BANKSY กราฟฟิตี้ตัวพ่อ

จาก Let’s comic ฉบับ ที่ 10 ประจำเดือน กันยายน 2553

Let’s Introduce

  • บุษบา เตชศรีสุธี

‘a picture paints a thousand words’ ภาพหนึ่งภาพแทนถ้อยคำได้ล้านแปด แล้วถ้าภาพนั้นไปปรากฏบนกำแพงบ้าน  ถนนสาธารณะ และที่อื่นๆ นอกเหนือไปจากกรอบกระดาษหรือเฟรมผ้าใบแล้วล่ะก็ มันคงยิ่งดึงดูดสายตาใครต่อใคร และสื่อความหมายที่ แรง ยิ่งกว่า ใช่แล้ว! เรากำลังพูดถึงกราฟฟิตี้ งานศิลป์จากฝีมือของนักพ่นแล้วเผ่นทั้งหลาย ใครคิดว่ามันเป็นแค่งานอดิเรกของพวกมือบอนว่างจัด ลองมารู้จักชายคนนี้ซะหน่อยเป็นไร เพราะเขาคือศิลปินผู้ได้ชื่อว่า ไมเคิล แองเจโล แห่งวงการกราฟฟิตี้!

 ‘B-A-N-K-S-Y’ อ่านว่า แบ็งค์ซีย์ กราฟฟิตี้ตัวพ่อ ผู้ที่พ่นจนโลกรู้จัก!

————————————————————————————————————————————————————————

BANSKY = Underground Artist

Banksy เป็นฉายานามของศิลปินชาวอังกฤษ ที่โด่งดังจากงานกราฟฟิตี้ที่ตลกร้ายแสบสันต์ ผสมผสานกับเทคนิคเฉพาะตัวที่มีสไตล์ และทิ้งท้ายด้วยมนต์เสน่ห์ลึกลับที่ว่า ถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีใครเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา ทำให้ชื่อของ Banksy คงความขลังเสมอมา

อาร์ทติสท์นิรนามผู้นี้ ว่ากันว่าเกิดในปี 1974 เติบโตในเมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษ เป็นลูกชายของช่างอัดรูป เขาถูกอบรมมาเพื่อเป็นพ่อค้าเนื้อ แต่ดันไปหลงใหลการทำกราฟฟิตี้ ในช่วงที่เมืองบริสทอลเกิดสเปรย์พ่นสีกันในปลายยุค 80 และเมื่อเมืองๆ นี้กลายเป็นแหล่งเฟื่องฟูของศิลปะใต้ดินในต้นยุค 90 แบ๊งค์ซีย์ก็เริ่มต้นพ่นลวดลายที่นี่ด้วย

ตอนเป็นกราฟฟิตี้ใหม่ๆ แบ๊งค์ซี่ย์ใช้การวาดฟรีแฮนด์เป็นหลัก แต่หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา เขาก็หันมาใช้เทคนิคสเตนซิล เมื่อค้นพบว่ามันทำให้งานเสร็จเร็วทันใจแค่ไหน โดยเขาเล่าว่าปิ๊งไอเดียนี้จากรถขนขยะที่เขาไปหลบตำรวจอยู่ ซึ่งมีเบอร์รถที่พ่นด้วยสเตนซิลนั่นเอง ราวกับรถขยะให้โชค เพราะหลังจากใช้เทคนิคนี้ ผลงานกราฟฟิตี้ของแบ๊งค์ซี่ย์ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ผมใช้เทคนิคทุกอย่างที่จำเป็น บางทีมันก็แค่การเติมหนวดลงบนหน้าผู้หญิงในโปสเตอร์ บางครั้งมันคือการยืนเหงื่อท่วมวาดภาพชิ้นอลังการทั้งวัน หัวใจสำคัญคือความมีประสิทธิภาพ

————————————————————————————————————————————————————————

BANKSY = Animal Speaker

ถึงจะเป็นศิลปินใต้ดินที่หลบๆ ซ่อนๆ สร้างงานข้างถนน แต่ผลงานของแบ๊งค์ซี่ย์มีทั้งเสน่ห์เตะตา อารมณ์ขันร้ายกาจ และอัดแน่นด้วย สาร อันลุ่มลึก ทั้งการต่อต้านสงคราม, ต่อต้านระบบทุนนิยม, ต่อต้านสถาบันทั้งหลายแหล่ ตัวละครที่เขาใช้บ่อยๆ คือ สัตว์ ในฐานะที่มันเป็นพลเมืองชั้นสองของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนูท่ออนาธิปไตย (Anarchist Rat) สัตว์สกปรกที่ต่อต้านระบบรัฐ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว

แบ๊งค์ซี่ย์เคยจัดนิทรรศการโดยเอาหนูท่อตัวดำๆ เป็นฝูงมาทิ้งไว้รวมกับชิ้นงานต่างๆ เขายังอ้างว่าเป็นผู้ปีนเข้าไปในบ่อเพนกวินของสวนสัตว์ลอนดอน และเพ้นท์ตัวอักษรสูง 7 ฟุตไว้ว่า พวกเราเบื่อปลา และในสวนสัตว์เมืองบริสทอล เขาได้ทิ้งข้อความไว้ในคอกช้างว่า ฉันอยากออกไป ที่นี่หนาวเกิน ผู้ดูแลก็ตัวเหม็น น่าเบื่อ น่าเบื่อ น่าเบื่อ

ทว่าในปี 2003 แบ๊งค์ซี่ย์มีข่าวฉาวจากการแสดงงานชื่อ Turf War ซึ่งมีการเพ้นท์สีลงบนตัวสัตว์ อาทิ เพ้นท์หมูเป็นลายตำรวจ, เพ้นท์แกะเป็นลายนักโทษในค่ายกักกัน และเพ้นท์วัวเป็นลวดลายหน้า แอนดี้ วอร์ฮอล์ ศิลปินป็อปอาร์ทคนดัง แม้ว่าจะได้รับการรับรองจากสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ (RSPCA) แห่งสหราชอาณาจักรแล้วเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่วายถูกโจมตี นักรณรงค์สิทธิสัตว์คนหนึ่งถึงกับประท้วงด้วยการล่ามโซ่ตัวเองไว้กับรางรถไฟเลยทีเดียว!

ถ้าคุณสกปรก ไร้ค่า และไม่น่ารัก ถ้าอย่างนั้น หนูนั่นแหละคือบทบาทของคุณ

————————————————————————————————————————————————————————

BANKSY = Art  Attack!

นอกจากจะปั่นหัวพวกรักสัตว์ขึ้นสมองแล้ว แบ๊งค์ซี่ย์ยังไปป่วนวงการศิลปะด้วย เขาหยิบเอางานศิลป์ชิ้นคลาสสิคมาเขียนใหม่เป็นเวอร์ชั่นสตรีทอาร์ท อาทิ ภาพบ่อบัวของโมเน่ต์ เขาเพิ่มขยะเช่นรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ตลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำ หรืองานมาสเตอร์พีซของเอ็ดเวิร์ด ฮ็อปเปอร์ส ที่ชื่อว่า เหยี่ยวกลางคืน (Nighthawks) ก็ถูกเปลี่ยนให้มีฮูลิแกนใส่กางเกงยูเนี่ยนแจ็คตัวเดียวเข้าไปป่วนอยู่

นอกจากนั้นเขายังมี ทางลัด ในการจัดแสดงงาน นั่นคือแอบเอาผลงานไปแปะด้วยตัวเองซะเลย! ในปี 2004 แบ๊งค์ซีย์เดินดุ่ยเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ และแขวนภาพโมนาลิซ่าที่มีหน้ายิ้มสีเหลือง ผลก็คือเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เอารูปนั้นลงแทบไม่ทัน แต่หลังจากนั้น รูปโมนาลิซ่าหน้าสไมล์ลี่ย์ก็ถูกนำไปจัดแสดงจริงๆ ในอาร์ทแกลเลอรี่ Tate ประเทศอังกฤษ เคียงคู่ภาพต้นฉบับของมัน

และในเดือนมีนาคม ปี 2005 แบ๊งค์ซี่ย์ยังนำงานศิลปะชิ้นดัดแปลงของเขาไปแอบแขวนในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังมากมายในนิวยอร์ค ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้น ภาพเขียนมนุษย์ถ้ำของเขา ซึ่งเป็นรูปคนโบราณกำลังเข็นรถเข็นช็อปปิ้ง ถูกนำไปแขวนในแกลเลอรี่ของบริติชมิวเซียม เมื่อถูกค้นพบ พิพิธภัณฑ์จึงเพิ่มมันในคอลเลคชั่นที่จัดแสดงอย่างถาวรซะเลย!

การต้องผ่านกระบวนการมากมายเพื่อให้ผลงานชิ้นหนึ่งได้จัดแสดงนั้นมันน่าเบื่อมาก สนุกกว่ากันเยอะเลยนะที่จะเอางานของคุณไปแขวนซะเอง

————————————————————————————————————————————————————————

Banksy = Peace Please!

แม้จะเป็นศิลปินข้างถนน แต่ดูเหมือนว่าแบ๊งค์ซี่ย์จะเกาะติดการเมืองและมีมุมมองเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพที่แยบคาย เขามักใช้ตัวละครอย่าง ตำรวจ, ทหาร, เด็ก, คนแก่ ในการสื่อความหมายที่กระทบใจ แม้ว่าแนวคิดของเขานั้นมักจะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบท้าทายกฎหมายก็ตาม

ในเดือนสิงหาคม ปี 2005 แบ๊งค์ซีย์ได้สร้างสรรค์กราฟฟิตี้ 9 ภาพที่มีเนื้อหาสื่อถึงสันติภาพ ลงบนกำแพงเวสต์แบ๊งค์ที่อื้อฉาว ซึ่งกีดกั้นประเทศอิสราเอลจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ภาพเหล่านั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนกับงานชิ้นอื่นๆ ของเขา แต่มันอัดแน่นด้วยความรู้สึกที่อยากจะทลายกำแพงออกไปสู่เสรีภาพ เช่น ภาพของบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปเหนือกำแพง หรือภาพเด็กๆ เจาะรูที่กำแพงออกไปเห็นทะเล

นอกจากนั้น เขายังพูดถึงความยากจนบนโลกนี้ที่มักถูกมองข้าม แม้ว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เหมือนช้างสีชมพูที่อยู่ในห้อง ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะในปี 2006 โดยนำช้างอินเดียตัวเบ้อเริ่มมาเพ้นท์สีชมพูแปร๋นและลวดลายดอกไม้เหมือนวอลล์เปเปอร์เชยๆ อยู่ในห้องมันซะเลย ราวกับจะบอกชาวมะกันผู้มั่งคั่งทั้งหลายว่า อย่าทำเป็นมองไม่เห็นความยากจนข้นแค้นของชาวอินเดียซะล่ะ!

และในปีเดียวกันนั้น แบ๊งค์ซีย์ยังไปป่วนดิสนีย์แลนด์ ด้วยการนำตุ๊กตาเป่าลมที่แต่งตัวเป็นนักโทษในค่ายกักกันอ่าวกวนตานาโม ประเทศคิวบา ซึ่งเป็นที่ๆ สหรัฐฯ นำตัวผู้ก่อการร้ายไปขังภายใต้ระบบศาลทหารที่โหดเหี้ยมทารุณ ซึ่งตุ๊กตาเป่าลมตัวนี้ก็ถูกลอบนำไปวางไว้ในบริเวณเครื่องเล่น Big Thunder Mountain Railroad ให้เด็กๆ เก็บไปถามพ่อแม่ให้ตกใจเล่น

เราคงเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกนี้ไม่ได้จนกว่าระบบทุนนิยมจะล่มสลายไปซะก่อน ระหว่างนี้พวกเราควรจะไปช็อปปิ้งกันให้หมดเพื่อปลอบใจตัวเอง

————————————————————————————————————————————————————————

BANKSY = Rich Man’s Toy

เมื่อแบ็งค์ซี่ย์ดังข้ามทวีปไปถึงอเมริกา จึงไปเตะตาเหล่าดาราฮอลลีวู้ดที่ชื่นชอบของแรงๆ อย่างไม่ต้องสงสัย คริสติน่า อากิเลร่า เป็นคนแรกที่ซื้อภาพของเขามาประดับบารมี ตามด้วยคู่รักระบือโลก แองเจลิน่า โจลี่-แบรด พิทท์ ตบท้ายด้วย จู๊ด ลอว์ แบ๊งค์ซี่ย์กลายเป็นศิลปินที่ขายงานได้ในราคาแพงหู่ฉี่ถึงกว่า 250,000 ปอนด์ สร้างปรากฏการณ์ ‘The Banksy Effect’ หรือกระแสเห่อแบ็งค์ซี่ย์ จนแม้แต่แบ๊งค์ซี่ย์เองยังออกมาโพสต์ล้อเลียนในเว็บไซต์ของเขา เป็นรูปการประมูลภาพที่เขียนว่า “I Can’t Believe You Morons Actually Buy This Shit.” (ไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกคุณๆ ปัญญาอ่อนจะซื้อขยะนี้จริงๆ)

นอกห้องประมูลนั้น ผลงานของแบ๊งค์ซี่ย์ยังขายดีอย่างบ้าคลั่ง งานกราฟฟิตี้ของเขามีผู้ประมูลซื้อกันเกรียวกราวโดยไม่สนว่าจะขนย้ายมันออกจากกำแพงอย่างไร บ้านหลังหนึ่งในเมืองบริสทอลที่มีผลงานช่วงแรกๆ ของเขาอยู่ถึงกับประกาศขายงานกราฟฟิตี้โดยแถมบ้าน! ผับชื่อ The Whitehouse ในเมืองลิเวอร์พูล ที่มีภาพหนูตัวใหญ่ถือปากกามาร์กเกอร์ของแบ็งค์ซี่ย์ ถูกประมูลขายในราคาสูงถึง 114,000 ปอนด์ โดยหากเจ้าของใหม่ต้องการเพ้นท์ทับรูปหนูหรือดัดแปลงใดๆ แล้วล่ะก็ จะต้องได้รับการอนุญาตจากสภาเมืองลิเวอร์พูลซะก่อน

แม้ว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปจากฝ่าเท้าเป็นหน้ามือเพราะความโด่งดัง แต่แบ๊งค์ซี่ย์ก็ยังรักจะที่เหน็บแนมคนดังอยู่เหมือนเคย เขาพ่นรูป จอห์น ทราโวลต้า และ แซมมูเอล แจ็คสัน ถือกล้วยจี้คนแทนปืน จากหนังเรื่อง Pulp Fiction ไว้ที่กำแพงใกล้สถานีรถไฟ ซึ่งคาดว่าเป็นงานที่มีมูลค่ามากกว่า 300,000 ปอนด์ แต่ก็ถูกการขนส่งของลอนดอนส่งคนมาทาสีทับ โดยบอกว่ามันทำให้สังคมเสื่อมและพวกเขาเป็นนักทำความสะอาดไม่ใช่นักวิจารณ์ศิลปะ หลังจากนั้นแบ๊งค์ซี่ย์ก็กลับมาพ่น Pulp Fiction อีกครั้ง โดยคราวนี้เปลี่ยนเป็นรูปดาราทั้งสองถือปืนใส่ชุดกล้วย! อย่างไรก็ตาม สุดท้ายภาพนี้ก็ถูกแบ๊งค์ซีย์พ่นทับเป็นรูปนางฟ้าใส่เสื้อเกราะกันกระสุนถือหัวกะโหลกไว้ในมือ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ ‘โอโซน’ ศิลปินกราฟฟิตี้วัย 19 ที่ถูกรถไฟใต้ดินชนเสียชีวิต

————————————————————————————————————————————————————————         

Banksy = Media Prankster

แบ๊งค์ซี่ย์ชอบการล้อเล่นกับสื่อและสาธารณชนมาตั้งแต่เขายังไม่ดัง ในเดือนสิงหาคม ปี 2004 ครบรอบ 7 ปีที่เจ้าหญิงไดอาน่าสิ้นพระชนม์ แบ๊งค์ซี่ย์ได้ผลิตธนบัตรปลอมราคา 10 ปอนด์ของอังกฤษ โดยเปลี่ยนหัวของพระราชินี เป็นหัวของเจ้าหญิงไดอาน่าแทน และเปลี่ยนข้อความ ‘Bank of England’ เป็น ‘Banksy of England’ มีคนเอาไปโปรยแจกฝูงชนในงานเทศกาลน็อตติ้ง ฮิลล์ ปีนั้น ซึ่งหลายคนที่เก็บได้ก็พยายามเอาไปซื้อของ แบ๊งค์ปลอมเหล่านี้ยังถูกเอาไปขายในอีเบย์ถึงใบละ 200 ปอนด์ ส่วนโปสเตอร์แบบลิมิเต็ดจำนวน 50 ใบที่ทำจากแบ๊งปลอม 10 ใบที่ยังไม่ได้ตัดก็ถูกพิมพ์ขายในราคา 100 ปอนด์เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า ใบหนึ่งถูกนำมาประมูลขายในปี 2007 ได้ราคาสูงถึง 24,000 ปอนด์เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม คนดังที่แบ๊งค์ซี่ย์โปรดปรานมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้น ปารีส ฮิลตัน ไฮโซสาวทายาทธุรกิจโรงแรมฮิลตัน ที่เขาลงทุนทำซีดีปลอม อัลบั้มชุดแรกของเธอจำนวน 500 แผ่น วางขายปะปนกับของจริงใน 48 ร้านค้าทั่วราชอาณาจักร ซีดีปลอมหลายแผ่นถูกซื้อไปก่อนที่ทางร้านจะรู้ตัว ซี่งบางคนก็นำมันไปประมูลขายทางอีเบย์ได้ราคาสูงถึง 750 ปอนด์ทีเดียว โดยมีแพ็คเก็จที่เขาออกแบบเองและเพลงที่รีมิกซ์ใหม่ ชื่อเพลงอย่าง ‘ทำไมฉันถึงดัง?’ ‘ฉันไปทำอะไรมา’ และ ‘ฉันอยู่เพื่ออะไร’ ส่วนหน้าปกก็เป็นรูปปารีสที่ถูกรีทัชให้เปลือยท่อนบน และอีกรูปก็ตัดต่อเอาหน้าหมาชิวาวามาใส่แทนหน้าเธอ ส่วนภาพที่เธอกำลังก้าวออกจากรถหรูนั้น ก็ถูกตัดต่อให้มีพวกไร้บ้านมาร่วมแจม พร้อมคำบรรยายว่า “90% ของความสำเร็จนั้นเป็นแค่การแสดง”

————————————————————————————————————————————————————————   

Banksy = Anonymous  Superstar

นอกจากจะโด่งดังจากงานกราฟฟิตี้ใต้ดินแล้ว แบ๊งค์ซี่ย์ยังได้ไปเฉิดฉายในสื่อสาธารณะ อย่างการออกแบบปกอัลบั้ม Think Tank ให้กับวง Blur นิทรรศการรวมงานศิลปะของเขาที่เมืองบริสทอล ปี 2009 มีผู้เข้าชมมากกว่า 8,500 คนในสัปดาห์แรก และมากกว่า 300,000 ครั้งตลอด 12 สัปดาห์ นอกจากนั้น เขายังตีพิมพ์หนังสือรวมภาพถ่ายและผลงานศิลปะของตัวเองวางจำหน่ายหลายเล่ม เช่น Banging your Head Against A Brick Wall (2001), Existencilism (2002), Cut it Out (2004), Wall and Piece (2005), Pictures of Wall (2005) และล่าสุดในปี 2010 นี้ แบ๊งค์ซีย์ยังไปกำกับหนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตนักพ่น Exit Through the Gift Shop  ซึ่งฉายเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ และได้รับเสียงวิจารณ์ดีเยี่ยม

หลายคนคงคิดว่า เป็นไปได้ไงที่ศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่างนี้จะไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ทั้งๆที่เวลาสร้างสรรค์งานเขาก็ไม่ได้ใส่หน้ากากอย่างแบทแมนซะหน่อย ความจริงแล้วมีข่าวลือและสมมติฐานมากมายว่าแบ๊งค์ซี่ย์เป็นใคร บ้างก็ว่าเขาอาจไม่ใช่บุคคลเดียว แต่เป็นกลุ่มอาร์ติสท์นักพ่นที่ร่วมมือกันสร้างฉายานามนี้ให้ดังระเบิดก็เป็นได้ เพราะตัวแทนของเขาก็ไม่ได้ยืนยันว่า ภาพทุกภาพเป็นฝีมือของแบ๊งค์ซี่ย์อย่างแท้จริง แต่หลายคนก็เชื่อว่า แบ๊งค์ซี่ย์น่าจะเป็นลายเซ็นของคนคนเดียว เพียงแต่คนผู้นั้นยังไม่ถูกฟันธงให้ชัดเจนว่าเป็นใครเท่านั้น

แบ๊งค์ซี่ย์เองก็เหมือนจะ สนุก’ กับเกมปริศนานี้อยู่ไม่น้อย เขาเคยพ่นรูปหนู ถือป้ายที่คาดว่าเป็นลายเส้นรูปหน้าเขาเองในปี 2009  เป็นชายสวมแว่นที่ดูละม้ายคล้ายคลึงเมื่อเทียบกับรูปถ่ายที่คาดว่าเป็นแบ๊งค์ซี่ย์ระหว่างปฏิบัติการในจาไมก้า

ในปี 2003 ไซมอน แฮ็ทเตนสโตน จากเว็บข่าว Guardian Unlimited อ้างว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้โชคดีไม่กี่คนที่ได้สัมภาษณ์แบ๊งค์ซี่ย์ตัวเป็นๆ เขาบรรยายว่าแบ๊งค์ซี่ย์เป็นชายหนุ่มผิวขาววัย 28 (ในตอนนั้น) สวมเสิ้อยืดกางเกงยีนส์ มีฟันเงิน โซ่เงิน และใส่ตุ้มหูเงินหนึ่งข้าง เขาเป็นเด็กมีปัญหาในโรงเรียน จึงถูกไล่ออกและเคยติดคุกในข้อหาเล็กน้อย ก่อนจะกลายมาเป็นกราฟฟิตี้ที่ร่ำรวยเหลือเชื่อ จนพ่อแม่คิดว่าลูกชายคงทำงานเป็นนักตกแต่งทาสีบ้านที่ประสบความสำเร็จมากผิดปรกติ และยังมีข่าวลือที่บอกว่า ชื่อจริงของแบ๊งค์ซี่ย์คือ โรบิน แบ๊งค์ส อดีตพ่อค้าเนื้อร่างอวบเบียร์ที่ใส่ฟันทองอีกต่างหาก!

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือใหม่ที่ฟังดูน่าเชื่อถือกว่าเกี่ยวกับตัวตนของแบ๊งค์ซี่ย์ ถูกเปิดเผยโดย The Mail on Sunday หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษที่อ้างว่าชื่อจริงของแบ๊งค์ซี่ย์คือ โรบิน กันนิ่งแฮมม์  ชายผู้เติบโตมาในเมืองบริสทอล สืบละเอียดถึงขั้นว่าพ่อแม่เป็นใครทำอาชีพอะไร มีลูกเต้ากี่คน แบ๊งค์ซี่ย์เกิดที่ รพ. ไหน โดยบอกว่าเขาเคยเป็นเด็กนักเรียนหัวศิลปะในโรงเรียนเก่าแก่หรูระยิบ แต่ตัวแทนของแบ๊งค์ซี่ย์ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับข่าวนี้ และตัวแบ๊งค์ซี่ย์เองก็ประกาศในเว็บไซต์ของเขาว่า

“ผมไม่อาจแสดงความเห็นว่าใครจะใช่หรือไม่ใช่แบ๊งค์ซี่ย์ แต่ใครก็ตามที่ถูกบรรยายว่า ‘วาดรูปเก่ง’ ฟังดูไม่น่าจะใช่แบ๊งค์ซี่ย์สำหรับผม”

————————————————————————————————————————————————————————

Banksy = It’s (not) Only Words!

“กราฟฟิตี้เป็นงานที่คุณทำได้ในยามที่คุณแทบไม่มีอะไรเลย และแม้ว่าคุณจะไม่ได้สร้างภาพที่จะช่วยโลกนี้จากความยากจน แต่อย่างน้อยคุณก็ทำให้ใครบางคนยิ้มได้ตอนที่เขายืนฉี่ก็แล้วกัน”

อยากจะบอกว่า หน้ากระดาษเราคงไม่กว้างใหญ่พอจะพ่นความเก๋าของกราฟฟิตี้สุดกวนผู้นี้ได้หมด เราเลยอยากทิ้งท้ายด้วยคำคมเด็ดๆ ของเขามา และแถมอีกนิดว่าแบ๊งค์ซี่ย์ก็ไม่ได้อยู่เฉยกับกระแสโลกร้อนเหมือนกัน เขาได้สร้างงานกราฟฟิตี้ 4 ชิ้นที่มีความนัยเกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อนเป็นการปิดท้ายการประชุมว่าด้วยโลกร้อนของสหประชาชาติในปี 2009 โดยมีภาพหนึ่งพ่นข้อความว่า ‘I Don’t Believe In Global Warming’ แต่ดูให้ดีๆ ตัวอักษรนั้นจมอยู่ใต้น้ำไปแล้วครึ่งหนึ่งนะ!

————————————————————————————————————————————————————————

อ้างอิง

  • wikipedia.org
  • banksy.co.uk
Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"