13 REASONS WHY ทำไมเธอทำแบบนี้?

บทความโดย สุภางค์ ศรีเสริมเกียรติ (จากคอลัมน์ SERIES PARADISO ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 877 เดือนพฤษภาคม 2017)

         นี่คือเรื่องราวชีวิตของ แฮนนาห์ เบเกอร์ – หรือที่จริง…ควรต้องเรียกว่าเรื่องราวในช่วงที่เธอ ‘เคย’ มีชีวิตอยู่ เพราะนับตั้งแต่วินาทีแรกๆ ที่เรื่องนี้ถูกเล่า แฮนนาห์ได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว ทว่าก่อนจะตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง เธอได้บันทึกเสียงตัวเองไว้ในเทปคาสเซ็ตต์ 13 หน้า ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เธอเล่าไว้ในเทปคือ ‘เหตุผล’ 13 ข้อที่เชื่อมโยงถึงบุคคลที่ทำให้เธอลงเอยด้วยการคิดสั้น – เทปทั้งหมดถูกส่งต่อๆ กันไปยังบุคคลเป้าหมายทีละคน – เคลย์ เจนเซ่น เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งของแฮนนาห์คือคนล่าสุดที่ได้รับเทป และเมื่อเขาเริ่มฟังเทปหน้าแรก ประสบการณ์อันเจ็บปวดและร้ายกาจที่แฮนนาห์เคยเผชิญก็เริ่มเปิดเผยสู่เคลย์ และแน่นอน…ผู้ชมทุกคน

         ทำไมเธอทำแบบนี้? – คำถามชวนเครียดนี้และเหตุผลน่าเศร้าที่เป็นคำตอบ ถูกบันทึกไว้ใน 13 Reasons Why ซีรี่ส์ที่น่าจะเรียกได้ว่า ‘ฮ็อตสุด’ เรื่องหนึ่งจากค่าย Netflix

ผู้เล่าเรื่องและหลายบุคคลในเรื่องเล่า

แฮนนาห์และ (อดีต) ผองเพื่อน

แฮนนาห์ เบเกอร์ (แคทเธอรีน แลงฟอร์ด)

         เสียงเล่าของแฮนนาห์ในเทปแต่ละม้วน ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงแรกที่เธอเพิ่งย้ายมาที่โรงเรียนใหม่และพยายามปรับตัวให้เข้ากับบรรดาเพื่อนใหม่ แต่สำหรับแฮนนาห์และอาจรวมถึงวัยรุ่นอีกหลายๆ คน – การใช้ชีวิตในโรงเรียนไฮสคูลใช่จะเป็นเรื่องง่าย แต่อะไรหรือใครกันบ้างที่มีส่วนทำให้มันกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเกินทนจนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย? – เธอเล่าเหตุผล 13 ข้อและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องไว้ในเทปคาสเซ็ตต์ 13 หน้า

         มันกล่าวถึงหลายประเด็นผสมผสานกันนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเนื้อหาดำเนินไป” แลงฟอร์ด นักแสดงสาวหน้าใหม่ใสกิ๊งวัย 21 ปีจากเพิร์ธ, ออสเตรเลีย ที่เพิ่งแสดงหนังสั้นมาแค่ไม่กี่เรื่อง พอได้มารับบทนำในซีรี่ส์เรื่องนี้ (ที่ยังเป็นงานแสดงซีรี่ส์เรื่องแรกของเธอด้วย) เธอก็แทบจะกลายเป็นสาวฮ็อตคนใหม่ของวงการ อธิบายถึงซีรี่ส์นี้ซึ่งเธอไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องการฆ่าตัวตายเท่านั้น “ฉันไม่ค่อยชอบที่จะเรียกว่าประเด็นนะ เพราะที่จริงพวกมันก็เป็นแค่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้คน ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญในซีรี่ส์เรื่องนี้ก็คือ เราไม่ได้ทำอะไรบางอย่างที่แปลกใหม่อะไร มันก็แค่การแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น

         สื่อบางสำนักเช่น vulture.com ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจว่า ทีวีตอนนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนตาย โดยเฉพาะในซีรี่ส์แนวอาชญากรรม / ดราม่า ปนลึกลับ แต่สิ่งที่ทำให้ แฮนนาห์ เบเกอร์ แตกต่างจาก ลอร่า พาลเมอร์ ใน Twin Peaks, แอนเดรีย คอร์นิช ใน The Night of หรือหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมใน True Detective ก็เพราะแฮนนาห์ครองสถานะ ‘ผู้เล่าเรื่อง’ ของตัวเธอเองผ่านเทปคาสเซ็ตต์ที่เธอทิ้งไว้ ต่างกับหญิงสาวผู้ตายในซีรี่ส์อื่นๆ ที่เรื่องราวของพวกเธอถูกค้นพบด้วยตัวละครอื่นผ่านการสืบสวนคดี หรือไม่ก็ในฉากย้อนอดีต

         ในเรื่องราวอันนำไปสู่การฆ่าตัวตายของเธอ แฮนนาห์ยังถูกมองว่าเป็นมากกว่าแค่ผู้เล่าเรื่อง แต่เธอเล่นบทบาทแทบทุกอย่าง ตั้งแต่นักสืบที่นำผู้ชมและตัวละครผู้ฟังเทปไปรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน และยังร้องขอให้ไปสำรวจตามเส้นทางบนแผนที่ที่แนบมากับเทปเพื่อรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และนำมาสานต่อเชื่อมโยงกันไปสู่สาเหตุที่ทำให้เธอฆ่าตัวตาย ขณะที่ตัวละครหญิงสาวผู้ตายอื่นๆ ทำได้เพียงเฝ้าคอยอย่างเงียบงัน รอให้คนที่ยังมีชีวิตสืบหาความลับต่างๆ ของพวกเธอกันเอง แถมดังที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าแฮนนาห์นั้นฆ่าตัวตาย เธอจึงไม่เพียงเป็นแค่นักสืบและผู้เล่าเรื่อง หากแต่ยังเป็นผู้ก่อเหตุด้วย

         สิ่งที่ทำให้ซีรี่ส์นี้โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือการไม่ด่วนตัดสินคำตอบใดๆ แบบเรียบง่ายเกินไป แต่สิ่งสำคัญคือการที่แฮนนาห์ได้มีโอกาส ‘พูด’ ด้วยตัวเธอเอง ไม่ว่าเธอจะเป็นผู้เล่าเรื่องที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ไม่ว่าข้อกล่าวหาของเธอต่อบุคคลที่ระบุในเทปจะยุติธรรมหรือไม่ อย่างน้อยเธอก็มีโอกาส ‘ควบคุม’ เรื่องเล่าของตัวเอง และเรื่องราวในเวอร์ชั่นของเธอก็มีน้ำหนักเท่าเทียมกับเวอร์ชั่นของคนอื่นๆ

เคลย์ เจนเซ่น (ดีแลน มินเน็ตต์)

         เพื่อนนักเรียนของแฮนนาห์ผู้ได้รับเทปคนล่าสุด การได้ยินเสียงของเพื่อนสาวที่ฆ่าตัวตายไปแล้วทำให้เคลย์ตกตะลึงสุดขีด เพราะมันทำให้ความทรงจำที่เขามีต่อเธอหวนกลับมาครอบงำเป็นระยะๆ เผยให้เห็นความผูกพันและสนิทสนม ตลอดจนความรู้สึกพิเศษของทั้งคู่ที่ทยอยพัฒนาขึ้นผ่านการเจอกันที่โรงเรียนและการทำงานพิเศษด้วยกันที่โรงหนัง แต่ความตกตะลึง, สับสน และที่สำคัญคือความกลัวที่ว่าเขาอาจเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนทำร้ายจิตใจเธอ ก็ทำให้กว่าเคลย์จะฟังเสียงเล่าเรื่องของแฮนนาห์จนจบกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส

         แม้ดูเผินๆ เคลย์เหมือนจะเป็นตัวละครเอกที่นำพาเรื่องราวไปข้างหน้า แต่ที่จริงเขาน่าจะตกเป็นฝ่ายถูกชักนำโดยผู้เล่าเรื่องตัวจริงอย่างแฮนนาห์ซะมากกว่า แต่ที่สิ่งสำคัญกว่าก็คือ หลังจากฟังเทปทั้งหมด เขาได้ข้อสรุปอย่างไรกับการฆ่าตัวตายของแฮนนาห์และต่อบุคคลที่ถูกเอ่ยอ้างถึงทั้งหมดในเทป ซึ่งก็รวมถึงตัวเขาเองด้วย – รับบทโดย มินเน็ตต์ นักแสดงชาวอเมริกันวัย 20 ปีที่แสดงหนังดังมาหลายเรื่อง เช่น Prisoners, Goosebumps, Don’t Breathe ฯลฯ

โทนี่ พาดิลลา (คริสเตียน นาวาร์โร)

         เพื่อนซี้ของเคลย์ เจ้าของบุคลิกขรึมๆ เข้มๆ ผู้มักปรากฏตัวพร้อมรถ Ford Mustang สีแดงรุ่นคลาสสิก โทนี่ดูจะรู้เรื่องเทปของแฮนนาห์ดีกว่าใคร และคอยกระตุ้นเมื่อเคลย์ทำท่าว่าจะทนฟังเทปไม่ไหว และนานวันเข้าเคลย์ก็ยิ่งตระหนักว่า โทนี่ยังมีความลับอีกหลายเรื่องที่ไม่ยอมบอกให้ใครรู้ – รับบทโดย นาวาร์โร (ซีรี่ส์ Vinyl, Rosewood)

เจสสิก้า เดวิส (อลิชา โบ)

         สาวสวยเชียร์ลีดเดอร์ การต้องย้ายบ้านบ่อยๆ เหมือนกันทำให้เธอกับแฮนนาห์กลายเป็นเพื่อนสนิท แต่แล้วเรื่องรักวุ่นๆ ที่มีเพื่อนหนุ่มหล่อเข้ามาแทรก ก็ทำให้มิตรภาพนั้นจบลงและกลายเป็นเรื่องที่แฮนนาห์บอกว่ากระทบจิตใจเธอไม่น้อย – รับบทโดย โบ (ซีรี่ส์ Teen Wolf, Ray Donovan)

จัสติน โฟลี่ย์ (แบรนดอน ฟลินน์)

         หนุ่มนักกีฬาสุดฮ็อตผู้มักมีสาวๆ หลายคนเหลียวมอง โดยตอนแรกแฮนนาห์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนที่การกระทำบางอย่างของจัสตินจะทำร้ายจิตใจเธออย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน จัสตินก็มีปัญหาหนักกับครอบครัวที่ดูจะส่งผลไม่น้อยต่อการตัดสินใจหลายๆ เรื่องในชีวิตของเขา – ฟลินน์ผู้รับบทนี้เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เคยแสดงบทสมทบในซีรี่ส์ Brain Dead มาแค่ตอนเดียว

ไบรซ์ วอล์คเกอร์ (จัสติน เพรนทิซ)

         รุ่นพี่ของแฮนนาห์ เป็นสไตล์พวกลูกเศรษฐีจอมกร่าง แม้เขาจะพอมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนซี้อย่างจัสตินอยู่เสมอ ทว่าที่เลวร้ายสุดก็คือ เขามักไม่เคยสำนึกว่าตัวเองทำสิ่งเลวร้ายต่อผู้อื่น – รับบทโดยเพรนทิซ ผู้เคยรับบทนักเรียนไฮสคูลจอมเกเรมาแล้วในซีรี่ส์ทั้ง Glee และ Those Who Can’t ซึ่งเรื่องหลังยังบังเอิญเป็นตัวละครชื่อ ไบรซ์ เหมือนกันด้วย

อเล็กซ์ สแตนดัลล์ (ไมล์ส ไฮเซอร์)

         เขากับแฮนนาห์และเจสสิก้าเป็นเพื่อนซี้ที่มักไปไหนไปกัน ก่อนที่เรื่องรักวุ่นๆ ประสาหนุ่มสาวจะทำให้มิตรภาพระหว่างเขากับสองสาวต้องถึงคราวยุติ แต่ที่แย่กว่าคือแฮนนาห์กลับเป็นฝ่ายถูกเจสสิก้ามองในแง่ลบ แถมต่อมาอเล็กซ์ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำรายชื่อเพื่อนนักเรียนโดยมีแฮนนาห์เป็นเป้าหมายหลัก แม้ดูเผินๆ จะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่กับแฮนนาห์มันส่งผลรุนแรงกว่าที่เขาคาดคิด – รับบทโดย ไฮเซอร์ (Nerve, ซีรี่ส์ Parenthood)

แซ็ค เดมพ์ซี่ย์ (รอสส์ บัทเลอร์)

         นักบาสดาวเด่นของโรงเรียน ผู้ทำอะไรก็ดีเด่นน่าปลื้มไปซะหมด เขาพยายามจะปลอบใจแฮนนาห์ในช่วงที่เธอเพิ่งโดนรังแกจากเพื่อนชายอีกคน ทว่าเมื่อแฮนนาห์ที่กำลังเสียใจและสับสนไม่อยากไปกับเขา แซ็คจึงหันมาแกล้งแฮนนาห์บ้าง และก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องเล็กๆ สำหรับแซ็คกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแฮนนาห์ – รับบทโดย บัทเลอร์ (ซีรี่ส์ Teen Wolf, Riverdale)

ไทเลอร์ ดาวน์ (เดวิน ดรูอิด)

         ช่างภาพประจำโรงเรียนที่มักพกกล้องคอยเก็บภาพเพื่อนๆ โดยอ้างว่าเพื่อไปลงหนังสือรุ่น บุคลิกเนิร์ดๆ ทำให้ไทเลอร์มักถูกกลั่นแกล้งจนดูเหมือนเขาจะชาชิน กระทั่งเมื่อไทเลอร์สนใจติดตามเก็บภาพแฮนนาห์เป็นพิเศษ ที่แย่กว่าคือสิ่งที่ทำเขาในเวลาต่อมาซึ่งกลับ ‘ทำร้าย’ แฮนนาห์อย่างรุนแรง – รับบทโดย ดรูอิด (Louder Than Bomb, Imperium)

คอร์ทนี่ย์ คริมเซ่น (มิเชล เซเลน่า อั้ง)

         เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งของแฮนนาห์ที่ช่วงหนึ่งมีทีท่าจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน กระทั่งเกิดเรื่องกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์ พฤติกรรมของคอร์ทนี่ย์ก็ทำให้แฮนนาห์ยิ่งรู้สึกแย่ – สำหรับ มิเชล เซเลน่า อั้ง นี่คือผลงานแสดงเรื่องแรกของเธอ

เชริ ฮอลแลนด์ (อจอนา อเล็กซัส)

         สาวสวยเชียร์ลีดเดอร์อีกคน แม้เธอกับแฮนนาห์จะไม่ถึงขั้นซี้ปึ้ก แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน กระทั่งคืนหนึ่งหลังงานปาร์ตี้ เชริเสนอจะไปส่งแฮนนาห์ที่บ้าน แต่เหตุร้ายระหว่างทางและการตัดสินใจของเชริก็ทำให้แฮนนาห์ไม่พอใจ – รับบทโดย อเล็กซัส (ซีรี่ส์ Empire)

ไรอัน เชเวอร์ (ทอมมี่ ดอร์ฟแมน)

         เพื่อนที่มาเจอแฮนนาห์ที่ชมรมกวี ไรอันมองว่าแฮนนาห์เขียนกลอนได้ดีและคอยให้กำลังใจเธอ กระทั่งเมื่อเขาดูจะเคารพสิทธิของแฮนนาห์น้อยกว่าที่ควร – รับบทโดย ดอร์ฟแมน (ซีรี่ส์สารคดี I, Witness)

มาร์คัส โคล (สตีเว่น ซิลเวอร์)

         เพื่อนนักเรียนที่วางท่าเป็นหนุ่มสุภาพ แต่ระหว่างกิจกรรมหนึ่งที่มาร์คัสเป็นคู่เดทของเธอในวันวาเลนไทน์ ก็เกิดเรื่องที่ทำให้แฮนนาห์ต้องกล่าวถึงเขาในเทป – ซิลเวอร์เป็นอีกหนึ่งนักแสดงหน้าใหม่ที่เคยผ่านแต่งานหนังสั้นมาก่อน

สกาย มิลเลอร์ (โซซี่ เบค่อน)

         นักเรียนสาวที่ทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านกาแฟสกาย เธอเป็นพวกที่อยู่โดดเดี่ยวโนสนโนแคร์ว่าจะมีเพื่อนหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวด – รับบทโดย โซซี่ เบค่อน (Scream: The TV Series) ลูกสาวของสองนักแสดงดัง เควิน เบค่อน กับ ไคร่า เซดจ์วิค

ผู้ใหญ่

เควิน พอร์เตอร์ (ดีเร็ค ลุค)

         ครูที่ปรึกษาที่โรงเรียน การฆ่าตัวตายของแฮนนาห์ทำให้ทั้งโรงเรียนและครูที่ปรึกษาเช่นเขาต้องถูกตั้งคำถามมากมาย – ดีเร็ค ลุค ผู้รับบทนี้มีผลงานแสดงหนังหลายเรื่องมาก่อน เช่น Antwone Fisher, Captain America: The First Avenger

โอลิเวีย เบเกอร์ (เคท วอลช์)

         แม่ของแฮนนาห์ผู้ทำใจไม่ได้ที่ลูกสาวฆ่าตัวตาย เธอยังพยายามหาสาเหตุและคนที่น่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย – รับบทโดย วอลช์ (The Perks of Being a Wallflower, ซีรี่ส์ Grey’s Anatomy) วอลช์ตั้งใจเตรียมตัวมากเป็นพิเศษเพื่อให้เกียรติกับตัวละครนี้ “ฉันได้คุยกับพ่อแม่สองคนที่ลูกฆ่าตัวตาย คุยกับจิตแพทย์ที่ดูแลการบำบัดครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องสูญเสียสมาชิกไปเพราะการฆ่าตัวตาย

แอนดรูว์ เบเกอร์ (ไบรอัน ดี’ อาร์ซี เจมส์)

         พ่อของแฮนนาห์ผู้เป็นเภสัชกรที่เพิ่งพาครอบครัวย้ายมาเปิดร้านขายยาเล็กๆในเมืองนี้ แต่นอกจากปัญหารายได้ลดลงเพราะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่มาดึงลูกค้า การฆ่าตัวตายของลูกสาวก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่หนัก ขณะเดียวกันเขาก็ไม่แน่ใจว่าภรรยาจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงเรียนในกรณีนี้ได้หรือไม่ – รับบทโดย เจมส์ (Ghost Town, Spotlight)

เลนี่ เจนเซ่น (เอมี่ ฮาร์กรีฟส์)

         แม่ของเคลย์ที่สังเกตว่าลูกชายมีปฏิกิริยาแปลกไป เธอกังวลอยู่บ้างว่าการฆ่าตัวตายแฮนนาห์อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของเคลย์ แม้จะยังไม่รู้ชัดว่าทั้งคู่สนิทสนมกันมากแค่ไหน กระทั่งเรื่องของแฮนนาห์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อเลนี่รับเป็นทนายให้กับโรงเรียนในคดีที่พ่อแม่ของแฮนนาห์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย – รับบทโดย ฮาร์กรีฟส์ (Blue Ruin, ซีรี่ส์ Homeland)

เมื่อเนื้อหาสำคัญกว่ารายละเอียด

ปกนิยายทั้งฉบับภาษาอังกฤษและแปลไทยในชื่อ 13 บันทึกลับหัวใจสลาย โดย อาลิศรา ตา, สำนักพิมพ์ คลาสแอคท์

         แม้จะเป็นซีรี่ส์สุดฮ็อตเรื่องหนึ่งของปี 2017 แต่ที่จริง 13 Reasons Why เปิดตัวในฐานะวรรณกรรมเยาวชนชื่อเดียวกันที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2007 เป็นนิยายเล่มแรกของ เจย์ แอชเชอร์ นักเขียนชาวอเมริกันที่ในขณะนั้นอายุ 31 ปี – ทำไมนักเขียนชายที่อายุเลยช่วง ‘วัยรุ่น’ มาแล้วพักใหญ่ จึงเลือกเขียนนิยายที่มีตัวละครเอกเป็นเด็กสาว แถมยังว่าด้วยประเด็นรุนแรงและอ่อนไหวอย่างการฆ่าตัวตายล่ะ? “เหตุผลทั้งหมดที่แฮนนาห์อธิบายไว้ อย่างน้อยที่สุดก็มีที่มาคร่าวๆ จากสถานการณ์ที่ผมเคยประสบเองหรือได้ยินมาอีกที ส่วนใหญ่ก็จากภรรยาของผมหรือไม่ก็เพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิง”แอชเชอร์ที่ปัจจุบันมีผลงานนิยายอื่นๆ อีก 2 เล่มคือ The Future of Us (2011 – เขียนร่วมกับ แคโรลิน แม็คเลอร์) กับ What Light (2016) และล่าสุดกำลังจะมี Piper นิยายภาพที่คาดว่าจะเปิดตัวได้ช่วงฮัลโลวีนนี้ เล่าที่มาของนิยายเล่มแรก “แฮนนาห์ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากใครที่เฉพาะเจาะจง ทว่าตัวละครของเธอก็มักให้ความรู้สึกสมจริงอย่างยิ่ง ดังนั้น มันจึงสำคัญในการอธิบายสถานการณ์เหล่านี้ผ่านความรู้สึกนึกคิดของเธอ หลายปีที่ผ่านมา ญาติใกล้ชิดคนหนึ่งของผมพยายามฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเธอยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นด้วย เมื่อผมได้ไอเดียนี้มา มันจึงชัดเจนว่าทำไมตัวละครนี้ต้องเป็นนักเรียนสาวไฮสคูล

เจย์ แอชเชอร์

         Thirteen Reasons Why เปิดตัวอย่างฮือฮาด้วยการขึ้นอันดับ 1 นิยายขายดีของ New York Times และ USA Today แถมยังได้รับรางวัลสาขาวรรณกรรมเยาวชนจากหลายเวที ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเขียนหน้าใหม่อย่างแอชเชอร์ไม่คาดหวังมาก่อน โดยเฉพาะกับนิยายที่ว่าด้วยประเด็นแรงๆ เช่นนี้ “ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นไอเดียที่โดนใจและเป็นวิธีที่ดีในการนำเสนอประเด็นที่แสนอ่อนไหว แต่ผมไม่คิดว่าจะมีผู้อ่านมากมายนัก ฝันของผมคือการมีใครบางคนบอกว่านี่คือหนังสือเล่มโปรดของเขา ผมไม่เคยติดตามอันดับยอดขายหนังสือ ดังนั้น ครั้งแรกที่มันขึ้นอันดับ 1 ของ New York Times ผมนึกภาพไม่ออกเลย การได้ยินผู้คนบอกว่ามันเชื่อมโยงกับพวกเขายังไงนั้นช่างงดงาม แต่มันก็เป็นความสำเร็จที่หวานปนขม ผมไม่คิดเลยจริงๆ ว่าหนังสือจะขายได้มากพอๆ กับที่ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามเกินไปที่จะกล่าวถึง

        ในปี 2017 แอชเชอร์ดูจะเป็นปลื้มอีกครั้งเพราะนิยายเล่มนี้ของเขาได้รับการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบฉลองครบรอบ 10 ปี (ที่จริงเปิดตัวตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2016) แถมเมื่อ 31 มีนาคม 2017 ซีรี่ส์ 13 Reasons Why ซีซั่นแรกทั้ง 13 ตอนก็เผยแพร่พร้อมกันทาง Netfilx แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่างที่ต่างไปจากนิยายของเขา แต่แอชเชอร์ก็ไม่มีปัญหา เพราะ ‘สาระสำคัญ’ ที่ถ่ายทอดออกมายังคงเป็นสิ่งเดียวกับที่เขาเขียนไว้นั่นเอง “ผมไม่รู้จะพูดอะไรดีนอกซะจากความน่าอัศจรรย์ของทุกคนที่มีส่วนร่วมในซีรี่ส์นี้ ตั้งแต่ผู้สร้าง, ผู้กำกับ, นักแสดง และ…ทุกคน! ผู้สร้างคนแรกๆ ที่ติดต่อหาผมก็เพราะพวกเขาชอบหนังสือ ไม่ใช่ผมที่เป็นฝ่ายเข้าหาพวกเขา และผู้สร้างของซีรี่ส์, ไบรอัน ยอร์กี้ ก็เป็นแฟนตัวยงของหนังสือมาก่อนที่เขาจะทำงานนี้ เมื่อคุณเริ่มต้นกับคนที่เข้าใจเจตนาของหนังสืออย่างถ่องแท้และตอบสนองกับมันแบบเป็นส่วนตัวและหลงใหลอย่างยิ่ง มันจึงสมเหตุสมผลที่การดัดแปลงนั้นจะยังคงซื่อสัตย์อย่างมากต่อสิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และผมชอบการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสื่อใหม่นี้นะ

กว่านิยายฮิตจะกลายเป็นซีรี่ส์ฮ็อต

เซเลน่า โกเมซ กับสองนักแสดงนำ

         เดิมที 13 Reasons Why เคยมีแผนจะสร้างเป็นหนังมาก่อน เมื่อ Universal Studios ซื้อลิขสิทธิ์นิยายต้นฉบับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2011 โดยมี เซเลน่า โกเมซ (Spring Breakers) นักร้อง / นักแสดงวัยรุ่นคนดังถูกวางตัวในบทนำ แฮนนาห์ เบเกอร์ ทว่าด้วยความล่าช้าสารพัด โปรเจ็คหนังจึงยังไม่ไปไหนสักที กระทั่งโกเมซที่ได้อ่านนิยายเล่มนี้จึงแท็คทีมกับคุณแม่ของเธอ แมนดี้ ทีฟีย์ และผู้อำนวยการสร้าง คริสเทล เลบลิน (Children of Men, In Time) ซื้อลิขสิทธิ์นิยายและนำไปสู่การสร้างซีรี่ส์นี้โดยร่วมมือกับ Anonymous Content และ Paramount Television เพื่อเผยแพร่ทาง Netflix ซึ่งกว่างานนี้จะเดินหน้าเต็มตัวได้ โกเมซ (ที่ปัจจุบันอายุ 24 ปี) ก็อายุมากเกินกว่าจะรับบทแฮนนาห์ แต่เธอก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างบริหาร

         นอกจากโกเมซ 13 Reasons Why ยังมีทีมงานเบื้องหลังที่น่าสนใจอีกหลายคน ทั้งผู้สร้าง ไบรอัน ยอร์กี้ ที่แม้นี่จะเป็นผลงานซีรี่ส์ทีวีเรื่องแรกของเขา แต่ยอร์กี้ก็เด่นดังไม่น้อยในแวดวงละครเวทีในฐานะคนเขียนบทและนักแต่งเนื้อร้องด้วยผลงานที่คว้ารางวัลมากมาย เช่น Tony Award, Pulitzer Prize แถมด้วยดาวเด่นในวงการหนัง เช่น ทอม แม็คคาร์ธี ผู้กำกับหนังออสการ์ Spotlight (2015) ที่มาร่วมเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารและยังกำกับซีรี่ส์ 2 ตอนแรก และอีกคนที่น่าจับตามองก็คือ เกร็กก์ อรากิ หนึ่งในผู้กำกับหนังอินดี้คนดังที่มีผลงานเด่นมาตั้งแต่ยุค ‘90s เช่น The Doom Generation (1995) รวมถึงงานยุคหลังอย่าง Mysterious Skin (2004), Kaboom (2010) ฯลฯ ที่มากำกับตอนที่ 7 – 8

         หลังจากเผยแพร่ทาง Netflix พร้อมกัน 13 ตอน เมื่อ 31 มีนาคม 2017 – 13 Reasons Why ได้คำชมจากนักวิจารณ์ (85% จาก rottentomatoes.com และ 76/100 จาก metacritic.com) และได้ใจผู้ชมส่วนใหญ่ไปเพียบ เสียงชื่นชมพุ่งเป้าไปที่สองนักแสดงนำหนุ่มสาวทั้งแลงฟอร์ดและมินเน็ตต์ รวมถึงนักแสดงสมทบบางคน เช่น เคท วอลช์ ในบทแม่ผู้เศร้าโศกของแฮนนาห์ รวมถึงการกำกับ, งานภาพ และเรื่องราวที่นำเสนอประเด็นอันมืดหม่นและอ่อนไหว ตลอดจนการดัดแปลงนิยายต้นฉบับมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ แม้จะมีเสียงติติงบางแง่มุม เช่น ไมค์ เฮล จาก The New York Times ตั้งข้อสังเกตเรื่องการพรรณนาความทุกข์ของวัยรุ่นอย่างแฮนนาห์ออกมาได้ไม่โดนใจนักและมักจะดูปลอมๆ แถมยังติการสร้างพล็อตเรื่องที่จงใจให้แต่ละตอนคือการที่เคลย์ฟังเทป 1 หน้าพอดี ซึ่งดูไม่น่าเชื่อและผิดวิสัยวัยรุ่นทั่วไปที่น่าจะนั่งฟังเทปทั้งหมดให้จบรวดเดียวไปเลย เหมือนดังที่ตัวละครอื่นในเรื่องมักบอกเคลย์ว่าให้ฟังเทปที่เหลือให้จบซะที พฤติกรรมดังกล่าวของเคลย์จึงดูเป็นผลลัพธ์ของการวางพล็อตมากกว่าจะสมเหตุสมผล

13 Reasons Why: ร้ายหรือดีอยู่ที่ใครมอง

         สิ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ ก็คือผลกระทบของซีรี่ส์นี้ต่อสังคมและปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งมีทั้งแง่บวกและลบ หลายฝ่ายออกมาแสดงความ ‘วิตกกังวล’ ชัดเจนในรูปแบบต่างๆ เช่น ที่แคนาดา, ครูใหญ่ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเมืองเอ็ดมอนตัน, รัฐอัลเบอร์ตา ได้ส่งข้อความไปยังบรรดาผู้ปกครองของนักเรียนเกรด 6 ว่าควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลานว่าไม่ควรพูดคุยถึงซีรี่ส์เรื่องนี้กันที่โรงเรียน ด้วยเพราะเรทติ้งของซีรี่ส์อยู่ในระดับเหมาะกับผู้ใหญ่ (ในอเมริกากำหนดเรทซีรี่ส์นี้ไว้ที่ TV-MA คือไม่เหมาะสำหรับผู้ชมอายุต่ำกว่า 17 ปี) เพราะมีทั้งการฆ่าตัวตาย, การข่มขืน, ความรุนแรง, คำหยาบ, การใช้ยาเสพติดและการดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ส่วนที่นิวซีแลนด์ซึ่งมีรายงานว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถิติการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นสูงอยู่แล้ว หน่วยงานที่ดูแลด้านนี้ถึงกับคิดเรทติ้งทีวีใหม่สำหรับซีรี่ส์นี้โดยเฉพาะ คือ “RP18” ที่อนุญาตให้ผู้มีอายุเกิน 18 ปีถึงสามารถชมซีรี่ส์นี้คนเดียวเองได้ ส่วนผู้ชมอายุต่ำกว่าต้องมีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ร่วมชมด้วยเท่านั้น

         ปลายเดือนเมษายน ปี 2017 Headspace องค์กรที่ดูแลสุขภาพจิตสำหรับเยาวชนในออสเตรเลีย ได้ออกคำเตือนกรณีการนำเสนอภาพเนื้อหาที่ชัดเจนในประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ในซีรี่ส์นี้ จากที่มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โทร.เข้ามาขอรับบริการหลังซีรี่ส์นี้เผยแพร่ในแดนจิงโจ้ ด้านสื่อออนไลน์อย่าง BuzzFeed.com ก็นำเสนอประเด็นนี้อย่างจริงจังผ่านบทความ This Is Why People Are Saying “13 Reasons Why” Is A Dangerous Show ระบุว่าแม้ซีรี่ส์นี้กำลังเป็นกระแสฮือฮา ทั้งยังได้รับคำชมในแง่ตัวแสดงที่หลากหลาย, การพลิกบทบาทตัวละครหญิงสาวผู้ตายให้กลายเป็นผู้เล่าเรื่อง และข้อสรุปชวนซึ้ง & กระแทกใจที่เคลย์ได้รับในตอนท้าย แต่ขณะเดียวกัน บทความนี้ก็มองว่าโชคร้ายที่ข้อดีต่างๆ ข้างต้นไม่ได้ลงเอยด้วยการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตที่ได้ผล และท้ายที่สุดแล้วยังใช้การฆ่าตัวตายเป็นดั่งตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อแฟนตาซีในการล้างแค้น โดยยกคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญมาอ้างอิง เริ่มจาก คริสเทน ดั๊กลาส โฆษกของ Headspace ที่มองว่า ‘เหตุผล’ ที่แฮนนาห์ระบุไว้ในเทปแต่ละหน้านั้นอันตรายและดูไม่สมจริง “เธอกำลังเล่าเรื่องในแนวทางที่หมายความว่าเธอจะบรรลุปณิธานของตัวเองเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง หากคนหนุ่มสาวเสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตาย มันก็คือจุดจบ, คุณไม่อาจเห็นปฏิกิริยาของผู้คน คุณไม่อาจเห็นปฏิกิริยาของพวกชอบกลั่นแกล้ง คุณไม่อาจแม้แต่จะไปงานศพของตัวเอง น่าเศร้า, ฉันคิดว่าคนหนุ่มสาวบางครั้งก็มักจะไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบทสรุปของความตาย คุณไม่อาจบรรลุปณิธานใดๆ ได้หรอก

         ฝั่งผู้สร้างซีรี่ส์ก็ดูจะวางแผนรับมือกับกระแสตอบรับในแง่นี้ไว้แต่เนิ่นๆ หนึ่งในนั้นคือ 13 Reasons Why: Beyond the Reasons (2017) สารคดีที่ Netfilx เผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม หลังจบซีรี่ส์ ซึ่งไม่เพียงเล่าเบื้องหลังงานสร้าง แต่ยังอธิบายสาระสำคัญในการนำเสนอประเด็นการฆ่าตัวตาย, การกลั่นแกล้งทั้งโดยตรงและผ่านโลกไซเบอร์, การคุกคามทางเพศ และความเจ็บป่วยทางจิตใจ โดยทั้งผู้สร้าง, ผู้กำกับ, นักแสดง, ผู้เขียนนิยาย ตลอดจนนักจิตวิทยาอีกหลายคนมาร่วมแสดงความเห็น หนึ่งในนั้นคือผู้สร้างสาว เซเลน่า โกเมซ ที่ระบุว่าเธออยากจะดัดแปลงนิยายเรื่องนี้เพื่อช่วยเหลือผู้คน “เพราะการฆ่าตัวตายไม่ควรจะเป็นทางเลือก” โกเมซบอกไว้ในสารคดี แถมภายหลังเธอยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ AP ในกรณีนี้ด้วยว่า “เราซื่อตรงต่อหนังสืออย่างยิ่ง ซึ่งตั้งแต่แรก สิ่งที่ เจย์ แอชเชอร์ ได้สร้างสรรค์ไว้นั้นช่างงดงามอย่างน่าเศร้า เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนทว่าก็ยังระทึกใจ และฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราอยากจะทำ เราอยากทำมันอย่างยุติธรรม และใช่, ปฏิกิริยาตอบโต้ต่างๆ ดูจะไม่สำคัญเท่า มันไม่ใช่ประเด็นที่ง่ายในการกล่าวถึง แต่ฉันก็โชคดีมากที่ได้ทำมันค่ะ

เพราะการฆ่าตัวตายไม่ควรจะเป็นทางเลือก

         ส่วนผู้สร้าง ไบรอัน ยอร์กี้ ก็กล่าวในทำนองเดียวกัน “เราไม่ได้ทำงานหนักกันเปล่าๆ นะครับ แต่เราอยากจะให้มันเป็นความเจ็บปวดที่ได้ชม เพราะเราอยากทำให้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าการฆ่าตัวตายนั้นไม่ใช่หนทางที่คุ้มค่าเอาซะเลย”แถมในจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง ยอร์กี้ก็ระบุว่าเขาพิถีพิถันกับการนำเสนอแง่มุมทางอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ ให้สมจริง โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วน นิค เชฟฟ์ หนึ่งในผู้เขียนบทก็ระบุว่า เขาอยากให้ฉากฆ่าตัวตายดูชัดเจนและสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะนั่นจะช่วยผู้คนที่จะทำเช่นนี้ได้อีกหลายชีวิต แต่ BuzzFeed ก็ระบุว่าแม้ทีมผู้สร้างซีรี่ส์จะมีความตั้งใจที่ดี ทว่าผลการศึกษามากมายทั่วโลกกลับระบุว่า การพรรณนาให้เห็นภาพกระบวนการฆ่าตัวตายอย่างจะแจ้ง ที่จริงแล้วกลับยิ่งเพิ่มระดับการฆ่าตัวตายตามวิธีการที่นำเสนอนั้นๆ ให้สูงขึ้น “เด็กและวัยรุ่นเปิดรับสิ่งเหล่านี้เหมือนโรคติดต่อ และมันก็เป็นความเสี่ยงสูงหากพวกเขาได้เห็นภาพการฆ่าตัวตายของผู้อื่น” ดั๊กลาสบอก “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงมีคู่มือคำแนะนำเต็มรูปแบบสำหรับสื่อในออสเตรเลีย แต่น่าเศร้าที่ Netflix ไม่ได้นำแนวทางเดียวกันมาปรับใช้

         แม้ความเห็นของดั๊กลาสจะคล้ายกับนักจิตวิทยาและผู้ที่ทำงานด้านนี้โดยตรงอีกหลายคน ทว่า อีริค บีสัน ที่ปรึกษาคนหนึ่งจาก The Family Institute แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นก็เป็นคนหนึ่งที่มองต่างออกไป “มันไม่น่าเป็นไปได้ที่ซีรี่ส์เพียงเรื่องเดียวจะสามารถกระตุ้นให้ใครสักคนพยายามฆ่าตัวตาย” ทว่าในภาพรวม สิ่งที่สื่อมักเพ่งเล็งดูจะเป็นแง่มุมเดียวกับดั๊กลาสมากกว่า – ‘13 Reasons Why’ is a Great Show — And One That Romanticizes Suicide บทความจาก indiewire.com ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในช่วงต้นของทุกตอนในซีรี่ส์นี้จะระบุคำเตือนถึงภาพที่ชัดเจนและรุนแรงในบางฉาก แต่กลับไม่มีรายชื่อสายด่วนให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีแนวคิดอยากฆ่าตัวตายเอาไว้เลย (อันเป็นสิ่งที่แม้แต่บทความออนไลน์แทบทุกชิ้นซึ่งเขียนถึงซีรี่ส์นี้ยังต้องระบุไว้ในตอนท้ายด้วย) ต่างกับซีรี่ส์ที่มีกลุ่มผู้ชมหลักเป็นวัยรุ่นเรื่องอื่นๆ ที่เล่าถึงประเด็นรุนแรง อย่าง Glee หรือ Pretty Little Liars ที่ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ในตอนท้ายด้วย ซึ่ง Netflix แถลงว่าพวกเขาเลือกไม่ทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีสายด่วนใดที่จะครอบคลุมกลุ่มผู้ชมทั่วโลกได้ เพื่อทดแทน เราเลือกสร้างเว็บไซต์แหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วโลก (13ReasonsWhy.info) ที่ซึ่งผู้ชมสามารถหาข้อมูลความช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงในแต่ละภูมิภาคที่พวกเขาต้องการได้…

         อีกประเด็นที่ indiewire เน้นย้ำก็คือ ความเห็นจากนักจิตวิทยาและนักบำบัดที่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการนำเสนอเรื่องฆ่าตัวตายในสื่อกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราการฆ่าตัวตายมาตลอด “ฉันเกือบจะการันตีได้เลยว่าภายในปีหน้าเราจะได้ยินข่าวว่ามีนักเรียนสักคนทำเทปตามกระบวนการแบบนี้จริงๆเคที่ รัทเธอร์ฟอร์ด นักบำบัดครอบครัวคนหนึ่งในแมนฮัตตันที่ทำงานกับเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในระบบสังคมสงเคราะห์บอก

         ในที่สุดแล้ว ความคิดของผู้สร้างหรือนักจิตวิทยาส่วนใหญ่กันแน่ที่ถูกต้อง คงไม่อาจตัดสินได้ แต่ที่แน่ๆ คือย่อมไม่มีใครอยากจะเห็นการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นอีก

เกร็ดเล็กๆ ของซีรี่ส์ฮ็อต

– เพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกจากเรื่องราวหนักหน่วงของแฮนนาห์ – แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ซื้อเปียโนไว้ที่ที่พักของเธอในซาน ราฟาเอล, แคลิฟอร์เนีย เพื่อเล่นผ่อนคลาย และดูซีรี่ส์ฮาๆ อย่าง The Office

– ระหว่างถ่ายทำ ทีมงานได้จัดให้มี สุนัขบำบัด มาช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับนักแสดง แถมนักแสดงหลายคนยังได้พบกับผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยา เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของตัวละครที่กำลังรับบทด้วย

– แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ออดิชั่นทั้งในบทแฮนนาห์และเจสสิก้า ก่อนจะคว้าบทแรกไป และว่ากันว่าเธอออดิชั่นผ่าน Skype

– ทั้งแลงฟอร์ด และ ดีแลน มินเน็ตต์ ต่างก็ไม่ได้อ่านนิยายต้นฉบับก่อนได้รับเลือกให้มาแสดง โดยแลงฟอร์ดมาอ่านภายหลังจากได้รับบทแฮนนาห์และกำลังถ่ายทำ แต่มินเน็ตต์เลือกไม่อ่านเลยเพราะไม่อยากสับสนระหว่างเรื่องของตัวละครในหนังสือกับในซีรี่ส์

– ในซีรี่ส์ หลายตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กันในฉากปัจจุบันมากกว่า ทว่าในหนังสือกลับอยู่ในเหตุการณ์ช่วงอดีต

– ในนิยายไม่มีตัวละครชื่อ เชริ มีแต่อีกตัวละครที่ชื่อ เจนนี่ ขณะที่ สกาย ในซีรี่ส์ก็เป็นการนำสองตัวในนิยาย คือ เพื่อนของเคลย์ที่ชื่อสกาย กับสาวเสิร์ฟสาวที่ร้านกาแฟที่รู้จักเคลย์แต่เคลย์ไม่เคยจำเธอได้ – มารวมกัน

– เหตุผลที่เคลย์มีรอยแผลที่หัวในฉากปัจจุบันก็เพื่อให้ผู้ชมสามารถแยกระหว่างปัจจุบันกับฉากย้อนอดีต (ที่เคลย์ไม่มีแผล) ได้ง่ายขึ้น

– อีกเทคนิคที่ช่วยจำแนกเหตุการณ์ในอดีตที่แฮนนาห์ยังมีชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ในปัจจุบันก็คือ โทนสี โดยฉากย้อนอดีตที่แฮนนาห์ยังมีชีวิตอยู่จะมีโทนสีอบอุ่นและสดใส ขณะที่ฉากปัจจุบันจะเป็นสีโทนเย็นและดูมืดหม่นกว่า

– รอยสักรูปกางเขนบนแขนท่อนล่างของโทนี่มีเครื่องหมายเซมิโคลอน (;) รวมอยู่ด้วย ว่ากันว่ามันสื่อถึง Project Semicolon องค์กรไม่แสวงหากำไรในอเมริกาที่เน้นการมอบความหวังและความรักให้แก่ผู้ที่กำลังประสบปัญหาสภาพจิต, อยากฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง โดยมีคำขวัญประจำองค์กรว่า “your story is not over”และหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้น เซเลน่า โกเมซ, อลิชา โบ (เจสสิก้า) และ ทอมมี่ ดอร์ฟแมน (ไรอัน) ยังได้ไปสักรอยสักรูปเครื่องหมายเซมิโคลอน อันเป็นโลโก้ขององค์กรนี้ด้วย

– แม้ เซเลน่า โกเมซ จะมาดูการถ่ายทำเพียงวันเดียวคือวันสุดท้ายเพราะเธอติดเดินสายทัวร์รอบโลก ทว่าในการให้สัมภาษณ์ ดีแลน มินเน็ตต์ และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ก็บอกว่าโกเมซมีส่วนร่วมกับการถ่ายทำโดยตลอดผ่านทางอีเมล์

– มีการใส่รายละเอียดที่สื่อถึงวง Joy Division อยู่หลายอย่าง เช่น ในตอนที่ 1 “Tape 1, Side A” โทนี่เปิดเพลงชื่อ “Love Will Tear Us Apart” ของวงโพสต์-พังค์ วงนี้ แถมในอีกหลายๆ ตอนก็มีโปสเตอร์ของวงนี้อยู่บนผนังห้องนอนของอเล็กซ์ ซึ่งที่น่าสังเกตก็คือ เอียน เคอร์ติส นักร้องนำของวงนี้ก็เสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายในปี 1980 ขณะอายุเพียง 23 ปี

– ยาทาเล็บที่แฮนนาห์ทาในวันที่เธอฆ่าตัวตายและยังใช้เขียนบนเทปแต่ละม้วนคือ Sinful Colors Endless Blue

—————————————————————————————————

 ***หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการโรคซึมเศร้า หรือมีปัญหาสุขภาพจิต สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทร. ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง***

ข้อมูลอ้างอิง: indiewire.com, vulture.com, buzzfeed.com, comingsoon.net, teenvogue.com, hollywoodreporter.com, vanityfair.com

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก