H.R. Giger เจ้าพ่อเซอร์เรียลลิสม์

713

บทความ Let’s Introduce

จาก Let’s comic issue 13 ประจำเดือน พฤษภาคม 2554

  • by บุษบา เตชศรีสุธี

ศิลปะคือความงาม แต่ความงามเชิงศิลปะหลายครั้งก็เกิดจากองค์ประกอบอันหม่นมืด เพี้ยนพิสดาร เหลื่อมล้ำก้ำกึ่งกับความวิปริตวิตถารอยู่เนืองๆ แต่ความสามารถในการเปลี่ยนเรื่องมุมมืดเหล่านี้ให้กลายเป็นศิลปะได้นั้น นับเป็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลเหนือออกไปจากขอบเขตความจริง และถือเป็นการระบายออกที่ สร้างสรรค์ ของพลังด้านมืดอันคุกรุ่นอยู่ภายในตัวคนเราทุกคนอยู่แล้ว ดังที่นักจิตวิทยา ซิกมันด์ ฟรอยด์ ว่าไว้

แต่แรงขับทางเพศและความรุนแรงที่เป็นเสมือนลาวาภูเขาไฟรอวันระเบิด ก็อาจกลายเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ถ้าใช้อย่างถูกวิธี เหมือนกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แม้จะโคตรอันตรายแต่ก็มีคุณค่ามหันต์

ดุจดังงานศิลปะเหนือจริงของศิลปินจิตหลุดผู้นี้ บุรุษที่ ทิม เบอร์ตัน เรียกพี่, Berserk เรียกอา, Alien เรียก ป๊ะป๋า

เพราะเขาคือ H.R. Giger !!

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ขุดวัยเยาว์ เข้าถึงปมเพี้ยน

คนที่คุ้นเคยกับงานศิลปะของไกเกอร์ดี คงจะรู้ว่าชายหน้าตาเก็บกดคนนี้ ชอบหยิบเอาสัญลักษณ์ทางเพศมาใช้ในงานดาร์คๆ ของเขาได้อย่างแนบเนียนและโดดเด่น แสดงถึงความหมกมุ่นที่ไม่เหมือนใคร ฮานส์ รูดอล์ฟ ไกเกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 1940 เป็นบุตรคนที่สองของครอบครัวเมือง Chur ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พ่อของเขาเป็นถึงด็อกเตอร์นักเภสัชกรที่ได้รับการยอมรับ แต่ไกเกอร์กลับเป็นเด็กประหลาดผู้ชอบซุกตัวอยู่ในที่มืดๆ และสนใจเพศตรงข้ามตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล แต่ก็ขี้อายเกินกว่าจะทำอะไรได้นอกจากไปเฝ้าหน้าบ้านสาวเป็นชั่วโมงๆ จนได้ชื่อเล่นว่า ‘lady-killer’

จินตนาการเพี้ยนๆ ของไกเกอร์เริ่มก่อร่างตั้งแต่ตอนนี้ คณะละครสัตว์ที่เด็กน้อยหลงใหลและแอบเข้าไปชมฟรีอยู่บ่อยๆ ด้วยความทึ่งว่านักกายกรรมชายช่างอำพรางเพศสภาพ (เก็บเป้า) ของเขาได้อย่างแนบเนียนซะนี่กระไร ภาพของพระเยซูที่ถูกนำมาให้ดูเพื่อพร่ำสอนว่าจงละอายต่อบาปกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาคลั่งไคล้ในภาพโชกเลือด แม้แต่การจับคู่เล่นเกมขี่ม้ากับเด็กหญิงก็ทำให้หนุ่มน้อยไกเกอร์คิดเพริดไปถึงการเฆี่ยนสาวๆ ด้วยแส้และสายหนังซะแล้ว

แม้จะสนใจเพศตรงข้าม (ที่อายุมากกว่า) แค่ไหน แต่ไกเกอร์ก็ได้แต่มอง เพราะเขาไม่มีทั้งคารมและรูปหล่อ จึงต้องหาทางดึงดูดสาวๆ ด้วยวิธีอื่นแทน ทุกปีที่จัตุรัสของเมืองจะมี รถไฟผี เครื่องเล่นที่เอาไว้หลอกล่อสาวๆ ซึ่งหนุ่มน้อยไกเกอร์วัย 6 ขวบเข้าไปขลุกเพื่อเรียนรู้กลไกการทำงานของจักรกล ไปจนถึงกลยุทธการหยุดรถเพื่อแอบจูบสาวๆ ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต่อมาไกเกอร์ได้เอาไปสร้างเป็นรถไฟผีของเขาเอง โดยดัดแปลงจากทางเดินยาวๆ ที่บ้าน และให้เพื่อนมานั่งโดยที่สาวๆ ไม่ต้องเสียตังค์!

โรงเรียนประถมของไกเกอร์เป็นโรงเรียนทดลองสำหรับครูหัดสอน เปิดโอกาสให้เขาได้ เล่น อย่างเต็มที่โดยไม่มีการบ้านตลอดเวลา 6 ปี แม้จะอ่อนด้อยวิชาการแต่ก็ได้ฟูมฟักจินตนาการด้วยการวาดรูป, ทำโมเดล, จัดฉาก ไปจนถึงเอารถจำลองมาแข่งกัน แน่นอนว่าไกเกอร์ต้องลำบากเมื่อขึ้นชั้นมัธยม เขาเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนรายวิชาทุกปีเพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำชั้น แต่ในที่สุดก็ถูกครูคณิตศาสตร์มหาโหดปรับให้ตกในปีที่ 5 เพราะได้ต่ำกว่าเกณฑ์ไปครึ่งคะแนน! ไกเกอร์จึงย้ายหนีไปเรียนที่เมืองลูเซิร์นมันซะเลย

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ผ่าวัยรุ่น วุ่นกับความรุนแรง

พอย่างเข้าวัยรุ่น ไกเกอร์ก็หันมาปลดปล่อยอะดรีนาลินกับกิจกรรมที่มีกลิ่นอันตราย วิชาอิสระที่เขาเลือกเรียนคาบแรกในชั้นมัธยมคือ ประวัติศาสตร์ปืน ซึ่งทำให้ไกเกอร์บ้าสะสมปืนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหอบปืนราว 20 กระบอกไปแจกจ่ายเพื่อนร่วมห้องให้เอามาจ่อหัวกันเล่น จนอาจารย์ขวัญแขวนรีบเก็บแทบไม่ทัน กลายเป็นคลาสเรียนที่เลิกเร็วที่สุด เพราะมันฆ่าคนได้ ปืนจึงทำให้คุณคิดในแง่ลบทันที แต่มันก็ทำให้คุณหลงใหลได้ด้วย เหมือนกับที่ผมต้องมนต์ของมันตอนอายุ 8 ขวบ กระสุนยิ่งอันตรายเป็นพิเศษสำหรับไกเกอร์ เพราะเราไม่สามารถดูออกจากภายนอกว่ามันถูกบรรจุอยู่หรือไม่

อีกหนึ่งเครื่องสังหารมนุษย์ที่ดึงดูดใจไกเกอร์คือ กิโยติน สิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นโดย ดร. กิโยติน ผู้ได้ใช้มันเป็นคนแรกๆ เช่นกัน เขามีแบบจำลองกิโยตินพลาสติกชิ้นเล็กๆ แต่รู้สึกไม่สะใจจึงวาดแบบไปให้ช่างไม้ตัดเท่าของจริง เขาจึงได้กิโยตินที่มีทุกอย่างยกเว้นใบมีด ทำเอาพ่อนึกว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว นอกจากนี้ไกเกอร์ยังสนใจในหุ่นขี้ผึ้งจากการอ่านเรื่องสยองขวัญอย่าง The Waxworks และ The Phantom of the Opera  ซึ่งทำให้เขาเลิกง่วนกับรถไฟผีหันมาทำห้องมืดแทน ที่ซึ่งไกเกอร์ใช้เป็นสตูดิโอทำงานศิลปะ ชมรมดนตรีแจ๊ซ และเอาไว้หลอกล่อสาวๆ เช่นเคย

ผลงานแรกของไกเกอร์ที่ได้รับการเผยแพร่ยังไม่วายเกี่ยวข้องกับการทำลายล้าง นั่นคือ Atomkinder (Nuclear Childern) ภาพสเก็ตซ์ที่เขาวาดเล่นซึ่งถูกตีพิมพ์ในนิตยสารใต้ดินและวารสารของโรงเรียน งานนี้เขาไม่ได้เงินแต่ได้หน้าทดแทนกับผลการเรียนอันย่ำแย่ แม้พ่อของเขาจะมีความเห็นคล้ายคนส่วนใหญ่ว่า ศิลปะนั้นทำมาหากินไม่ได้ และศิลปินก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพวกขี้ยาเพ้อพก แต่ด็อกเตอร์ไกเกอร์ก็ไม่เคยลงมือกับลูกชายผู้แหกคอก ยกเว้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเมื่อไกเกอร์ดันซ่าไปผสมสารเคมีทำกระสุนในห้องปรุงยาใต้ดิน จนเกือบทำไฟไหม้บ้านและรมควันตัวเองตาย!

ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากที่ทิ้งขยะ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

เฉือนชีวิต ฝันร้ายในงานจิตรกรรม

          หลังเรียนจบด้านตกแต่งภายในและออกแบบอุตสาหกรรม ไกเกอร์ก็ไปทำงานประจำเป็นดีไซน์เนอร์ออกแบบเฟอร์นิเจอร์อยู่พักหนึ่ง แต่เขายังใช้เวลาค่อนคืนทำงานศิลปะอยู่ดี เทคนิคที่เขาช่ำชองคือแอร์บรัช ซึ่งในสมัยนั้นถูกค่อนขอดว่าไม่เนี้ยบเท่ากับฝีแปรง แต่ไกเกอร์ก็หาได้แคร์ ถ้าคุณมีฝืมือขั้นเทพจริงๆ ไม่ว่าเทคนิคอะไรก็จะไม่เห็นอยู่ในภาพเลย ครั้งหนึ่งลูกค้าเคยคิดว่าภาพของเขานั้นเป็นภาพถ่ายด้วยซ้ำ! ส่วนที่เป็นไฮไลท์นั้นเขาใช้ใบมีดโกนขูดเอา

ไกเกอร์เริ่มผลิตงานเพื่อบำบัดฝันร้ายของตัวเองซึ่งเขาบันทึกไว้ในไดอารี่ตั้งแต่ได้อ่านงานเขียนของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ บวกกับความสนใจเรื่องภูตผีปีศาจ การทรมานแบบจีน และสารพันความโหดร้าย แต่ชีวิตจริงในวัยหนุ่มของเขากลับดูสุขสบายดี มีแฟนสาวสวยนักแสดงและเพื่อนๆ ที่คอยผลักดันจนไกเกอร์ออกมาเป็นศิลปินเต็มตัว เขาสร้างงานประติมากรรมชิ้นแรกๆ เพื่อใช้เป็นของประกอบฉากในหนังสารคดีของเพื่อนเรื่อง Swiss Made ซึ่งเขาร่วมเป็นผู้กำกับด้วย เป็นงานที่ได้เงินน้อย แต่เพิ่มพูนคอนเนคชั่น

ตอนที่โลกยังสดใส ไกเกอร์เห็นอะไรก็แปรเปลี่ยนเป็นงานศิลปะได้หมด ตั้งแต่การเขียนภาพไว้อาลัยศิลปินอาวุโสให้ดูหลอนแบบขำๆ หรือทำที่ทิ้งขยะให้กลายเป็นอีโรติกอาร์ท! การบูมของเทคโนโลยี อะตอมมิคบอมบ์ และการโคลนนิ่งดลใจให้เขาสร้างงานชุด Biomechanoids การควบรวมของคนกับจักรกล ออกมาเป็นขอทานที่มีแต่มือและขาอันเกิดจากการตัดแต่งพันธุกรรม ทว่าหลังจาก ลี แฟนสาวซึ่งคบกันมา 9 ปีเกิดภาวะซึมเศร้าและยิงตัวตาย ไกเกอร์ก็พลอยหดหู่ไปด้วย แต่เขาเศร้าได้ไม่นาน เพราะฮอลลีวู้ดมาเคาะประตูแล้ว

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

กรีดพรมแดง แจ้งเกิดกับเอเลี่ยน

          ไกเกอร์ไปข้องแวะกับหนังใหญ่ครั้งแรกในโปรเจ็คท์ Dune หนังไซไฟความยาวสามชั่วโมงที่ ซัลวาดอร์ ดาลี จิตรกรเอกแนะนำผู้สร้างให้เขาเป็นคนออกแบบ แต่ไปๆ มาๆ หนังเรื่องนี้กลับเปลี่ยนตัวผู้กำกับและไกเกอร์ก็หลุดโผซะงั้น แต่เขาได้งานใหม่ที่ใหญ่กว่า เมื่อ ริดลี สก็อตต์ ได้เห็นหนังสือเล่มดัง Necronomicon ตำนานปีศาจของเขาแล้วติดใจ จึงเซ็นสัญญาให้ไกเกอร์เป็นผู้ออกแบบสัตว์ประหลาดและฉากหลังในหนังที่เขากำลังสร้างเรื่อง Alien

ปรากฏว่า Alien ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำให้ไกเกอร์ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยมในปี 1980 และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากนั้นยังทำให้เขาได้ภรรยาอีกคน นั่นคือ มิอา สาวสวยที่คอยดูแลเขาระหว่างการเดินสายโปรโมท Alien นั่นเอง น่าเสียดายที่ทั้งคู่แต่งงานกันได้แค่ปีครึ่งก็เลิกรา แต่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ไกเกอร์ได้ทำงานในหนังใหญ่อีกหลายเรื่อง ทั้ง Alien3, Species, Poltergeist II หรือแม้แต่ Batman Forever ที่เขาออกแบบรถแบทโมบิลโฉมใหม่เอาไว้แต่ไม่ได้ใช้ในหนัง นอกจากนั้นไกเกอร์ยังไม่ยอมแก่ ลดวัยไปออกแบบวีดีโอเกม Dark Seed และปกอัลบั้มให้กับศิลปินวัยรุ่นอีกเพียบ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แทงไกเกอร์ อนาจารหรืองานศิลปะ

ไม่น่าแปลกใจว่างานของไกเกอร์ออกจะแรงขนาดนี้ ต้องมีทั้งสาวกและคนยี้อย่างแน่นอน เขาเคยถูกฟ้องในปี 1976 จากผลงานอื้อฉาว No. 219 Landscape XX, 1973 ที่ถูกนำไปใช้ในอัลบั้มของวงพังค์ Dead Kenedy แต่สุดท้ายศาลเมืองซานฟรานซิสโกก็ตัดสินว่ามันเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่ภาพโป๊ Erotomechanics ยังเป็นผลงานล่อแหลมอีกชุดที่เขาสร้างสรรค์ขณะกำลังอยู่ในห้วงรักกับมิอา และได้แรงบันดาลใจต่อยอดจาก Alien

ในโลกสมัยใหม่ที่ผู้คนเปิดกว้างทางความคิดในแบบ make love, not war งานศิลปะแบบดาร์คอีโรติกของไกเกอร์จึงมีแฟนๆ ต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ดินแดนแห่งศิลปะและเทคโนโลยี  ทุกวันนี้ ไกเกอร์ขยายอาณาจักรของเขาออกจากกระดาษจนกลายเป็นสามมิติ เช่น Giger Bar บาร์ที่ออกแบบและตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบไกเกอร์ แห่งแรกอยู่ที่โตเกียว แต่ไม่ถูกใจไกเกอร์เท่าไหร่และปิดตัวไปแล้ว อีกสองแห่งตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ที่เมือง Gruyères และเมือง Chur บ้านเกิดของเขาเอง นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ H.R. Giger ในเมือง Gruyères อีกด้วย

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

จะเห็นได้ว่า งานของไกเกอร์ส่งแรงกระเพื่อมไปสู่วงการอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์ ไปจนถึงเล็กๆ อย่างรอยสักบนหัวไหล่ ทั้งที่มันเริ่มต้นจากฝันร้ายและจินตนาการเพียงเท่านั้น แม้ว่าจะมีหลายคนที่เห็นว่ามันดูเป็นภาพลามกจกเปรต แต่คนอีกมากมายที่ค้นพบ แนวคิด บางอย่างในงานของเขา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ศิลปะเปลี่ยนสัญชาตญาณดิบให้กลายเป็นสิ่งสร้างสรรค์ได้ เพียงเราใช้และมองอย่างถูกวิธี!

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ที่มา

  • hrgiger.com เว็บไซต์เป็นทางการของไกเกอร์
  • hrgigermuseum.com เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ไกเกอร์
  • wikipedia.org
  • หนังสือ HR Giger ARh+, TASCHEN, 2007
Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"