COMIC v POLITIC การเมืองกับเรื่องการ์ตูน

โดย บุษบา จากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับ 863 เดือนมีนาคม 2016

จริงอยู่ที่การพูดคุยในเรื่องการเมืองนั้นอาจทำให้คู่สนทนาเกิดความบาดหมางขัดแย้งและอาจถึงขั้น วงแตก’ กันได้ง่ายๆ แต่สำหรับสื่อที่ออกแนวบันเทิงอย่างหนังสือการ์ตูน กลับนิยมสอดแทรกหรือเสียดสีประเด็นทางการเมืองเข้าไปเป็นจุดขายหนึ่ง เพื่อทำให้เรื่องราวที่แต่งขึ้นมานั้นเพิ่มความเข้มข้นสมจริง หรือเป็นมุกที่ชวนให้คนอ่านนึกเชื่อมโยงเข้ากับบุคคลหรือสถานการณ์ในโลกจริงอย่างไม่ซีเรียสเคร่งขรึมจนเกินไปนัก ดังจะเห็นได้จากการ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์ที่วาดล้อการเมืองกันอยู่ทุกวี่วัน

และไม่เพียงแต่การ์ตูนช่องเท่านั้น หนังสือการ์ตูนอเมริกันหรือที่เรียกว่า คอมิกส์’  นั้นได้ให้กำเนิดซูเปอร์ฮีโร่ผู้รักชาติยิ่งชีพขึ้นมาเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) แทนฝ่ายอเมริกาในสงครามโลกด้วยซ้ำไป เมื่อกาลเวลาผ่านมาถึงยุคปัจจุบัน เหล่าฮีโร่ในการ์ตูนคอมิกส์ก็ยิ่งมีจุดยืนของตัวเองที่ทวีความซับซ้อนทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งบ่อยครั้งมันก็ถ่ายทอดมาจากทัศนคติทางการเมืองของบรรดาศิลปินนักวาดและแต่งเรื่องนั่นเอง

ในวาระที่ศึกใหญ่ของซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายคอมิกส์ดังกำลังจะปะทุ เราลองมาดูกันซิว่า นอกจากความบันเทิงเต็มสูบแบบฮอลลีวู้ดแล้ว เหล่ายอดมนุษย์ในการ์ตูนคอมิกส์ทั้งหลายยังได้แอบสะท้อนการเมืองอเมริกันเอาไว้อย่างไรบ้าง

SUPERMAN – SUPER BOY SCOUT

สุดยอดลูกเสือ – เอเลี่ยนต่างด้าว

แม้ว่าแท้จริงแล้วบุรุษเหล็กคือมนุษย์ต่างดาวชาวคริปโตเนียน ที่มาอาศัยลี้ภัยอยู่บนโลกตั้งแต่ยังแบเบาะ แต่ถ้าพิจารณาชีวิตวัยเยาว์ของเขา ซูเปอร์แมนก็ไม่ต่างจาก ลูกเสือ’ (boy scout) ที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติของชาวมะกัน เพราะเขาเติบโตมาในสมอลล์วิลล์ เมืองชนบทเล็กๆ ในแคนซัส ได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังจากสองสามีภรรยาชาวไร่ให้ จงทำดี จงทำดี จงทำดี’ และเป็นอยู่ตามขนบท้องถิ่น คือ เล่น (อเมริกัน) ฟุตบอลกับเพื่อน, ตกหลุมรักสาวข้างบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่นในเมืองแสนสุขสงบ

จนกระทั่งย้ายมาตามฝันในเมโทรโพลิส คลาร์ก เคนท์ ก็ต้องเผชิญกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบแล้งน้ำใจของเมืองใหญ่ ที่นี่เขาไม่ได้เป็นฮีโร่ แต่เป็นแค่นักข่าวธรรมดา นอกจากนั้นยังมีสถานะเป็นต่างด้าว (+ต่างดาว) อีกด้วย ซูเปอร์แมนจึงเหมือนเป็นตัวแทนภาพฝันแบบ อเมริกันดรีม’ ของคนหลากหลายเชื้อชาติที่มาใช้ชีวิตอยู่ในเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมของแผ่นดินอเมริกา

ซูเปอร์แมนรุ่นแรกๆ เป็นตัวแทนสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ ซูเปอร์แมนยังถูกมองว่าเป็นนักสังคมนิยม (Socialist) จากรากเหง้าที่เขาถือกำเนิดมา โดย แกรนท์ มอริสสัน ผู้แต่ง All-Star Superman (2005-2008) ได้อธิบายความเป็นมาของบุรุษเหล็กว่า ซูเปอร์แมนเป็นผลงานสร้างสรรค์ของสองเด็กหนุ่มชาวยิวจากคลีฟแลนด์  เจอรี่ ซีเกล และ โจ ชูสเตอร์ จึงไม่แปลกที่เขาจะเป็นฮีโร่ต่างดาวผู้อพยพมายังอเมริกา ซึ่งในช่วงนั้นเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ผู้คนมากมายเพิ่งย้ายมาอยู่อเมริกา พวกเขาต้องปรับตัวกับปัญหาทั้งในด้านการเงิน การเมือง สังคม เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นจึงนำมาสู่มายาคติที่ว่า – ใครจะแข็งแรงพอ, รวดเร็วพอที่จะดูแลเมืองอย่างนิวยอร์ค ซึ่งก็คือเมโทรโพลิสนั่นเอง”

สำหรับผม พวกเขาได้สร้างตัวละครซูเปอร์แมนขึ้นมาเป็นสุดยอดผู้อพยพที่พยายามยืนหยัดด้วยความฝันและความหวัง เขาไม่เพียงเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งแบบที่เด็กผู้ชายอยากเป็น แต่ซูเปอร์แมนยังยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม ซึ่งมันคงเป็นสิ่งที่พวกเขาได้เห็นมาตลอดชีวิต ฉะนั้นในช่วงแรกๆ ซูเปอร์แมนจึงต่อสู้กับบรรดาผู้นำคดโกง เจ้าหน้าที่รัฐและนายกเทศมนตรี ทุกคนที่มีอำนาจดูจะต้องคดโกงในเรื่องของซูเปอร์แมน…  และในช่วงแรกๆ ซูเปอร์แมนก็สู้กับหุ่นยนต์บ่อยด้วย ซึ่งช่วงนั้นเครื่องจักรเข้ามาแย่งงานผู้คน เหมือนที่คุณเห็นได้ในหนังอย่าง Modern Times ของ ชาร์ลี แชปลิน ซูเปอร์แมนในช่วงปีแรกๆ จึงเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อและความอุตสาหะ ต่อต้านวิถีที่เปี่ยมอำนาจของเครื่องจักร”

พวกเขาได้สร้างตัวละครซูเปอร์แมนขึ้นมาเป็นสุดยอดผู้อพยพที่พยายามยืนหยัดด้วยความฝันและความหวัง เขาไม่เพียงเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งแบบที่เด็กผู้ชายอยากเป็น แต่ซูเปอร์แมนยังยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม ซึ่งมันคงเป็นสิ่งที่พวกเขาได้เห็นมาตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ซูเปอร์แมนในจักรวาลภาพยนตร์ใหม่ของดีซีถูกพัฒนาให้มีความร่วมสมัย โดยเน้นไปยังความเป็นเอเลี่ยนต่างด้าวของเขามากขึ้น เป็นเวลานานที่ซูเปอร์แมนถูกมองว่าออกจะน่าเบื่อ เพราะเขาเป็น ‘ลูกเสือ’ และยืนหยัดอยู่ข้างอเมริกันชนหัวขวามากกว่าหัวซ้าย และเป็นเวลานานที่เขาถูกมองว่าเป็นตัวแทนของตำรวจ พ่อ หรือแนวคิดสังคมแบบชายเป็นใหญ่ แต่ตอนนี้เราได้เห็นว่าซูเปอร์แมนมีความเป็นเอเลี่ยนมากขึ้น และหันมายืนอยู่ข้างวัฒนธรรมกลุ่มย่อยมากขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยมีศัตรูฝ่ายตรงข้ามหลงเหลืออยู่สักเท่าไหร่ ในสังคมแห่งความหลากหลาย ทุกคนต่างอยู่ใต้กล้องวงจรปิด ทุกคนอยู่ภายใต้การควบคุม ฉะนั้นซูเปอร์แมนก็เลยกลายพันธุ์อีกครั้งในฐานะฮีโร่ผู้ต่อสู้แทนประชาชนด้วยพลังเหนือมนุษย์ของเขา”

ถ้าย้อนดูความสัมพันธ์ของซูเปอร์แมนกับอเมริกาที่ผ่านมา ก็น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของบุรุษเหล็กได้ชัดขึ้น ในหนังสือการ์ตูน Action Comics ฉบับที่ 309 ปี 1963 ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เคยช่วยปกปิดตัวตนลับของคลาร์ก เคนท์ เอาไว้ ซึ่งฮีโร่ของเราก็รำพึงออกมาว่า ถ้าไม่เชื่อใจประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ แล้วจะไปเชื่อใจใครได้?”  ชนิดที่น่าจะแทนใจคนอเมริกันตอนนั้นที่ชื่นชมเคนเนดี้อย่างมาก

ซูเปอร์แมนในปี 1963 ยังวางใจในตัวประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนนดี้

แต่พอมาในยุค’70  ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเรตติ้งตกต่ำจากทั้งกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกทและสงครามเวียดนาม ในหนัง Superman (1978) เมื่อ คลาร์ก เคนท์ บอกกับ ลูอิส เลน ว่าเขาจะต่อสู้เพื่อ วิถีแห่งอเมริกัน’ ลูอิสก็หัวเราะใส่หน้าเขา ซึ่งสะท้อนความคิดของชาวอเมริกันในช่วงนั้นที่ไม่เชื่อถือในเส้นทางที่ชาติของตนกำลังมุ่งหน้าไป และกลับมายังหน้าหนังสือการ์ตูน ปี 2011 ใน Action Comics ฉบับที่ 900 ซูเปอร์แมนถึงกับขอละทิ้งสถานะพลเมืองสหรัฐฯ หลังจากที่เขาเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องความสงบในกรุงเตหะราน ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายทางการเมืองของอเมริกาจนถูกหัวหน้าฝ่ายรักษาความมั่นคงของชาติตำหนิติเตียน บุรุษเหล็กจึงบ่นออกมาว่า ผมเหนื่อยหน่ายกับการที่ทำอะไรก็ถูกเหมาว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสหรัฐฯ” ในเมื่อโลกใบนี้นั้นเล็กลงและเชื่อมโยงถึงกันมากเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยแนวคิดชาตินิยม ก่อนที่เขาจะกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างช็อคแฟนๆ ว่า ความจริง, ความยุติธรรม และวิถีแห่งอเมริกัน – นั่นมันไม่เพียงพออีกต่อไป”

48 ปีผ่านไป ซูเปอร์แมนในปี 2011 ไม่เชื่อมั่นในวิถีอเมริกันอีกแล้ว

 

BATMAN – CAP(E)ITALIST

ฮีโร่ทุนนิยมใต้ผ้าคลุม

ตรงข้ามกับซูเปอร์แมนอย่างสิ้นเชิง ด้วยสถานะของคุณหนูตระกูลเวย์น เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ เวย์น เอนเตอร์ไพรซ์ อาศัยอยู่ในนครก็อทแธม ซึ่งเต็มไปด้วยมุมมืดของเมืองใหญ่ในแบบมหานครนิวยอร์คที่สร้างความสูญเสียเป็นปมฝังใจให้กับเขา จน บรูซ เวย์น กลายเป็นฮีโร่มนุษย์ค้างคาวผู้มีของเล่นไฮโซมากมายไว้จัดการเหล่าร้าย จึงไม่แปลกที่แบทแมนจะถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ ทุนนิยม’ (Capitalist) ดังที่ แกรนท์ มอริสสัน กล่าวถึงต้นกำเนิดของเขาเอาไว้ว่า แบทแมนเป็นฮีโร่ทุนนิยมเต็มขั้นครับ เขาคือมหาเศรษฐีที่เอาความแค้นในวัยเด็กมาลงกับอาชญากรระดับล่าง ด้วยความหมกมุ่นและมุ่งมั่นที่จะขจัดอาชญากรรมให้สูญพันธุ์ไป”

แบทแมนเป็นฮีโร่ทุนนิยมเต็มขั้นครับ เขาคือมหาเศรษฐีที่เอาความแค้นในวัยเด็กมาลงกับอาชญากรระดับล่าง ด้วยความหมกมุ่นและมุ่งมั่นที่จะขจัดอาชญากรรมให้สูญพันธุ์ไป”

แบทแมนนั้นถือกำเนิดหลังซูเปอร์แมน 1 ปี แต่ด้วยสไตล์แรกเริ่มที่ต้องการทำออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนแนว Pulp เขาจึงเป็นฮีโร่ขาโหดที่ไม่มีการอ่อนข้อหรือสงสารเห็นใจเหล่าร้าย แม้ว่าคาแรกเตอร์ของตัวละครจะถูกเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและศิลปินผู้แต่งเรื่อง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ อัศวินรัตติกาลนั้นมีความเท่ ทั้งด้วยความมืดดำและพลังเงินตรากับอำนาจของเขา ซึ่งยิ่งให้ความรู้สึกร่วมสมัยขึ้นเรื่อยๆ กับโลกปัจจุบัน ในโลกที่ความร่ำรวยและโด่งดังถูกใช้เป็นมาตรวัดความสำเร็จ ซูเปอร์ฮีโร่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในทุกวันนี้ – แบทแมนและไอรอนแมน ล้วนเป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่”

นอกจากนี้ ถ้าเด็กบ้านนอกจากแคนซัสอย่างซูเปอร์แมนถูกมองว่าเป็นตัวแทนฝ่ายใต้ (ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน) แบทแมนก็คงถือเป็นตัวแทนชาวอเมริกันฝ่ายเหนือ หรือเฉพาะเจาะจงก็คือนิวยอร์ค ซึ่งแม้ว่าจะเป็นคนอเมริกันเหมือนกันแต่ก็มีวัฒนธรรมและทัศนคติที่แตกต่าง แบทแมนยังมักใช้แท็คติกปราบเหล่าร้ายโดยไม่จำกัดวิธีการ ซึ่งหลายครั้งก็ดูก้ำกึ่งในความถูกต้อง เช่น การมีอาวุธอานุภาพสูงไว้ในครอบครอง หรือการสอดส่องตรวจตรานครก็อทแธมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคที่แอบติดไว้ในถ้ำ ในขณะที่นักข่าวเดินดินอย่าง คลาร์ก เคนท์ นั้นมีแค่กล้องกับปากกาเท่านั้นเอง ยังไม่รวมการที่แบทแมนมีไฟรูปค้างคาวเป็นสัญลักษณ์แทนยี่ห้อหรือ branding ของตัวเองที่เอาไว้ข่มขู่เหล่าร้าย (ส่วนซูเปอร์แมนต้องอาศัยแปลงร่างในตู้โทรศัพท์สาธารณะ)

ในไตรภาค The Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่มีกลิ่นอายการเมืองอบอวลกว่าหนังแบทแมนเวอร์ชั่นอื่นๆ ก็ถูกมองว่ามีเนื้อหาสนับสนุนทุนนิยมฝ่ายขวาภายใต้พล็อตที่ดูเหมือนจะ Anti-Capitalist ไปพร้อมกับสะท้อนสถานการณ์การเมืองในช่วงหลังปี 2008 ที่อเมริกาเปิดสงครามกับผู้ก่อการร้าย ตั้งแต่การอาละวาดของอาชญากรผู้บ้าคลั่งอย่าง โจ๊กเกอร์ ไปจนถึงการโจมตีตลาดหุ้นของ เบน ตัวร้ายผู้ต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชน แต่กลับกลายเป็นการทำให้นครก็อทแธมกลายเป็นเมืองร้างไร้กฏเกณฑ์ จนกระทั่งในที่สุด อัศวินรัตติกาลก็ยอมเอาชื่อเสียงของตัวเองเข้าแลกเพื่อกอบกู้เมือง และนั่นก็อาจมองได้ว่าเป็นการกลับมาถือหางฝ่ายขวาอีกครั้ง ด้วยการบอกว่ายังมีคนรวยดีๆ ที่พร้อมจะช่วยฟื้นฟูสังคม(ทุนนิยม)อย่างแบทแมนอยู่

นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานกราฟฟิคโนเวลของ แฟรงค์ มิลเลอร์ ผู้คืนชีพแบทแมนให้กลายเป็นอัศวินรัตติกาลในยุค ’80 แต่งานนี้เขากลับพาแบทแมนล้ำเส้นเกินไปเสียจนแม้แต่ทางค่ายดีซีก็ไม่อาจปล่อยได้ นั่นคือเรื่อง Holy Terror ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าเดิมทีมันจะใช้ชื่อว่า Holy Terror, Batman! และเป็นเล่มพิเศษของแบทแมน แต่ด้วยเนื้อหาจำนวน 100 หน้านั้นเกี่ยวกับผู้พิทักษ์นครก็อทแธมที่ออกล่าชาวมุสลิมอย่างรุนแรง ทางดีซีเลยนำไปเปลี่ยนชื่อหนังสือและฮีโร่ในเรื่องให้เป็น The Fixer แทน

หนังสือการ์ตูน Holy Terror ของแฟรงค์ มิลเลอร์ ที่อาจจะโหดล้ำเส้นแบทแมนไปนิด

 

BATMAN v SUPERMAN v RONALD REAGAN

โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปี 1981-1989 ยุคสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ถูกนำเสนอบนหน้าการ์ตูนคอมิกส์บ่อยที่สุดคนหนึ่ง รวมถึงในกราฟฟิคโนเวลเล่มดัง The Dark Knight Returns ปี 1986 ของ แฟรงค์ มิลเลอร์ ที่เป็นแรงบันดาลใจของหนัง Batman v Superman ด้วย เพราะตามพล็อตเรื่องในนิยายภาพ เรแกนเป็นผู้ส่งซูเปอร์แมนไปทำลายกองกำลังโซเวียตจนกลายเป็นชนวนสงครามเมื่อทางโซเวียตยิงระเบิดนิวเคลียร์มายังสหรัฐฯ แม้ว่าซูเปอร์แมนจะไปเบี่ยงเบนระเบิดให้ตกในทะเลทรายได้ แต่ผลกระทบของระเบิดก็ทำให้อเมริกาตกอยู่ในความโกลาหล มีแต่เมืองก็อทแธมของแบทแมนที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เสียหน้า จึงมีคำสั่งให้ซูเปอร์แมนไปกำจัดอัศวินรัตติกาล

โรนัลด์ เรแกน ตัวจริง
โรนัลด์ เรแกน ในการ์ตูนคอมิคส์กับซูเปอร์แมน

นอกจากนี้ ในหนังสือการ์ตูนชุด Legends ยังมีพล็อตเรื่องที่เหล่าร้ายควบคุมฝูงชนให้หันมาเล่นงานซูเปอร์ฮีโร่จนความวุ่นวายไปทั่ว ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ต้องออกกฏอัยการศึกห้ามเหล่าฮีโร่ทำกิจกรรมใดๆ รวมถึงซูเปอร์แมน

 

LEX LUTHOR – BIG BALD BAD

ซูเปอร์วายร้ายระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เล็กซ์ ลูเธอร์ ไม่ใช่ยอดวายร้ายหัวโล้นธรรมดาๆ แต่เขาคือคู่ปรับอันดับหนึ่งของบุรุษเหล็ก ผู้มีทั้งความอัจฉริยะและพลังอำนาจจนถือเป็นสุดยอดตัวร้ายในจักรวาลดีซี แม้ว่าต้นกำเนิดของเขาในช่วงแรกๆ จะเป็นแค่อาชญากรสมองใส ไม่ก็เด็กเนิร์ดหัวแดงที่คลั่งไคล้ในวิทยาศาสตร์และอิจฉาพลังของซูเปอร์บอยแห่งสมอลล์วิลล์ แต่สุดท้ายเขาก็ลงเอยด้วยการเป็นมหาบุรุษผู้มั่งคั่งแห่งเมโทรโพลิส เจ้าของบริษัทเทคโนโลยี Lexcorp ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ต้องถูกยอดมนุษย์เอเลี่ยนอย่างซูเปอร์แมนมาคอยขัดแข้งขัดขากระชากหน้ากากนักธุรกิจจิตกุศลของเขา

และในครั้งหนึ่ง เล็กซ์ ลูเธอร์ ก็ถึงกับได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากแคมเปญที่เน้นเรื่องการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งในฉากหน้าเขาก็ทำหน้าที่ประธานาธิบดีได้ไม่เลวเลยล่ะ แต่เบื้องหลังลูเธอร์ก็แอบทำแผนชั่วร้ายของตนไปด้วย และสุดท้ายก็เป็นแบทแมนกับซูเปอร์แมนนั่นแหละที่แท็คทีมกันเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของประธานาธิบดีวายร้าย

สำหรับในหนัง Batman v Superman เล็กซ์ ลูเธอร์ ถูกปรับให้เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่ดูมีความน่าเชื่อถือ และด้วยนักแสดงอย่าง เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ย่อมทำให้เรานึกไปถึงมหาเศรษฐีแห่งวงการไอทีอย่าง บิล เกตส์ หรือ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เพราะในทุกวันนี้ ความยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดจากแค่จำนวนที่ดินหรือมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่มี แต่เป็นข้อมูล, สัญญา และสินทรัพย์ทางปัญญาต่างหากที่จะนำมาซึ่งเงินตราและพลังอำนาจ แต่คำถามก็คือ ถ้าอย่างนั้นแล้ว Lexcorp จะแตกต่างอะไรกับ Wayne Enterprise แล้ว เล็กซ์ ลูเธอร์ จะแตกต่างอะไรกับ บรูซ เวย์น นอกเสียจากว่าเขาหนุ่มกว่าและดูเนิร์ดกว่า

เรื่องนี้คงต้องตามไปดูกันเองในหนัง Batman v Superman แต่ที่แน่ๆ คือ ภาพ เล็กซ์ ลูเธอร์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงแคมเปญหาเสียงของเขาก็ถูกผู้คนในอินเทอร์เน็ตหยิบยกไปเทียบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันอย่างสนุกมือ ตั้งแต่ช่วงที่ทรัมป์ยังเป็นผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนี้

การเปรียบเทียบ เล็กซ์ ลูเธอร์ กับ โดนัลด์ ทรัมป์

แหล่งข้อมูล – www.forbes.com/sites/markhughes/2015/10/31/grant-morrison-talks-supermans-politics-arkham-asylum-movie-and-more/#3bceb2852af3, english.al-akhbar.com, www.sneakymag.com/culture/the-politics-of-batman-v-superman, comicvine.gamespot.com, moviepilot.com/posts/2756428, www.theguardian.com/commentisfree/2012/jul/22/batman-political-right-turn, www.telegraph.co.uk/culture/film/9405999/How-the-Dark-Knight-Rises-reveals-Batmans-Conservative-soul.html

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก