Spider-Man กับเส้นทางบนแผ่นฟิล์ม

219

Welcome Home Spiderman

 

Spiderman – Homecoming หนังฉบับหมาดใหม่ของ ปีเตอร์ ปาร์เกอร์ หรือ สไปเดอร์แมน ซูเปอร์ฮีโร่พลังแมงมุมในชุดรัดติ้วสีน้ำเงินตัดแดงขวัญใจผู้คนทั่วโลก กำลังไปได้สวยในตอนนี้ ผู้ชมส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า หนังเล่าแง่มุมใหม่ของสไปดี้ได้อย่างน่าสนใจ (โดยเฉพาะประเด็น ‘เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย’) หากแต่เรื่องราวของไอ้แมงมุมในโลกนอกแผ่นฟิล์มและหน้ากระดาษ กว่าจะมาถึง Homecoming ได้ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ถ้าจะเปรียบ Marvel Studio เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ทำธุรกิจหนังสือการ์ตูน (คอมิกส์) ย้อนกลับไปช่วงปี 1997 – 2002 บ้านหลังนี้ก็ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจครั้งใหญ่ถึงขั้นวิกฤต ด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่ ต้องดูแลปากท้องของหลายๆ ชีวิต Marvel จึงจำเป็นต้องปล่อยลูกๆ ของตนเองที่รักและหวงแหน แลกกับเม็ดเงินจำนวนหนึ่งเพื่อมาค้ำจุนเศรษฐกิจและปากท้องของคนในครอบครัวให้อยู่รอดต่อไป – หนึ่งในลูกๆ ที่ถูกปล่อยออกมา ก็คือสไปเดอร์แมนนั่นเอง

หลังเก็บข้าวของออกจากอ้อมอกพ่ออย่าง Marvel หนุ่มน้อยสไปดี้ก็เดินทางเข้าสู่บ้านหลังใหม่ที่มี  Sony รับหน้าที่เป็นพ่อเลี้ยง และ Sony ก็เล็งเห็นประโยชน์จากลูกชายคนใหม่นี้ว่าสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าบ้านได้จากที่มีฐานแฟนทั่วโลกเป็นทุนเดิมอยู่พอสมควร เลยเข็นลูกชายออกมาโลดแล่นบนจอใหญ่ในชื่อ Spider-Man ในปี 2002 โดยให้ แซม ไรมี่ มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กคนนี้ ผลคือ Spider-Man ประสบความสำเร็จถล่มถลาย นำเงินเข้าบ้านได้มากถึง 821 ล้านเหรียญฯ และทำให้สไปดี้ขึ้นแท่นลูกรักคนใหม่ของ Sony ไปในบัดดล

หลังจากนั้น Sony ก็เดินหน้าสร้างภาคต่อของสไปดี้อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Spider-Man 2 (2004) และ Spider-Man 3 (2007) ซึ่งก็กวาดเงินเข้าบ้านได้อย่างถล่มถลายเหมือนเดิม โดยเฉพาะภาค 3 ที่ทำเงินไป 890 ล้านเหรียญฯ สูงที่สุดของหนังชุดไอ้แมงมุมทั้งหมด และไตรภาคไอ้แมงมุมนี้ก็ยังได้รับคำชมจากทั่วสารทิศทั้งนักวิจารณ์และแฟนๆ พ่อเลี้ยงอย่าง Sony จึงยิ้มกว้างกับความสำเร็จของลูกชายคนนี้

สวนทางกับหนุ่มน้อยสไปดี้ที่แต่เดิมเป็นเด็กร่าเริงสดใส แต่ภายใต้บ้านหลังใหม่นี้เขากลับถูกตีความออกมาเป็นเด็กที่มีความเศร้าและทุกข์ใจอยู่แทบตลอดเวลา ทั้งต้องทุกข์หนักกว่าเดิมเมื่อพ่อเลี้ยงและพี่เลี้ยงอย่าง Sony กับ แซม ไรมี่ เกิดทะเลาะถึงขั้นแตกหักกันเอง (แว่วว่าเพราะ Sony ยุ่งวุ่นวายการทำงานของไรมี่มากเกินไป) ทำให้โปรเจคที่สวยหรูมาตลอดเรื่องนี้ต้องหยุดพักไปชั่วขณะ

ในขณะที่บ้านเก่าของสไปดี้อย่าง Marvel Studio ในตอนนั้น ก็ได้ตัดสินใจกู้เงินกว่า 500 ล้านเหรียญฯ เพื่อสร้างจักรวาลหนังของตนเองในชื่อ Marvel Cinematic Universe (MCU) โดยมี Ironman (2008) เป็นหัวขบวนและเป็นจุดเริ่มของความสำเร็จครั้งมโหฬารของวงการภาพยนตร์ เพราะหลังจากนั้น ไม่ว่า Marvel จะปล่อยผลงานเรื่องอะไรมาก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น

หลังจากหนังแมงมุมภาค 3 ในปี 2007 หนุ่มน้อยสไปดี้ก็ไม่ได้โผล่หน้าบนจออีกเลย จนกระทั่งในปี 2012 สไปดี้กำลังเตรียมกระเป๋าเพื่อกลับ Marvel บ้านเก่าจากข้อตกลงที่ว่าภายใน 5 ปีถ้า Sony ไม่ทำหนังสไปเดอร์แมนออกมา หนุ่มน้อยคนนี้ก็ต้องกลับบ้านเก่า  แต่ความที่ Sony ไม่อยากปล่อยตัวลูกรักคนนี้กลับ จึงได้ปล่อยหนังสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นรีบูทใหม่ในชื่อ The Amazing Spider-Man (2012) ออกมาพร้อมกับแผนภาคแยกอีกมากมายในอนาคต เพียงแต่ว่า The Amazing Spider-Man ภายใต้การดูแลของ มาร์ค เว็บ พี่เลี้ยงคนใหม่กลับไม่สวยหรูเหมือนเก่า ถึงแม้จะทำกำไรเข้าบ้านได้ แต่ตัวเลขก็ยังน้อยกว่าของ แซม ไรมี่ พอสมควร โดยเฉพาะ The Amazing Spider-Man 2 ที่ควรจะเป็นเรื่องที่ทำเงินมากที่สุด หากกลับเจ๊งที่สุด บวกกับปัญหาเศรษฐกิจของบ้าน Sony เองที่ไม่ค่อยสู้ดี จึงต้องล้มโปรเจคสไปเดอร์แมนนี้ทิ้งไป – เป็นโอกาสดีของ Marvel Studio ที่จะทำการเจรจาเพื่อขอตัวลูกรักกลับมา หลังจากพร้อมแล้วสำหรับการดูแลลูกชายคนนี้

ปลายปี 2014 ผลของการเจรจาออกมาว่า สไปดี้จะยังคงอยู่บ้าน Sony เหมือนเดิม แต่ Marvel Studio จะสามารถเช่ายืมสไปดี้ให้มาปรากฎตัวอยู่ในจักรวาลพวกเขาได้ เป็นจำนวนกี่เรื่องก็ตามแต่ที่ตกลงกัน โดย Marvel Studio จะถือกรรมสิทธิ์แค่ด้านการผลิต ส่วนที่เหลือทั้งด้านการเงิน, การเผยแพร่, ความเป็นเจ้าของ จะยังตกเป็นของ Sony เหมือนเดิม – การเดินทางกว่า 13 ปีจนกลับสู่บ้านเกิดของสไปดี้ จึงสิ้นสุดลงในที่สุด

หลังจากปรากฏตัวใน Captain America: Civil War จนมาถึง Spiderman: Homecoming ภายใต้ชายคาของ Marvel Studio เราก็ได้เห็นหนุ่มน้อยสไปดี้กลับมาเป็นคนสดใสร่าเริง เพิ่มเติมคือกวนมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ต้องอมทุกข์มาอย่างยาวนาน เพราะเหมือนว่าบ้าน Marvel จะรู้จักตัวเขาดีที่สุด และหลังจากนี้เราก็คงจะได้เห็นสไปดี้โหนใยทะยานฟ้าอยู่ในจักรวาล MCU ไปอีกนานแน่นอน

 

Shares