยทีนี้ แต่พอเรื่องนี้เกิดปัญหาตรงที่คนแอนตี้เลย ทำให้เรากลับมาคิดทบทวนว่าเราทำอะไรอยู่วะ? เหมือนคนเราพอได้ล้มโดนคนเหยียบบ้างต่อว่าต่อขานบ้าง ก็ทำให้เราเรียนรู้นะ

สี่แพร่ง ตอน ยันตร์สั่งตาย

คือต้องพูดไปถึงภาพรวมของหนังทั้งหมดก่อนเลยว่า ความตั้งใจทำตอนนี้คือ ยันต์สั่งตาย เราอยากทำให้เหมือนหนังสือการ์ตูนที่ดูหวือหวา มีสไตล์จัดๆ เพราะว่ามันเป็นหนังสั้นตอนๆ มันไม่ต้องแคร์อะไร อยากใส่อะไรก็ใส่ แต่พอออกมาคนดูปวดหัวมาก แต่ว่านี่คือภาพที่เราเห็นในหัว ตอนที่ตัดต่อออกมามันคือใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เราคิดไว้ ถึงทุกวันนี้เราก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจนะที่ทำออกไป แม้ว่าบางภาพซีจีมันยังออกมาดูไม่ได้เรื่องไปหน่อยด้วยความเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป แต่พอหลังจากนั้นเราถอยห่างออกมามองงานตัวเราเอง มันก็สอนอะไรให้เราเยอะครับ

ห้าแพร่ง ตอน หลาวชะโอน

พอมา ห้าแพร่ง (ตอน หลาวชะโอน) จริงๆ ตอนนั้นแอบคิดในใจนะว่าเค้าคงไม่ให้เราทำต่อละ แต่พอยังได้ทำ เหมือนเป็นโอกาสแก้ตัว คือเราต้องทำให้คนอื่นรู้ให้ได้ว่าเราทำหนังธรรมดาได้นะ เป็นปมในใจตอนนั้นเลยว่าต้องทำหนังให้สื่อสารกับคนดู เลยบอกในที่ประชุมบทเลยว่า ผมอยากทำหนังดราม่าปกตินะ ทุกคนยังแนะว่า เฮ้ยทำซอมบี้ดิ เหมาะกับมึงนะ.. แต่เราคือไม่เอาแล้ว เหมือนเสียเซลฟ์ไปแล้วจากที่ผ่านมา เราลองธรรมดาๆ ดีกว่า ซึ่งตอนออกฉายคนดูยังเซอร์ไพร์สนิดๆ ว่า นี่ไม่น่าเป็นตอนที่เราทำ (หัวเราะ)

คนทำงานซีจีมักมีภาพจินตนาการในหัว แล้วทำยังไงให้ทีมงานเข้าใจด้วย

ยากมากครับ สิ่งที่ช่วยก็คือสตอรี่บอร์ดแหละ แต่ภาพสตอรี่บอร์ดก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหว สีสัน ระยะเลนส์ มันเลยยากมาก เหมือนการพูดถึงรูปร่างในอากาศให้คนเข้าใจว่าเป็นยังไง ซึ่งมันก็เกิดปัญหามากมายนะ แต่ที่ผ่านมาถือว่าโชคดีที่เรามีทีมงานคอยซัพพอร์ตและช่วยถ่ายทอดสิ่งที่เราคิดได้ดีในระดับหนึ่งเลย

ตอน สี่แพร่ง ทำกับทีมคนฝรั่งเศส พอมาทำ ห้าแพร่ง เป็นคนไทย ตอนทำ บอดี้ ศพ 19 ก็เป็นคนฝรั่งเศสเหมือนกัน ซึ่งก็แตกต่างกันมาก คือคนไทยบอกปุ๊บจะเอาเลย แต่กับคนฝรั่งเศสต้องวางแผน ต้องเทสต์แล้วเทสต์อีก เช่นเราพูดถึงเรื่องความมัน ความลึก ระดับของเขากับของเราไม่เท่ากัน ต้องเทสต์จนเจอจุดที่ใช่สำหรับเราและเขาด้วย ถึงจะทำให้ถูกต้องแล้วเริ่มค่อยสเต็ปต่อไป เพราะถ้ามันผิดตั้งแต่ต้นจะลำบาก คือฝรั่งเค้าจะมีสเต็ปในการทำงานที่ชัดเจนครับ

แสดงว่าการทำงานซีจีควรต้องมีเวลาเตรียมงานเยอะ

ยิ่งเยอะยิ่งดีนะ อย่าง สี่แพร่ง เป็นตัวอย่างเลยของการไม่ได้เตรียมงาน เพราะถ่ายเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมเข้าฉายแล้ว ซึ่งเวลาในการทำซีจีน้อยไป แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้เรารับไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งถามว่าใครผิดก็เรานั่นแหละที่ไม่วางแผนให้ดีแต่ต้น

ซีจีไม่สามารถเป็นแกนกระดูกของภาพยนตร์ได้ สุดท้ายบทภาพยนตร์ก็ต้องเป็นแกนกระดูกกลาง

ทุกวันนี้มีหนังที่ใช้ซีจีออกมามากมาย จุดอ่อนหนึ่งคือทำไปทำมาก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด ส่วนตัวคิดว่าซีจีมันจะไปได้ไกลแค่ไหนหรือจะเสื่อมความนิยมลงหรือไม่

โห มันคงอยู่กับโลกภาพยนตร์ตลอดไปแหละ เอาจริงๆ มันจะกระจายไปมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะคนเก่งๆ ประกอบกับเครื่องมืออุปกรณ์ดีๆ มีมากขึ้น สมัยก่อนคนอายุยี่สิบขึ้นถึงจะทำซีจีได้ แต่ปัจจุบันเด็กวัยรุ่น 13-14 ที่สนใจก็ทำได้แล้ว คิดดูว่ามีโอกาสเริ่มก่อนเป็นสิบปี ความเก่งกาจทางการดีไซน์มันจะขนาดไหน เอาแค่ว่าละครไทยเราทุกวันนี้งานระดับเนียนเลยนะ ช็อตเยอะขึ้น มุมแปลกๆ ก็มีให้เห็น แต่อย่างที่บอกคือ ซีจีไม่สามารถเป็นแกนกระดูกของภาพยนตร์ได้ สุดท้ายบทภาพยนตร์ก็ต้องเป็นแกนกระดูกกลาง ซีจีเป็นเหมือนแขนขาเข้ามาช่วยเหลือคนทำหนังเท่านั้นเอง ต่อให้ซีจีเต็มร้อยไปซะทั้งหมดแต่ทำออกมาเรื่องไม่ได้เรื่อง คนดูไม่สนุกก็เอียนซีจีนะ บางทีอะไรที่มันดูไม่จริงไปซะหมดมันก็เสียของ อย่าง Mad Max ภาคล่าสุด คือมันถ่ายจริงแล้วพอมาบวกกับซีจีผสมกัน บาลานซ์กันลงตัวแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยอดเยี่ยมมาก

ดูอย่างเรื่อง Lords Of The Ring หรือปราสาทฮอกวอตส์ใน Harry Potter ก็สร้างเป็นโมเดลขึ้นมาก่อนแล้วค่อยเอาไปผสมกับงานซีจีอีกทีนึง คือถามว่ามันสร้างในคอมพ์ทั้งหมดได้มั๊ย ได้นะ แต่เวลาที่เค้าสร้างเป็นโมเดลขึ้นมาก่อน มันทำให้เห็นพื้นผิวหรือสเกลมิติงานได้ พอเอาไปใช้กับภาพจริง มันก็จะผสมผสานกันดีขึ้น เพราะจริงๆ เวลาเราทำซีจีเลือดกระเด็น ถ้าเราถ่ายจริงแล้วเอาไปผสมมันจะดูสมจริงมาก บางคนใช้ซีจีทำอย่างเดียว มันเลยออกมาก็ดูไม่เวิร์กเท่า ซึ่งเวลาเราไปดูขั้นตอนการทำซีจีของเมืองนอก จะเห็นเลยว่าเขาถ่ายจริงแล้วเอาตรงนี้มาปะผสมผสานเข้าไป

ด้วยความที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ยุค HD โตมากับภาพที่ทุกอย่างชัดหมด เลยกลายเป็นว่าทุกวันนี้โลกภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ ซีจีเลยต้องเยอะต้องชัดไปหมดรึป่าว

คือผมยังเชื่อว่ามันเป็นเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่า มันสามารถทำออกมาแล้วสร้างภาพในหัวของผู้กำกับได้ อย่างเรื่อง Avangers งานซีจีที่ออกมาแต่ละช็อตคือระดับเอบวกๆๆ ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ Avengers แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆ คือการดีไซน์ช็อตซีจีที่เค้าใช้ เราจะเห็นว่าช็อตเปิดมามีลองเทคที่ตื่นตาตื่นใจ มีภาพสโลว์โมชั่นที่เหล่าอเวนเจอร์สปล่อยพลังพร้อมกัน ซึ่งพวกนี้คือการดีไซน์ของผู้กำกับที่ไม่สามารถไปอยู่ในหนังทุกๆ เรื่องที่ใช้ซีจีได้ อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนทำ หรือ Guardian of Galaxy เป็นหนังที่แอนตี้ไคล์แมกซ์ แต่เราดูสนุกขำไปกับมันเพราะตัวเรื่องตัวคาแร็คเตอร์ที่ผู้กำกับดีไซน์มากกว่า อย่าง Terminator ภาคที่แล้วที่รีบู้ทมา ซีจีเต็มเหนี่ยวมาก แต่มันก็ไม่สนุก เช่นเดียวกับ Transformers ที่ผ่านมา ซีจีขั้นเทพสุดๆนะ แล้วเป็นงานซีจีที่หนักมาก แต่พอตัวเรื่องมันไม่เอื้อไม่สนุก มันก็พาลให้เราดูแล้วปวดหัวแทน

เด็กใหม่ๆ ในบ้านเราที่สนใจทำซีจี กว่าครึ่งคือเด็กที่เล่นเกมส์และอยากทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ใช่คนที่ออกไปข้างนอกหรือไปท่องเที่ยว ถ่ายรูป สังเกตชีวิต

ช่วยแนะนำน้องๆ ที่ชอบงานซีจีหน่อยว่าเขาควรพัฒนาตัวเองยังไง

คนทำซีจีที่ดีต้องเป็นคนที่ชอบดู ดูเยอะๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในการทำศิลปะด้วยจะดีมาก เพราะจริงๆ การทำภาพซีจีเบื้องต้นคือการทำภาพเสมือนให้เหมือนจริง ตัวอย่างเช่นเค้าอยากได้ภาพภูเขา มีรถอยู่ข้างหน้า ทำในซีจี มันก็คือภาพจริง คือถ้าเรามองไม่เห็นภาพจริงภาพนั้น หรือระยะชัดลึกของภาพ ซึ่งคนทำซีจีต้องรู้เรื่องเหล่านี้ เพราะสิ่งที่เขาทำคือการจำลองภาพจริงให้เกิดขึ้นในภาพคอมพิวเตอร์ แล้วค่อยไปแต่งเติมให้สวยขึ้นหรือแฟนตาซีขึ้น

แล้วเด็กใหม่ๆ ในบ้านเราที่สนใจทำซีจี กว่าครึ่งคือเด็กที่เล่นเกมส์และอยากทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ใช่คนที่ออกไปข้างนอก ไปท่องเที่ยว ถ่ายรูป สังเกตชีวิต สถานที่ต่างๆ เห็นการเคลื่อนไหวเห็นแสงเงา ของสิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้ ถ้าเราจะทำแมวตัวหนึ่งเป็นซีจี จะทำอย่างไรให้สมจริง นั่นคือเราต้องศึกษากายวิภาคของแมวด้วยนะ แล้วค่อยเอามาต่อยอดกับงานเราได้ อันนี้สำคัญครับ คือต้องเป็นคนที่สนใจในโลกปกติก่อนแล้วถึงจะไปสนใจในโลกของซีจี

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก