GUILLERMO DEL TORO ฮีโร่สยองของเม็กซิโก

โดย สุภางค์ ศรีเสริมเกียรติ จากคอลัมน์ Director’s Cut ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 699 – ปักษ์หลังมีนาคม 2007

ถึงแม้ว่าในที่สุด Pan’s Labyrinth จะพลาดรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปอย่างน่าเสียดาย (เข้าชิงทั้งหมด 6 รางวัล และคว้ามาได้ 3 คือ กำกับศิลป์, กำกับภาพ และแต่งหน้ายอดเยี่ยม) แต่ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ กิลเลอร์โม เดล โตโร่ เรื่องนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันคือผลงานยอดเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา ไม่ว่าจะด้วยเสียงชื่นชมอันท่วมท้นจากนักวิจารณ์หลายสำนัก, การได้รับเสียงปรบมือยาวนานถึง 22 นาที ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และกลายเป็นหนึ่งในหนังแฟนตาซีไม่กี่เรื่องที่เข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

ทว่านอกเหนือจากรางวัลและเสียงชื่นชมทั้งหลายแล้ว หนังเรื่องนี้ยังน่าจะทำให้ฮอลลีวู้ดและผู้ชมทั่วโลกได้รู้ว่า ผู้กำกับเม็กซิกันรุ่นใหม่มาแรง ไม่ได้มีแค่ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินนาร์ริตู กับ อัลฟองโซ กัวร็อง เท่านั้น แต่ต้องรวม กิลเลอร์โม เดล โตโร่ เข้าไปด้วยอีกคน และนี่ก็เป็นโอกาสเหมาะที่เราจะทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

งดงามในความสยอง

เมื่อสังเกตผลงานภาพยนตร์ของ เดล โตโร่ ไม่ว่าจะเป็น Pan’s Labyrinth (2006), Hellboy (2004), Blade II (2002), The Devil’s Backbone (2001) ย้อนกลับไปจนถึง Mimic (1997) และ Cronos (1993) ส่วนใหญ่นอกจากจะเป็นหนังสยองขวัญแล้ว ยังมีหนังแอ็คชั่น / ซูเปอร์ฮีโร่ และ ไซ-ไฟ รวมอยู่ด้วย แต่ทุกเรื่องล้วนประกอบด้วยเนื้อหา ภาพ และบรรยากาศแบบแฟนตาซี ที่มาพร้อมความมืดหม่นสุดสยองอย่างเด่นชัด

ทำไมต้องเป็นหนังสยองขวัญ? โลกนี้ยังมีหนังแบบนี้ไม่พออีกหรือไง? นี่คงเป็นคำถามที่บางคนซึ่งไม่ถูกชะตากับหนังสยองขวัญอยากจะถาม เดล โตโร่ โดยเฉพาะคุณยายที่พอเขาโชว์ผลงาน เช่น ภาพสเก็ตช์ และงานเมคอัพเอฟเฟ็กต์ทั้งหลายที่เขาแสนจะภูมิใจให้ดู เธอกลับถามว่า “ทำไมหลานไม่ทำอะไรที่ดูสวยงามบ้างล่ะ?” ซึ่งเขาก็ตอบไปว่า “สำหรับผม นี่แหละคือความสวยงาม

สำหรับชาวเม็กซิกันอย่าง เดล โตโร่ ที่ต้องเห็นความรุนแรงและความตายอันน่าสยดสยองในชีวิตจริงอยู่เป็นประจำ เขาจึงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เช่นเดียวกับสิ่งสวยงามอย่างผีเสื้อหรือใบหน้าอันเปี่ยมสุข “ผมคิดว่าความสยองทำให้เราเป็นมนุษย์ เพราะมันเตือนถึงความไม่สมบูรณ์แบบของเรา

ผมคิดว่าความสยองทำให้เราเป็นมนุษย์  เพราะมันเตือนถึงความไม่สมบูรณ์แบบของเรา

จึงไม่น่าแปลกใจหากหนังแฟนตาซีที่มีตัวเอกเป็นเด็กผู้หญิงอย่าง Pan’s Labyrinth จะมีภาพรุนแรงชวนสยองจนได้เรท R ส่วนที่มาเลเซียก็ถึงกับสั่งแบนหนังเรื่องนี้ ขณะที่ในเม็กซิโกก็ต้องติดเครื่องหมายเตือนเรื่องความรุนแรงเอาไว้บนโปสเตอร์หนังด้วย แต่ขณะเดียวกัน ความสยองและบรรยากาศแสนมืดหม่นเหล่านั้นยังมาพร้อมภาพที่งดงามสุดบรรเจิด และนี่ก็ดูจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ เดล โตโร่ พยายามถ่ายทอดความน่าเกลียดน่ากลัวด้วยเทคนิคที่ทำให้มันดูสวยงามไปพร้อมๆ กัน เช่น ภาพแมลงปีกแข็งสีทองใน Cronos รวมถึงฉากสยองๆ ใน Mimic, Blade 2 และ The Devil’s Blackbone

Pan’s Labyrinth
Mimic
Blade II

ผมว่ามันจำเป็นที่มนุษย์ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ผ่านภาพวาดหรือละครหรืออะไรก็ตาม และนั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าศิลปะ ซึ่งสิ่งทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งที่นักเล่าเรื่องสามารถทำได้คือการเติมเต็มคนอื่นด้วยความสุขหรือไม่ก็ความหวาดกลัว และหนังสยองขวัญก็ทำหน้าที่อย่างหลัง มันเป็นจินตภาพที่ทรงพลัง ภาพที่น่าสยดสยองมีค่าเทียบเท่ากับงานศิลปะอื่นๆ เพราะว่ามันสะท้อนถึงความงดงาม ภาพสยองขวัญบางภาพนั้นละเอียดอ่อนไม่แพ้ภาพที่ไม่ได้แสดงถึงด้านอัปลักษณ์ของมนุษย์ภาพอื่นๆ เลย

 

ทว่าสำหรับ เดล โตโร่ ผู้เคยบอกว่าการดู The Texas Chain Saw Massacre (1974) ทำให้เขาต้องหันไปกินมังสวิรัตินานถึง 4 ปี ความสยองขวัญในแบบของเขาคงไม่ใช่แบบเดียวกับหนังสยองขวัญเชือดชำแหละเลือดท่วมจอแน่ๆ “หนังแบบของผมมีความเป็นแฟนตาซีอยู่ในนั้น ที่จะนำไปสู่มุมมองอื่นๆ ที่กว้างออกไป ผมชอบศิลปะแห่งความงามในหนังสยองขวัญ แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรของหนังสยองขวัญ ผมไม่ชอบความน่ากลัวแบบหลอกๆ ไม่ชอบหนังที่โชว์แต่หน้าอกผู้หญิงและฉากนองเลือด ผมชอบความงามที่เป็นศิลปะ ผมชอบความเกือบจะเป็นบทกวีของมัน ผมชอบด้านที่เป็นแฟนตาซีแบบในหนังของ ฌ็อง ค็อคโต (Beauty and the Beast ฉบับปี 1946) ผมชอบด้านแฟนตาซีในหนังของ มาริโอ บาวา (Kill, Baby…Kill (1966)) แต่ผมไม่ชอบสูตรของหนังสยองขวัญเดี๋ยวนี้เลย

 

ผมชอบศิลปะแห่งความงามในหนังสยองขวัญ แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรของหนังสยองขวัญ

 

 ส่วนผสมความสยองในแบบ เดล โตโร่

มีหลายสิ่งที่ เดล โตโร่ นำมาผสมผสานจนออกมาเป็นหนังสยองขวัญในแบบที่เขาชอบ ซึ่งแต่ละอย่างก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาผูกพัน หลงใหล และได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในปัจจุบัน

  • ศาสนาคริสต์

ในวัยเด็ก พ่อกับแม่ของ เดล โตโร่ ต้องเดินทางบ่อยๆ เขาจึงถูกเลี้ยงดูโดยคุณยายที่แสนจะเคร่งศาสนา (เขาเคยพูดถึงคุณยายว่า เหมือนกับ ไพเพอร์ ลอรี่ (ผู้รับบทแม่เคร่งศาสนาของ ซิสซี่ สปาเซ็ค) ในหนังเรื่อง Carrie (1976) เลยทีเดียว) แต่โลกส่วนตัวของเขาดูจะสวนทางกับสิ่งที่ยายสั่งสอนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการที่เขาชอบวาดรูปปิศาจสไตล์สยองๆ จนคุณยายถึงกับเคยจับเขาทำพิธีเลยด้วยซ้ำ แถมเขายังเคยทำผิดศีลตอนอายุ 14 ขณะเป็นเด็กประจำแท่นบูชาอีกต่างหาก

ในปัจจุบัน เดล โตโร่ ไม่เพียงยังวาดรูปในแบบที่เขาชอบและนำมาเป็นแรงบันดาลใจในหนังของเขาเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่เชื่อในสิ่งที่ยายสอนอยู่ดี “ผมเป็นพวกละทิ้งศาสนาอย่างสิ้นเชิง แต่ผมละทิ้งก็เพราะองค์กรคริสตจักร ผมคิดว่าหลักศีลธรรมเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ผมไม่เชื่อในคำสอนของศาสนา แต่ผมเชื่อในหลักศีลธรรม

อย่างไรก็ดี หากสังเกตหนังของ เดล โตโร่ แทบทุกเรื่อง ก็มักพบภาพหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกและเทพหรือทูตสวรรค์อยู่บ่อยๆ ซึ่งคงพอจะชี้ให้เห็นว่า แม้เขาจะทำตัวสวนทางกับสิ่งที่ยายพร่ำสอน แต่ความทรงจำในช่วงนั้น ก็ยังมีอิทธิพลต่อเขาอยู่ไม่มากก็น้อย

 

  • หนัง (สยองขวัญ) ดีๆ และผู้กำกับเก่งๆ

เดล โตโร่ เป็นแฟนตัวยงของหนังสยองขวัญตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ แม้ว่าหนังพวกนี้จะทำให้เขาตอนอายุ 3 ขวบ ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะจินตนาการว่าห้องนอนเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด แต่กระนั้น หนังสัตว์ประหลาดเรื่องโปรดของเขาก็คือ Frankenstein (1931, เจมส์ เวล) และ Creature from the Black Lagoon (1954, แจ็ค อาร์โนลด์) และเขายังชอบหนังสยองของ Hammer Films (บริษัทสร้างหนังสยองขวัญชื่อดังของอังกฤษ), หนังสยองขวัญคลาสสิกทั้งหลายของ Universal ในช่วงยุค ‘30s – ‘40s ที่หาดูได้ไม่ยากและไม่แพงนักในเม็กซิโก แถมยังติดตามดูหนังสยองขวัญจากญี่ปุ่นแทบทุกเรื่องด้วย

ทุกวันนี้ เดล โตโร่ ยังยอมรับว่าผู้กำกับหลายๆ คน (ที่ส่วนมากก็คือผู้กำกับหนังสยองขวัญที่เขาชื่นชอบ) มีอิทธิพลอย่างมากต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ บุนเยล, อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก, เจมส์ เวล, เอฟ. ดับเบิลยู. เมอร์เนา (Nosferatu the Vampire (1922)), ฌ็อง ค็อคโต, เดวิด โครเนนเบิร์ก, เทอร์รี่ กิลเลี่ยม, มาริโอ บาวา, เดวิด ลินช์ รวมถึง เปโดร อัลโมโดวาร์ ซึ่งผู้กำกับชาวสเปนชื่อดังผู้นี้ไม่เพียงเป็นผู้กำกับที่เขาชื่นชมในฝีมือเท่านั้น แต่อัลโมโดวาร์ยังเคยช่วยเหลือผู้กำกับรุ่นน้องอย่างเขา ด้วยการรับเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ The Devil’s Blackbone หลังจากทั้งคู่พบกันโดยบังเอิญที่เทศกาลหนังไมอามี่ปี 1994 และอัลโมโดวาร์เพิ่งจะได้ดู Cronos ที่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของ เดล โตโร่ เท่านั้น

 

  • หนังสือการ์ตูน, งานศิลปะ และวรรณกรรม

อีกสิ่งหนึ่งที่ เดล โตโร่ หลงใหลไม่แพ้หนังสยองขวัญทั้งหลาย ก็คือหนังสือการ์ตูน เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็กๆ แม้ว่าคุณยายของเขาจะเคร่งศาสนาแบบสุดขีด แต่ไม่น่าเชื่อว่าเธอยังซื้อหนังสือการ์ตูนให้หลานชายทั้งสอง (เดล โตโร่ กับพี่ชายของเขา) ทุกสัปดาห์  สัปดาห์ละ 10–15 เล่มเลยทีเดียว ทุกวันนี้ เดล โตโร่ เป็นทั้งนักอ่านและนักสะสมหนังสือการ์ตูนตัวยง และเคยทำหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนมาแล้ว 2 เรื่อง คือ Blade II และ Hellboy แถมเขายังชอบวาดสตอรี่บอร์ดในหนังเอง พอๆ กับการสเก็ตช์ภาพไอเดียเกี่ยวกับตัวละครสัตว์ประหลาดและภาพแฟนตาซีทั้งหลายไว้ในสมุดบันทึก เช่น ใน Pan’s Labyrinth (มีเรื่องเล่าว่า เดล โตโร่ เคยลืมสมุดที่จดทั้งรายละเอียดและภาพสเก็ตช์ทุกอย่างที่เขาคิดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ทั้งหมดไว้บนรถแท็กซี่ โชคดีที่คนขับรถไปเจอเข้า และคิดว่ามันคงเป็นของสำคัญจึงนำมาคืนให้ ส่วนใครที่อยากดูตัวอย่างภาพสเก็ตช์จากสมุดของ เดล โตโร่ เข้าไปดูได้ที่ http://www.openculture.com/2014/03/frightening-sketches-by-guillermo-del-toro.html)

นอกจากหนังสือการ์ตูนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ เดล โตโร่ โดยเฉพาะใน Pan’s Labyrinth ก็คืองานศิลปะ เช่น ภาพเขียนของจิตรกรชื่อดังทั้งหลาย ที่ถูกนำมาผสมผสานกับจินตนาการและความทรงจำส่วนตัวของเขา “สิ่งแรกที่ก่อให้เกิดหนังเรื่องนี้ก็คือ เรื่องราวในวัยเด็กของผม ตอนที่ผมอยู่ที่บ้านของคุณยาย ทุกคืน มนุษย์แพะตอนหนึ่งจะออกจากตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของผม ความกลัวหรือภาพวาดมนุษย์แพะที่ว่านี้เอง ได้กลายมาเป็น “แพน” (ตัว ฟอน ที่มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งแพะ) ตัวละครหลักใน Pan’s Labyrinth ในอีกหลายปีต่อมา เช่นเดียวกับภาพเขียนของ (ฟรานซิสโก) โกย่า (จิตรกรชื่อดังชาวสเปน) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมในแง่ของโทนสีและบรรยากาศที่ผมต้องการในหนังเรื่องนี้…” เดล โตโร่ อธิบาย

ภาพสเก็ตช์บางส่วนของ Pan’s Labyrinth โดย เดล โตโร่

ใน Pan’s Labyrinth นอกจากความโดดเด่นของบรรยากาศแฟนตาซีหม่นๆ แต่แสนจะงดงามแล้ว ในส่วนของเนื้อหาที่เล่าถึงตัวเอกที่เป็นเด็ก และกล่าวถึงสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายอย่างตัวฟอน ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกมองว่าคล้ายกับเรื่องราวในหนังสือชุด The Chronicles of Narnia ของ ซี.เอส. ลูอิส และวรรณกรรมอมตะอย่าง Alice in Wonderland ด้วย ซึ่งแม้ เดล โตโร่ จะไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็ชี้แจงว่า Narnia เป็นเพียงหนึ่งในวรรณกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาเท่านั้น “นี่เป็นเรื่องราวในแบบของผมเกี่ยวกับโลกแห่งนั้น ไม่ใช่แค่ Narnia แต่คือโลกของวรรณกรรมเยาวชนทั้งหมด” งานเขียนอื่นๆ ที่ เดล โตโร่ บอกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเช่นกันก็คือ Labyrinths (1962) จอร์เก้ หลุยส์ บอร์เกส (นักเขียนชื่อดังชาวอาร์เจนติน่า), The Great God Pan (1894) และ The White People (1904) ของ อาร์เธอร์ แม็คเชน (นักเขียนชาวเวลส์ที่มีผลงานเด่นในแนวเหนือธรรมชาติ, แฟนตาซี และสยองขวัญ) ฯลฯ

การที่ เดล โตโร่ ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมมากมาย ก็เพราะเขาไม่เพียงแต่จะเป็นคอหนังสยองขวัญและคอหนังสือการ์ตูนตัวยงเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักอ่านอีกด้วย แถมยังชอบอ่านงานเขียนหลากหลายแนว ทั้งงานของบอร์เกส, ฮวน รัลโฟ (นักเขียนชาวเม็กซิกัน), ออสการ์ ไวลด์, วิคเตอร์ อูโก้, รวมถึง ชาร์ลส์ ดิ๊คเก้นส์

 

  • แมลง, เครื่องจักร และความมืด

สำหรับคนส่วนใหญ่ แมลงคงเป็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว เดล โตโร่ เองก็ยอมรับว่ามันน่ารังเกียจจริงๆ โดยเฉพาะกับความทรงจำสมัยเด็ก โรงรถในบ้านของเขานอกจากจะมีแมงมุมแม่ม่ายดำมาวางไข่กันเพียบแล้ว ครั้งหนึ่งเขายังจำได้แม่นว่าในวันอาทิตย์หลังจากไปโบสถ์ คุณยายเคยใช้ให้เขากับพี่ชายไปทำความสะอาดบ่อน้ำในบ้าน โดยมีค่าขนมตอบแทน 2–3 เปโซ แต่พอเขากับพี่ชายช่วยกันยกฝาบ่อน้ำขึ้น ใต้นั้นก็กลับมีแต่แมลงสาบอยู่เต็มไปหมด!

ถึงจะเคยมีความทรงจำชวนขนลุกกับแมลงมาก่อน แต่ เดล โตโร่ ก็ยังมองเห็นความน่าสนใจของเจ้าสัตว์โลกตัวเล็กเหล่านี้อยู่ดี โดยเฉพาะในเชิงชีววิทยา เขาสนใจกายวิภาคของมันมากและอยากรู้เหลือเกินว่าร่างกายของพวกมันทำงานอย่างไร และเขาก็รู้สึกช็อคที่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้ไม่มีหัวใจ แต่ภายในร่างกายของมันเหมือนกับห้องกลวงๆ ที่มีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่แทนที่จะมีกระดูก ซึ่งเขาคิดว่ามันช่างเป็นการออกแบบของธรรมชาติที่เหลือเชื่อ พอๆ กับที่ดูน่าสยดสยอง

ตอนเป็นเด็ก ผมรู้สึกพิศวงกับเรื่องชีววิทยา และผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ ผมเคยอยากเป็นนักชีววิทยาตอนยังเด็กมากๆ พอมาเดี๋ยวนี้ ผมไม่ใช่แค่ดูรายการ Discovery Channel และ National Geographic อย่างใจจดใจจ่อเท่านั้น ผมยังชอบอ่านเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการหรือตำราชีววิทยาพื้นฐานด้วย ภรรยาของผมเธอเป็นสัตวแพทย์ด้วยนะ หมอรักษาสัตว์น่ะ และผมก็พบว่าหนังสือบางเล่มของเธอช่างน่าประทับใจจริงๆ (หัวเราะ)”

Cronos
Mimic

จึงไม่น่าแปลกใจหากแมลงทั้งหลายจะถูกนำมาผสมผสานกันจินตนาการจนกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในหนังของ เดล โตโร่ ซึ่งคงไม่มีทางออกมาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนอย่างจิ้งหรีดน้อย จิมินี่ ในการ์ตูน Pinocchio (1941) ของดิสนี่ย์แน่ๆ แต่จะเป็นสิ่งที่ดดูคล้ายแมลงปีกแข็งสีทองใน Cronos, ฝูงแมลงสาบและแมลงยักษ์กลายพันธุ์ใน Mimic, แมลงประหลาดใน The Devil’s Backbone, รีเพอร์ สัตว์ประหลาดที่มีขากรรไกรล่างชวนสยองใน Blade 2, รวมถึงแมลงที่คล้ายตั๊กแตนตำข้าวตัวโตใน Pan’s Labyrinth “ผมคิดว่าแมลงคือผู้ส่งสารจากดินแดนแปลกประหลาดอย่างแท้จริง ผมเคยฝันบ่อยๆ ตอนเป็นเด็กว่า ถ้ามีสัตว์ในโลกเวทมนตร์แล้วล่ะก็ พวกมันคงซ่อนตัวมาในรูปของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมลงและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย มันคือจินตนาการที่ยังคงอยู่กับผมจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่

นอกจากแมลงแล้ว สิ่งที่เห็นได้บ่อยๆ อีกสองอย่างในหนังของ เดล โตโร่ อย่างแรกคือ เครื่องกลไกหรือฟันเฟืองต่างๆ เช่น ตัวละคร โครเน็น มือสังหารสุดโหดของนาซีที่ร่างกายเต็มไปด้วยกลไกใน Hellboy ส่วนอย่างที่สองนั้นช่างดูเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับความหลงใหลในแมลงของเขา นั่นคือ สถานที่มืดๆ รกร้างและอับทึบ เช่น ทางรถไฟใต้ดินใน Mimic และ Hellboy, ห้องใต้ดินขนาดใหญ่ใน The Devil’s Backbone, ท่อระบายน้ำใน Blade 2 และอาจรวมถึงเขาวงกตและอาณาจักรใต้ดินใน Pan’s Labyrinth ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาสนใจในสาถนที่ชวนวังเวงเหล่านี้เป็นพิเศษ ก็เพราะตอนเด็กๆ เขาชอบเข้าไปเล่นในที่แบบนี้บ่อยๆ และมันก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ามีสัตว์ประหลาดอาศัยอยู่

ตอนอายุ 14 ผมทำหนัง Super-8 ที่แปลกมาจริงๆ บางอันดูพิสดารมากๆ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดที่มาจากท่อระบายน้ำ และเข้ามาอยู่ในโรงเรียนของผม ตอนยังเด็ก ผมเคยไปสำรวจท่อระบายน้ำมากเยอะแยะเลยกับเพื่อนๆ เราสำรวจมันไมล์แล้วไมล์เล่า จากสุดเขตของเมือง (กัวดาลาจารา) ไปถึงอีกเมืองหนึ่ง ท่อพวกนี้ดูสวยมากๆ เพราะมีอยู่หลายแห่งที่เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พวกมันดูเหมือนสุสานใต้ดินเลย

 

  • สงครามกลางเมืองสเปน

เรื่องราวของเด็กที่พยายามหลีกหนีโลกแห่งความจริงที่น่าเบื่อหน่ายไปสู่โลกแห่งการผจญภัยในดินแดนเขาวงกตที่เต็มไปด้วยแฟนตาซีล้ำจินตนาการใน Pan’s Labyrinth คงทำให้หลายคนนึกถึงหนังที่เล่าเรื่องคล้ายๆ กันอย่าง The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch and the Wardrobe (2005, แอนดรูว์ อดัมสัน), หนังอนิเมชั่น Spirited Away (2001, ฮายาโอะ มิยาซากิ) และ Labyrinth (1986, จิม เฮนสัน) แต่ เดล โตโร่ กลับมองว่าหนังเรื่องนี้ของเขาคล้ายกับหนังสเปนเรื่อง The Spirit of the Beehive (1973, อ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ได้จากคอลัมน์ Replay โดย อ. ประวิทย์ แต่งอักษร SP. 696) ที่เล่าถึงเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่งในสเปนยุคหลังสงครามกลางเมืองกับโลกจินตนาการของเธอหลังจากได้ดูหนังเรื่อง Frankenstein มากกว่า

Pan’s Labyrinth
The Devil’s Backbone

เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และการเมือง ไม่น่าจะมาอยู่ในหนังสยองขวัญได้ แต่ เดล โตโร่ กลับไม่คิดเช่นนั้น “สงครามกลางเมืองสเปนคือผีร้ายที่ตามหลอกหลอนสเปนมาจนถึงทุกวันนี้ มันไม่เคยถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างแท้จริง มันมีผลสะท้อนอยู่อีกถึง…30 หรือ 40 ปีต่อมา มันยังไม่สิ้นสุดจนกระทั่งยุค ‘80s ที่สเปนสามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงและอยู่อย่างสันติกับประวัติศาสตร์ยุคนั้นได้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามันน่าสนใจอย่างแท้จริงในการนำมาเปรียบเทียบกับเรื่องผี

แล้วทำไมสงครามกลางเมืองในสเปนถึงกลายเป็นที่สนใจของผู้กำกับเม็กซิกันที่เกิดหลังจากเหตุการณ์นั้นจบลงไปแล้วถึงราว 25 ปี อย่าง เดล โตโร่ จนต้องยกมากล่าวในหนังของตัวเองถึง 2 เรื่อง “แม้ว่าผมจะมาจากเม็กซิโก จากเมืองกัวดาลาจารา แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมจากการกระทำของนายพลฟรังโกในยุค ‘30s เมื่อเขาทำรัฐประหาร ประเทศยุโรปที่เหลือก็ยอมแต่โดยดี เพราะพวกนั้นรู้ว่าเขาจะเข้าเป็นพันธมิตรกับฮิตเลอร์ นั่นก็ทำให้พวกเขากลัวซะแล้ว โดยเฉพาะในอเมริกา พวกเขาไม่ใยดีสถานการณ์ในสเปนอย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้น พอสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น ในที่สุดผู้คนในยุโรปก็ต้องหันมาให้ความสนใจ แต่มันก็สายเกินไป เมื่อบางคนในสเปนลุกฮือต่อต้านฟรังโก มีเพียงประเทศเดียวที่ให้ความช่วยเหลือการเคลื่อนไหวครั้งนั้น นั่นคือเม็กซิโก! ชาวสเปนมากมายหนีมาอยู่เม็กซิโก โดยวัฒนธรรมสเปนของพวกเขาก็ยังคงเห็นได้ชัดจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะในภาพยนตร์ ซึ่งทั้งนักวิจารณ์, นักเขียน, นักแสดง, นักออกแบบฉาก และนักประวัติศาสตร์มากมายที่เป็นครูให้ผม ล้วนมาจากสเปน ก่อร่างสร้างตัวในเม็กซิโก และได้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่นี่อย่างมาก

 

 หนังคือการค้นพบ

สำหรับผม การทำหนังคือการผจญภัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด ผมมองว่าหนังคือการค้นพบ คุณค้นพบหนังได้ทุกวัน ค้นพบมันในฉาก, ค้นพบมันบนหน้ากระดาษ, ค้นพบมันในห้องตัดต่อ, และในที่สุด ค้นพบมันในฐานะผู้ชม ผมคิดว่าหนังไม่เคยหยุดที่จะเปลี่ยนแปลง หนังหลายเรื่องเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มห่างไกลหรือไม่ก็ใกล้ชิดคุณมากขึ้น มีหนังหลายเรื่องที่ผมเคยไม่ชอบเมื่อตอนหนุ่มๆ แต่พออายุมากขึ้นผมกลับตกหลุมรักหนังพวกนั้น

เดล โตโร่ ได้พบกันมนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์ครั้งแรกตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ โดยตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า หนังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือคนเรานี่เอง เพราะมันช่างน่าอัศจรรย์เหมือนเวทมนตร์ พออายุได้ 8 ขวบ เขาก็เริ่มหยิบกล้อง ซูเปอร์ – 8 ของพ่อมาเล่น และพยายามสร้างหนังเล็กๆ ด้วยของเล่นเท่าที่มี ไม่ว่าจะเป็นหุ่นสัตว์ประหลาดสารพัดแบบที่เขาปั้นเอาไว้ พออายุ 14 เขาก็เริ่มจริงจังกับการทำหนังมากขึ้น และยิ่งเติมความพิสดารเข้าไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใส่เอฟเฟ็คต์สยองๆ ด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ เท่าที่เด็กอย่างเขาจะหาได้

ทว่าสำหรับเม็กซิโก ประเทศที่ความเจริญก้าวหน้าล้วนกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงอย่างเม็กซิโกซิตี้ ทำให้เด็กที่เกิดและโตในเมืองกัวดาลาจาราอย่างเขา รู้สึกได้ถึงข้อเสียเปรียบ ในเวลาต่อมา โดยอาศัยความสามารถทางศิลปะทั้งการวาดภาพและปั้นเป็นใบเบิกทาง ซึ่งคนที่ช่วยให้เขาได้เรียนรู้เรื่องของการแต่งหน้าและการทำสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ในหนังอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น ก็คือมืออาชีพอย่าง ดิ๊ค สมิธ (เมคอัพอาร์ทติสชื่อดังผู้มีผลงานเด่นๆ เช่นใน The Exorcist (1973) และยังเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Amadeus (1984)) ก่อนที่เขาจะได้ทำงานอยู่ในแวดวงของการปั้น / แกะสลัก รวมถึงการแต่งหน้าสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ในวงการหนังที่บ้านเกิดเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ทั้งยังได้ก่อตั้ง Necropia บริษัททำสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ของตัวเองในช่วงต้นยุค ’80s  (น่าเสียดายที่บริษัทนี้เลิกกิจการไปแล้วในปัจจุบัน หลังจากดำเนินงานมาได้ราว 15 ปี และเคยทำสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ให้ Cronos หนังยาวเรื่องแรกของ เดล โตโร่ ด้วย)

 

เอาชนะอุปสรรคด้วยความอดทน

เดล โตโร่ ในวัยหนุ่มกับหนึ่งในเพื่อนนักแสดงสุดซี้ รอน เพิร์ลแมน

การทำหนังสั้นและสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์คงไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับคนที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญอย่าง เดล โตโร่ แต่สำหรับหนังยาวเรื่องแรกนั้น แม้ว่าจะเป็นหนังแนวสยองขวัญที่เขาถนัด แต่ก็ใช่ว่าจะสะดวกง่ายดาย และปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่งที่เขา (และคงรวมถึงผู้กำกับหนังหน้าใหม่ทุกคน) ต้องเจอก็คือเรื่องเงินทุน โดยเฉพาะในเม็กซิโกที่เขาเคยเปรียบเทียบว่า การทำหนังเรื่องหนึ่งที่นั่นซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือไม่ค่อยพร้อมนัก ยากเย็นกว่าการทำหนังเรื่องแรกในอเมริกาเป็นร้อยเท่า!

หนังส่วนใหญ่ในเม็กซิโกมักได้รับเงินทุนจากหน่วยงานรัฐเป็นหลัก แต่ในกรณีของ เดล โตโร่ การที่ Cronos หนังเรื่องแรกของเขาเป็นหนังสยองขวัญย้อนยุค ที่เล่าถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้ผู้ครอบครองมีชีวิตอมตะ พร้อมเรื่องราวแนวดราม่า ว่าด้วยหลานสาวกับความรักที่เธอมีต่อคุณปู่ ทำให้หน่วยงานรัฐมองว่ามันเป็นแค่หนังสยองขวัญดาดๆ เรื่องหนึ่ง แต่พอเขาจะหันไปขอทุนจากภาคธุรกิจ ก็กลับได้รับคำตอบว่าหนังดูอาร์ทไปนะ (เป็นงั้นไป) กว่าที่เขาจะได้ทำหนังเรื่องแรกจริงๆ จังๆ ก็ต้องอดทนรอคอยยาวนานถึง 8 ปี แต่พอออกฉาย Cronos ก็กลายเป็นผลงานประเดิมฐานะคนทำหนังมืออาชีพที่สวยสดงดงาม เมื่อมันสามารถกวาดรางวัล Ariel (ออสการ์ของเม็กซิโก) มาได้ถึง 8 รางวัล รวมทั้งยังคว้า International Critics Week prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อีกด้วย

 

บทเรียนจากฮอลลีวู้ด

ความสำเร็จเกินคาดจากผลงานหนังยาวเรื่องแรก ทำให้ เดล โตโร่ กลายเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่โดดเด่นเตะตาผู้บริหารสตูดิโอใหญ่ในฮอลลีวู้ด คราวนี้เขาจึงไม่ต้องทนคอยนานๆ อีกแล้ว เพราะมีคนเสนอเงินทุนให้ถึง 25 ล้านเหรียญฯ เพื่อทำ Mimic หนังอเมริกันแนวสยองขวัญ / ไซ-ไฟ ที่นำแสดงโดย มิร่า ซอร์วิโน่ และ เจเรมี่ นอร์ทแธม แต่การทำหนังในฮอลลีวู้ดครั้งนี้ ก็ทำให้เขาต้องผจญกับปัญหาใหญ่ถึงสองเรื่อง ที่ทำให้เหมือนต้องรับ ‘ศึกสองด้าน’ พร้อมๆ กัน

เรื่องแรกก็คือ พ่อของเขาที่อยู่ในเม็กซิโก ถูกคนร้ายลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่และถูกขังอยู่นานถึง 72 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวในที่สุดเมื่อยอมจ่ายเงินค่าไถ่ให้ ส่วนเรื่องที่สองนั้นเกิดขึ้นในฮอลลีวู้ด เมื่อ เดล โตโร่ มีปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงกับ บ็อบ ไวน์สตีน ผู้อำนวยการสร้างและนายทุนใหญ่ของหนัง ที่มักจะมาวุ่นวายที่กองถ่ายบ่อยๆ และชอบสั่งว่าเขาควรถ่ายหนังอย่างโน้นอย่างนี้ซึ่งผิดไปจากสคริปต์ จนทำให้เขาอึดอัดสุดขีด และนับแต่นั้นมาก็ไม่เคยร่วมงานกับไวน์สตีนอีกเลย

เดล โตโร่ ในกองถ่าย Mimic

เมื่อออกฉาย Mimic ไม่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ และนี่อาจเป็นเหตุให้ เดล โตโร่ เข็ดขยาดฮอลลีวู้ดไปพักใหญ่ เพราะหลังจากนั้น เขาก็หวนกลับบ้านเกิดเพื่อตั้งบริษัทสร้างหนังของตัวเองที่ชื่อว่า The Tequila Gang และทำหนังภาษาสเปนอีกครั้งคือ The Devil’s Backbone (2001) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงจะเป็นหนึ่งในผลงานที่เขารักมากที่สุด (เนื้อหาในหนังมาจากความทรงจำส่วนตัวของเขากับคุณลุง) และใช้เวลารอคอยยาวนานถึง 16 ปี (เขาเขียนบทหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่วิทยาลัย แต่กว่าจะสร้างเสร็จและได้ออกฉาย เขาก็อายุปาเข้าไป 37 ปี) แต่ยังเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้กลับมาสู่เวทีรางวัลและเป็นขวัญใจนักวิจารณ์อีกครั้ง

 

เรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง

Blade II

หลังจากมีอิสระเต็มที่กับการทำหนังภาษาสเปน เดล โตโร่ ก็พร้อมกลับมาผจญภัยในฮอลลีวู้ดอีกครั้งกับ Blade 2 (2002) หนังซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน ซึ่งแม้ เดล โตโร่ จะเคยบอกว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่เขาชื่นชอบ แถมยังทำกำไรดีตอนออกฉาย แต่เขาก็ยอมรับว่าเหตุผลสำคัญที่เขาตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้ก็คือ ความหวังว่าจะได้ทำโปรเจ็คในฝันอย่าง Hellboy ซะที เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เพียงดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนสุดโปรด แต่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง, ด้านมืด และความไม่สมบูรณ์แบบอย่าง เฮลล์บอย ยังสะท้อนถึงตัวตนของเขาเองด้วย (รายละเอียดส่วนตัวที่ เดล โตโร่ หยิบมาใส่ในหนัง ก็เช่นคำพูดในฉากโรแมนติกระหว่าง เฮลล์บอย (รอน เพิร์ลแมน) กับ ลิซ (เซลม่า แบลร์) ที่นำมาจากคำพูดที่เขาเคยใช้จีบภรรยาของเขาเอง)

นั่นจึงทำให้ เดล โตโร่ ยอมทิ้งโอกาสทำหนังภาคต่อฟอร์มยักษ์ที่ได้กำไรเห็นๆ อย่าง Blade: Trinity (2004) และ Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) ไปอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะเขาคิดว่าหนังอย่างนี้ หากเขาไม่ทำก็คงมีคนอื่นทำอยู่ดี (พอดีว่า ‘คนอื่น’ ในกรณีของหนัง Harry Potter นั้นก็คือ อัลฟองโซ กัวร็อง ผู้กำกับเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนซี้ของเขาเอง และ เดล โตโร่ ก็ยังเป็นเพื่อนซี้กับ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินนาร์ริตู (Babel (2006) ด้วย) แต่สำหรับฮีโร่จากนรกอย่าง Hellboy หากเขาไม่ทำ ก็คงไม่มีใครทำ!

Hellboy

แม้ Hellboy (2004) จะไม่ทำเงินเอาซะเลยตอนออกฉาย แต่ เดล โตโร่ ก็พอใจกับผลงานที่ออกมามาก (หนังยังได้เสียงวิจารณ์ที่ดีด้วย) แต่หลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจหวนกลับไปทำหนังภาษาสเปนอีกครั้ง นั่นคือ Pan’s Labyrinth (2006) ด้วยเหตุผลที่ว่า “ในฐานะคนทำหนัง ผมต้องต่อสู้กับการตัดสินใจของตัวเอง หลังจาก Blade 2 และ Hellboy ผมสามารถหาเงินมากกว่า 20 ล้านเหรียญฯ แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผมจำเป็นต้องบอกเล่าเรื่องราวใน Pan’s Labyrinth ที่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของจิตวิญญาณเพื่อคงความเป็นอิสระทุกวิถีทาง ด้วยหนังเรื่องนี้ผมจะไม่กลายเป็นคนร่ำรวยเมื่อมองจากภายนอก แต่เป็นจากข้างในต่างหาก มีหลายสิ่งที่ผมต้องบอกและผมจะรู้สึกอิ่มเอิบ นั่นคือ หัวใจสำคัญและการดิ้นรนของจิตวิญญาณ ธรรมชาติของชีวิตคือการดิ้นรนเพื่อมุ่งแสวงหาความสงบสุขภายในตัวเอง นี่คือสิ่งหนึ่งที่กล้าหาญที่ทำให้คุณต้องเผชิญกับทางเลือกและทำสิ่งที่ถูกต้องในชีวิต

ภาพเบื้องหลังจาก Pan’s Labyrinth

 

 

 

 

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก