[Replay] โรบิน วิลเลี่ยมส์ รำลึก

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 845 เดือนกันยายน 2014)

“the saddest thing in the world is life”

ว่าไปแล้ว ประโยคซึ่งก็ไม่ได้สละสลวย, ลึกซึ้งหรือคมคายข้างต้นนี้-คงจะไม่ได้สะดุดความสนใจของใครต่อใครเท่าใดนัก หากมันไม่ได้ถูกพูดโดย โรบิน วิลเลี่ยมส์ ในหนังที่น่าเชื่อว่า เป็นที่รู้จักค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหนังดังๆนับไม่ถ้วนของเขา-เรื่อง Moscow on the Hudson (1984) ผลงานกำกับของ พอล มาร์เซอร์สกี้

ในหนังเรื่องนั้น โรบิน วิลเลี่ยมส์ สวมบทเป็นนักดนตรีหนุ่มจากประเทศหลังม่านเหล็ก ผู้ซึ่งเดินทางมานิวยอร์กกับคณะละครสัตว์ในการแสดงเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีทางด้านวัฒนธรรม และตัดสินใจแปรพักตร์ในนาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะต้องเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง และมันแปลความหมายโดยอัตโนมัติว่า เขาต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง และนั่นรวมถึงญาติสนิทมิตรสหายตลอดจนคนรัก-ไว้เบื้องหลัง ทว่าชีวิตใหม่ของเขา ณ ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพ-กลับไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ อันที่จริงแล้ว มันกลายเป็นความยากลำบากในอีกรูปแบบหนึ่ง และชายหนุ่มต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนทุกหนทางเพื่อความอยู่รอด ตั้งแต่เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร, คนขายฮ็อทดอกและคนขายของเด็กเล่นริมถนน, คนขับรถแท็กซี่ คนขับรถลิมูซีน และในขณะที่ในช่วงชีวิตเหล่านั้นมีวันที่ดีงามและพระเจ้าให้ความเมตตา มันก็มีวันที่ไม่มีอะไรซักอย่างหันเหไปในทิศทางที่เขาอยากให้เป็น และในห้วงเวลาที่สภาพจิตใจของเขามาถึงจุดที่ตกต่ำสุดๆ ผู้ชมก็ได้ยินเจ้าตัวเอ่ยประโยคข้างต้นออกมา

 แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงบทบาทหนึ่งในการแสดงอันหลากหลายของวิลเลี่ยมส์ ตลอดชีวิตการแสดงของเขาที่กินระยะเวลายาวนานร่วมสี่ทศวรรษ แต่บางที ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม ปี 2014 อาจจะไม่มีใครซาบซึ้งและถ่องแท้กับความหมายของประโยคดังกล่าวนี้เท่ากับโรบิน วิลเลี่ยมส์ (แม้ว่าเขาคงจะไม่ได้นึกถึงมันเลยด้วยซ้ำ) และก็เป็นอย่างที่ข้อมูลข่าวสารได้รับการเผยแพร่อย่างลุกลามและครึกโครม เขา ‘เลือก’ ที่จะก้าวเดินออกไปจากเกมของชีวิตที่ไม่ว่าเราจะดิ้นรนกระเสือกกระสนเพียงใด เราก็หลีกหนีการลงเอยด้วยการเป็นผู้แพ้ไม่พ้น

ไหนๆ ก็ไหนๆ มีข้อน่าสังเกตอยู่อย่างน้อยสองสามประการอันเกี่ยวเนื่องกับการด่วนจากไปของ โรบิน วิลเลี่ยมส์ หนึ่งก็คือ ในขณะที่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุไม่คาดฝัน-ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และนั่นก็คือทุกคนพากันช็อคและตั้งตัวไม่ติดกับข่าวร้าย รวมถึงแสดงความอาลัยอาวรณ์อย่างพร้อมเพรียง ปรากฏว่าจำนวนหรือปริมาณของผู้คนที่รู้จักและเคยได้ดูหนังของเขา-ซึ่งพากันมาแสดงตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเว็บไซท์, บล็อก, เฟซบุ้ค, ทวิตเตอร์, อินสตราแกรม และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน-ก็ต้องบอกว่ามันมากมายมหาศาลจริงๆ

และมันไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะนักดูหนังชาวอเมริกันผู้ซึ่งน่าจะนึกถึงโรบิน วิลเลี่ยมส์ ในฐานะของญาติสนิทมิตรสหายหรือคนที่คุ้นเคย และเครือข่ายของมันครอบคลุมไปถึงผู้ชมจากทั่วทั้งพื้นปฐพี นั่นหมายรวมถึงพวกขาจรหรือคนที่นานๆจะดูหนังซักเรื่องสองเรื่อง และมันบอกโดยอ้อมว่า เขาเป็นที่รักของคนทั้งโลกหรือแม้แต่มีความเป็น ‘คนของประชาชน’ อย่างแท้จริง ข้อสำคัญ ร้อยทั้งร้อยมองเห็นหรือนึกถึงโรบิน วิลเลี่ยมส์ในภาพลักษณ์คล้ายๆกัน นักแสดงตลกผู้หยิบยื่นความสุขและเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ ไม่มากไม่น้อยมันยิ่งทำให้สาเหตุการเสียชีวิตของวิลเลี่ยมส์ – กลายเป็นเรื่องเย้ยหยัน เหลวไหล หรือแม้กระทั่งเหนือจริง

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อนึกทบทวนกลับไป วิลเลี่ยมส์เล่นหนังเอาไว้เยอะมากๆ สิริแล้วไม่น้อยกว่าแปดสิบเรื่อง (และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงการแสดงตลกหน้าม่าน หรือ stand-up comedy, ละครเวที, ซีรี่ส์ทางทีวี. หรือแม้แต่วิดีโอเกม) และนั่นส่งผลให้เขาไม่มีผลงานเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพียงเรื่องเดียวที่ผู้ชมจดจำในฐานะแกนร่วม และแฟนๆในแต่ละเจนเนอเรชั่นก็จะพากันรำลึกถึง โรบิน วิลเลี่ยมส์ ผ่านหนังเรื่องต่างๆ นานาที่พวกเขาเติบโตมากับมัน เก่าแก่ซักหน่อย – ก็อาจย้อนไปถึงหนังตลกชุดทางโทรทัศน์ที่เคยมาฉายในบ้านเราเรื่อง Mork and Mindy ซึ่งถือเป็นผลงานแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงตลกของวิลเลี่ยมส์อย่างเป็นทางการ หรือในช่วงไล่เลี่ยกัน หลายๆคนก็อาจจะนึกถึง The World According to Garp ในปี 1981

หรือในช่วงพีคของวิลเลี่ยมส์เอง เขาก็เล่นหนังที่ในเวลาต่อมา หลายๆเรื่องกลายเป็นเหมือนผลงาน ‘ลายเซ็น’ หรือตราประทับส่วนตัวบนแผ่นฟิล์ม อาทิ Good Morning Vietnam, Alladdin, Mrs.Doubtfire, The Birdcage และแน่นอนว่าใครจะสามารถลืมผลงานที่กล่าวได้ว่า ‘วิเศษ ชวนให้ดื่มด่ำ และลอยเด่นอยู่เหนือกาลเวลา’ อย่าง Dead Poets Society และ Good Will Hunting

เขาเป็นคนที่พิเศษ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เขาก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเราในฐานะของมนุษย์ต่างดาว ทว่ากลับลงเอยในท้ายที่สุดด้วยการสร้างผลงานที่สัมผัสทุกอณูของจิตวิญญาณ

สมมติว่าจะต้องบรรยายสรุป ‘ตัวตน’ ของ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ที่ปรากฏอยู่ในผลงานหลายต่อหลายเรื่อง บางที คำอธิบายที่ทั้งกะทัดรัด ทว่าสะท้อนบุคลิกและภาพลักษณ์ของนักแสดงผู้วายชนม์ ปรากฏว่าอยู่ในสุนทรพจน์สดุดีและรำลึกของประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ซึ่งอาจจะแปลความหมายอย่างคร่าวๆได้ดังต่อไปนี้

โรบิน วิลเลี่ยมส์ เคยสวมบทเป็นทั้งทหารอากาศ, นายแพทย์, ยักษ์ในตะเกียง, แม่นม, ประธานาธิบดี, อาจารย์มหาวิทยาลัย, ปีเตอร์แพนผู้ร่าเริง และทุกสิ่งทุกอย่างในระหว่างนั้น เขาเป็นคนที่พิเศษ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เขาก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเราในฐานะของมนุษย์ต่างดาว ทว่ากลับลงเอยในท้ายที่สุดด้วยการสร้างผลงานที่สัมผัสทุกอณูของจิตวิญญาณ เขาทำให้พวกเราหัวเราะ เขาทำให้พวกเราร้องไห้ เขาหยิบยื่นพรสวรรค์อันหาที่เปรียบไม่ได้อย่างใจกว้างและปราศจากมูลค่าให้กับผู้คนที่ต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด นับจากทหารหาญของพวกเราที่ประจำการในต่างแดนไปจนถึงผู้คนตามท้องถนนที่ไม่มีแต้มต่อทางสังคม”

เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของนักแสดงผู้ซึ่งเป็นที่รักของทุกคน คอลัมน์ REPLAY ฉบับนี้จึงขออุทิศให้กับทบทวนผลงานสำคัญๆ ของโรบิน วิลเลี่ยมส์ ตลอดจนบทบาทอันโดดเด่นของเขาที่เชื่อว่ามันยังอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ และเผื่อว่าผู้ชมรุ่นหลังที่เติบโตไม่ทันความเป็นตำนานของเขา-อาจจะได้อาศัยข้อมูลเหล่านี้เป็นเสมือนแผนผังหรือแผนภูมิหรือแม้แต่ลายแทงสำหรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีสถานะเป็น icon ได้อย่างไร แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้วยข้อจำกัดของหน้ากระดาษที่มีอยู่ไม่มากนัก-ทำให้หนังที่เลือกมากล่าวถึงไม่ใช่ผลงานที่ทรงคุณค่าทั้งหมดและเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

 

THE WORLD ACCORDING TO GARP (1980)

สร้างจากนิยายอันลือเลื่องของ จอห์น เออร์วิ่ง นี่เป็นหนังที่ไม่ธรรมดาด้วยเนื้อหาที่บอกเล่าและประเด็นที่ถ่ายทอด โรบิน วิลเลี่ยมส์ รับบท ที.เอส.การ์พ ชายหนุ่มผู้ซึ่งถือกำเนิด หรืออีกนัยหนึ่ง ปฏิสนธิภายใต้สภาวการณ์ที่พิลึกพิลั่นทีเดียว หมายความว่า เจนนี่ (เกลนน์ โคลส) แม่ของเขาซึ่งเป็นนางพยาบาลปรารถนาจะมีลูก แต่ไม่ต้องการมีพันธะผูกพัน เธอตัดสินใจขึ้นคร่อมทหารยศนายสิบที่นอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาล และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายและไม่มีพิธีรีตองของพระเอกของเรา

กล่าวในส่วนเนื้อหา ความมุ่งหวังในชีวิตของการ์พถูกจำกัดไว้กับเรื่องง่ายๆ เพียงไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นได้แก่การมีครอบครัวที่อบอุ่น, สงบสุข และปลอดภัย แต่ทว่ายิ่งเวลาผ่านไป มันดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นทำท่าว่าจะหลุดลอยห่างไกลออกไปทุกที และตัวเขาเองก็มีส่วนที่ทำให้เป็นอย่างนั้นจากการไม่สามารถต้านทานการยั่วยุและสิ่งกระตุ้นเร้านานัปการ ทีละน้อย เรื่องราวของการ์พก็ชักชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงสภาวะของความปั่นป่วนยุ่งเหยิงของสังคมที่เราต่างอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของครอบครัว-ก็ไม่ใช่แง่มุมเดียวที่หนังหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น อีกหนึ่งได้แก่เรื่องของความรุนแรงและการกดขี่ทางเพศ ตลอดจนขบวนการสิทธิสตรีที่พัฒนาตัวมันเองไปอย่างที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเสียสติและบ้าคลั่ง

ในแง่ของบุคลิกตัวละคร ที.เอส.การ์พ เป็นบทที่ซับซ้อนและท้าทาย ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่ใช่พ่อพระ แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่เคยนึกสงสัยในความเป็นคนที่จิตใจดีงาม และวิลเลี่ยมส์ไม่เพียงถ่ายทอดให้ผู้ชมสัมผัสแง่มุมดังกล่าวได้อย่างคมชัด ทว่าเรายังรู้สึกได้ถึงความละเอียดและอ่อนไหวของทั้งตัวละครและนักแสดง

 

MOSCOW ON THE HUDSON (1984)

ผลงานกำกับของ พอล มาร์เซอร์สกี้ ดังที่เอ่ยอ้างไว้ตอนต้น โรบิน วิลเลี่ยมส์ สวมบทนักเป่าแซ็กโซโฟนชาวรัสเซียในช่วงสงครามเย็น-ผู้ซึ่งตัดสินใจในนาทีสุดท้ายขอลี้ภัยทางการเมืองระหว่างที่เดินทางมาแสดงกับคณะละครสัตว์ ณ เมืองนิวยอร์ก และละทิ้งญาติสนิทมิตรสหาย หรืออันที่จริง ทุกสิ่งทุกอย่าง-เอาไว้เบื้องหลังเป็นการถาวร

หนังแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็นสองส่วนหลักๆด้วยกัน นั่นก็คือชีวิตของ วลาดิเมีย อิวานอฟฟ์ (วิลเลี่ยมส์) ในกรุงมอสโคว์หรือช่วงก่อนการลี้ภัยและอยู่ภายใต้ระบบสังคมนิยม ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดสนฝืดเคือง และการจะได้มาซึ่งอะไรซักอย่างล้วนแล้วต้องเข้าคิวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา และนั่นรวมถึงกระดาษเช็ดก้น ขณะที่ชีวิตในภายหลัง ซึ่งมันเป็นเหมือนหนังคนละม้วนในแง่ของความมั่งคั่งฟุ่มเฟือย แต่ภายใต้วิถีทางในแบบทุนนิยม ชายหนุ่มก็ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่ออยู่รอดในอีกรูปแบบที่นับว่ายากลำบากพอๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต้องเริ่มต้นไต่เต้าจากตำแหน่งที่ต่ำสุด

กระนั้นก็ตาม นี่ก็เป็นหนังยกย่องเชิดชูความเป็นอเมริกันในแบบที่สายตาไม่ได้ถูกบดบังด้วยภาพลวงตา และในแง่หนึ่ง มันย้ำเตือนให้คนอเมริกันได้ตระหนักว่า ยกเว้นพวกอินเดียนแดงซึ่งเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินแห่งนี้ตัวจริง ทุกคนไม่ว่าผิวและผมสีอะไร พวกเขาก็ล้วนแล้วเป็นผู้อพยพหรือลูกหลานของผู้อพยพด้วยกันทั้งนั้น

ในแง่ของการแสดง นี่เป็นบทบาทที่เคร่งขรึมจริงจังของโรบิน วิลเลี่ยมส์ และผู้ชมเกือบไม่ได้เห็นเขาเล่นตลกซักเท่าใด อีกทั้งเขายังต้องพูดภาษารัสเซียไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซนต์ของหนังทั้งเรื่อง-และแน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นชาวรัสเซียคงไม่มีใครฟังออก ทว่าเขาถ่ายทอดมันอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ และทีละน้อย ตัวตนของวิลเลี่ยมส์ก็อันตรธานไปกับบทบาทที่ได้รับอย่างน่าอัศจรรย์

 

GOOD MORNING VIETNAM (1987)

มีใครบ้างที่ดูหนังของ แบร์รี่ เลวินสัน เรื่องนี้แล้ว ไม่นึกถึงการกล่าวสวัสดีตอนเช้าด้วยการลากเสียงยาวเฟื้อยของ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ผู้ซึ่งสวมบท เอเดรียน โครนาวร์  ดีเจ.ชื่อดังที่ถูกอิมพอร์ทมาจัดรายการวิทยุ ณ เมืองไซง่อน ประเทศเวียดนามในช่วงที่ไฟสงครามกำลังคุโชน มันกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขา และบางครั้งบางคราที่เขาพูดเปิดรายการด้วยประโยคดังกล่าวนี้ มันไม่ใช่ตอนเช้าด้วยซ้ำ

ในแง่มุมหนึ่ง หนังเรื่อง Good Morning Vietnam เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตระหนักหรือรับรู้พรสวรรค์ในการใช้เสียงและเลียนเสียงอันแพรวพราวของ โรบิน วิลเลี่ยมส์ นอกเหนือไปจากอารมณ์ขันของเขาซึ่งมีอยู่อย่างล้นเหลือและพรั่งพรู และหนึ่งในห้วงเวลาที่ตลกที่สุดได้แก่ตอนที่เขาเลียนเสียงของ วอลเตอร์ ครองไคท์ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังและได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุดของอเมริกา และเป็นไปได้ว่าสมมติใครลองหลับตาและฟังแต่เสียง ก็อาจจะเผลอนึกไปได้ว่าครองไคท์ตกปากรับคำมาแสดงเป็นดารารับเชิญในหนังเรื่องนี้ (ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้) และนั่นคือปฏิกิริยาของแฟนๆรายการวิทยุของโครนาวร์ที่พากันโทรศัพท์มาสอบถามกันอย่างจ้าละหวั่นว่า ครองไคท์เดินทางมาเวียดนามจริงๆหรืออย่างไร

ขณะที่ในส่วนของการแสดง ผู้ชมก็ได้เห็นทั้งศักยภาพในการแสดงบทตลกที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น ‘สัญชาตญาณที่สอง’ ของเขา และที่มากไปกว่านั้น-ก็คือการเล่นบทดราม่า ซึ่งไม่เพียงแค่มันทำให้ความทีเล่นทีจริงและความตลกโปกฮาของเขามลายหายไปในพริบตา ผู้ชมยังรับรู้ได้ถึงท่าทีที่ขึงขังจริงจัง ไม่หลงเหลืออารมณ์ขันเจือปนอยู่แม้แต่น้อย แต่ว่าไปแล้ว ฉากที่สะกดทุกอารมณ์ความรู้สึก-ก็ได้แก่ตอนที่เขา ‘เอ็นเตอร์เทน’ ทหารบนรถบรรทุกจีเอ็มจี.ที่กำลังจะถูกส่งไปแนวหน้า ในระหว่างที่การจราจรต้องหยุดชะงักกลางถนนเล็กๆของหมู่บ้าน และในขณะโครนาวร์สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างหรรษาครื้นเครง แต่สิ่งที่ผู้ชมรู้สึกได้จริงๆก็คือความห่วงหาอาทร และความมุ่งหวังว่าทั้งหมดจะสามารถนำพาตัวเองกลับจากสมรภูมิรบในสภาพที่ครบถ้วนสมบูรณ์

ขณะที่ในมิติของคนดู เป็นไปได้ว่าถ้าหากจะมีใครที่ ‘อิน’ กับหนังเรื่องนี้มากกว่าเพื่อน บางทีก็น่าจะได้แก่นักดูหนังในบ้านเรา เพราะหนังยกกองเข้ามาถ่ายทำในเมืองไทยตลอดเรื่อง และโลเกชั่นในหลายต่อหลายสถานที่ล้วนแล้วคุ้นตา อีกทั้งหนึ่งในนักแสดงสมทบของหนังเรื่องนี้ก็ได้แก่ จินตรา สุขพัฒน์ ผู้ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งยวดในการทำให้ประเทศเวียดนามในสายตาของเอเดรียน โครนาวร์-กลายเป็นดินแดนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์, มนต์ขลัง และไม่มีวันที่คนอเมริกันจะเข้าถึงหรือเข้าใจ

 

DEAD POETS SOCIETY (1989)

ผลงานที่ถือเป็นหลักไมล์ในทางการแสดงของโรบิน วิลเลี่ยมส์ และใครต่อใครพากันกล่าวขวัญถึงและจดจำ แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาสวมบทตัวละครผู้ซึ่งมีบุคลิกแปลกแยกและไม่อาจหลอมรวมกับสังคม หรืออีกนัยหนึ่ง ตัวละครที่มาพร้อมกับวิธีคิดแบบ unorthodox หรือไม่สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติและค่านิยมของคนในสังคม ทว่านี่คือผลงานที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นเหมือนกับอัญมณีเม็ดงาม

ข้อน่าสังเกตก็คือ บท จอห์น คีทติ้ง ของโรบิน วิลเลี่ยมส์ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวเอกของเรื่องด้วยซ้ำ และสถานะของเขาเป็นเพียงบทสมทบผู้ซึ่งปรากฏว่า เมล็ดพันธุ์ทางความคิดแห่งเสรีภาพที่เขาหว่านออกไป-งอกเงยอย่างเบ่งบานในห้วงคิดคำนึงของเด็กๆในโรงเรียนประจำ ก่อนที่มันจะประสานงาเข้ากับระบบระเบียบและกรอบปฏิบัติแบบเก่าเข้าอย่างจัง และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ไม่ยากเย็น มันนำพาให้โศกนาฏกรรมกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในแง่ของการแสดง นี่เป็นอีกครั้งที่ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ได้บริหารมุกตลกและอารมณ์ขันอย่างแพรวพราว และในขณะเดียวกัน ฉากดราม่าก็เป็นช่วงเวลาที่ทั้งกัดกร่อนและบีบคั้นอารมณ์ และพร้อมๆกันนั้นเอง ยิ่งหนังให้เห็นว่าคีทติ้งเป็นตัวละครที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์มนาเพียงใด คู่ขัดแย้งของเขา อันได้แก่บรรดาครูบาอาจารย์ ตลอดจนผู้ปกครองผู้ซึ่งมีความคิดคร่ำครึและหัวโบราณ-ก็ยิ่งหลงเหลือความเป็นผู้เป็นคนลดน้อยถอยลงไปเพียงเท่านั้น และนั่นยิ่งทำให้การปะทะกันของสองขั้วความคิด-เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและท้าทาย

กล่าวในที่สุดแล้ว ขณะที่ผู้ชมอาจจะไม่ประสบยุ่งยากในการเลือกข้างว่าตัวเองควรจะถือหางฝ่ายใด แต่โลกของความเป็นจริงก็หยิบยื่นบทเรียนอันล้ำค่าว่า บางครั้งบางครา ข้างที่เราเชื่อว่าเป็นฝ่ายที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและถูกต้อง-อาจจะไม่ใช่ฝ่ายที่ลงท้ายด้วยการเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะเสมอไป

 

MRS. DOUBTFIRE (1993)

หรือในอีกชื่อหนึ่งที่น่าจะเหมาะสมกว่า นั่นคือ ’เดอะ โรบิน วิลเลี่ยมส์ โชว์’ หนังที่เปิดโอกาสให้โรบิน วิลเลี่ยมส์ทำทุกอย่างที่เขาสามารถจะใช้กรอกในช่อง ‘ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว’ ทั้งการแสดงตลกในแบบตัวการ์ตูน การสวมบทบาทแม่นมชาวอังกฤษ และเหนืออื่นใด เทคนิคการเลียนเสียงเป็นคนโน้นคนนี้อย่างละม้ายคล้ายคลึง ขณะที่ในส่วนของเนื้อหา-ก็เรียกได้ว่าเดินตามกรอบการเล่าเรื่องในแบบสูตรสำเร็จอย่างไม่บิดพลิ้วและจงรักภักดี ชายหนุ่มผู้ซึ่งทำทุกหนทางเพื่อกอบกู้ให้ครอบครัวที่ล่มสลายของเขาได้หวนกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และนั่นหมายรวมถึงการปลอมตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกชายและลูกสาวทั้งสองของตัวเอง และรวมถึงการหาหนทางกำจัดสิ่งแปลกแปลม อันได้แก่แฟนหนุ่มของคนรักให้กระเด็นหลุดออกไปจากเส้นทาง อย่างที่รู้กันว่าจุดขายอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็คืองานด้านเมคอัพที่แทบจะเรียกได้ว่าเนรมิตตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา และหนึ่งในความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของวิลเลี่ยมส์-ก็คือการทำให้ภายหลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไป มิสซิสเดาบ์ทไฟร์-กลายเป็นตัวละครที่เหมือนกับมีเลือดเนื้อและลมหายใจเป็นของตัวเอง และน่าเชื่อว่าผู้ชมพากันระลึกถึง

 

GOOD WILL HUNTING (1997)

หนังที่ทำให้ผู้ชมได้เห็น โรบิน วิลเลี่ยมส์ ในแง่มุมที่ผิดแผกแตกต่างไปจากภาพลักษณ์ที่พวกเราคุ้นเคย นอกจากบทนักจิตวิทยาที่ชื่อ ฌอน แม็คไกวร์ ของวิลเลี่ยมส์จะไม่ใช่ตัวตลกโปกฮาแล้ว เขายังเป็นตัวละครที่มีภูมิหลังเจ็บปวด, ขื่นขม และผูกโยงอยู่กับความสูญเสีย แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวที่เป็นเหมือนกับโศกนาฏกรรมส่วนตัวของเขา-ก็ช่วยจุดประกายให้เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ชื่อ วิลล์ ฮันติ้ง (แม็ทท์ เดม่อน) ค้นพบว่า เขาควรจะจัดการกับชีวิตที่เหมือนกับอยู่ในภาวะตีบตันและชะงักงัน-ในสภาพเช่นใด

ว่าไปแล้ว กรอบการเล่าเรื่องมีลักษณะที่เป็นสูตรสำเร็จทีเดียว เด็กหนุ่มที่เฝ้าคอยคำชี้แนะจากใครบางคนเพื่อว่าเขาจะได้เติบโตและเบ่งบาน แต่ด้วยกลวิธีการถ่ายทอดอันไม่ปกติธรรมดาของ กัสต์ แวน แซงต์ ผู้ชมแทบจะคาดเดาไม่ได้ว่าหนังกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด หรือนำพาไปสู่บทสรุปแบบใด ขณะที่หนึ่งในห้วงเวลาที่ดีที่สุดของหนัง กระทั่งเป็นฉากคลาสสิก ได้แก่โมโนล็อคของ ฌอน แม็คไกวร์ ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ ในตอนที่เขาพยายามพูดเตือนสติ วิลล์ ฮันติ้ง ผู้หยิ่งผยองให้ได้สำนึก-ว่า จริงๆแล้ว มันสมองอันเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องของเขา-อาจจะเป็นแต้มต่อที่ทำให้เขาได้เปรียบคนอื่นๆ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของการเรียนรู้ และคุณค่าที่แท้จริง-ก็คือการได้ออกไปสัมผัสและเรียนรู้สรรพสิ่งต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่ง เผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง

ใครที่ติดตามผลงานการแสดงของวิลเลี่ยมส์มาอย่างต่อเนื่อง-ก็น่าจะบอกกับตัวเองได้ว่า นี่เป็นแอ็คติ้งที่เข้าถึงบทบาทที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และโดยที่เขาไม่ต้องทำตัวเองให้ตลกแม้แต่น้อย ผู้ชมรับรู้และสัมผัสได้ถึงความเมตตาและปรารถนาดีของตัวละคร อีกทั้งมันยังทำให้เราเชื่อว่าถ้อยคำที่พรั่งพรูเหล่านั้น-น่าจะช่วยเตือนสติให้เด็กหนุ่มผู้อหังการ-ได้ยุติพฤติกรรมอวดฉลาด, ฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง และยินยอมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงมากขึ้น

อย่างที่รู้กันว่า โรบิน วิลเลี่ยมส์ ชนะรางวัลออสการ์ผู้แสดงสมทบจากบทดังกล่าวนี้ – ซึ่งก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง


ROBIN WILLIAMS FILMOGRAPHY

Can I Do It ‘Till I Need Glasses?’ (1977)

Popeye (1980)

The World According to Garp (1982)

The Survivors (1983)

Moscow on the Hudson (1984)

The Best of Times (1986)

Club Paradise (1986)

Seize the Day (1986)

Good Morning, Vietnam (1987)

The Adventures of Baron Munchausen (1988)

Portrait of White Marriage (1988) (ไม่มีเครดิต*)

Dead Poets Society (1989)

Cadillac Man (1990)

Awakenings (1990)

Dead Again (1991)

Shakes the Clown (1991)

The Fisher King (1991)

Hook (1991)

FernGully: The Last Rainforest (1992) : ให้เสียงพากย์

Aladdin (1992) : ให้เสียงพากย์

Toys (1992)

Mrs. Doubtfire (1993)

Being Human (1994)

Nine Months (1995)

To Wong Foo Thanks for Everything, Julie Newmar (1995) (ไม่มีเครดิต*)

Jumanji (1995)

The Birdcage (1996)

Jack (1996)

The Secret Agent (1996) (ไม่มีเครดิต*)

Hamlet (1996)

Father’s Day (1997)

Deconstructing Harry (1997)

Flubber (1997)

Good Will Hunting (1997)

What Dreams May Come (1998)

Patch Adams (1998)

Jakob the Liar (1999)

Bicentennial Man (1999)

A.I. Artificial Intelligence (2001) : ให้เสียงพากย์

One Hour Photo (2002)

Death to Smoochy (2002)

Insomnia (2002)

The Final Cut (2004)

House of D (2004)

Noel (2004) (ไม่มีเครดิต*)

Robots (2005) : ให้เสียงพากย์

The Big White (2005)

The Night Listener (2006)

RV (2006)

Everyone’s Hero (2006) : ให้เสียงพากย์, (ไม่มีเครดิต*)

Man of the Year (2006)

Happy Feet (2006) : ให้เสียงพากย์

Night at the Museum (2006)

License to Wed (2007)

August Rush (2007)

Shrink (2009)

World’s Greatest Dad (2009)

Night at the Museum: Battle of Smithsonian (2009)

Old Dogs (2009)

Happy Feet Two (2011) : ให้เสียงพากย์

The Big Wedding (2013)

Lee Daniels’s The Butler (2013)

The Zero Theorem (2013) (ไม่มีเครดิต*)

The Face of Love (2013)

Boulevard (2014)

The Angriest Man in Brooklyn  (2014)

A Merry Friggin’ Christmas (2014)

Night at the Museum: Secret of the Tomb (2014)

Absolutely Anything (2015) : ให้เสียงพากย์

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก