“สะอาด” กับ การ์ตูนถ้ำ!!!

จาก Let’s comic ฉบับ ที่ 18 ประจำเดือน มีนาคม 2555

คอลัมน์ ลอดช่อง

By สะอาด

“พี่สาวผมค้านเสียงแข็งว่า ถ้าการเลียนแบบมันจำเป็น แล้วไอ้พวกที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นคนแรกของโลกล่ะ  มันจะไปก๊อปใคร”

สมัยยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกเยี่ยวรดที่นอนเป็นว่าเล่น ผมเคยเห็นพี่สาวกับแม่ทะเลาะกันเสียงดังเป็นวรรคเวรว่าด้วยเรื่องของการทำงาน

ทัศนะของฝ่ายแม่ผมก็คือ ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร ก็ควรเริ่มจากหัดเลียนแบบคนที่มีประสบการณ์มาก่อนให้ชำนิชำนาญ ไม่ใช่อยู่ๆจะไปปีกกล้าขาแข็งโบยบินไปด้วยตัวเอง ในขณะที่พี่สาวผมค้านเสียงแข็งว่า ถ้าการเลียนแบบมันจำเป็น แล้วไอ้พวกที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นคนแรกของโลกล่ะ  มันจะไปก๊อปใคร

ผมลืมไปแล้วว่าศึกปะทะน้ำลายครานั้นใครเป็นผู้ชนะ แต่ยังมิวายเก็บเอาเรื่องนี้มาสงสัยต่อว่าตกลงความคิดสร้างสรรค์ทั้งปวงบนโลกนั้นมีจุดกำเนิดแรกเริ่มเหมือนที่ระเบิดบิ๊กแบงได้คลอดจักรวาลและกาลเวลาออกมาหรือไม่

ผมเชื่อว่าคนทำงานด้านศิลปะแทบทุกคนนั้นย่อมอยากจะสร้างสรรค์อะไรก็ตามที่เราคิดค้นขึ้นเป็นคนแรกทั้งนั้น ผมเคยมีไอเดียบ้า ๆ บอ ๆ อยากจะเขียนการ์ตูนที่สามารถอ่านจากซ้ายไปขวา – ขวาไปซ้าย ก็ได้ หรือเขียนการ์ตูนที่เล่นกับกลิ่นกระดาษเพื่อสร้างมิติใหม่ทางการอ่านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แต่ถึงผมจะกระซวกหัวสมองควักไอเดียการ์ตูนออกมาเขียนได้เจ๋งระเบิดระเบ้อปานใด ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าผมกำลังเดินไปในเส้นทางที่การ์ตูนญี่ปุ่นได้ถางไว้ก่อนหน้านั้นเนิ่นนานแล้ว และต่อให้ชิ้นงานของผมมีคุณภาพสูงเพียงไหน ความยิ่งใหญ่ของมันก็มิอาจเทียบได้กับผู้รังสรรค์การ์ตูนขึ้นมาเป็นคนแรกของโลกแม้เพียงเศษเสี้ยวของติ่ง

เราไม่ได้กำลังพูดถึงปรมาจารย์ เท็ตสึกะ โอซามุ ผู้บุกเบิกการเล่าเรื่องด้วยช่องสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นแต่อย่างใด ไหน ๆ ฉบับนี้เป็นวาระครบรอบ ๓ ขวบ ของนิตยสาร LET’S Comic ทั้งที ผมจะขอพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิดของการ์ตูนโลกให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้  ถึงเมื่อประมาณสองสามหมื่นปีก่อน  อันเป็นยุคสมัยที่เขาเรียกกันว่า  “ ก่อนประวัติศาสตร์ ” นั่นแหละครับ ยังไม่ทันจะมีประวัติศาสตร์ การ์ตูนก็โผล่หัวขึ้นมาแล้ว

และไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ยุคนั้นยังไร้ทั้งภาษา วัฒนธรรม เศษกระดาษ ดินสอ หรือบรรยากาศที่เอื้อแก่การวาดรูปใดๆ มีเพียงถ้ำอันมืดมิด กับเรื่องราวในหัวของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

———————————————————————————————————————————————————————-

มองถ้ำ : ถ้ำมอง

ศิลปะผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือจะระบุให้ชัดขึ้นในที่นี่ก็คือ “ยุคหินเก่า” อุบัติขึ้นจากฝีมือของมนุษย์โครมายอง (Cor – mangon) – บรรพบุรุษของหมู่เฮาที่มีวิถีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติในระดับแน่นแฟ้น พวกเขานั่งเคาะหินอยู่แถวๆ ตอนใต้ของฝรั่งเศสลากยาวไปจนถึงตอนบนของเสปน อันเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์พอที่จะรองรับประชากรยุคหินได้หลายชั่วอายุคน

ภาพที่วาดอยู่ตามถ้ำต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่พ้นรูปสรรพสัตว์ทั้งหลาย อาทิ ม้า, กวาง, วัว อาจจะมีรูปคน หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ (ที่เราดูแล้วก็งง ๆ) แทรกอยู่บ้างประปราย แต่เทียบกันแล้ว รูปสัตว์จะดูดีมีสง่าราศีว่ารูปคนอย่างมากมายนัก (ซึ่งน่าสนใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น)

และถ้าหากเราลองไปเทียบความสมบูรณ์ของภาพวาดในยุคหินเก่ากับยุคถัดๆมา เราจะต้องแปลกใจว่างานยุคหินเก่านั้นเหนือชั้นกว่าอย่างกะมวยคนละรุ่น(ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายบ้านเราที่พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยงดงามกว่าสมัยอยุธยา  รวมถึงรัตนโกสินทร์) จุดนี้ทำให้บรรดานักประวัติศาสตร์ต่างพากันกุมขมับ และยิ่งกังขาเข้าไปใหญ่เมื่อได้ชมผลงานที่ได้ชื่อว่าเป็น “ มาสเตอร์พีซ ” ของบรรดาหมู่ถ้ำทั้งมวล

———————————————————————————————————————————————————————-

ถ้ำอัลตามิรา(Altamira)

ถ้ำอัลตามิรา  อยู่บริเวณหมู่บ้านซานติลานา เดอมาร์ เมืองซานทานเดอร์ ทางภาคเหนือของเสปน  จิตรกรถ้ำนี้ได้บรรเลงภาพวัวไบซัน ช้างแมมมอธ กวางเรนเดียร์ และม้า  ไว้ปากถ้ำลึกเข้าไปกว่า ๓๐ หลาจนถึงก้นถ้ำ
ภาพสัตว์ทั้งหมดมีขนาดเท่าๆของจริง  เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา  ถึงพร้อมด้านสุนทรีภาพและกลวิธีการเขียน  ศิลปินมีความสามารถในการสังเกตกิริยาท่าทางของสัตว์ได้ยอดเยี่ยม ระบายพื้นตัวสัตว์ด้วยสีแดงผสานกับการตัดเส้นเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยว (หนังสือเขาว่าไว้อย่างนั้น)

วัวในถ้ำอัลตามิรา(ยุคหินเก่า)


วัวในถ้ำวัว จังหวัดอุดรธานี (ยุคหินใหม่)

ถ้าจะถามความเห็นผม  ก็ต้องบอกเลยว่ามันเป็นงานที่ยังดูสวยอยู่แม้จะเดินทางผ่านกาลเวลามาเป็นหมื่นปี ผมเดาว่าจิตรกรผู้นั้นจักต้องเป็นไมเคิล แองเจโล ในหมู่โครมายองเป็นแน่แท้  เผลอๆ อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
แต่ถึงผลงานในถ้ำนี้จะสวยสดงดงามเปี่ยมฟิลลิ่งของวัวไบซันปานใด มันก็เหมือนเป็นจุดกำเนิดของศิลปะในสาย “ จิตรกรรม ” ที่สามารถเขียนภาพให้เกิดทัศนมิติ ความตื้นลึก แสงเงา มากกว่าจะเป็น “ การ์ตูนช่อง ”  ที่ควรจะเล่าเรื่องและครบเครื่องในจินตนาการ
เหตุฉะนี้ ผมจึงจะขอพาผู้อ่านกระเถิบตูดออกจากถ้ำอัลตามิราแห่งเสปน ทะยานไปยังอีกถ้ำๆ หนึ่งในฝรั่งเศส ที่มีโลกอีกโลกรออยู่ในนั้น

———————————————————————————————————————————————————————-

ถ้ำลาสโคซ์ (Lascaux)

ถ้ำลาสโคซ์ (Lascaux) อยู่บริเวณแม่น้ำดอร์โดนแห่งฝรั่งเศส   แม้ทักษะในการวาดของถ้ำนี้จะถือเป็นรองถ้ำที่แล้วอย่างชัดแจ้ง  ทว่าด้านจินตนาการนั้นจัดว่าบรรเจิดเพริศเพร้วกว่าหลายขุม

ภาพวาดถ้ำลาสโคซ์ไม่สนใจสัดส่วนและความถูกต้องใดในความเป็นจริง  วัวบางตัวอาจยาวถึง ๑๖ ฟุต  โดยมีม้าสูงอยู่แค่เรี่ยขา  กริยาท่าทางของสัตว์ก็แข็งๆ พิลึก  แถมในบางจุดยังมีการวาดภาพทับซ้อนกันเละเทะ  ดูไม่ค่อยกับเป็นศิลปินที่ควรจะได้รับการยกย่องเท่าไหร่
แต่เรามาดูภาพนี้กันดีกว่าครับ

บักหำม้าตัวนี้คือหนี่งในภาพอันเลื่องชื่อของถ้ำลาสโคซ์  เรียกว่าผมเปิดหนังสือประวัติศาสตร์ศิลป์ที่มีเนื้อหาของศิลปะยุคหินเก่าเล่มไหนเป็นต้องเจอหมอนี่  ซึ่งบางคนอาจเห็นแล้วเกิดปุจฉาว่ารูปๆนี้มันต่างจากวัวในถ้ำที่แล้วตรงไหน แถมวาดก็วาดไม่สวยเท่า

ถ้าเรามองลึกลงไปในรายละเอียดของ  เจะเห็นว่าม้าตัวนี้กำลังมันควบตีนด้วยสปีดเร็วจี๋  ประหนึ่งกำลังหนีลูกธนู(หรือสายฟ้า?)ที่กำลังจะปักที่หัวเข่า  โดยมีอีกดอกพุ่งเสียบเข้าที่ท้องเต็มเหนี่ยวไปแล้ว  พร้อมกับที่ตำแหน่งของตูดม้าได้เกิดมีประกายไฟลุกโชนโชดช่วง   ซึ่งเป็นไปได้ว่ากรงเล็บปริศนาทางด้านบนของภาพจะคอยบงการเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง

จินตนาการของผมอาจจะเลอะเทอะกว่าพี่ ๆ โครมายองไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจก็คือ ศิลปินผู้วาดภาพๆ นี้ไม่ใช่จิตรกรที่ตวัดฝีแปรงเพื่อสรรค์สร้างความงามผ่านภาพ ๆ เดียว
หากแต่เขากำลังเล่าเรื่อง

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าภาพในถ้ำลาสโคซ์ไม่ได้สนใจสัดส่วนความเป็นจริง  จุดนี้เองที่ทำให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า  จะเป็นไปได้ไหมที่คนในยุคนั้นจะจินตนาการถึงสัตว์ที่ตัวใหญ่บะลักคั่กระดับสัตว์ประหลาด หรือวิญญาณ  ภูตผี  ปีศาจ
เป็นไปได้ไหมว่าภาพเป็นเรื่องราวของวัวยักษ์ที่กำลังจะทำสงครามกัน  โดยมีม้าผีคอยเป็นกรรมการตัดสิน

หากหลักฐานแค่นี้ยังไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความเป็นการ์ตูนในถ้ำลาสโคซ์(และช่วยยืนยันว่าผมไม่ได้บ้าไปเองคนเดียว)  ผมขอเรียนเชิญคุณผู้อ่านไปสู่ภาพไม้ตายสุดท้าย

โดยไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ในภาพนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นบนโลกความจริง  ซึ่งนักประวัติศาสตร์อาจจะตีความไปว่ามันคือศิลปะเชิงไสยศาสตร์  มันคือภาพวัวที่ถูกหอกแทง คนถูกวัวฆ่า ซึ่งมีนกที่อาจแทนจิตวิญญาณของคนที่กำลังหลุดออกจากร่าง
แต่สำหรับผม ภาพคนหัวนกกับเจ้านกขายาว  มันคือการดีไซน์คาแรคเตอร์! และภาพที่คาแรคเตอร์ทั้งสองโดนวัวขวิดกระเด็นก็คือฉากแอ็คชั่น!  บางทีนี่อาจจะการ์ตูนเรื่องสั้นหักมุม! โดยมีศิลปินคือ เออิจิโระ โอดะ แห่งโครมันยอง!!

 

“มันจะเป็นไปได้ไหมที่พี่ๆ ชาวโครมายองจะทุ่มเทวาดภาพถึงขนาดนั้น เพียง เพราะความงาม จินตนาการ และเรื่องราวต่างๆ ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจเขา เพียงเพราะอยากจะถ่ายทอดมันออกมาให้คนอื่นได้รับรู้
เพียงเพราะเขาอยากจะวาดการ์ตูน”

หลายคนอาจคิดเหมือนผม (ก่อนที่จะหาข้อมูลมาเขียนบทความชิ้นนี้) ว่า  ศิลปะผนังถ้ำนี่คงเกิดจากคนยุคหินออกไปล่าสัตว์แล้วเกิดอารมณ์ติสๆ ฉับพลันเลยกลับถ้ำมานั่งวาดรูปเล่นเพลินๆ ใจอะไรเทือกนั้น
ในความเป็นจริง การวาดภาพในยุคนั้นเป็นเรื่องยากลำบากในระดับที่ต้องอาศัยความอุตสาหะขั้นสูง พวกเขาต้องประดิษฐ์อุปกรณ์ทั้งหมดเอง ทั้งผสมสีจากวัตถุดิบที่ใช้ต้องเวลาลองผิดลองถูก พ่นสีด้วยหลอดกลวงที่ดัดแปลงเอาจากท่อนกระดูกสัตว์ พู่กันก็ต้องทำขึ้นมาจากกิ่งไม้มาทุบปลายให้แตก (บางครั้งใช้ปีกขนสัตว์) นอกจากนั้นพวกเขายังมักขัดแต่งผิวถ้ำให้เรียบร้อยก่อนวาด บางรูปแสดงให้เห็นถึงการวางแผนร่างภาพก่อนลงสีอย่างมีขั้นตอน อีกทั้งตำแหน่งที่วาดยังอยู่ในส่วนลับอับแสงของถ้ำซึ่งยามวาดต้องอาศัยแสงสลัวๆ จากตะเกียงโบราณที่สกัดจากหิน ใช้เชื้อเพลิงจากไขสัตว์ และใช้รากไม้ทำไส้ตะเกียง

คงไม่มีใครหาเรื่องให้ตัวเองลำบากขนาดนี้เพื่อวาดรูปเล่นแน่ๆ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ศิลปินโครมายองเกิดแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาตวัดฝีแปรงนั้น ยังเป็นข้อถกเถียงที่ยากแก่การหาข้อสรุปของนักมานุษยวิทยา(เพราะหลักฐานมีน้อยมาก) บ้างก็บอกว่าเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อปลุกใจก่อนออกไปล่าเหยื่อ,  เพื่อไถ่บาปที่ตนได้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือเพื่อบูชาความอุดมสมบูรณ์ (โดยมีรูปแบบของมนุษย์ที่แสดงอวัยวะเพศเกินความจริงหรือรูปสัตว์กำลังตั้งท้อง)

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปได้ไหมที่พี่ๆ ชาวโครมายองจะทุ่มเทวาดภาพถึงขนาดนั้น เพียง เพราะความงาม จินตนาการ และเรื่องราวต่างๆ ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจเขา เพียงเพราะอยากจะถ่ายทอดมันออกมาให้คนอื่นได้รับรู้
เพียงเพราะเขาอยากจะวาดการ์ตูน

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ศิลปะในถ้ำลาสโคซ์คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า “ความปรารถนาที่จะเล่าด้วยภาพ” และ “คุณค่าของการเล่าด้วยภาพ” นั้นมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ผมแอบหวังอยู่ในใจว่าวินาทีที่ เออิจิโระ โอดะ แห่งโครมายองจรดพู่กันวาดรูป วัวๆ ม้าๆ อยู่นั้น  เขา/เธอ จะรู้สึกเปี่ยมสุข ยิ้มแก้มปริ และเพลิดเพลินกับการตวัดเส้นเพื่อถ่ายทอดจินตนาการ
โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าศิลปะคืออะไร

และสุดท้ายสามารถไปเยือนถ้ำลาสโคซ์ในรูปแบบสามมิติ!! ได้ที่นี่จ้าาา >>> http://www.lascaux.culture.fr/index.php#/fr/02_00.xml

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"