BACK TO THE THEATRE ย้อนอดีต…คิดถึงโรงหนัง (สแตนด์อะโลน)

โดย ยวิษฐา และ จุมพล
 (ส่วนหนึ่งจากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 809 ปักษ์หลัง ตุลาคม 2011)

โรงหนังก็เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของนักดูหนัง เป็นสถานที่ที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำมากมายจากผู้ชมทั้งหลายที่ได้เข้ามาใช้บริการ สถานที่แห่งนี้มีมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปแค่ไหน โรงหนังก็ยังอยู่ในความทรงจำของเราตลอด แม้ว่าบางโรงจะได้ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลาก็ตาม 
 และในวาระที่หนังสือสตาร์พิคส์ได้เวียนมาถึงเล่มครบรอบกันอีกครา ซึ่งฉบับนี้ก็นับได้ว่าอายุ 46 ปี ผ่านเวลาล่วงเลยมาหลายยุคสมัย เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทชิดเชื้อกับโรงหนังมานาน จึงขอนำทุกท่านไปย้อนอดีตระลึกถึงโรงหนังที่รัก ผ่านความทรงจำจากบุคลากรจากแวดวงภาพยนตร์…

 

เปี๊ยก โปสเตอร์ (สมบูรณ์สุข นิยมศิริ)

ผู้กำกับภาพยนตร์, นักวาดโปสเตอร์หนัง

แน่นอนว่าต้องเป็น โรงหนังศาลาเฉลิมไทย ครับ ที่นี่เป็นโรงหนังที่ผูกพันและมีความทรงจำสำคัญกับผมมากที่สุด สมัยก่อนโดยปกติหนังไทยไม่ค่อยได้เข้าฉายเฉลิมไทย นานๆ จะมีสักเรื่องก็จะเป็นหนังของทางค่ายอัศวิน นอกจากนั้นมักจะเป็นหนังฝรั่งฟอร์มใหญ่ๆ อย่าง Ben Hur ทางเจ้าของโรงเฉลิมไทยคือ คุณซัว (คุณพิสิฐ ตันสัจจา) ชอบผลงานเขียนโปสเตอร์หนังของผม ก็เลยเรียกใช้บริการผมประจำ พอมีโอกาสทำเรื่อง โทน หนังเรื่องแรกของผมเอง โดยเป็นการถ่ายฟิล์ม 35 มม. เสียงในฟิล์มหรือระบบซีนีม่าสโคปซึ่งเป็นฟิล์มฉายหนังระดับมาตรฐานของเครื่องฉายหนังในสมัยนั้นที่โรงภาพยนตร์ระดับใหญ่ชั้นหนึ่งใช้ เรื่อง โทน ก็ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกๆ ที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม.

ผมก็มาคุยกับแกว่าผมได้ทำหนังกับเพื่อน อยากจะขอเข้าฉายโรงเฉลิมไทย แรกๆ คุณซัวก็ต่อว่าต่อขานว่า เป็นช่างเขียนดีๆ หาเรื่องไปทำหนังทำไม (หัวเราะ) พอคุยไปคุยมาแกก็สรุปว่า งั้นพอตัดต่อเสร็จร่างแรกก็เอามาดูหน่อยละกัน สรุปว่าหนัง โทน ก็ได้เข้าฉายที่นี่ ในเวลาเดียวกับหนังไทยอีกเรื่องที่ถ่ายฟิล์ม 35 มม.เหมือนกันคือ มนต์รักลูกทุ่ง ซึ่งทั้งสองเรื่องทำรายได้สูง ทำให้หนังไทยในยุคนั้นเริ่มหันมาทำหนังฟิล์ม 35 มม. ต่อมาหนังเรื่องที่ 2 ของผมคือเรื่อง ดวง ทางคุณซัวก็เป็นคนออกทุนสร้างโรงถ่ายใหม่ แต่ยังถ่ายทำไม่เสร็จดี คุณซัวก็ได้เสียชีวิตไปซะก่อน ทางลูกชายคือ คุณโต้ง (กำพล ตันสัจจา) จึงมารับช่วงดูแลโรงเฉลิมไทยแทน  แต่หลังจากนั้นมาอีกเกือบสามสิบปี ระบบซีนีม่าสโคปก็ถูกแทนที่ด้วยไวด์สกรีน ซึ่งเป็นระบบที่ได้เปรียบเรื่องความคมชัดมากกว่า

โดม สุขวงศ์

นักวิชาการภาพยนตร์ ผู้ก่อตั้ง หอภาพยนตร์แห่งชาติ

         โรงหนังสุขุมวิท อยู่ตรงข้ามตึกโชคชัย เมื่อก่อนตึกโชคชัยเป็นตึกที่สูงสุดในประเทศไทย สุขุมวิทเป็นโรงหนังโรงแรกที่เปิดบนถนนสุขุมวิท ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามากรุงเทพฯ ปี 2504 ต่างจังหวัดเราดูหนังได้ง่าย มากรุงเทพไปไหนไม่ได้เลย ถ้าพ่อแม่ไม่พาไปก็ไม่ได้ดู เลยไม่ได้ดูเสียหลายปี จนมีโรงหนังมาเปิดแถวบ้านชื่อ เฉลิมรัตน์ แถวพระโขนง ผมก็ขโมยเงินแม่ไปดูหนังชั้นบน 9 บาท โรงหนังมี 2 ชั้น คนอื่นเขาดูแค่ 5 บาท เราดูชั้นบนอยู่คนเดียวเลย พอหนังตัวอย่างเปิดมาแค่นั้นล่ะน้ำตาไหล เหมือนเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

ส่วนสุขุมวิทนี่เป็นโรงชั้นหนึ่งตั้งอยู่ริมถนน เป็นโรงที่ตีตั๋วครั้งเดียวดูได้ทั้งวัน ฉายวนเรื่องเดียว มี 3 ชั้น เป็นโรงใหญ่ จุคนได้เป็นพันคน ตอนนี้ผมอยู่มัธยมแล้ว ราว พ.ศ. 2510 ตอนแรกที่มาตั้งเขาก็ส่งไปรษณียบัตรเป็นตั๋วเชิญมาให้ไปดูฟรี เราชอบมากเพราะอยู่ใกล้โรงเรียน หนีเรียนไปดูได้ (หัวเราะ) ดูได้ทั้งวัน ถ้าเข้าไปฉายไปแล้ว เราก็นั่งรอ ดูรอบต่อไป นั่งทั้งวันก็ได้ เขาไม่ว่า ชั้นล่างแถวหน้าราคา 12.50 บาท ถัดมา 15 บาท ชั้นบน 20 และชั้นสาม 25 บาท หนังเมื่อก่อนจะยืนโรงนาน เรื่องนึงบางทีฉายเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับคนดู สุขุมวิทฉายหนังฝรั่ง หนังยุโรปก็มี ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เป็นซาวด์แทร็ก ซับไทยกับซับจีน

ที่โรงหนังสุขุมวิท เคยมีฉายหนังเรื่อง ยักษ์ตาเดียว เขาก็ทำหุ่นตัวใหญ่มาก ยืนอยู่หน้าโรง คนผ่านมาก็จะตื่นตาตื่นใจ หมายตาจะมาดู หนังประทับใจที่ดูที่นี่ก็มีหลายเรื่อง เช่น The Effect of Gamma Rays on Man-in-the-Moon Marigolds (1964) เป็นหนังฮอลลีวู้ดที่ทำจากบทละคร พอล นิวแมน กำกับ ชอบมากจนต้องไปดูซ้ำ 3 ครั้ง
  โศกนาฏกรรมของโรงนี้คือ ไฟไหม้ ก็เลยเลิกไป เกิดจากมีคนถือถุงน้ำมันเข้าไป แล้วเขาสูบบุหรี่ มันก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมา ลามไปทั้งโรง หนังไทยในสมัยนั้นชาวบ้านดู เมื่อก่อนนักศึกษาจะไม่ดูหนังไทย ชอบดูแต่หนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง ค่าตั๋วในสมัยก่อนนั้นจะมีติดค่าอากร ใช้ตั๋วของสรรพากร ให้คนดูเก็บตั๋วไว้เอาเป็นล็อตเตอรี่ได้ มีการให้รางวัล เพื่อให้คนเก็บตั๋ว ไม่ให้โรงหนังเอาไปเวียนขาย

 

วิสูตร พูลวรลักษณ์

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด

โรงหนังที่คิดถึงสำหรับผมมีเยอะมาก เพราะว่าผมเกิดมากับโรงหนัง สองขวบที่บ้านก็ทำ โรงหนังศรีจรัส ขึ้นมา ผมก็วิ่งเข้าวิ่งออกในโรงหนังตั้งแต่เล็กๆ แต่โรงหนังที่คิดว่าเกี่ยวพันกับชีวิตผมโดยตรง โรงแรกก็คือ โรงหนังแมคแคนนา โรงนี้สำคัญตรงที่ว่ามันเป็นโรงหนังโรงแรกที่ผมไปทำงาน คือไม่ได้เข้าไปดูหนัง แต่เข้าไปทำงาน ชั้นบนจะเป็นออฟฟิศของบริษัทโกบราเดอร์ฟิล์มที่จะซื้อหนังจีนเป็นหลักรวมไปถึงหนังเอเชียประเทศอื่นๆ บ้าง แล้วที่นั่นก็เป็นที่แรกที่ทำให้ผมได้เรียนรู้วิชาโฆษณาภาพยนตร์ โดยได้พี่เลี้ยงดีคือ คุณประโยชน์ มาสอนผมทำอาร์ตเวิร์คทำสื่อต่างๆ

วันหนึ่ง คุณอาเกษม ของผมมาชวนให้ไปซื้อหนังด้วย ก็ได้บินไปฮ่องกง ไต้หวัน  ญี่ปุ่น และหลายๆ ประเทศในเอเชีย เลยได้เรียนรู้งานในสายนี้มากขึ้นอีก ช่วงนั้นสนุกกับชีวิตมากเพราะได้ทำงานแบบที่ตัวเองรัก สองคือได้ฝึกวิชาไปด้วย ได้ลองผิดลองถูก ได้เรียนรู้ว่าอะไรที่น่าทำ อะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ ช่วงนั้นได้ครูดีอีกคนในชีวิตคือ คุณสุชาติ แกเป็นปรมาจารย์ด้านการตั้งชื่อหนังคนหนึ่งในวงการ ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ และชื่นชมมุมมองแกมาก แล้วก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมมาสนใจสร้างภาพยนตร์ไทย เพราะในช่วงที่มีบริษัทโกบราเดอร์ ก็ได้รู้จักกับกลุ่ม คุณอังเคิล ไปด้วย เพราะคุณอังเคิลมาส่งงานพวกใบปิดโปสเตอร์หนังที่โรงแมคเคนน่า

มาถึงโรงที่สองที่คิดถึง พอตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มทำหนัง ก็ย้ายออฟฟิศจากแมคแคนนา มาอยู่ที่ โรงหนังเพชรรามา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคอนโดมิเนียมอยู่เชิงสะพานลอยประตูน้ำไปแล้ว ที่นึกถึงที่นี่เพราะว่าตัวผมไปฝังรากลึกอยู่ที่นั่นประมาณห้าหกปี เริ่มตั้งแต่สร้างหนังเรื่องแรก ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย มาถึง ปลื้ม โปรดทราบคิดถึงมาก ก็เลยมีความผูกพันว่าเคยเป็นออฟฟิศตัวเอง ก่อนที่จะย้ายไปที่ตึกไทเอนเตอร์เทนเมนท์ตรงถนนศรีนครินทร์

พอทำงานอยู่โรงหนังเพชรรามาก็ทำให้นึกถึงโรงหนังโรงที่สามที่คิดถึงมากเช่นกัน คือ โรงหนังสยาม เนื่องจากเป็นโรงหนังโรงแรกที่ฉายหนังเรื่องแรกของผม จำได้เลยว่าโรงหนังสยามเปรียบเสมือนกองบัญชาการในการเช็คยอดของพวกเรา ทุกวันเราจะไปที่โรงหนังสยามเพื่อลุ้นรายได้กัน ไปดูคนซื้อตั๋ว เพราะโรงหนังสยามถือว่าอยู่ในโลเกชั่นที่คนเยอะที่สุดแล้ว ถ้าไปลุ้นที่อื่นจะไม่มันเท่า ที่นี่วันธรรมดาจะมีเด็กนักเรียน พอตกเย็นก็จะมีหนุ่มสาวออฟฟิศที่เลิกงานแล้วมาดูหนัง เป็นโรงหนังที่ทำให้เราเกิดความผูกพันมาก เพราะเราไปเกือบเป็นกิจวัตร ตื่นเช้ามาออกจากบ้านก็ไปโรงหนังสยามก่อน ไปยืนลุ้นจนถึงค่ำๆ มืดๆ ทุกวันเราเข้าไปดูหนังในโรง เข้าไปดูว่าคนดูมีปฏิกิริยายังไง ชอบไหม ขำฉากไหน ไม่ขำฉากไหน ขณะเดียวกันก็ไปลุ้นด้วยว่ารอบนี้คนดูเยอะไหม สมัยนั้นมันไม่มีอินเตอร์เน็ตเฟสบุ๊คเหมือนทุกวันนี้ เราไม่รู้จะฟังความเห็นคนดูยังไง ก็ต้องฟังตอนเขาเดินออกจากโรงแล้วคุยกัน บางครั้งเข้าไปในห้องน้ำแอบฟังเขาคุยกันบ้าง

เสน่ห์อีกอย่างของโรงหนังสยามคือ ด้วยความที่เป็นโรงที่แน่นมาก ตั๋วจะเต็มตลอด เลยทำให้เกิดตั๋วผี ซึ่งมักจะเป็นชาวบ้านแถวนั้นมาซื้อกันแต่เช้า ซื้อเป็นปึกๆ เลยนะ แล้วก็ทยอยปล่อยขายรอบบ่ายสองบ้าง รอบห้าโมงบ้าง โดยบวกราคาเพิ่ม ทีแรกเราจะหงุดหงิดมากว่าคุณไปซื้อตั๋วมาเก็งกำไรเกินราคา แล้วคนพวกนี้จะออกแนวนักเลงๆ หน่อย ถ้าเราไม่ให้เขาซื้อก็จะมีปัญหาจุกจิกตามมา แต่ข้อดีสำหรับพวกตั๋วผีคือ เหมือนเป็นดัชนีชี้วัดว่าหนังเรื่องนี้กระแสดีหรือไม่ บางเรื่องผมเคยเห็นเขาซื้อแล้วขายไม่หมด เขาก็ต้องมาลดราคาให้ต่ำกว่าทุน บางครั้งก็แอบสมน้ำหน้าว่าผีก็ยังมีวันพลาด (หัวเราะ) ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว เพราะตั้งแต่โรงหนังเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างก็เข้าสู่ระบบหมด

 

ปริภัณฑ์ วัชรานนท์

หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร, ผู้กำกับภาพยนตร์

ผมเป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด ดังนั้นโรงหนังที่ผมคิดถึงส่วนมากจะอยู่แถวบ้านเกิด คือหาดใหญ่ สงขลา พัทลุง ถ้าเป็นที่หาดใหญ่จะชอบ โรงหนังเฉลิมไทย หาดใหญ่ เป็นสาขาจากโรงหนังเฉลิมไทยที่กรุงเทพฯ เป็นโรงหนังชั้นหนึ่งของหาดใหญ่ ถ้าหนังเรื่องไหนมาฉายเฉลิมไทย หาดใหญ่ แสดงว่าต้องเป็นหนังสุดยอด แล้วเก้าอี้นั่งของโรงก็ดีมาก จะอยู่แค่ประมาณไหล่ เวลานั่งก็สบายตัวพอดี แล้วที่นี่เป็นโรงหนังอยู่บนตลาดสด ถ้าจำไม่ผิดถือเป็นโรงหนังติดแอร์โรงแรกของหาดใหญ่เลย เปิดโรงด้วยเรื่อง เจมส์ บอนด์ 007 ตระการตามาก จนจำได้ว่าถ้าดูหนังเจมส์บอนด์เราต้องดูโรงเฉลิมไทย สมัยนั้น เจมส์ บอนด์ จะมาฉายทุกช่วงปีใหม่หรือไม่ก็ตรุษจีน ซึ่งเขาจะจัดรอบมิดไนท์ฉายก่อนด้วยเป็นรอบเที่ยงคืน พอถัดมาเช้าวันที่ 31 ธันวาคมหรือวันที่ 1 มกราคมก็เข้าฉายจริง คนจะมาแน่นขนัดเต็มไปหมด หน้าโรงจะมีลุงแก่ๆ คนหนึ่งขายกะลอจี๊ ซึ่งอร่อยมาก ซื้อตั๋วดูหนังก่อนแล้วถึงจะซื้อกะลอจี๊ นั่งกินไปด้วยดูหนังไปด้วยมีความสุขมาก นี่คือชีวิตเด็กต่างจังหวัด

พอมากรุงเทพฯ ใหม่ๆ ชอบไปดูหนังจีน ก็ต้องไปดูที่ โรงหนังกรุงเกษม ดูหลายเรื่องตั้งแต่หนังเฉินหลง ขาตั้งสู้ วิ่งสู้ฟัด มือปราบจมูกหิน หรือหนังจีนอย่าง สิบแปดมนุษย์ทองคำ ไอ้หนุ่มตะลุยสิบทิศ ก็มีฉาย จนถึงโปรแกรมหนังเรื่องสุดท้ายก่อนจะเลิกกิจการไป ยังพอจำได้ว่าเป็นเรื่อง หวานรักมาลัยชีวิต หนังดีมาก ซึ้งมาก โรงกรุงเกษมเป็นโรงหนังที่ใหญ่มากที่นั่งเยอะมาก คือดูหนังแล้วมันอิ่มตาอิ่มใจ แต่ก่อนหน้านั้นหนังฝรั่งก็ฉายนะ อย่างเรื่อง The Sound of Music หลังๆ ทางเจ้าของโรงมาซื้อหนังจีนชีวิต หนังจีนไต้หวันเข้ามาฉาย เลยกลายเป็นโรงหนังจีนไป  เจ้าของจะเป็นรุ่นคุณพ่อคุณ คุณอานนท์ อัศวนนท์ มาหลังๆ มาเป็นยุคคุณอานนท์ดูแลเองก็มาเป็นบริษัทนนทนันท์ สมัยคุณพ่อเขาใช้ชื่อว่ากรุงเกษมฟิล์ม

 

วินทร์ เลียววาริณ

นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ 2 ครั้ง, เขียนบทภาพยนตร์

มีหลายโรงมากครับ ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด โรงหนังที่ผูกพันเพราะไปบ่อยๆ ก็คือ โรงเฉลิมไทย หาดใหญ่ ฉายหนังต่างๆ ที่เราไปดูแล้วเก็บมาฝัน แล้วก็ปูพื้นฐานให้ผมเป็นคนชอบคิดชอบจินตนาการ จนทำให้มาอยู่ในแวดวงเขียนหนังสือด้วย พอเข้ามากรุงเทพฯ สมัยที่ยังเป็นนักเรียนไม่ค่อยมีเงินก็มักจะใช้บริการโรงหนังชั้น 2 เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นจะมีโรงหนังชั้นสองหลายๆ โรง ฉายหนังควบแบบตั๋วราคา 10 บาทดูได้สองเรื่อง โรงที่ไปบ่อยมากๆ ก็มี โรงหนังพระโขนงเธียเตอร์ เป็นโรงหนังขนาดใหญ่มาก ผมถือว่าคุ้มค่ามากเพราะราคาเท่านี้ได้นั่งดูไกลจอกำลังดี ถ้าเป็นโรงหนังสยาม ราคาเดียวกันเราจะได้ดูเพียงสองแถวแรกเอง ดังนั้นทุกวันเสาร์สิบโมงเช้าผมจะไปปรากฏตัวอยู่แถวโรงพระโขนงเธียเตอร์ หนังเรื่องอะไรก็ดูหมด ถ้าเป็นโรงหนังชั้นหนึ่งที่ไปดูบ่อยๆ ค่อนข้างจะผูกพันมากก็จะเป็นโรงหนังย่านสยาม ซึ่งถ้าเป็นโรงที่ล้มหายตายจากไปแล้วและผมเชื่อว่าทุกๆ คนยังคิดถึงเหมือนกันคือ โรงหนังสยาม ก็จะได้ดูเฉพาะราคาตั๋วสิบบาทเพราะเรามีงบแค่นั้น

ส่วนที่เหลือก็เป็นโรงหนังชั้นสองแบบสิบบาทได้ดูสองเรื่องควบเหมือนกัน ที่แวะเวียนไปบ่อยๆ คือ โรงหนังศรีย่านเธียเตอร์ คือผมเป็นคนชอบดูหนังมาก จะนั่งรถตระเวนดูหนังแทบจะรอบกรุงเทพฯ ที่นี่ เป็นโรงหนังที่อยู่ในตลาดศรีย่านเลย ถ้าไปแถววงเวียนใหญ่ก็จะเป็น โรงหนังสุริยาเธียเตอร์ หรือ โรงหนังพหลโยธินราม่ ก็ไป สมัยก่อนที่นี่ยังฉายหนังปกติธรรมดาไม่ได้ฉายหนังโป๊เหมือนระยะหลังๆ โรงหนังมงคลราม่า ก็ไป เป็นโรงหนังย่านสะพานควายเหมือนกัน อีกโรงที่คิดถึงคือ โรงหนังเซ็นจูรี่ ในยุคก่อนที่เป็นโรงหนังสแตนอะโลน ฉายหนังจีนกำลังภายในเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นหนังของชอว์บราเดอร์ ผมต้องมาดูที่นี่เป็นประจำ โรงหนังดาวคะนอง ก็ไป ไปดูหนังแบบไม่เลือก คือมีเรื่องอะไรเข้าดูหมด ทุกวันผมจะเปิดหนังสือพิมพ์ดูตารางฉายของโรงต่างๆ ถ้าถามผมว่าโรงหนังไหนอยู่ตรงไหนในรอบเมืองกรุงเทพฯ ผมว่าผมตอบได้หมดแน่นอน (หัวเราะ)

ผมคงเป็นเด็กต่างจังหวัดที่รู้จักกรุงเทพฯ จากโรงหนังอย่างแท้จริง มันเป็นการสร้างประสบการณ์ของการเขียนหนังสือโดยไม่รู้ตัวเหมือนกันนะ เพราะเหมือนผมได้เห็นพล็อตหนังมาจำนวนมหาศาล แล้วก็จำจุดนั้นจุดนี้มาในหัวตลอด บวกกับเป็นช่วงเวลาที่อ่านหนังสือนิยายเรื่องสั้นต่างๆ มหาศาลเหมือนกัน ถึงเวลาที่เขียนหนังสือก็มักจะมีลูกเล่นต่างๆ หรือว่าพล็อตเรื่องต่างๆ ไหลเข้ามาโดยอัตโนมัติไปด้วย แล้วจริงๆ พล็อตเรื่องในปัจจุบันมันก็เป็นพล็อตเดิมๆ ที่เคยมีคนเขียนไว้แล้วทั้งนั้น ไม่มีอะไรเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เพียงแต่เราจะมาผสมผสานหรือวิวัฒน์ให้เป็นคอนเซ็ปท์เรื่องใหม่ๆ ของเราเอง

บรรยากาศการดูหนังสมัยก่อนเองก็เป็นสิ่งที่คิดถึงเช่นกัน เพราะเหมือนผมแอบรู้สึกส่วนตัวนะว่าผมมีหนังใหม่ๆ ให้เลือกดูต่อสัปดาห์หลายเรื่อง แล้วก็มีเรื่อยๆ แต่สมัยนี้มีหนังใหม่ให้เลือกดูได้น้อยลง แล้วบรรยากาศในการเดินทางตระเวนไปก็ไม่เหมือนสมัยก่อนแน่นอน ถ้าเทียบปริมาณหนังที่มีให้ดูสำหรับเมืองไทยเอง ผมก็รูสึกว่ายังต่ำกว่ามาตรฐานในความหลากหลายอยู่ดี เราถูกบังคับให้ดูแต่หนังฮอลลีวู้ดซะส่วนใหญ่ แต่มันคงมีปัจจัยเรื่องการตลาดด้วยที่ทำให้หนังแนวทางอื่นๆ เข้าฉายน้อยมาก อาจเป็นเพราะตัวเองเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กด้วย ซึ่งที่นั่นมีหนังใหม่ให้ดูทุกวัน เลยรู้สึกเปรียบเทียบไปโดยอัตโนมัติ

 

กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ (เจ้าของนามปากกา ทิวลิป คอลัมน์ตอบจดหมายในสตาร์พิคส์), นักเขียน, อาจารย์พิเศษคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าเป็นเร็วๆ นี้ ผมคิดถึง โรงหนังสยาม เพราะว่าเป็นโรงหนังที่ไปดูตั้งแต่ที่เขาเปิดตัว แล้วก็ตามดูมาตลอด ถึงแม้ว่าช่วงหลังๆ จะมีโรงอื่นๆ ที่ดูหรูกว่า เก๋กว่า แต่ว่าโรงหนังสยามสำหรับเรา เขามีบรรยากาศความเป็นบ้าน เหมือนกับการไปบ้านเรา หรือไปบ้านของคนที่คุ้นเคยกับเรา ที่สำคัญมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนเทศกาลภาพยนตร์เมื่อสี่ห้าปีก่อน เขามีการนำหนังเรื่อง วัยอลวน กลับมาฉายใหม่ที่นี่ ตอนที่ผมไปดูตอนเข้าฉายครั้งแรกก็คือที่นี่ พอเอากลับมาฉายใหม่ก็มาฉายที่โรงนี้อีก ก็กลับไปเจอหน้าพวกทีมงานหนังที่ไม่ได้เจอกันมานาน พอมองไปมองมายังมาคุยกันขำๆ เลยว่า ดูเหมือนว่าคนเดินตั๋วก็เป็นคนเดิมนะ (หัวเราะ) คือมีความรู้สึกว่าคนที่ทำงานอยู่กับโรงนี้จะอยู่กันนาน คนเก่าคนแก่ก็ยังอยู่ การบริหารของทางเจ้าของโรงก็ดูผูกพันกัน ดูมีความเป็นครอบครัว เราเลยรู้สึกซึมซับบรรยากาศอย่างนั้นไปด้วย อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คิดถึงมาก คือต้นสายปลายเหตุที่ต้องล้มหายตายจากไปของที่นี่น่าสลดใจมากๆ ครับ

อีกโรงหนึ่งที่คิดถึงก็คือ เฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงหนังแรกๆ ที่ได้ดูมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็จะมีความรู้สึกผูกพันอยู่มาก ยิ่งพอมาตอนหลังที่เขาบูรณะใหม่ เราถึงได้เห็นว่าโรงหนังเฉลิมกรุงนี่มันสวยมากๆ เป็นโรงหนังที่ได้รับการออกแบบตกแต่งวิจิตรและคลาสสิกมากๆ แล้วยิ่งเคยอ่านบทความที่พูดถึงโรงหนังเฉลิมกรุงสมัยก่อน ก็ยิ่งนับถือชื่นชมคนที่ออกแบบ เคยมีข้อมูลด้วยว่าที่นี่เคยมีไฟไหม้ แต่ว่าคนดูที่อยู่เต็มโรงไม่มีใครได้รับอันตรายเลย เพราะว่าพอเกิดเหตุไฟไหม้ ประตูด้านข้างของโรงหนังทั้งสองด้านสามารถเปิดออกมาได้โดยแทบจะไม่มีผนังกั้นเหลืออยู่เลย คนดูเดินออกได้อย่างสะดวก คือสถาปนิกสมัยนั้นนอกจากจะทำเพื่อความสวยงามแล้ว ยังคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย ซึ่งถ้าเป็นรุ่นผม ที่นี่จะฉายหนังไทยเป็นหลัก แต่ได้รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาก็ฉายหนังฝรั่งด้วย คือโรงหนังเฉลิมกรุงมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 7 อย่างโรงเฉลิมไทยเองก็เพิ่งมีตามมาในสมัยประมาณรัชกาลที่ 8 หรือ 9

 

บรรจง ปิสัญธนะกูล

ผู้กำกับภาพยนตร์และโฆษณา

คิดถึง โรงหนังปู่เจ้าสำโรง เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มดูหนังด้วยตัวเอง สมัยยังเรียนมัธยมที่ราชวินิตบางแก้วย่านสมุทรปราการ ก็จะนัดกับเพื่อนๆ ทั้งกลุ่มไปดูด้วยกัน แล้วโรงหนังปู่เจ้าสำโรงเป็นโรงที่ฉายหนังไทยเยอะมาก แล้วก็เป็นโรงใหญ่มากจุคนดูได้เยอะ เป็นที่แรกๆ ที่ผมไปดูหนังอย่างเรื่อง ปีหนึ่งเพื่อนกันฯ, สมศรี 422 อาร์, อำแดงเหมือนกับนายริด ก็จะมีความประทับใจเป็นพิเศษที่คิดถึงในวันเวลาวัยเด็กของผมเอง แต่ถ้าเป็นหนังฝรั่งเนื่องจากบ้านผมอยู่สุขุมวิท โรงหนังที่ผมจำได้ว่าเคยไปดูมี โรงหนังฮอลิเดย์ แต่ก่อนมันอยู่ในห้างเวลโก้ โรงหนังสแตนอะโลนย่านพระโขนงสมัยนี้ก็คงเป็นโรงหนังโป๊ไปหมดแล้ว แต่ว่าสมัยนั้นก็จะมีโรงฮอลิเดย์เนี่ยแหละ จำได้ว่าได้ดูเรื่อง Jurassic Park พากย์ไทย ที่นี่ด้วย

แล้วบรรยากาศที่โรงปู่เจ้าสำโรง ก็ต้องพูดตรงๆ ว่าเป็นเสน่ห์แบบชาวบ้านมากๆ เราจะได้เห็นคนดูที่มาดูหนังแล้วนั่งกินเมล็ดแตงโมแล้วทิ้งลงพื้นเลยไปด้วย หรือไปดูรอบที่เด็กนักเรียนเยอะมาก ก็จะมีหลายๆ สถาบันทั้งเด็กช่างกล จำได้มีครั้งหนึ่งรู้สึกเคืองมากคือดูเรื่อง ปีหนึ่งเพื่อนกันฯ แล้วกำลังซึ้งมากกำลังจะร้องไห้ เด็กช่างกลมันก็ซึ้งเหมือนกันแต่แบบส่งเสียงปิ๊ดปิ๊วกันลั่นเลย ผมก็หงุดหงิดมาก แต่เราก็กลัวถูกฟันหัวขาดมากกว่า เลยต้องนั่งทนดูไปแบบเนียนๆ ประมาณนั้น

ผอูน จันทรศิริ

ผู้กำกับละครและภาพยนตร์, นักแสดง

ภาพสเก็ตโรงหนังฮอลลีวู้ด จากครูพิสิษฐ www.bangkokbookclub.com

ไม่ค่อยอยากพูดเลยแล้วจะรู้อายุพี่ไปด้วย (หัวเราะ) โรงหนังที่คิดถึงมากๆ ในยุคพี่คงจะเป็น โรงหนังฮอลลีวู้ด เป็นโรงที่อยู่ตรงย่านราชเทวี เน้นฉายหนังเอาใจเด็กเอาใจครอบครัว คือหนัง วอลท์ ดิสนีย์ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราก็จะได้ดูการ์ตูนทั้งหลายหลาก เช่น แบมบี้ เจ้าหญิงนิทรา ฯลฯ  ทำให้เด็กทุกคนเวลาไปดูหนังแล้วมันเป็นโอกาสที่วิเศษจริงๆ ก็เลยคิดถึงบรรยากาศสมัยยังเป็นโรงหนังขนาดใหญ่ มีสองชั้น ที่คิดถึงโรงนี้มากกว่าที่อื่นๆ เนื่องจากเราได้ดูหนังการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ ซึ่งเรื่องราวจะเป็นการ์ตูนสนุกสนาน มีเศร้ามีหัวเราะมีร้องไห้ครบรส แล้วในขณะเดียวกันก็จะนึกถึงวันเวลาดีๆ สมัยก่อนคือคิดถึงครอบครัว เพราะเวลาที่ได้ไปดูก็เป็นการไปพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว มันเลยเป็นความทรงจำที่ชื่นใจทุกครั้งที่นึกถึง

แต่พอโตขึ้นมาหน่อยเป็นช่วงวัยรุ่นสมัยเรียน ถัดจากโรงหนังฮอลลีวู้ดที่รู้สึกว่าจะปิดกิจการไป แถวเส้นทางที่ก่อนขึ้นสะพานหัวช้างก็จะโรงหนังตั้งอยู่เรียงกันก็คือ เพรสซิเดนท์ แมคเคนน่า คือพอเป็นวัยรุ่นเราก็เรียนแถวสามย่านตลอด ถ้าไม่ดูโรงหนังย่านสยามสแควร์ ก็ต้องมาใช้บริการที่สองโรงนี้ ซึ่งโรงแมคแคนนาเป็นโรงหนังที่ใหญ่มากในสมัยนั้น แล้วพูดถึงโรงนี้ก็จะคิดถึงต่อไปอีกว่าเป็นบรรยากาศที่เฉพาะตัว แบบว่าชั้นล่างมีคอฟฟี่ช็อปสำหรับวัยรุ่นสมัยนั้นที่ฮิตมาก ใครๆ มาก็ต้องแวะเวียนไป พอมีข่าวว่าสองโรงนี้ซึ่งน่าจะโดนทุบทิ้งไปประมาณ 10 กว่าปีแล้วนะ ตอนนั้นยังรู้สึกว่าเสียดายนะคะ เพราะหาโรงใหญ่ๆ แบบนี้และมีบรรยากาศเสริมในการดูหนังยุคเก่าๆ ไม่ได้แล้วแน่ๆ  ที่เหลือก็น่าจะเหลือแค่ที่โรงหนังสยาม กับโรงสกาล่า ซึ่งโรงสยามก็มามีอันเป็นไปแล้ว

 

สินจัย เปล่งพานิช

นักแสดง

โรงหนังฮอลลีวู้ด ค่ะ เมื่อก่อนนี้ที่นี่จะเป็นโรงหนังที่ฉายการ์ตูน วอลท์ ดิสนีย์ แล้วคุณพ่อก็จะพาไปดูที่โรงนี้ตลอด ทำให้ตัวเราชอบผูกพันกับโรงนี้ไปเลย เพราะเวลาที่ได้ไปก็ไปกันแบบครอบครัวๆ ซึ่งพ่อก็จะพาไปดูทุกครั้งเวลาที่มีหนังการ์ตูนใหม่เข้ามาฉาย หนังการ์ตูนดิสนีย์ทั้งหมดก็ได้ดูที่นี่ หรืออย่างเรื่อง Tom & Jerry, Mickey Mouse เป็นการ์ตูนแบบธรรมดาๆ ไม่ใช่อนิเมชั่นเก๋ๆ ก็ได้ดูที่นี่ ซึ่งสำหรับเราสมัยนั้นรู้สึกว่าหนังสวยจัง เพลงก็เพราะจัง ดูแล้วมีความสุขมาก แล้วส่วนใหญ่ที่ไปโรงจะมีคนดูแน่นมาก ก็จะเป็นบรรยากาศคนดูหนังสมัยก่อน ที่รวมตัวกันมาดูหนัง แล้วก็จะเป็นแบบเรานี่แหละ คือมากันทั้งครอบครัว

พอโตมาเข้าวงการบันเทิง ก็จะมีเรื่องของการทำงานที่ไปเกี่ยวข้องกับโรงหนัง ถ้ายุคที่พี่นกแสดงหนังก็จะได้ดูหนังก่อนที่จะเข้าฉาย หรือไม่ก็ไปดูในโรงพร้อมผู้กำกับบ้าง อย่างยุคที่พี่นกเข้าใหม่ๆ ก็จะเป็น โรงหนังเอเธนส์ เป็นโรงของทางค่ายไฟว์สตาร์ ซึ่งช่วงแรกๆ ที่มีดาราไปจะเป็นวันเสาร์แรกที่หนังเข้าฉาย ก็ถือเป็นโรงใหญ่โรงแรกที่ทำกิจกรรมเปิดหนังเล็กๆ  ตอนที่โรงเอเธนส์ไม่อยู่แล้วพี่นกยังฟังแล้วใจหาย เพราะเหมือนเราต้องมาทำกิจกรรมที่นี่ตลอด ก็จะคิดถึงผูกพันในอีกแบบของความทรงจำ

 

เป็นเอก รัตนเรือง  

ผู้กำกับภาพยนตร์และโฆษณา

ผมได้ไปดูหนังเรื่อง แผลเก่า สมัยยังเด็กๆ ที่ โรงหนังออสการ์ ซึ่งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ อยู่ข้างๆ อพาร์ทเมนท์ที่คุณยุทธเลิศไปใช้ถ่ายหนัง บุปผาราตรี คืออพาร์ทเมนท์ออสการ์ ที่ตั้งอยู่ข้างหลังโรงหนังออสการ์ ซึ่งโรงหนังออสการ์จะเป็นโรงหนังที่ผมจำได้ มันเป็นโรงหนังที่มีการตกแต่งออกแบบคล้ายๆ กับโรงหนังสกาล่า คือมีลักษณะภายในแบบเป็นโค้งๆ เป็นโดมคล้ายๆ กันเลย ที่คิดถึงโรงหนังโรงนี้ก็เพราะว่าผมจำได้แม่นยำฝังใจมากๆ ว่าตัวเองได้ดูเรื่อง แผลเก่า ที่โรงนี้ แล้วรู้สึกถึงความปีติจากการดูหนังอย่างมาก แผลเก่า เป็นหนังที่เรารู้สึกว่า นี่คือภาพยนตร์ที่พอได้เสพเข้าไปแล้วมันช่างสนุกจริงๆ

ทั้งๆ ที่เราดูเรื่อง แผลเก่า ตอนนั้นคือยังเด็กมากเลยนะ แต่น่าแปลกที่รู้เรื่องและเข้าใจเข้าถึงอารมณ์เรื่องตัวละครได้ไงวะ (หัวเราะ) แล้วก็จำได้ขึ้นใจมากๆ ว่าเป็นหนังที่สวยมาก ซีนใต้น้ำก็สวยติดตามาก ขนาดตอนที่ไอ้ขวัญคือ คุณ สรพงศ์ ชาตรี แสดงในฉากที่เขาตาย ภาพยังจำขึ้นใจจนทุกวันนี้ ภาพใต้น้ำภาพนั้นจะออกโทนเขียวๆ แล้วมีเลือดซึมออกมาเป็นสายๆ เลยนะ รู้สึกว่าหนังมีพลังมาก รู้จักคุณ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับก็จากเรื่องนี้ แล้วก็จำได้ว่าพอมีข่าวว่าโรงหนังออสการ์ปิดตัวไป แล้วต้องทุบทิ้งหมด ผมยังรู้สึกว่าใจวูบๆ เพราะมันทำให้ผมนึกกลับไปถึงหนัง แผลเก่า นึกถึงวันที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ นึกไปถึงความเป็นโรงหนังสแตนด์อโลน เป็นโรงหนังที่ใหญ่ มีโทนสีคล้ายๆ สีไม้กอล์ฟ มีผนังเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ เป็นสถาปัตยกรรมที่แปลกมาก มีเสาเหล็กสีน้ำตาลเล็กๆ แบบคล้ายๆ เป็นสถาปัตยกรรมตึกในเมืองของอเมริกา ดูบรรยากาศเรโทรมากๆ ยังคิดถึงและประทับใจมาจนวันนี้

 

นิติพงษ์ ห่อนาค

นักแต่งเพลง

ที่จำได้ชัดๆ มีอยู่สองโรง โรงแรกคือ โรงหนังทหารบกลพบุรี อยู่จังหวัดสระแก้ว เมื่อก่อนนี้ราคาค่าตั๋วคือผู้ใหญ่สามบาทห้าสิบ เด็กหนึ่งบาท เนื่องจากโรงหนังอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณสองกิโล ซึ่งสมัยก่อนถือว่าไกลมากนะ ก็จะมีรถทหารมาจอดรอรับที่ในตลาดกลางเมือง ใครจะไปดูหนังก็ต้องขึ้นรถคันนี้ ที่นี่เป็นโรงหนังที่มีหน้าตาเหมือนโรงหนังเฉลิมไทย เป็นโรงขนาดใหญ่และเป็นโรงหนังโรงแรกที่ไม่มีเสากลาง โรงหนังทหารบกจะฉายหนังฝรั่งอย่างเดียวแล้วมีบรรยายภาษาไทย ที่จำแม่นๆ คือผมได้ดูหนังอย่าง The Sound of Music  ที่นี่ ได้ดูหนังดีๆ ฟอร์มใหญ่ในยุคนั้นเกือบหมด โดยผมจะไปกับพี่สาว ที่นั่งดูหนังจะเป็นม้านั่งยาวๆ คลาสสิคมาก (หัวเราะ) ที่นั่นคือโรงหนังแรกที่ผมไปดูหนังในระหว่างชีวิตในวัยเด็กๆ

ส่วนโรงที่สองที่คิดถึงคือ โรงหนังเฉลิมไทย เพราะว่าเป็นโรงหนังอันดับหนึ่งของประเทศไทย คือเฉลิมไทยที่เป็นเบอร์หนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งก็ต้องถูกทุบทิ้งไปด้วยเหตุผลบางอย่างทางผังเมือง ซึ่งจริงๆ โรงเฉลิมไทยผมก็ไม่เคยมาดูนะ เคยแต่เห็นในรูปเฉยๆ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เข้ามาในกรุงเทพฯ แต่รู้สึกว่าที่นี่เป็นโรงชั้นนำของกรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่าน่าเสียดายสำหรับตัวเอง

ส่วนโรงหนังที่คิดถึงโรงที่สามถัดจากนั้นมาอีก เพราะได้ไปดูบ่อยมากกับแฟนคือ โรงหนังแมคแคนนา ตรงก่อนขึ้นสะพานหัวช้าง ปทุมวัน มาดูตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จริงๆ มีอีกหลายโรงหนังที่อยู่ในใจ แต่อย่างว่าแหละชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปเพื่อความสะดวกมากขึ้น ทีนี้โรงหนังแบบสแตนอะโลนหรือที่มีโครงสร้างก็เป็นโรงเก่าๆ มันคงปรับปรุงอะไรไม่ได้มาก ก็มีแต่โรงหนังใหม่ๆ เข้ามา แพ็คของโรงหนังก็เปลี่ยนไป ก็เหมือนหาคนเล่นแผ่นเสียงแบบดั้งเดิมได้ยากเต็มทีแล้ว แต่คุณค่าในตัวมันยังไงก็ดูคลาสสิคเสมอเราก็จะคิดถึงเสมอ

ที่มันฝังใจประทับใจเราได้นาน ก็เพราะการดูหนังแบบสมัยก่อน ผมว่ามันคือเรื่องของความตั้งใจไป คือไม่ได้ไปเดินเล่นแล้วดูรอบไหนก็ได้นะ ทุกวันนี้การดูหนังคือตามสะดวก บางทีสะดวกมากๆ ก็เสียดายบรรยากาศบางอย่างที่หายไป บรรยากาศความตั้งใจมันต่างกัน เมื่อก่อนนี้เราต้องเปิดหนังสือพิมพ์ แล้วหาเรื่องที่เราจะดูว่ามีรอบนั้นรอบนี้มั๊ย บางครั้งต้องโทรไปจองก่อนหรือไม่คือแน่ใจแน่ๆ ว่ามีตั๋ว ก็ต้องขับรถไปเพื่อจะไปดูที่โรงหนัง ซื้อข้าวโพดคั่วกินเสร็จแล้วกลับบ้าน  แต่สมัยนี้บางทีเข้าไปแล้วไปนั่งรอแฟนช้อปปิ้งก็เข้าไปดูหนังรอ คือมันก็สะดวกและง่ายและเยอะ จนบางทีเรารู้สึกว่าดูแล้วเหงาๆ ชอบกลที่โรงหนังเปิดตลอดเวลาได้ ฉายได้ทั้งวันทั้งคืน มีสองโรงพร้อมกัน บางทีฉายสามเรื่องพร้อมกัน มันแลดูผ่านมาแล้วผ่านไปยังไงไม่รู้นะ

ผมรู้สึกว่าด้วยบรรยากาศไม่มีอะไรให้ทรงจำได้เท่าสมัยก่อน คงเป็นเพราะว่ามันมากมันง่ายมันสะดวก ดูแล้วผ่านๆ ไป จะเลือกซื้อไปดูที่บ้านหรือจะไปซื้อแผ่นผีมาดูก็ได้ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ที่รู้สึกได้หลายๆ ครั้งเลยคือเวลาไปดูหนังแล้ว อย่างปกติสมัยก่อนเวลาไปดูหนังแต่ละรอบ จะฉายแต่ละรอบที คนมาดูเกือบเต็มโรงทุกครั้ง หรืออย่างน้อยก็เกือบเต็ม โรงหนังแสตนอะโลนสมัยก่อนจะมีบรรยากาศเป็นแบบนั้น แต่สมัยนี้เรามีสิบเจ็ดโรงในที่เดียวกัน เดินเข้าไปดูปุ๊ป เอ๊ะ…นี่มันบ้านกูหรือเปล่าเนี่ยไม่มีคนอื่นเลย เหมือนเข้ามาเธียเตอร์ที่บ้าน มีคนดูสามสี่ห้าคนก็มี

 

กนก รัตน์วงศ์สกุล

ผู้ประกาศข่าว 

โรงหนังที่ผมคิดถึงและผูกพันมากๆ มีอยู่โรงเดียวเลยคือ โรงหนังเฉลิมเขตร์ ตรงเชิงสะพานกษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นโรงหนังที่ผมหารายได้ขายหมากฝรั่งอยู่ที่นั่น ที่นี่คือโรงหนังที่ผมมีความสุขในวัยเด็ก โรงหนังถูกรื้อไปประมาณปี 2516 เป็นสถานที่ที่ผมเติบโตขึ้นมาและจดจำได้ในแง่ความสนุกสนานบันเทิงจริงๆ เป็นโรงหนังไฮโซชั้นหนึ่งในยุคนั้นเลยทีเดียว สวยมากมีชั้นบนด้วย หนังเรื่องแรกที่เข้าฉายที่นี่คือ House of Bamboo ปี 2498 เป็นหนังของวังละโว้ฟิล์ม ผมไม่รู้ว่าโรงหนังเฉลิมเขตร์เปิดเมื่อไหร่นะ แต่น่าจะเป็นปีนั้นเพราะว่าเป็นของพระบิดาหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคคล ก็คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลกาล โรงเฉลิมเขตร์จะฉายหนังไทยส่วนใหญ่ที่เป็นของวังละโว้ฟิล์ม เป็นหนังของท่านพ่อของท่านมุ้ยเป็นคนสร้าง หนังเรื่องแรกของท่านมุ้ยเองก็เข้าฉายที่นี่เช่นกัน ทั้งเรื่อง มันมากับความมืด, เขาชื่อกานต์, หรือกระทั่งหนังไทยดังๆ อย่าง อีแตน, เงิน เงิน เงิน, เกาะสวาทหาดสวรรค์, เพชรตาแมว, แม่นาคพระนคร, แหวนทองเหลือง ฯลฯ ส่วนหนังฝรั่งก็มี หนังจีนก็มี บางทีก็มีฉายเป็นสารคดีกีฬาโอลิมปิก ความสวยของที่นี่อาจจะมากกว่าเฉลิมกรุงด้วยซ้ำไป

เนื่องจากตอนนั้นบ้านผมยากจน ทุกคนต้องช่วยกันทำมาหากิน พี่ชายสองคนขายพวกหมากหอม ไม้ปั่นหู หมากผรั่ง ลูกอมที่นี่  ส่วนผมเป็นลูกคนที่สามของบ้านที่ขายของที่นี่ก็คือขายหมากฝรั่ง เมื่อก่อนพี่ชายจะมีกระบะคล้องคอแล้วขายไม้ปั่นหู หมากหอมเยาวราช จริงๆ ผมยังงงเลยว่าทำไมดูหนังต้องมีไม้ปั่นหูขายด้วย แล้วก็มีคนซื้อด้วยนะ แปลกมากเลย (หัวเราะ) สมัยนั้นบ้านผมอยู่หลังวัดเทพศิรินทร์ รู้สึกว่าจะเป็นสลัมทำนองนั้น แล้วพอปี 2516 หมดสัญญาที่อยู่ก็มีการรื้อตลาดหลังวัดเทพฯ ด้วย ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โรงหนังเฉลิมเขตร์ถูกรื้อทิ้ง คือทางวังละโว้ตัดสินใจขายโรงหนังนี้ไป

บ้านผมก็ย้ายไปอยู่แถวสำเหร่ ซึ่งบ้านผมที่เป็นบ้านไม้ชุมชนแออัดเขารื้อกันแป๊บเดียวจบเลย แต่โรงหนังเฉลิมเขตร์ใช้เวลารื้อนานมาก จำได้ว่าเวลาผมเลิกเรียนที่วัดพระพิเรนทร์วรจักร ก็ยังไม่กลับบ้านนะ นั่งรถเมล์ไปโรงหนังเฉลิมเขตร์ ไปดูเขาทุบโรงหนัง ดูไปแล้วจะร้องไห้เลยนะ ผมรู้สึกอาลัยอาวรณ์โรงหนังนี้มากกว่าเขาไปทุบบ้านผมอีกนะ จำได้ว่าผมไปร้องไห้ ตอนมองเขาทุบตรงส่วนที่มันปิดชื่อเรื่องเป็นป้ายไฟ ตรงส่วนที่ติดโปรแกรมหน้า ตรงส่วนที่ติดโปรแกรมเข้าฉายเร็วๆ นี้

คือโรงเฉลิมเขตร์ทำให้เราเป็นคนที่โตขึ้นมาแบบสุขนิยม มันก็รู้สึกว่าเราไปที่นั่นเรามีแต่ความสุขจริงๆ ไปเจอดารา คือสมัยก่อนหนังไทยเขาไม่มีการจัดรอบสื่อมวลชนเหมือนปัจจุบันนี้นะ แล้วสมัยนี้กิจกรรมรอบสื่อมวลชนก็จัดกันหน้าโรง แต่สมัยก่อนรอบแรกของการเข้าฉายคือรอบปฐมทัศน์ของหนังไทยฟอร์มใหญ่ๆ แทบทุกเรื่องจะไปจัดกิจกรรมกันในโรงตอนเวลาหนึ่งทุ่ม แต่ตัวหนังฉายจริงคือเวลาสี่ทุ่ม ดังนั้นสามชั่วโมงภายในโรงฉายก็จะเป็นช่วงเวลาของดนตรี มีตลกคณะสี่สีบ้าง คณะล้อต็อกบ้าง แล้วก็มีดารามาโชว์ตัวมาร้องเพลงบ้าง แล้วรอบปฐมทัศน์ผมจะขายหมากฝรั่งได้ดีมาก เพราะคนดูมากันมากมาย แล้วเวลาจะมีรอบปฐมทัศน์เขาจะโปรโมทกันยิ่งใหญ่มาก ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแบบเต็มหน้าเลยนะ แล้วดาราก็จะให้ความสำคัญแล้วจะตื่นเต้นกันมาก คนดูก็จะมีแค่โรงเดียวคือประมาณ 400-500 คนเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศความสุขความสนุกของรอบปฐมทัศน์ สมัยนี้ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย เปิดโรงมัลติเพล็กซ์สามสี่โรงอะไรก็ว่าไป

 

เครดิตภาพ

  • www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=2076
  • http://www.peoplecine.com/wboard/m_maintopic.php?GroupID=63&Begin=160&RBegin=18&ID=341
  • http://www.tnews.co.th/contents/184368
  • www.hatyaifocus.com/บทความ/91-บอกเล่าเรื่องราว-โรงภาพยนตร์หาดใหญ่-%7C-Made-in-Hatyai/
  • http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/12/A8700875/A8700875.html
  • http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2007/11/C5986462/C5986462.html
  • และอื่นๆ ที่ไม่ทราบที่มา ขออภัยและขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก