ZODIAC (2007) close encounter of the NERD kind

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร

Zodiac (2007) ของ เดวิด ฟินเชอร์ เป็นหนังที่เมื่อคราวออกฉายครั้งแรกไปได้ไม่สวยสดงดงามนักในแง่ของกระแสตอบรับของผู้ชม (และนั่นคงเป็นแรงกระเพื่อมให้หนังไม่มีโอกาสได้เข้าโรงฉายในเมืองไทย) สาเหตุหลักๆ อาจสรุปได้ว่า เป็นเพราะวิธีโปรโมทหนังของบริษัท พาราเมาท์ พิคเจอร์ส ต้นสังกัด (หนังร่วมทุนระหว่างพาราเมาท์และวอร์เนอร์) ที่โน้มน้าวให้ผู้ชมหลงเชื่อว่า นี่เป็นหนังในแนวตื่นเต้นเขย่าขวัญภายใต้ความเสียสติและวิกลจริตแบบเดียวกับ Se7en (1995) หนังแจ้งเกิดของเดวิด ฟินเชอร์ ทั้งๆ ที่โดยเนื้อหาที่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ หรืออย่างน้อย สิ่งละอันพันละน้อยตามที่ได้รับบอกเล่าในหนังเรื่อง Zodiac ไม่ได้มุ่งเน้นความเจ็บไข้ได้ป่วยแบบนั้น และโฟกัสของหนัง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเรื่องหลัง ก็มีลักษณะของการปะติดปะต่อเงื่อนงำและการสะสางปมปริศนามากกว่านำพาผู้ชมดำดิ่งลงไปในก้นบึ้งแห่งความวิปริตและวิปลาสของตัวละคร อีกทั้งงานด้านวิฌ่วลของหนัง-ก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาโหมกระพือความรุนแรง หรือภาพที่ชวนให้คลื่นเหียนวิงเวียน (จริงๆ แล้ว เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม-เมื่อเทียบกับ Se7en)

ผลสืบเนื่องจากการโปรโมทผิดพลาดก็เป็นดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น หนังสามารถเก็บกวาดรายได้อย่างน่าพอใจเพียงแค่สัปดาห์แรก ทว่าหลังจากกลไก ‘ปากต่อปาก’ ทำงาน ตัวเลขก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน จากคำให้สัมภาษณ์ของเดวิด ฟินเชอร์ ในนิตยสาร Sight and Sound บอกว่า หนังเดินทางไปไม่ถึงผู้ชมกลุ่มเป้าหมายจริงๆ และมันถูกตีตราตั้งแต่ต้นในทำนองว่า นี่เป็นหนังแนว slasher หรือหนังฆาตกรโรคจิตไล่จ้วงแทงผู้คน-ซึ่งก็อย่างที่บอก คลาดเคลื่อนจากความจริงไปเยอะทีเดียว

เป็นไปได้ว่า อีกเงื่อนไขปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนังไม่เปรี้ยงปร้างเกี่ยวเนื่องกับความที่มันกินเวลาฉายมากกว่าสองชั่วโมงครึ่ง (เวอร์ชั่นฉายโรงยาว 157 นาที ส่วนเวอร์ชั่น director’s cut เพิ่มขึ้นอีก 5 นาที) สาระสำคัญจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องความยาวนานเท่ากับการเป็นหนังที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์ เรื่องราว รายละเอียดของรูปคดีและตัวละครมากหน้าหลายตา-ตามประสา ‘เนิร์ด’ ทำหนัง และโอกาสที่ผู้ชมที่ไม่ได้เป็นแฟนขาประจำของเดวิด ฟินเชอร์-จะหมดความอดทน หรือหลงไปในเขาวงกตของข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นจนกระทั่งหาทางออกไม่เจอ-ก็สูงลิบลิ่วทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรได้รับการระบุควบคู่ไปด้วยก็คือ หนังกลับได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากนักวิจารณ์อย่างค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ จำนวนไม่น้อยยังเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบหนังยอดเยี่ยมที่สุดของปี 2007 และเพื่อยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกชั่วครู่ชั่วยาม ในการสำรวจความคิดเห็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านพ้นไปภายใต้หัวข้อ “หนัง 100 เรื่องที่ดีที่สุดของศตวรรษที่ 21” ดำเนินการโดยฝ่ายข่าววัฒนธรรมของสำนักข่าวบีบีซี ผลปรากฏว่า หนังเรื่อง Zodiac ของฟินเชอร์ยังติดอยู่ในอันดับที่ 12 ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อคำนึงว่า หนังไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ รวมทั้งยังไม่ชนะการประกวดรางวัลของสถาบันทั้งหลายอย่างเป็นกอบเป็นกำ (เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม หนังที่ครองตำแหน่ง ‘หนังที่ดีที่สุดของศตวรรษที่ 21’ ได้แก่ Mulholland Drive (2001) ของเดวิด ลินช์) หรืออาจสรุปได้แน่ชัดประการหนึ่งว่า นอกจาก Zodiac เป็นหนังที่ไม่ถูกลืม สถานะของการเป็นผลงานสำคัญทรงคุณค่าก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป และโดยอัตโนมัติ นั่นเป็นเสมือนสัญญาณบางอย่างที่กระตุ้นเตือนให้ต้องหันกลับไปตรวจสอบและพินิจพิจารณา

โรเบิร์ต เกรย์สมิธ (เจค จิลเลนฮาลล์) การ์ตูนนิสต์ของหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโก ครอนิเคิล ผู้ซึ่งเกาะติดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างชนิดกัดไม่ปล่อยทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระของเขาแม้แต่นิดเดียว ก็นับได้ว่า มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งเฟซบุ้ค

พูดอย่างแฟร์ๆ ในแง่ของเนื้อหาที่บอกเล่า Zodiac กับ Se7en ก็มีอะไรที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่มาก และการเปรียบเทียบเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ในความที่มันเป็นหนังเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องเหมือนกัน การคลี่คลายเงื่อนงำและปมปริศนาของตัวละครเหมือนกัน (สองในหลายๆ ตัวละครหลักของ Zodiac ก็เป็นสายสืบเหมือนกับ วิลเลี่ยม ซอมเมอร์เซ็ท และเดวิด มิลส์ ในหนังเรื่อง Se7en) การชักนำผู้ชมไปเผชิญกับด้านที่มืดมิดของทั้งจิตใจตัวละครและข้อสำคัญ-มนุษยชาติเหมือนกัน ไปจนถึงการเซอร์ไพรส์และหักมุมอย่างชนิดที่รื้อขนบหรือการรับรู้เดิมๆ ของผู้ชมไปอย่างสิ้นเชิง

แต่จนแล้วจนรอด Zodiac ก็ไม่ใช่ Se7en หรือหนังที่ฟินเชอร์ต้องการ ‘ทำซ้ำ’ หรือเก็บเกี่ยวผลพวงจากความสำเร็จแต่อย่างใด และว่ากันตามจริง ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของหนังกระเดียดไปในทิศทางเดียวกับ the Social Network (2010) ผลงานสองเรื่องถัดมาของฟินเชอร์มากกว่า โดยเฉพาะในแง่การสร้างและพัฒนาบุคลิกตัวละคร ขยายความก็คือ โรเบิร์ต เกรย์สมิธ (เจค จิลเลนฮาลล์) การ์ตูนนิสต์ของหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโก ครอนิเคิล ผู้ซึ่งเกาะติดเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างชนิดกัดไม่ปล่อยทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระของเขาแม้แต่นิดเดียว ก็นับได้ว่า มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งเฟซบุ้ค จริงอยู่ที่โดยอุปนิสัยใจคอแล้ว เกรย์สมิธอาจจะไม่เจ้าเล่ห์แสนกล ก้าวร้าวและเห็นแก่ตัวเหมือนกับตัวละครหลัง ทว่าในความหมกมุ่นลุ่มหลง และความร้อนรนต่อสิ่งที่ตัวเองทุ่มเทความสนใจให้เบื้องหน้า ไม่ได้อยู่ในดีกรีที่อ่อนด้อยไปกว่ากันแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมาหันเหสมาธิและการจดจ่อของพวกเขาได้ นั่นรวมถึงคนใกล้ตัว

ข้อสำคัญก็คือ เป็นเพราะความเนิร์ดของคนทั้งสองนี่เองที่นำพาให้พวกเขา ‘มองเห็น’ อะไรบางอย่างที่เล็ดรอดสายตาหรือการสังเกตสังกาของคนธรรมดาสามัญ ในกรณีของซัคเคอร์เบิร์ก-ก็คือ การสร้างสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมผู้คนหมู่มากเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนเกรย์สมิธ ได้แก่การเชื่อมโยงเบาะแสต่างๆ นานาที่นำไปสู่การเฉลยว่าใครคือฆาตกร (แม้ว่าโดยนิตินัยแล้ว ใครคนนั้นก็ยังคงถือว่าลอยนวล)

กระนั้นก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายในความเป็นคนหลุดโลกของทั้งซัคเคอร์เบิร์กและเกรย์สมิธ-ก็สูงลิบลิ่ว ในตอนจบของ the Social Network เจ้าของเฟซบุ้คลงเอยด้วยการที่เขาไม่สามารถเชื่อมโยงกับใครได้แม้แต่คนเดียว และเฝ้าคอยคนที่ตัวเองแอบชอบตอบรับ friend request’ ผ่านหน้าบัญชีเฟซบุ้คของตัวเองด้วยท่าทีกระวนกระวาย ส่วนเกรย์สมิธ มูลค่าของการอุทิศวันเวลาในชีวิตไม่น้อยกว่า 15-16 ปี (นับจากวันที่เจ้าตัวเริ่มติดตามข่าวคราวของฆาตกร จนกระทั่งถึงตอนที่หนังสือที่เขาเขียนได้รับการตีพิมพ์ และผู้คนพากันหลงลืมเรื่องดังกล่าวไปจนหมดสิ้น) ได้แก่ชีวิตครอบครัวของเขาที่ประกอบไปด้วยเมียและลูกอีกสาม-พังพินาศลงต่อหน้าต่อตา (แต่หากจะพูดให้ครอบคลุม บรรดาตัวละครทั้งหลายในหนังของฟินเชอร์ก็ล้วนแล้วไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน หรือได้ครองรักอย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลายของเรื่องราว ไล่เรียงตั้งแต่นักสืบมิลส์ (แบรด พิทท์) ในหนังเรื่อง Se7en ไปจนถึง นิค ดันน์ (เบน แอฟเฟล็ค) ในหนังเรื่อง Gone Girl)

ความเหมือนกันอีกอย่างที่ควรระบุให้ครบถ้วนก็คือ ทั้งซัคเคอร์เบิร์กและเกรย์สมิธไม่ได้ลงทุนลงแรง-กระทำในสิ่งที่ตัวเองกระทำเพื่อชื่อเสียงเงินทอง หรือความสำเร็จในเชิงวัตถุแต่อย่างใด แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเสมือนบำเหน็จรางวัลจากความเหนื่อยยากก็ตาม (ในกรณีของซัคเคอร์เบิร์กคงไม่ต้องระบุว่า มูลค่าของเฟซบุ้คเมื่อนับเป็นเม็ดเงินแล้ว มากมายมหาศาลเพียงใด ส่วนของเกรย์สมิธ หนังสือเรื่อง Zodiac ที่เขาเขียนจากประสบการณ์การสืบสวน และในเวลาต่อมา ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนัง-ประสบความสำเร็จในแง่ของยอดขายระดับเบสต์เซลเลอร์) จากที่หนังของเดวิด ฟินเชอร์ นำเสนอ อาจพูดได้ว่า ซัคเคอร์เบิร์กสร้างเฟซบุ้คจากแรงขับของการถูกคู่เดทบอกเลิกความสัมพันธ์ ความเก็บกดจากการไม่ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของคลับชั้นสูงของมหาวิทยาลัยชื่อดัง และความอิจฉาริษยาที่เพื่อนรักของเขา-ไปได้สวยในแง่ของการมีปฏิสัมพันธ์กับชาวโลก

ขณะที่เหตุผลของโรเบิร์ต เกรย์สมิธ ก็เป็นอะไรที่บางที คนไม่ใช่เนิร์ดไม่อาจทำความเข้าใจได้ง่ายๆ เหมือนกัน ฉากที่อรรถาธิบายความมุ่งมาดปรารถนาในเบื้องลึกของตัวละครอยู่ในช่วงค่อนไปในตอนท้าย-เมื่อ เมลานี่ (โคลอี เซวิญญี่) เมียของเขาหมดความอดทนกับ ‘งานอดิเรก’ ของเขาและตั้งคำถามด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง-ว่า เมื่อไหร่เขาจะเลิกหมกมุ่นกับเรื่องบ้าๆ พวกนี้ซักที คำตอบของเกรย์สมิธที่เอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์-สรุปได้ว่า เขาจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าฆาตกรเป็นใคร ข้อสำคัญ เขามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะ ‘ไปยืนอยู่ ณ ตรงนั้น จ้องตาใครคนนั้นเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า นี่คือฆาตกรตัวจริง’

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การดิ้นรนและความทะเยอทะยานทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการในทางกฎหมายแต่อย่างใด ทว่ามันเป็นเสมือนความคันที่จำเป็นต้องเกา การดิ้นรนแก้โจทย์สมการที่ใครต่อใครหมดปัญญา หรือการพยายามจะเอาชนะในเกมที่ทุกคนยอมแพ้หรือเลิกเล่นกันไปหมดแล้ว และชายหนุ่มถือว่านี่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัว (“เพราะไม่อย่างนั้น-ก็จะไม่เหลือใคร”) และเพื่อตอกย้ำว่า ประโยคดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำพูดลอยๆของเกรย์สมิธ หนังก็อนุเคราะห์ให้ผู้ชมได้เห็น ‘ห้วงเวลานั้น’ จริงๆ หรือตอนที่เกรย์สมิธได้ ‘ยืนตรงนั้น’ และ ‘ประสานสายตา’ กับใครคนนั้นแบบ ‘ไก่เห็นตีนงู และงูเห็นนมไก่’ อีกนัยหนึ่ง ไม่ต้องปิดบังอำพรางเจตนารมณ์ที่แท้จริงอีกต่อไป

กระนั้นก็ตาม ความท้าทาย หรืออาจจะเรียกว่าความยุ่งยากของหนังเรื่อง Zodiac เมื่อเทียบเคียงกับหนังแนวสืบสวนสอบสวนหาฆาตกรเรื่องอื่นๆ อยู่ตรงที่มันดัดแปลงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ปัญหาอยู่ตรงที่นับเนื่องจนถึงปัจจุบัน ฆาตกรต่อเนื่องที่เรียกตัวเองว่า Zodiac หรือในชื่อแปลเป็นไทยว่า ‘ฆาตกรจักรราศี’ ยังคงลอยนวล และข้อมูลในตอนท้ายของหนังระบุว่า จวบจนถึงปัจจุบัน ตำรวจก็ยังคงไม่ปิดคดี หรือหมายความว่าในทางกฎหมาย การเสาะหาตัวฆาตกรยังคงดำเนินต่อไป หรือแปลอีกทอดหนึ่งได้ว่า หนังเรื่อง Zodiac ไม่มีตอนจบในแบบที่ ‘ตัวร้ายได้รับการลงทัณฑ์’ แต่อย่างใด ความซับซ้อนมากไปกว่านั้น-ก็ตรงที่เมื่อสำรวจตรวจสอบลงไปในรายละเอียดของคดีความตามที่หนังของฟินเชอร์นำเสนอ ก็ปรากฏว่า มีความน่างุนงงสับสนหรือแม้กระทั่งสัพเพเหระในตัวมันเอง

หมายความว่า เหตุฆาตกรรมที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากฝีมือของฆาตกรจักรราศีจริงๆ-นับแล้วก็มีราวๆ 4 คดีเท่านั้น และที่เหลืออีกจำนวนหนึ่ง-เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่ได้รับการยืนยัน และจากที่หนังนำเสนอ ตัวฆาตกร ‘โซดิแอค’ ก็แอบอ้างหรือแม้กระทั่งขโมยเครดิตจากเหตุฆาตกรรมครั้งอื่นๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนลงมือ หรือบางครั้งก็ข่มขู่ว่าจะลงมือ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ใครคนนี้กล่าวอ้าง-ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง อีกทั้งวิธีจัดการกับเหยื่อแต่ละราย-ก็ไม่ได้สะท้อนถึงความฟั่นเฟือนซักเท่าใด ตลอดจนลักษณะการฆ่าก็ไม่ได้มีแบบแผนหรือสไตล์ (อย่างน้อยเมื่อเทียบกับ Se7en) และสองสามอย่างที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวฆาตกร ได้แก่ การส่งจดหมายไปยังหนังสือพิมพ์สามฉบับ หนึ่งในนั้นได้แก่ซานฟรานซิสโก ครอนิเคิล บรรยายข้อมูลการฆาตกรรมอย่างละเอียดยิบเพื่อยืนยันว่า เขาคือฆาตกรจริงๆ พร้อมๆ กันนั้น ก็เรียกร้องให้หนังสือพิมพ์เหล่านั้นตีพิมพ์ชุดตัวอักษรที่ถูกเข้ารหัส ทำนองว่าเป็นเสมือนแถลงการณ์ส่วนตัวของเขา

จนอาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาวัตถุดิบที่สมควรนำมาดัดแปลงเป็นหนัง เรื่องราวของฆาตกรจักรราศี-น่าจะมีความอ่อนแอและไม่รัดกุมอยู่หลายแง่มุม อันเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปไม่ถึงที่สุดซักหนทาง ตั้งแต่ระดับความ (ไม่ค่อยจะ) โหดเหี้ยมทารุณของการฆาตกรรม วิธีที่ฆาตกรใช้ในการลงมือ ไปจนถึงตอนจบที่ดังที่กล่าว กฎหมายก็ยังคงตามหาตัวคนฆ่าไม่เจอ ยิ่งใครลองไปสืบค้นในกูเกิ้ล-ก็จะพบว่า ช่วงปลายยุค 1960 จนถึงตลอดทศวรรษที่ 1970 เป็นช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันกลาดเกลื่อนไปด้วยนักฆ่าโรคจิตมากหน้าหลายตา (ไล่เรียงตั้งแต่ ชาร์ลส์ แมนสัน, เท็ด บันดี้, เดวิด เบอร์โควิทซ์ หรือในฉายา Son of Sam เป็นต้น) และต่างดูเหมือนเรียกร้องและแย่งชิงพื้นที่ความสนใจของผู้คนในสังคมผ่านสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆนานา ทั้งหมดทั้งมวล-ก็เย้ายวนให้สรุปได้ว่า นักฆ่ารายนี้เป็นเพียงนักแสดงสมทบในโลกของนักฆ่าต่อเนื่องที่นอกจากไม่ได้เล่นบทบาทที่โดดเด่นซักเท่าใด หลังจากเวลาผ่านพ้นไป คนส่วนใหญ่ก็พากันหลงลืม

ไม่ว่าผู้สร้างหนังเรื่อง Zodiac จะตระหนักในข้อเท็จจริงนี้หรือไม่อย่างไร อย่างหนึ่งที่สามารถบอกได้ก็คือ ขณะที่ด้านหนึ่งของหนังดูเหมือนจะดำเนินตามสูตรสำเร็จของหนังสืบสวนสอบสวนแนว whodunit และเหตุการณ์ต่างๆนานาที่เรียงร้อยก็อ้างอิงและจำลองเหตุการณ์ขึ้นจาก ‘แฟ้มคดีอาชญากรรมจริง’ อย่างตรงไปตรงมา หมายความว่าทุกซีเควนซ์ตามที่หนังบอกเล่าตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจะถูกกำกับไว้ด้วย ‘วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุการณ์’ นัยว่าเพื่อยืนยันที่มาที่ไปและความต่อเนื่องเชื่อมโยงกับซีเควนซ์ก่อนหน้าและถัดไป (อย่างไรก็ตาม แท็คติกแบบนี้ก็ส่งผลให้การเรียงลำดับในแง่ของเวลาตามเนื้อหาไม่เป็นระบบระเบียบเท่าใดนัก เพราะมันยึดโยงอยู่กับความคืบหน้าของรูปคดี ยกตัวอย่างฉากเปิดของหนังที่ได้รับการขึ้นข้อความว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 1969 ณ เมืองวัลเลโฮ แคลิฟอเนีย เมื่อหมดสิ้นซีเควนซ์เริ่มต้น หนังก็พาผู้ชมกระโดดข้ามกาลเวลาไป ‘4 สัปดาห์ถัดมา ณ เมืองซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย’ หรือหลายครั้ง-ก็อาจเว้นช่วงนานเป็นเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี ไม่เหมือนกับหนังเรื่อง Se7en ที่หนังขึ้นตัวหนังสือบอกวันเกิดเหตุเหมือนกัน แต่กรอบเวลาถูกจำกัดไว้เพียงแค่เจ็ดวัน)

หากในอีกด้านหนึ่ง และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป โมเมนตั้มของเรื่องก็เหวี่ยงมาในทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ  นั่นคือ-หนังค่อยๆ ให้เห็นว่าตัวละครแต่ละคนที่นำพาตัวเองมาเกี่ยวข้อง เริ่ม ‘อิน’ กับการตามล่าตัวฆาตกรอย่างชนิดไม่อาจถอนตัว และได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หรือบางที คำที่เหมาะสมกว่า-ก็คือ มันกลืนกินและครอบงำชีวิตของคนเหล่านั้นทีละน้อย

เว้นจากโรเบิร์ต เกรย์สมิธ ซึ่งได้กล่าวถึงไปแล้ว และพูดได้ว่าเขาเป็นบุคคลเดียวที่เอาชนะในเกม ‘ปริศนาอักษรไขว้’ ที่ไม่มีใครสะสางได้ ‘ผู้เล่น’ อีกสองคนที่ควรได้รับเครดิตในฐานะบุคคลที่พยายามสุดความสามารถ และปฏิเสธไม่ได้ว่า เกรย์สมิธคง ‘ไม่มีวันนี้’ หากไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลของพวกเขาเหล่านั้น-ก็คือ พอล เอเวอรี่ (โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์) นักข่าวสายอาชญากรรมของซานฟรานซิสโก ครอนิเคิล ผู้ซึ่งได้ชื่อว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับฆาตกรจักรราศีอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเป็นคนเขียนบทความยั่วยุฆาตกรจนกระทั่งเจอจดหมายสนเท่ห์ที่สันนิษฐานส่งมาจากฝ่ายหลัง อีกทั้งยังเป็นคนสืบสาวจนพบว่าหมอนี่ลงมือฆ่าครั้งแรกเมื่อใด อย่างไรก็ตาม ด้วยอุปนิสัยสำมะเลเทเมาและไม่รับผิดชอบของเขาก็ทำให้พอล เอเวอรี่ ต้องลาออกจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ และหลุดจากวงโคจรของการตามหาตัวฆาตกรโดยปริยาย ข้อที่ควรระบุก็คือ หนังเปิดโอกาสให้เห็นชีวิตส่วนตัวของเอเวอรี่หลังจากนั้น และต้องบอกว่าอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเวทนา น่าสงสัยว่าชีวิตที่เละเทะของเขาอาจเป็นผลพวงจากความผิดหวังที่เขาไม่สามารถสืบเสาะหาตัวฆาตกร กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเอเวอรี่ช่วยจุดประกายให้โรเบิร์ต เกรย์สมิธ ยังคงเกาะติดเหตุการณ์ เก็บเกี่ยวข้อมูลทุกอย่างและบันทึกออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งในเวลาต่อมา ได้รับการดัดแปลงเป็นหนังเรื่องนี้นั่นเอง

อีกหนึ่งได้แก่ เดฟ ทอสกี้ (มาร์ค รัฟฟาโล) นักสืบแห่งกรมตำรวจซานฟรานซิสโกที่ได้รับมอบหมายให้คลี่คลายคดีนี้โดยตรง และสามารถกล่าวได้ว่าเขากับคู่หู บิล อาร์มสตรอง (แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ดส์) เป็นสองคนที่พุ่งเข้าเส้นชัยก่อนเกรย์สมิธด้วยซ้ำ-แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะถูก ‘กรรมการเป่าฟาวล์’ หมายความว่าหลังจากวิ่งวุ่นไล่ตามทุกเบาะแสที่จะช่วยให้พวกเขาสืบสาวไปถึงฆาตกร ในที่สุด พวกเขาก็สามารถจำกัดขอบเขตบุคคลเป้าหมายเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่ชื่อ อาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน (จอห์น คาร์รอล ลินช์) (ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ในเวลาต่อมา เกรย์สมิธเชื่อว่าเป็นฆาตกร) จริงๆแล้ว ทอสกี้, อาร์มสตรอง และนายตำรวจจากวัลเลโฮ-ยังได้ร่วมกันสอบสวนผู้ต้องสงสัยตัวเป็นๆ และผลลัพธ์จากการพูดคุยก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าหมอนี่เป็นมือฆ่าให้ยิ่งหนักแน่น มิพักต้องเอ่ยถึงวิธีการทางด้านภาพและเสียงของฟินเชอร์ที่สื่อสารโดยอ้อมว่าคนทำหนังก็เชื่อแบบเดียวกัน (การนำเสนอภาพและมุมกล้องที่เรียกร้องความสนใจของผู้ชม, การใช้ภาพแทนสายตาตัวละคร-ซึ่งส่งผลให้ผู้ชมตกอยู่ในสภาวะถูกจ้องมอง, การจัดวางตัวละครในภาพที่ตอกย้ำสภาวะจนมุม ไปจนถึงการใช้ซาวด์เอฟเฟ็คท์ที่บอกให้รู้ถึงภาวะไม่ปกติของตัว อาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน)

 

กระบวนการสืบสวนดำเนินไปจนถึงขั้นตอนที่ทอสกี้และเพื่อนกำลังจะออกหมายจับได้ร่อมร่อ ทว่าสุดท้ายแล้ว ด้วยเหตุผลทางนิติวิทยาศาสตร์กลับทำให้ผู้ต้องสงสัยหลุดจากข้อกล่าวหาอย่างน่าขุ่นเคือง ไม่มากไม่น้อย นั่นคือตอนที่ทอสกี้สูญเสียการสำรวม และยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่า ลึกๆแล้ว เขาอยากให้เรื่องบ้าๆ นี้สิ้นสุดซักที สิ่งที่ละไว้ฐานเข้าใจก็คือ มันทั้งก่อกวนและบั่นทอนชีวิตส่วนตัวอย่างรุนแรง กล่าวคือ ผู้ชมก็ได้เห็นไม่น้อยกว่าสองครั้งว่า ชายหนุ่มและเมียของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับฆาตกร และอีกครั้งที่เขาต้องบอกให้คนรักเข้าไปนอนก่อน เนื่องจากยังติดพันอยู่กับการพูดคุยเรื่องรูปคดี ความน่าผิดหวังนอกเหนือจากการต้องปล่อยให้แคนดิเดตหมายเลขหนึ่งหลุดลอย ได้แก่ กาลเวลาที่ผ่านพ้นไปนำพาให้สังคมหมดความสนใจในเรื่องราวของฆาตกรรายนี้ (ส่วนหนึ่งเพราะมีนักฆ่ารายอื่นมาทดแทน) มิหนำซ้ำ บรรดาคนที่เกี่ยวข้องก็พากันถอนตัวหรือเกษียณอายุราชการไปทีละคนสองคน รวมถึงอาร์มสตรอง พาร์ทเนอร์ที่เกาะติดเหตุการณ์มาด้วยกัน และหลงเหลือคนที่ยังคง ‘ตกรถ’ ไม่กี่คน

แต่พูดอย่างถึงที่สุด พิษสงอันสุดแสนหนักหน่วงของ ‘โซดิแอค’ ที่ตกทอดถึงทอสกี้-ได้แก่การที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนปลอมแปลงจดหมายของฆาตกร มันส่งผลให้เขาถูกลดตำแหน่งและเงินเดือน หรือกล่าวอีกนัย โดนใบแดงให้ออกจากสนาม และหมดโอกาสในการเล่นเกมปริศนาโดยปริยาย แต่ถึงกระนั้น ห้วงคำนึงของเขาก็ยังคงไม่หลุดจากภาวะถูกครอบงำ ดังจะเห็นได้จากการที่เขายังคงให้ความช่วยเหลือเกรย์สมิธในแง่ของข้อมูลหรือเงื่อนปมเกี่ยวกับตัวฆาตกร

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ปัญหาในแง่ความ (ไม่) ครบถ้วนของการเล่าเรื่องของหนังเรื่อง Zodiac อยู่ตรงที่ข้อเท็จจริงของรูปคดีไม่อนุญาตให้หนังเขียนตอนจบได้ตามอำเภอใจ แต่กล่าวอย่างถึงที่สุด คงต้องสรุปว่า ด้วยความฉลาดหลักแหลมของคนทำหนังทั้งในส่วนของบทและการกำกับ-ช่วยให้ผู้ชมไม่ต้องลงเอยในสภาพค้างคา หมายความว่าหนังอาจไม่มีตอนจบในแบบ ‘ภาคบังคับ’ อันได้แก่ฉากผู้ร้ายจนมุม แต่หนังก็มีคำตอบที่น่าพึงพอใจและโน้มน้าวชักจูงเหลือเกิน ข้อสำคัญ โดยที่ไม่ต้องก้าวล่วงข้อเท็จจริงไปจนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือน

ไม่มากไม่น้อย นั่นทำให้ประเด็นในแง่ของตัวบทกฎหมายกลายเป็นเรื่องปลีกย่อยไปโดยปริยาย และการที่ฆาตกรยังคงลอยนวลหรือไม่ถูกจับกุม (เนื่องจากเขาอาจเสียชีวิตไปแล้ว) ก็ไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป เพราะในทางพฤตินัย ฉาก ‘จ้องตากัน’ ในตอนท้าย-ก็ถือเป็นการสิ้นสุดของการแกะรอย หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการต่อจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายและช่วยให้ทุกคนได้เห็นภาพที่สมบูรณ์ โดยอัตโนมัติ ความเหนื่อยยากของตัวละครนับไม่ถ้วนที่นำพาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับ ‘เหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่ปิดคดีไม่ได้เป็นสิบๆ ปี’ ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นความสูญเปล่าแต่อย่างใด

————————————————————————————————–

ZODIAC (2007) กำกับ-เดวิด ฟินเชอร์ /บทภาพยนตร์-เจมส์ แวนเดอร์บิลท์ ดัดแปลงจากหนังสือเรื่อง Zodiac โดยโรเบิร์ต เกรย์สมิธ /กำกับภาพ-แฮร์ริส ซาวิเดส /ออกแบบงานสร้าง-โดนัลด์ เกรแฮม เบิร์ท /กำกับศิลป์-คีท คันนิ่งแฮม /ลำดับภาพ-แองกัส วอลล์/ดนตรี-เดวิด ไชร์ /ผู้แสดง-เจค จิลเลนฮาลล์, โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์, มาร์ค รัฟฟาโล, แอนโธนี่ เอ็ดเวิร์ดส์, โคลอี เซวิญญี่, ฯลฯ /สี /เวอร์ชั่น director’s cut ความยาว 162 นาที

Shares
น้องใหม่สุดโหด/ตำแหน่ง กราฟฟิก สนุกกับการวาดภาพ