การ์ตูนสไตล์ Manga ที่ฝรั่งวาด!!!

จากคอลัมน์ Let’s List ประจำ Let’s comic ฉบับที่ 19 ประจำเดือน พฤษภาคม 2556

by: นิรวาณ คุระทอง

เมื่อไม่นานมานี้ ได้เห็นกระทู้ตามบอร์ดการ์ตูน(อีกแล้ว) จาก(คนที่น่าจะเป็น) นักวาดหน้าใหม่มาตั้งกระทู้ถามประมาณว่า “ต้องวาดลายเส้นแบบไหน ถึงจะจัดว่าเป็นการ์ตูนไทย?” เรื่องประเด็นลายเส้นไทยไม่ไทยนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ถกเถียงกันในแวดวงนี่แต่ประการใด จริงๆ มาถึงพุทธศักราชนี่ เราน่าจะเปลี่ยนมาเถียงกันแทนได้แล้วนะว่า วาดการ์ตูนออกมายังไงถึงจะขายได้ติดตลาดได้ ต่อยอดได้ เลี้ยงชีพได้ อะไรแบบนั้นน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า

“ก็คงปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ผลงานการ์ตูนในช่วงแรกๆ ของชาวอาทิตย์อุทัย ก็รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนทางฝั่งตะวันตก”

เคยมี บรรณาธิการการ์ตูนไทย ผู้มากประสบการณ์ท่านหนึ่งได้แสดงทัศนะในประเด็นนี้เอาไว้ว่า อันที่จริงแล้วการ์ตูนนิยายภาพไทยในยุคดั้งเดิมเองก็ไม่มีรูปแบบลายเส้นที่เป็นตัวของตัวเองมาตั้งแต่ต้น เพราะบรรดาปรมาจารย์นักวาดในช่วงนั้นหลายๆ ท่านก็ได้รับอิทธิพลลายเส้นการจัดวางช่องมาจากบรรดาการ์ตูนฝั่งตะวันตกที่แพร่เข้ามาในขณะนั้นด้วยเช่นกัน (ซึ่งความเห็นข้อนี้ในฐานะที่ศึกษาประวัติความเป็นมาของนิยายภาพไทยในอดีตมาพอสมควร ก็เห็นด้วยนะครับ เพราะบรรดาการ์ตูนยอดนิยมในช่วงนั้นๆหลายๆ เรื่อง เช่น เจ้าชายผมทอง หรือ อัศวินสายฟ้า ก็เกิดจากการต่อยอดนำตัวละครฝั่งตะวันตกมาถอดแบบดัดแปลง ให้เข้ากับรสนิยมของบรรดานักอ่านบ้านเราในช่วงเวลานั้น)

ข้ามฟากไปยังฝั่งญี่ปุ่นเอง ก็คงปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ผลงานการ์ตูนในช่วงแรกๆ ของชาวอาทิตย์อุทัย ก็รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ วัฒนธรรมจากตะวันตกทะลักเข้ามา ดูจากผลงานในช่วงแรกๆของ ปรมาจารย์มังงะ อย่าง โอซามุ เท็ตซึกะ หรือแม้กระทั่ง สตูดิโอ แอนิเมชั่น อย่าง Tsunoko Production (เจ้าของผลงานอย่าง Speed Racer หรือ กัชชาแมน เป็นต้น) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรดาการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ฝั่งตะวันตก หรือไม่ต้องยกตัวอย่างไกล อย่างการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องฮิตตลอดกาล เช่น Dragon Ball อดีตความเป็นมาของ โงกุน ก็ช่างคล้ายคลึงเสียนี่กระไรกับ Superman ฮีโร่อมตะขวัญใจชาวโลก

แต่ที่ต้องยอมรับกันก็คือ ในเวลาต่อมานั้นญี่ปุ่นก็พัฒนาวัฒนธรรมการ์ตูนของตัวเองขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถบัญญัติคำว่า “มังงะ” แยกตัวเองออกมาจากการ์ตูนและนิยายภาพของชาติอื่นๆ และสร้างเป็นสินค้าส่งออกย้อนไปตีตลาดการ์ตูนจากฝั่งตะวันตกได้ในระดับนึง ดังเช่น อนิเมชั่นจาก สตูดิโอ Ghibli เป็นต้น

แน่นอนว่า บรรดาอนิเมชั่นและการ์ตูนแปลนำเข้าเหล่านี้ก็ต้องไปสร้างแรงบันดาลใจให้ กลุ่มนักอ่านและเยาวชนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่ง ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นนักวาดนักเขียนมีชื่อในอนาคตทางฝั่งตะวันตกด้วย (คล้ายๆ กับบ้านเราเลยไหม ฮา)

เกริ่นกันมาซะนาน ดังนั้นหัวข้อในฉบับนี้จึงอยากพา มิตรรักชาว LET’S ไปทำความรู้จักบรรดาการ์ตูนของฝรั่งมังค่าทั้งหลาย หรือนักวาดตะวันตกที่สร้างงานออกมาโดยได้อิทธิพลมาจากการ์ตูนของทางญี่ปุ่นกัน จะได้อ้างอิงได้ว่าฝรั่งเองก็วาดสไตล์มังงะได้ โดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด (ฮา)

ขอประเดิมด้วยนักวาดก่อน เริ่มกันที่…


Joe Madureira

โจ มาดูเรย์ร่า หรือในนามปากกา ว่า Joe Mad เป็นนักวาดที่สร้างชื่อมาจากการ์ตูนชุด X-Men ของทาง Marvel และเป็นหนึ่งในนักวาดรุ่นใหม่ที่ ริเริ่ม นำอิทธิพลของการ์ตูนมังงะมาผสมเข้ากับสไตล์การ์ตูนอเมริกันแบบดั้งเดิม

ในช่วงระหว่างอายุ 16 ปี และเรียนไฮสคูลอยู่นั้น โจ มีโอกาสได้เข้าไปฝึกงานในบริษัทการ์ตูนยักษ์ใหญ่อย่าง มาร์เวลคอมิกส์ ทำให้เขาได้เรียนรู้งานจากนักวาดและบรรณาธิการมือฉมังหลายๆ คนจนในช่วงปี 1994 เขาก็กลายมาเป็นคนร่างเส้นดินสอหลักให้กับการ์ตูนชุด Uncanny X-men และร่วมวาด Cross Over ดังในขณะนั้น อย่าง Age Of Apocalypse ด้วย

นอกเหนือไปจากการ์ตูนแล้ว โจ ยังมีความสนใจในแวดวงของวีดีโอเกม และอุตสาหกรรม เกม อีกด้วย เมื่อออกจาก มาร์เวล ในช่วงปี 1997 เขาก็ออกการ์ตูนแนวแฟนตาซีที่เขาเป็นเจ้าของเองอย่าง Battle Chaser กับทาง Wild Storm comics ในปัจจุบันนั้น โจ ได้เปิดบริษัทเกมเป็นของตนเอง ในนาม Vigil Games และมีเกมสร้างชื่อนั่นก็คือ Darksiders นั่นเอง ส่วนงานการ์ตูนเขาก็กลับมาวาดเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็น Miniseries ชุด Ultimates หรือวาดปกให้ทาง มาร์เวล เป็นต้น

ส่วนในเมืองไทยเราก็สามารถหาผลงานของเขาในแบบภาษาไทยอ่านได้เช่นกัน เช่น X-men ภาคภาษาไทยของบงกช (อยู่ในเล่มแรกๆของพ็อคเก็ตบุ้ค 12 เล่ม) รวมไปถึง Battle Chaser ภาคภาษาไทยด้วย (ของ บงกช)


Adam Warren

อดัม วอร์เรน เป็นอีกหนึ่งในนักวาดทางฝั่งอเมริกาที่ เลือกจะวาดโดยใช้สไตล์ของ มังงะ แบบญี่ปุ่น โดยผลงานสร้างชื่อของเขาในอเมริกาก็คือ Dirty Pair ที่ดัดแปลงมาจาก Animation ของญี่ปุ่นยุค 80 นั่นเอง กับเรื่องราวของสองสาวนักล่าค่าหัวแห่งอนาคต นาม เคย์ กับ ยูริ ที่โดดเด่นในความเซ็กซี่ของตัวละคร

นอกจาก งานสร้างชื่ออย่าง เดอร์ตี้แพร์ แล้ว วอร์เรน ยังมีผลงานวาดทั้ง ArtWork ไปจนถึงหน้าปก กับ เทรดดิ้งการด์ ให้กับทางบริษัทการ์ตูนยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น ดีซี ,มาร์เวล, หรือ ดารก์ฮอรส์ นอกจากจะวาดแล้วเขายังทำงานเป็นผู้แต่งเรื่องให้การ์ตูนด้วย โดยงานเด่นๆก็เช่น Gen 13 ของทาง ไวลด์สตอรม์ ไปจนถึง miniseries ของ Iron Man เป็นต้น

นอกจากนี้เขายังมีงานเป็นผู้แปลการ์ตูนญี่ปุ่นให้กับทาง สตูดิโอ Proteus ส่วนในปัจจุบันนั้น เขามีงานวาดปกกับอารต์เวิก์ให้กับทาง นิตยสาร Play Station Magazine และผลงานล่าสุดของเขาในอเมริกาก็คือ การ์ตูนชุด Empowerd ที่ออกกับทาง Dark Horse แนวล้อเลียนเล่าถึงซูเปอร์ฮีโร่สาวจอมเฟอะฟะ


รู้จักนักวาดไปแล้วทีนี้ก็ขอแนะนำ สตูดิโอ หรือ บริษัทการ์ตูน ที่ได้อิทธิพลจากญี่ปุ่นกันดีกว่า


 

Udon Studio

อุด้งสตูดิโอ เป็นกลุ่มการ์ตูนฟรีแลนซ์ที่คอยรับงานจากบริษัทการ์ตูนยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น วาดเส้น หรือ ลงสี เป็นต้น ที่น่าสนใจคือสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชียเป็นหลัก (เห็นมีคนไทยด้วยนะครับ) โดยมีผู้ก่อตั้งคือ Erik Ko

โดย สตูดิโอ นี้ มีผลงานเป็นรูปเป็นร่างจากงานวาดการ์ตูนชุด X-men Evolution ให้กับทาง มาร์เวลคอมิกส์ และสารพัด ArtWork ให้กับบริษัทการ์ตูนชั้นนำในอเมริกาทั้งหลาย จนกระทั่งช่วงปี 2005 พวกเขาก็ได้ลิขสิทธ์จากทาง Capcom ในการสร้างสรรค์การ์ตูนที่มาจากแฟรนไชส์เกมชื่อดังอย่าง Street Fighter นั่นเอง ซึ่งพวกเขาก็ใช้โอกาสนี้ในการออกมินิซีรี่ย์ สตรีทไฟเตอร์ มาอีกหลายชุดรวมทั้งการ์ตูนจากเกมของแคปคอมอีกหลายเรื่องด้วย

ในปัจจุบันนั้น อุด้ง ก็กลายมาเป็นสำนักพิมพ์อย่างเต็มตัว ด้วยการมีสายสัมพันธ์อันดีกับค่ายเกม อย่าง Capcom พร้อมด้วยการตีพิมพ์การ์ตูนแปลจากญี่ปุ่นและ Art Book ดังๆ อีกหลายเล่ม


 

Antarctic Press

แอนตารก์ติกเพรส เป็นสตูดิโอการ์ตูนอิสระ ก่อตั้งในปี 1984 และเป็นสำนักพิมพ์แรกๆ ที่ตีพิมพ์การ์ตูนอเมริกันที่สร้างสรรค์ในสไตล์ญี่ปุ่น

ก่อตั้งโดย Ben Dunn นักวาดชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และมีผลงานในสังกัดกว่า 850 เรื่องแต่เรื่องที่วาดมาอย่างยาวนานก็เห็นจะเป็น การ์ตูนชุด Ninja High School ของ ดันน์ เองที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1987 และเรื่องราวของ แม่ชีล่าปีศาจ ใน Warrior Nun Areala ที่สร้างชื่อจนเมื่อทาง มาร์เวล ริเริ่มทำการ์ตูน สไตลล์มังงะ ขึ้นมาบ้าง พวกเขาก็เรียกตัว ดันน์ ให้ไปช่วยแต่งเรื่องให้ นอกจากงานสไตล์มังงะแล้ว ทาง แอนตารก์ติกเพรส ยังไม่จำกัดแนว ด้วยการเปิดโอกาสให้บรรดาผู้สร้างการ์ตูนอิสระทั้งหลาย นำผลงานมาตีพิมพ์จัดจำหน่ายได้…..

ต่อไปก็มาถึงการ์ตูนเรื่องที่วาดโดยได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นบ้าง เริ่มด้วย


Marvel Mangaverse

ช่วงต้นปี 2002 นั้นด้วยกระแส manga บูมในอเมริกา ทำให้ทางบริษัทการ์ตูนยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel Comics คิดสร้างไลน์ของ ซูเปอร์ฮีโร่ ตัวเองในจักรวาลใหม่ขึ้นมาโดยมีคอนเซปท์ว่าถ้าบรรดาเหล่าฮีโร่ของมาร์เวลถูกนำมาจินตนาการใหม่ในรูปแบบ การ์ตูนญี่ปุ่น จะเป็นอย่างไร?

ดังนั้นจึงเกิดโปรเจ็คท์ Marvel Mangaverse ขึ้นมาที่ประกอบไปด้วยมินิซีรี่ย์หลายชุดที่นำฮีโร่ของ มาร์เวล มาจินตนาการใหม่ในรูปแบบการ์ตูนญี่ปุ่น นั่นเอง เช่น สไปเดอร์แมน ก็กลายมาเป็นเด็กหนุ่มทายาทนินจาหรือ อเวนเจอร์ กลายเป็น ทีม Sentai, Iron Man กลายเป็นหุ่นยนต์ยักษ์ประกอบร่างแบบเดียวกับ Transformer ,Hulk กลายเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์แบบเดียวกับ Godzilla เป็นต้น

มินิซีรี่ย์ชุดนี้ ประสบความสำเร็จพอสมควร ด้วยการมีมินิซีรี่ย์และการ์ตูนตอนเดียวจบ ที่เซ็ทเรื่องในจักรวาลนี้ออกมาเป็นระยะๆ โดยซีรี่ย์ล่าสุดก็คือ New Mangaverse ที่ได้นักวาดชาวญี่ปุ่น Tommy Ohtsuka มาวาดให้ช่วงปี 2006


Mega Tokyo

เมก้าโตเกียว เป็นผลงานการ์ตูนช่องอ่านบนเว็บ (Webcomic) สร้างสรรค์ผลงานโดย Fred Gallagher และ Rodney Caston เริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2000

เนื้อหากล่าวถึง สองโอตาคุแดนมะกัน นาม ปิโร และ ลาร์โก้ เพื่อนคู่หูดัวป่วน ที่ขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวญี่ปุ่น ก่อนที่จะเงินหมดไม่มีตังค์กลับบ้าน ทำให้ทั้งคู่ต้องหางานและที่พักมาประทังชีพไปพลางๆก่อน ในระหว่างที่อยู่ที่นี่ทั้งคู่ก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างและได้พบกับ ผู้คนมากมาย

โดยเนื้อหาก็จะเป็นการล้อเลียนแวดวงของการ์ตูนและเกมไปจนถึง อนิเมะ จากฝั่งญี่ปุ่น ผ่านทางมุมมองของชาวตะวันตกนั่นเอง จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเว็บคอมมิก ก็สร้างชื่อโด่งดังขึ้นเรื่อยๆจนทาง Darkhorse Comics ก็ได้ซื้อสิทธ์การ์ตูนชุดนี้ไปรวมเล่มในปี 2003 นอกจากนี้ทาง Kodansha สำนักพิมพ์การ์ตูนยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นก็ยังได้ ซื้อสิทธ์เรื่องนี้ไปแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย


Maximum Ride

แม็กซิมั่ม ไรด์ คือวรรณกรรมเยาวชนแนว ไซไฟ-แฟนตาซี ที่แต่งโดย James Patterson ตีพิมพ์ช่วงปี 2005

เนื้อหากล่าวถึง เด็กสาววัยรุ่นนาม แม็กซ์ ที่หลบหนีมาพร้อมกับเพื่อนๆ จากองค์กรวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าการตัดแต่งพันธุกรรมมนุษย์เข้ากับสัตว์นั่นเอง นิยายชุดนี้ประสบความสำเร็จพอตัวในอเมริกาจนในปี 2008 ทางสำนักพิมพ์ Yen Press ที่ผลิตการ์ตูนแปลจากญี่ปุ่น ก็ได้ซื้อลิขสิทธ์ นิยายชุดนี้มาถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนลายเส้นสไตล์ผู้หญิง ด้วยฝีมือของนักวาด Narae Lee จนประสบความสำเร็จกลายเป็น การ์ตูนฝรั่งที่วาดสไตล์ญี่ปุ่นติดอันดับขายดีในช่วงปี 2009


Scott  Pilgrim

ผลงาน มังงะสุดแนว จาก Bryan Lee O Malley กับเรื่องราวของไอ้หนุ่ม Scott Pilgrim มือเบสประจำวง Sex Bob-omb ที่วันดีคืนดีก็ได้พบกับ สาวสวยนักส่งของนาม Ramona Flowers และตกหลุมรักเจ้าหล่อนเข้าอย่างจัง แต่ก่อนที่เขาจะได้เธอเป็นแฟนนั้นเขาต้องปะทะกับ อดีตแฟนเก่าผู้ชั่วร้ายของเธอ อีก 7 คนซะก่อน ซึ่งแต่ละคนก็พกพลังอภินิหารมากันทุกคน!

โดย โอมัลลีย์ วาดการ์ตูนชุดนี้ออกมาด้วยแรงบันดาลใจจาก มังงะและวิดีโอเกม คลาสสิกทั้งหลายนั่นเอง เช่นเมื่อ พระเอกปราบอดีตแฟนเก่าผู้ชั่วร้ายแต่ละคนลงได้ก็จะได้เป็นไอเท็มต่างๆ ที่ดรอปลงมาเหมือนกับในวีดีโอเกมนั่นเอง

โดย โอมัลลีย์ เริ่มวาด การ์ตูนชุดนี้ตั้งแต่ปี 2004 จัดจำหน่ายโดย Oni Press ด้วยมาดเก๋าๆ และมุขกวนๆ ในการ์ตูนชุดนี้ทำให้ Edgar Wright ผู้กำกับหนังตลกร้าย อย่าง Shaun Of The Dead เล็งซื้อสิทธ์ไปสร้างเป็นหนังตั้งแต่ยังวาดไม่จบ และออกฉายช่วงปี 2010 ที่ผ่านมา เสียดายว่าตัวหนังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เหตุมาจากบรรดาผู้ชมชาวมะกันส่วนใหญ่ไม่เก็ตมุขสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นและวีดีโอเกม ส่วนเวอร์ชั่นคอมิกนั้น บ้านเราก็มีฉบับแปลไทยครบแล้ว สนใจก็หามาอ่านกันได้


I Kill Giants

ผลงานนิยายภาพช่วงปี 2008 เขียนเรื่องโดย Joe Kelly (หนึ่งในทีมงานผู้เขียนบทแอนิเมชั่นดังอย่าง Ben 10) ภาพโดย J.M. Ken Niimura นักวาดชาวสเปน จัดพิมพ์โดย Image Comics

เนื้อหากล่าวถึงเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีปัญหากับครอบครัวและเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ได้ เธอจึงหาทางออกด้วยการสร้างจินตนาการ ว่ามียักษ์มารุกรานโลก และเธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะหยุดยั้งพวกมันได้จนกระทั่งเธอเริ่มแยกแยะความเป็นจริงและโลกในจินตนาการไม่ออก…..

และผลงานการ์ตูนชุดนี้นี่เองที่ชนะเลิศรางวัล International Manga Award ประจำปีล่าสุดที่ผ่านมา  (ปีเดียวกับ นายสะอาด ซะด้วยสิ!)


 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการ์ตูนเป็นศิลปะที่ไม่แบ่ง เชื้อชาติ  ศาสนา หรือประเทศ และการ์ตูนที่ดีคือการ์ตูนที่”สนุก” ครับ……..


 

รายชื่อข้อมูลอ้างอิง

Wikipedia.com
นิตยสาร Freeform ปี 2007
รวมเล่ม Battle Chaser
Scott Pilgrim ฉบับภาษาไทย ของ สำนักพิมพ์ Mars Space
รวมเล่ม Marvel Mangaverse
Animenewsnetwork.com
Yenpress.com

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"