Modern Black and White Films หนังดี สีขาว-ดำ

โดย สุภางค์ ศรีเสริมเกียรติ

สี (color) แม้ตามคำอธิบายเชิงวิชาการ จะหมายถึง การรับรู้ความถี่ หรือความยาวคลื่นของแสง ดวงตาของมนุษย์สามารถมองเห็นและแยกแยะสีสันต่างๆ มากมาย – แน่นอนว่าในโลกภาพยนตร์ สี คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของงานภาพ มีการพยายามคิดค้นและพัฒนาเทคนิคนำเสนอภาพสีในภาพยนตร์มาหลายยุคหลายสมัย แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ ดังเช่นที่เราคุ้นเคยกันว่า หนังในยุคแรกๆ มักจะเป็นภาพขาว-ดำ แต่เมื่อวิทยาการของฟิล์มและเทคนิคของระบบการถ่ายทำภาพยนตร์ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในยุคสมัยต่อมา หนังสีก็เริ่มแพร่หลายจนทุกวันนี้มันกลายเป็น ‘ของธรรมดา’ สำหรับคนดูหนังไปเสียแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970s ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะถ่ายทำกันในรูปแบบสีกันแล้ว แต่หนังขาว-ดำ ก็ใช่ว่าจะสูญพันธุ์ไปจากโลกภาพยนตร์ – ต่างกับในยุคก่อนที่อาจยังคงจำต้องถ่ายทำหนังในรูปแบบขาว-ดำ ด้วยเพราะ ‘ข้อจำกัด’ หรือ ‘ความจำเป็น’ ที่หนังสียังไม่แพร่หลาย หรืออาจมีต้นทุนที่สูง คนทำหนังยุคใหม่หลายคนกลับเลือกจะทำหนังเป็นภาพขาว-ดำ (ในกรณีนี้ไม่นับหนังสารคดีและหนังสั้น) ด้วย ‘ความจงใจ’ หรือ ‘จุดมุ่งหมายพิเศษ’ บางประการ เช่น การนำเสนอเสน่ห์ของหนังยุคเก่าแต่ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้ง หนังขาว-ดำ สมัยใหม่ ยังมักมาพร้อมลูกเล่นหรือเทคนิคในการนำเสนอที่หลากหลายและน่าสนใจ แถมบางครั้งยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลวิธีเล่าเรื่องที่น่าตื่นตะลึง

ถ้าในโลกของแฟชั่นและมารยาททางสังคม เสื้อผ้าสีขาว-ดำ ไม่เคยตกยุคตกสมัยและถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญฉันใด โทนแสงสีขาวดำบนแผ่นฟิล์มก็ยังคงโดดเด่นสะดุดตาและเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่ออารมณ์และความหมายของคนทำหนังมาตลอด – ฉันนั้น

ด้วยเหตุนี้ Starpics จึงขอเชิญคุณมาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘คนรักหนังขาว-ดำ’

 

[ HOLLYWOOD FANTASTIC ]

หนังฮอลลีวู้ดสมัยใหม่หลายเรื่อง ตั้งใจทำภาพในหนังให้เป็นสีขาว-ดำ เพื่อมุ่งสร้างบรรยากาศที่ชวนให้เรารู้สึกเหมือนว่าได้ย้อนกลับไปในห้วงอดีต (หลายเรื่องจึงเป็นหนังย้อนยุค) ขณะเดียวกัน บางเรื่องก็กลับใช้ภาพขาว-ดำ เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่ท้าทายและกิ๊บเก๋กว่านั้น! – นอกเหนือจากรายชื่อที่แนะนำไปแล้ว ก็ยังมีหนังเช่น The Last Picture Show (1971), Paper Moon (1973), Lenny (1974), Young Frankenstein (1974), Dead Men Don’t Wear Plaid (1982) ให้เลือกชม

 

  1. The Man Who Wasn’t There (2001)

สีหน้าเรียบเฉยที่อวลไปด้วยควันบุหรี่ของ บิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน กับอีกหนึ่งผลงานแสดงที่น่าชื่นชมในบทช่างตัดผมช่วงยุค ‘40s ที่พยายามแบล็คเมล์เจ้านายของเมียตัวเอง มันช่างเหมาะเจาะกับภาพขาว-ดำ (ตอนแรกถ่ายทำเป็นภาพสีแต่มาแปลงให้เป็นขาว-ดำ ภายหลัง) และการจับภาพที่เน้นระยะชัดลึก จากฝีมือระดับชิงออสการ์ของผู้กำกับภาพ โรเจอร์ เดียกินส์ (Fargo)

ดังนั้นแม้พล็อตเรื่องจะยังคงเป็นแนวอาชญากรรม เงินร้อน และผลลัพธ์เลวร้ายที่คุมไม่อยู่ ตามแบบฉบับของผู้กำกับ โจล และ อีธาน โคเอน (Fargo, The Big Lebowski) แต่ด้วยไอเดียจากภาพถ่ายเก่าๆ ของร้านตัดผมยุค ’40s ที่ใช้เป็นของประกอบฉากในหนัง The Hudsucker Proxy (1994) เสริมด้วยภาพโทนขาว-ดำ ทำให้แทนที่จะเป็นเรื่องตลกร้ายวายป่วง กลับลงเอยเป็นหนังอาชญากรรม / นีโอ-นัวร์ ที่ดูขรึมปนคลาสสิก และขึ้นแท่นอีกหนึ่งผลงานเรื่องเยี่ยมของพี่น้องโคเอน

 

  1. Good Night, and Good Luck. (2005)

เรื่องราวประวัติศาสตร์ของ เอ็ดเวิร์ด อาร์. มอร์โรว์ (เดวิด สตราเธรน) ผู้ดำเนินรายการข่าวแห่งสถานีโทรทัศน์ CBS ในช่วงต้นยุค ‘50s มอร์โรว์คือหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าท้าทายวุฒิสมาชิก โจเซฟ แม็คคาร์ธี ผู้กำลังปลุกปั่นกระแสความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ไปทั่วอเมริกา – ในยุคสมัยเมื่อหลายทศวรรษก่อนที่ทีวีสียังเป็นของใหม่ราคาแพงที่ไม่แพร่หลาย ภาพขาว-ดำ (ปรับแต่งสีในภายหลัง จากหนังที่ถ่ายทำเป็นภาพสี) กับภาพฟุตเตจเก่าของหลายบุคคลจริงในยุคนั้นนำเราหวนสู่ยุคบุกเบิกของงานข่าวโทรทัศน์ กับประเด็นเข้มข้นว่าด้วยความรับผิดชอบของสื่อมวลชนต่อสังคมท่ามกลางความขัดแย้งตึงเครียดได้อย่างลงตัว

นี่คืองานกำกับหนังเรื่องที่สอง (และเรื่องที่ดีที่สุดนับถึงตอนนี้) ของพระเอกดัง จอร์จ คลูนี่ย์ โดยเข้าชิงออสการ์ถึง 6 สาขา รวมถึงรางวัลใหญ่ ผู้กำกับ, นักแสดงนำชาย (สตราเธรน) และหนังยอดเยี่ยม

 

  1. Ed Wood (1994)

แม้เกร็ดข้อมูลหนึ่งอ้างว่า สาเหตุหนึ่งที่หนังเรื่องนี้เป็นภาพขาว-ดำ ก็เพราะไม่มีใครนึกออกว่า เบล่า ลูโกซี (รับบทโดย มาร์ติน แลนเดา – ผู้คว้าออสการ์สมทบชายจากบทนี้) นักแสดงระดับตำนานจากหนังสยองขวัญยุคบุกเบิกควรจะดูเป็นอย่างไรในภาพสี – นี่อาจฟังเหมือนเรื่องขำๆ แต่สำหรับผู้กำกับสุดติสท์ ทิม เบอร์ตัน ที่ถูกดึงเข้าสู่โปรเจ็คหนังชีวประวัติ เอ็ดเวิร์ด ดี. วู้ด จูเนียร์ (จอห์นนี่ เด็ปป์) ผู้กำกับที่ทะเยอทะยานทว่าขาดการสนับสนุนและมักถูกตราหน้าว่าสุดห่วย ด้วยเหตุผลลึกๆ ว่าสัมพันธภาพระหว่างวู้ดกับ เบล่า ลูโกซี ชวนให้เบอร์ตันนึกถึงมิตรภาพของตัวเองกับ วินเซนต์ ไพรซ์ นักแสดงระดับตำนานอีกคนในช่วงท้ายก่อนที่ไพรซ์จะเสียชีวิต

เบอร์ตันจึงยืนยันหนักแน่นว่าหนังเรื่องนี้ต้องเป็นภาพขาว-ดำ เท่านั้น แม้ว่านั่นจะขัดใจผู้บริหารสตูดิโอจนทำให้โปรเจ็คต้องสะดุด แต่ผลลัพธ์ของหนังที่ออกมาคงยืนยันได้ดีว่า เบอร์ตันคิดถูกแล้ว

 

  1. The Good German (2006)

ถ้าจะหาหนังเรื่องไหนที่เป็นตัวอย่างชัดๆ ของการพยายามจงใจเลียนแบบสไตล์ของหนังฮอลลีวู้ดยุคเก่าได้ดีที่สุด – ผลงานกำกับของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์กห์ (Traffic) เรื่องนี้คือคำตอบ – ไล่ตั้งแต่ที่เห็นโต้งๆ แม้จะยังไม่ทันได้ดูหนัง ก็คือโปสเตอร์ที่มุ่งคาราวะ Casablanca (1942) ตามด้วยตัวหนังที่ไม่ใช่แค่เป็นภาพขาว-ดำ แต่โซเดอร์เบิร์กห์ยังตั้งใจถ่ายทำหนังย้อนยุคช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ในแนวทางย้อนยุคแบบหนังฮอลลีวู้ดยุคเก่าด้วยแทบทุกประการเท่าที่ทำได้ ทั้งการเน้นถ่ายทำแต่ในสตูดิโอ, ใช้เลนส์ยุคเก่า, ใช้ไฟแสงจ้าๆ ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ฯลฯ ยกเว้นก็แค่การมีฉากนู้ด, คำหยาบ และความรุนแรง ซึ่งเป็นของต้องห้ามในยุคโน้นเท่านั้น

นับเป็นความพยายามที่น่าสนใจ เสียดายที่ตัวหนังดันไม่โดนใจนักวิจารณ์สักเท่าไหร่

 

  1. Raging Bull (1980)

แม้ในปัจจุบันจะเป็นหนังยอดเยี่ยมขึ้นหิ้ง แต่ตอนแรกนักวิจารณ์บางส่วนกลับติติงเนื้อหาและภาพความรุนแรงเลือดสาดจนทำให้หนังชีวประวัตินักมวย  เจค ลา ม็อตต้า (โรเบิร์ต เดอนีโร กับการแสดงทั้งในเวอร์ชั่นนักมวยเลือดเดือดและเวอร์ชั่นอ้วนเผละที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์นำชาย) เรื่องนี้ได้เสียงวิจารณ์แค่ก้ำกึ่ง ทั้งๆ ที่ผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ตระหนักถึงประเด็นนี้แต่แรกจึงเลือกถ่ายทำหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่ (หนังมีภาพสีแทรกบางส่วน) ด้วยภาพขาว-ดำ เพื่อให้ภาพของเลือดบนจอดูน่ากลัวน้อยลง (และใช้ช็อกโกแลต Hershey แทนเลือดได้แบบเนียนๆ) แถมยังสอดคล้องกับสิ่งที่ ลา ม็อตต้า ตัวจริงบอกไว้ในหนังสือว่า เขาเคยนึกภาพตัวเองในหนังขาว-ดำ

ส่วนอีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เพื่อให้แตกต่างจากหนังดังที่มาก่อนอย่าง Rocky (1976) พร้อมทั้งให้ความรู้สึกย้อนยุคสมกับเป็นช่วงยุค ‘40s

 

  1. Schindler’s List (1993)

คงไม่ผิดนักหากบอกว่า “เด็กหญิงในชุดสีแดง” คือหนึ่งใน ‘ภาพจำ’ ที่ติดตาผู้ชมเมื่อนึกถึงหนังออสการ์เรื่องนี้ ไม่แพ้ความน่ารันทดสยดสยองของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว – สีสันเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหนังทั้งเรื่องที่เป็นภาพขาว-ดำ ที่มาพร้อมงานภาพที่ตั้งใจเน้นความสมจริงในสไตล์หนังสารคดี ทำให้หนังประวัติศาสตร์ / ชีวประวัติ เรื่องนี้ มาพร้อม ‘การปรุงแต่ง’ ที่เกินเลย ‘ความสมจริง’ ไปหลายช่วงตัว

แต่ก็ดังที่ตอนนี้คงจะทราบกันดีแล้วว่า มันคือการปรุงแต่งที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก จงใจสอดแทรกลงไปในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อวิพากษ์สมาชิกระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคนั้น ที่แม้จะรู้ว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเกิดขึ้นอยู่ทนโท่ แต่กลับไม่ลงมือทำอะไรให้ทันท่วงทีเพื่อหยุดยั้งมัน

 

  1. Pleasantville (1998)

นี่คือหนังตลก / ดราม่า / แฟนตาซี ที่แสดง ‘การใช้สีเพื่อสื่อความหมาย’ ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างน่าตะลึงที่สุดเรื่องหนึ่ง ผ่านเรื่องราวของสองพี่น้อง (โทบี้ แม็คไกวร์ กับ รีส วิทเทอร์สพูน) ที่พลัดหลงข้ามเวลาเข้าไปในรายการทีวีย้อนยุคช่วงทศวรรษ 1950s และจำต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกสีขาว-ดำ ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ เรียบร้อย และบริสุทธิ์ใสซื่อไปเสียหมด ก่อนที่สองพี่น้องจากโลกอนาคตจะทำให้มันปั่นป่วน ด้วยการนำพาอารมณ์, ความรู้สึก และแง่มุมอื่นๆ ที่ไม่ได้มีแต่ความดีงามตามอุดมคติ มาเพิ่ม ‘สีสัน’ ให้แก่โลกสีขาว-ดำ ใบนี้ทีละนิดๆ (หนังถ่ายทำเป็นสีก่อนจะไปปรับแต่งในภายหลัง)

นี่ยังเป็นผลงานเรื่องแรกที่แจ้งเกิดอย่างจังให้ผู้กำกับ แกรี่ รอสส์ ก่อนจะมีผลงานเด่นอื่นๆ เช่น Seabiscuit และ The Hunger Games ภาคแรก

 

  1. Sin City (2005)

หากอธิบายว่า นี่คือ หนังขาว-ดำ ที่มีภาพสีแทรกเป็นบางส่วน คงเหมือนพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นการดูถูกสไตล์ภาพอันฉูดฉาดจัดจ้านของหนังเรื่องนี้ด้วยคำอธิบายทื่อๆ เอาเป็นว่าถ้าจะสรุปให้ตรงจุด โดยไม่ถึงขั้นต้องลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิค ผลงานกำกับสุดพีคของ โรเบิร์ต โรดริเกซ & แฟรง มิลเลอร์ เรื่องนี้คือหนังอาชญากรรม / นีโอ-นัวร์ ที่นำนิยายภาพชื่อเดียวกันของมิลเลอร์มาขึ้นจอชนิดช็อตต่อช็อต ภาพขาว-ดำ ในหนังจึงหาใช่เพียงให้ความรู้สึกย้อนยุคแบบหนังฟิล์มนัวร์ในอดีต แต่มุ่งถ่ายทอดโทน, สไตล์ และภาพรวมทั้งหมดของผลงานบนหน้ากระดาษมาสู่ภาพเคลื่อนไหวบนจอหนังอย่างเต็มพิกัด

เมื่อ 10 กว่าปีก่อนมันช่างน่าทึ่งตะลึงตา น่าเสียดายว่าพอมันถูกใช้ซ้ำอีกครั้งในภาคใหม่ Sin City: A Dame to Kill For (2014) กลับไม่ฮือฮาเหมือนเดิมซะงั้น

 

  1. Frankenweenie (2012)

เช่นเดียวกับหนังสั้นต้นฉบับชื่อเดียวกันปี 1984 และ Frankenstein (1931) หนังสยองขวัญสุดคลาสสิก ที่หนังสั้นเรื่องเดิมจงใจแสดงการคาราวะ อนิเมชั่นฉบับรีเมคเรื่องนี้ของ ทิม เบอร์ตัน ก็ตั้งใจทำออกมาเป็นภาพขาว-ดำ เช่นเดียวกัน – แม้การใช้ภาพขาว-ดำ เพื่อจงใจคาราวะหรือหวนรำลึกถึงผลงานในอดีต จะเป็นจุดมุ่งหมายยอดฮิตของหนังฮอลลีวู้ดยุคหลัง แต่อย่างน้อยที่สุด การได้เห็นหนังอนิเมชั่นสต็อปโมชั่น ในเวอร์ชั่นภาพขาว-ดำ และงานสร้างเนี้ยบๆ คงไม่ใช่ของที่หาดูได้ง่ายนัก โดยเฉพาะกับหนังกระแสหลักของฮอลลีวู้ด

แม้บนเวทีออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม มันจะพ่ายให้แก่เจ้าหญิงผมแดงจาก Brave ไปก็เหอะ

 

[ INDY AMAZING ]

ต่างกับหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ หนังอินดี้หลายๆ เรื่องกลับเลือกใช้ภาพขาว-ดำ เล่าเรื่องราวร่วมสมัยด้วยจุดมุ่งหมายที่หลากหลายกว่าแค่การรำลึกถึงอดีต ทั้งเพื่อสื่อความหมายเฉพาะหรือสุนทรียะตามความตั้งใจของผู้สร้าง ขณะที่บางส่วนมีเหตุผลเบื้องหลังสุดคลาสสิก คือ ข้อจำกัดเรื่องเงินทุน – นอกเหนือจากรายชื่อที่แนะนำไปแล้ว ก็ยังมีหนังเช่น Stardust Memories (1980), Broadway Danny Rose (1984), American History X (1998), Kafka (1991), My Best Friend’s Birthday (1987), Clerks (1994) Coffee and Cigarettes (2003), Stranger Than Paradise (1984), Pi (1998), Eraserhead (1977), In Search of a Midnight Kiss (2007), A Girl Walks Home Alone At Night (2014) ฯลฯ

 

  1. Nebraska (2013)

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ทำหนังยาวมาแล้ว 5 เรื่องที่ล้วนเป็นหนังสีทั้งหมด กับหนังเรื่องที่ 6 ว่าด้วยเรื่องของ วู้ดดี้ แกรนท์ (บรู๊ซ เดิร์น) ชายชราอดีตขี้เมาและลูกชายผู้ห่างเหินกับการเดินทางสู่เป้าหมายที่ดูเหมือนไร้สาระไปยังเนบราสก้า ซึ่งเรื่องราวขำขื่นของวู้ดดี้กับครอบครัวก็เผยออกมาทีละนิดๆ โดยผิวเผินมันแทบไม่ต่างจากหนังโร้ดมูฟวี่แบบ About Schmidt และ Sideways ที่เพย์นเคยทำมาก่อน แต่คราวนี้เพย์นตั้งใจทำเป็นหนังขาว-ดำ เพื่อสร้างลุคที่โดดเด่นให้กับหนัง – ฟีดอน ปาปาไมเคิล ผู้กำกับภาพยังอธิบายว่า นี่คือการใช้พลังเชิงบทกวีของภาพขาว-ดำ มาผสมผสานกับภาพทิวทัศน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญกับเรื่องราวด้วยเช่นกัน

จากไอเดียติสท์ๆ ของคนทำหนังที่ขัดใจสตูดิโอ กลับลงเอยด้วยการชิงออสการ์ 6 สาขาใหญ่ (นำชาย–เดิร์น, สมทบหญิง, กำกับภาพ, บทดั้งเดิม, ผู้กำกับ และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

 

  1. Celebrity (1998)

แน่ล่ะว่านี่ไม่ใช่ผลงานชั้นยอดของ วู้ดดี้ อัลเลน แถมอัลเลนก็ทำหนังขาว-ดำ อยู่บ่อยๆ เช่น Manhattan (1979), Stardust Memories (1980), Broadway Danny Rose (1984), Shadows and Fog (1991) และหนังที่ใช้ทั้งภาพสีและขาว-ดำ เพื่อแบ่งแยกโลกแฟนตาซีกับโลกความจริงอย่าง The Purple Rose of Cairo (1985)แต่หนังรวมดาราที่ว่าด้วยนักข่าวตกอับในแวดวงเหล่าเซเล็บเรื่องนี้ ก็มีเกร็ดเบื้องหลังน่าสนใจคือ นี่เป็นการร่วมงานกันครั้งสุดท้ายจากทั้งหมด 4 ครั้งของอัลเลน (และเป็นเรื่องเดียวที่เป็นภาพขาว-ดำทั้งเรื่อง) กับ สเวนนิควิสต์ (1922 – 2006) ผู้กำกับภาพชาวสวีเดนผู้ฝากผลงานเด่นมากมายไว้ในหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน หนึ่งในผู้กำกับที่มีอิทธิพลอย่างสูงกับอัลเลน

ขณะถ่ายทำ นิควิสต์ซึ่งสูงวัยมากแล้ว (นี่คือผลงานเรื่องท้ายๆ ในชีวิตเขา) สูญเสียการมองเห็นโดยส่วนใหญ่ไป อัลเลนจึงต้องคอยอธิบายรายละเอียดในแต่ละฉากให้ฟัง ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นที่มาของตัวละครผู้กำกับตาบอดในหนังของอัลเลนเรื่อง Hollywood Ending (2002) ด้วย

 

  1. Dead Man (1995)

จิม จาร์มุช เป็นผู้กำกับอินดี้อีกคนที่ทำหนังขาว-ดำ หลายเรื่อง ทั้ง Stranger Than Paradise (1984) หนังดังที่แจ้งเกิดให้เขา ตามด้วย Down by Law (1986) รวมถึง Coffee and Cigarettes (2003) แต่สิ่งที่ทำให้ภาพขาว-ดำ ใน Dead Man ดู ‘พิเศษ’ ก็เพราะนี่ไม่ใช่หนังร่วมสมัยที่เล่าเรื่องของคนไม่กี่คนแบบหนังเรื่องอื่นของจาร์มุช แต่เป็นหนังตะวันตกสไตล์ประหลาด (Acid Western หรือ Psychedelic Western – หนังที่มุ่งวิพากษ์สไตล์ของหนังตะวันตกคลาสสิก เสริมด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมทวนกระแสยุค ‘60s)

ภาพขาว-ดำ ในหนังมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศเหนือจริงดังบทกวี สอดคล้องกับรายละเอียดมากมายในหนัง เช่น วิลเลี่ยมเบลค กวีและจิตรกรชื่อดัง ที่ถูกยืมชื่อมาใช้เป็นชื่อตัวเอก (รับบทโดย จอห์นนี่ เด็ปป์) และยืมบทกวีหลายชิ้นมาเอ่ยอ้างถึง

 

  1. Frances Ha (2012)

เรื่องราวของ ฟรานเซส ฮัลลาเดย์ (เกรต้า เกอร์วิก) สาววัย 27 ปีในนิวยอร์ค กับการดิ้นรนจะเป็นนักเต้นอาชีพและเส้นทางชีวิตกับความใฝ่ฝันของเธอ  กลายเป็นหนังร่วมสมัยที่เรียบง่ายทว่าตราตรึงด้วยภาพขาว-ดำ ที่ผู้กำกับ โนอาห์ บอมบาช (The Squid and the Whale) จงใจทำเพื่อเลียนแบบงานภาพขาว-ดำ ของ กอร์ดอน วิลลิส ในหนัง Manhattan (1979, วู้ดดี้ อัลเลน) ขณะที่สื่อบางสำนักก็มองว่าสไตล์ภาพเช่นนี้ชวนให้นึกถึงผลงานของ จิม จาร์มุช และ ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์

มันดึงเราให้หวนถวิลหาอดีตโดยไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องย้อนยุคแต่อย่างใด

 

  1. Following (1998)

หนังอาชญากรรม / นีโอ-นัวร์ ว่าด้วยนักเขียนหนุ่มที่เฝ้าติดตามคนแปลกหน้าไปทั่วตามถนนในลอนดอน เพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนนิยาย ก่อนจะถูกดึงเข้าสู่โลกอาชญากรรมใต้ดินโดยไม่รู้ตัว – ก่อนจะมาแจ้งเกิดอย่างจังกับ Memento (2000) หนังแนวคล้ายกันแต่มาพร้อมสไตล์การเล่าเรื่องสุดกิ๊บเก๋ – คริสโตเฟอร์ โนแลน อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินส่วนตัวเพื่อให้ได้ทุน 6,000 เหรียญฯ มาทำหนังยาวเรื่องแรกนี้ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว สิ่งที่เขาหาได้จึงมีแค่ฟิล์มขาว-ดำ 16 มม.

แม้ภาพขาว-ดำ ในที่นี้จะไม่ใช่เพื่อจุดมุ่งหมายเชิงศิลปะ แต่อย่างน้อยสิ่งที่โนแลนทำได้ในข้อจำกัดนี้ ก็ดีเพียงพอจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นผู้กำกับชื่อดังในเวลาต่อมา

 

  1. Guy and Madeline on a Park Bench (2009)

แม้ต้องรอนานถึง 5 ปีกว่าจะได้แจ้งเกิดแบบสุดขีดระดับชิงออสการ์กับหนังเรื่องที่สองอย่าง Whiplash (2014) เดเมี่ยน ชาเซลล์ คนทำหนังผู้มีดนตรีอยู่ในหัวใจได้ถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วยดนตรีแจ๊ซซ์และการเต้นแท็ปไว้ในหนังยาวเรื่องแรกนี้ ที่แม้จะเป็นหนังมิวสิคัลสไตล์ดิบๆ แบบสารคดี ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำ 16 มม. และใช้นักแสดงสมัครเล่น (แต่บางคนเป็นนักดนตรีมือฉมัง) ซึ่งเดิมทีชาเซลล์เคยวางแผนจะให้เป็นหนังวิทยานิพนธ์สำหรับการเรียนภาพยนตร์ที่ฮาร์วาร์ด แต่นี่คือหนังเล็กๆ ที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ไปท่วมท้น

ดังนั้น จงอย่าแปลกใจเมื่อชาเซลล์มีทุกอย่างพร้อมทั้งเงินทุนและนักแสดงซูเปอร์สตาร์ในผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง La La Land (2016) มันจะเปล่งประกายเจิดจรัสสุดขีดชนิดเตรียมสำรองที่บนเวทีรางวัลใหญ่ๆ ช่วงปลายปีไว้ได้เลย

 

  1. Much Ado About Nothing (2012)

ขณะที่ผู้กำกับอินดี้หลายคนจำต้องทำหนังเรื่องแรกๆ ของตัวเองเป็น ขาว-ดำ เพื่อประหยัดเงินทุน แต่กับ จอสส์ วีดอน และหนังเรื่องนี้ที่นำบทละครชื่อเดียวกันของเชคสเปียร์มาดัดแปลงในแบบร่วมสมัยนั้นต้องเรียกว่าสวนทางกัน เพราะหนังอินดี้เล็กๆ ที่ทุนไม่น่าจะสูงเรื่องนี้คืองานชิลๆ สบายๆ ของวีดอนที่ถ่ายทำในเวลาจำกัดเพียง 12 วัน (ช่วงพักระหว่างงานหลังการถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์The Avengers) ที่บ้านของเขาเองใน ซานตา มอนิก้า, แคลิฟอร์เนีย

หนังยังเพิ่มดีกรี ‘ความเป็นส่วนตัว’ ยิ่งขึ้นเมื่อบ้านหลังนี้ออกแบบและตกแต่งโดย ไค โคล ภรรยาของวีดอนเอง โดยโคลเป็นผู้แนะนำให้สามีทำหนังเรื่องนี้ที่วางแผนกันมานานแล้วในโอกาสฉลองครบรอบแต่งงาน 20 ปี

 

[ INTERNATIONAL STUNNING ]

แม้หนังขาว-ดำ ดูเป็นของหายากที่นานๆ เราจะได้เจอสักครั้ง โดยเฉพาะกับหนังฮอลลีวู้ด แต่สำหรับแวดวงหนังยุโรปและหนังนานาชาติ กลับเต็มไปด้วยหนังขาว-ดำมากมาย และหลายเรื่องก็เป็นผลงานชั้นเยี่ยมที่ทั้งงดงามและน่าตะลึง นอกเหนือจากรายชื่อที่แนะนำไปแล้ว ก็ยังมีหนัง เช่น Stalker (1979), Polytechnique (2009), Man Bites Dog (1992), A Field in England (2013), City of Life and Death (2009), Renaissance (2007), The Man from London (2007), Embrace of the Serpent (2015)ฯลฯ

 

  1. The Artist (2011)

หากจะหาหนังขาว-ดำ ยุคใหม่สักเรื่องที่รู้จักกันดีที่สุด ชื่อหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือหนังฝรั่งเศสขวัญใจผู้ชมที่คว้าออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนังขาว-ดำ เรื่องแรกที่ได้รางวัลใหญ่นี้นับจาก Schindler’s List (1993) และเป็นหนังขาว-ดำ 100% (Schindler’s List มีภาพสีบางส่วน) เรื่องแรกนับจาก The Apartment (1960, บิลลี่ ไวล์เดอร์) – ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส มิเชล ฮาซานาวิเชียส ยังกล้าจัดเต็มด้วยการทำหนังเรื่องนี้ให้เป็นหนังเงียบเพื่อดึงเอาเสน่ห์ของหนังเงียบขาว-ดำ ในอดีตมานำเสนอ ผ่านเทคนิคสารพัดทั้งสัดส่วนภาพ 1.33: 1 และอัตราเฟรมภาพ 22 เฟรมต่อวินาที กับเรื่องราวของนักแสดงฮอลลีวู้ดช่วงยุค 1920s–1930s ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านจากหนังเงียบสู่หนังเสียง

นี่จึงเป็น ‘ความพิเศษ’ ที่โดดเด้งแตกต่างจากหนังขาว-ดำ สมัยใหม่ที่เล่าเรื่องย้อนยุคอื่นๆ

 

  1. Ida (2013)

หนังที่ได้รับการขนานนามว่า ‘โร้ดมูฟวี่อันงดงามอย่างน่าประหลาด’ กับเรื่องราวในโปแลนด์ปี 1962 ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจะสาบานตัวเป็นแม่ชี และการเดินทางของเธอเพื่อไปพบกับป้า ญาติคนเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ของเธอ จุดเริ่มต้นการเดินทางของหญิงทั้งสองสู่เขตชนบทของโปแลนด์ พร้อมการเปิดเผยเรื่องราวในอดีตว่าด้วยชะตากรรมในครอบครัวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเยอรมันยึดครองโปแลนด์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำมาสู่คำถามสำคัญว่าแท้จริงแล้ว เธอเป็นใครกันแน่?

ผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ พาเวล พอว์ลิโควสกี (My Summer of Love) ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังขาว-ดำ สุดคลาสสิกในอดีต เช่น The Passion of Joan of Arc (1928) และ Diary of a Country Priest (1951) และลงเอยด้วยการคว้าออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ในนามประเทศโปแลนด์

 

  1. The White Ribbon (2009)

หนังสัญชาติเยอรมัน / ออสเตรีย ผลงานของผู้กำกับ มิคาเอล ฮาเนเก้ (Funny Games, Amour) ที่คว้า 4 รางวัลจากคานส์ รวมถึงปาล์มทองคำประจำปี 2009 เล่าถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเยอรมันในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 กับเรื่องราวที่ฮาเนเก้อธิบายว่า “คือรากเหง้าของความชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือการก่อการร้ายทางการเมือง มันก็ไม่ต่างกัน

ความมืดหม่นลึกลับถูกเพิ่มดีกรีด้วยงานกำกับภาพขาว-ดำ ฝีมือ คริสเตียน เบอร์เกอร์ (ที่ได้ชิงออสการ์ด้วย) ทีมงานขาประจำของฮาเนเก้ ซึ่งตั้งใจให้ภาพขาว-ดำในหนังชวนให้นึกถึงภาพถ่ายเก่าๆ จากยุคนั้นแต่มาพร้อมความห่างเหิน โดยเบอร์เกอร์ยังได้ศึกษาต้นแบบจากงานภาพขาว-ดำของ สเวน นิควิสต์ ในหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ด้วย

 

  1. Control (2007)

แอนทอน คอร์บิจ์น (The American, A Most Wanted Man) ช่างภาพและผู้กำกับมิวสิควีดีโอ ถ่ายทำผลงานกำกับหนังเรื่องแรกของตัวเองนี้ในรูปแบบหนังสี ก่อนจะมาแปลงเป็นภาพขาว-ดำ ในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ช่างภาพอาชีพอย่างเขามองว่า ฟิล์มขาว-ดำนั้นให้ภาพที่หยาบกระด้างจนดูเหมือนฟิล์ม Super-8 แม้ว่าที่จริงมันจะเป็นฟิล์ม 35 มม. ส่งผลให้หนังอังกฤษว่าด้วยชีวประวัติจากช่วงชีวิตอันแสนสั้นของ เอียน เคอร์ติส (รับบทโดย แซม ไรลี่ย์) นักร้อง / นักแต่งเพลง แห่งวง Joy Division ผ่านเรื่องราวชีวิต, งาน และความรัก ที่เป็นปัญหายุ่งเหยิงในชีวิตของเขา และนำไปสู่การฆ่าตัวตายขณะอายุเพียง 23 ปี – เรื่องนี้ได้คำชมจากนักวิจารณ์ไปไม่น้อย พร้อมแจ้งเกิดให้คอร์บิจ์นในฐานะผู้กำกับหนังอย่างงดงาม

 

  1. Tabu (2012)

หลังจากที่ The Artist พาเราหวนรำลึกถึงอดีตอันสวยงามของยุคหนังเงียบฮอลลีวู้ดและคว้าออสการ์ไปครอง หนังโปรตุเกสเรื่องนี้ของ มิเกล โกเมซ (Arabian Nights) (ชื่อเรื่องอ้างอิงถึง Tabu: A Story of the South Seas หนังเงียบ / ขาว-ดำ ปี 1931 ของ เอฟ. ดับบลิว เมอร์เนา) ก็คืออีกหนึ่งผลงานเรื่องเยี่ยม (Sight and Sound เลือกให้ติดอันดับที่ 2 ของหนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2012)

ภาพขาว-ดำ มาพร้อมบทเกริ่นนำและเรื่องราวที่แบ่งเป็น 2 ช่วง ว่าด้วย ออโรร่า หญิงชราผู้ตระหนักว่าวาระสุดท้ายของตัวเองกำลังใกล้เข้ามา เธอขอร้องเพื่อนบ้านให้ตามหาคนรู้จักในอดีต และเรื่องราวย้อนอดีตว่าด้วยรักต้องห้ามของออโรร่าในวัยสาวที่อัฟริกา – ในหนังช่วงที่สองนี้เองที่โกเมซจำลองภาพอันงดงามทว่าไร้คำพูดของหนังเงียบมาผสมผสานกับเรื่องเล่า – กลายเป็นหนังที่นักวิจารณ์บางคนยกย่องว่าเลอค่า, งดงาม, อ่อนโยน, สนุกสนาน และเปี่ยมเสน่ห์

 

  1. Werckmeister Harmonies (2000)

เบล่า ทาร์ร (Satantango, The Turin Horse) ยอดผู้กำกับชาวฮังกาเรียน เป็นอีกคนที่ทำหนังขาว-ดำ บ่อยๆ ที่จริงน่าจะนับเป็นผลงานส่วนใหญ่ของเขา และเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่องของเขาที่มาพร้อมสไตล์เฉพาะตัวทั้งงานภาพแบบลองเทค (หนังทั้งเรื่องเป็นการประกอบเข้าด้วยกันของแทร็คกิ้งช็อตที่นิ่งเนือย 39 ช็อต ตลอดความยาว 145 นาที) และเรื่องแนวปรัชญาที่ถ่ายทอดในสไตล์สมจริง (Cinémavérité)

หนังดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Melancholy of Resistance (1989) ภาพขาว-ดำ มาพร้อมเรื่องราวลึกลับชวนฉงนในชุมชนห่างไกลแห่งหนึ่งของฮังการี เมื่อมีคณะละครสัตว์มาถึงเมืองนี้พร้อมกับซากวาฬขนาดมหึมา มันเปรียบดังนิทานเปรียบเทียบถึงระบบการเมืองในยุโรปตะวันออกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อยู่ภายใต้ปกครองของสหภาพโซเวียต

 

  1. Blancanieves (2012)

ตัวแทนชิงออสการ์หนังภาษาต่างประเทศจากสเปนในปี 2013 แต่ไม่เข้ารอบสุดท้ายเรื่องนี้ คืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของ Snow White เทพนิยายคลาสสิกของพี่น้องกริมม์ ที่ถูกนำมาเล่าในรูปแบบที่คุณไม่น่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน คือ หนังเงียบ / ขาว-ดำ (เป็นอีกเรื่องที่ถ่ายทำเป็นหนังสีก่อนแล้วมาปรับเป็นขาว-ดำ ภายหลัง) ที่ถูกนำมาผสมผสานกับการสู้วัวกระทิง ที่ผู้กำกับ พาโบล เบอร์เกอร์ ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายคนแคระสู้วัวกระทิง EspañaOculta (1989) ของช่างภาพ คริสติน่า การ์เซีย โรเดโร กลายเป็นภาพยนตร์ดราม่า / แฟนตาซี ที่เบอร์เกอร์ขอเรียกว่า “จดหมายรักถึงภาพยนตร์เงียบของยุโรป

 

  1. La Haine (1995)

หนังฝรั่งเศสช่วงทศวรรษที่ ‘80s – ต้น ‘90s ถูกให้นิยามโดยสีสันอันฟุ่มเฟือย, สไตล์อันจัดจ้าน และงานภาพอันฉูดฉาดของ Cinéma du look จากผลงานเด่นของผู้กำกับดัง เช่น Subway (1985), The Big Blue (1988) รวมถึง Nikita (1990) ของ ลุค เบสซง, Diva (1981) กับ Betty Blue (1986) ของ ฌอง-ฌาคส์ บีนิกซ์ และ Mauvais Sang (1986) กับ Les Amants du Pont-Neuf (1991) ของ ลีโอส์ การากซ์ แต่ La Haine หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Hate เรื่องนี้ของนักแสดง / ผู้กำกับ มาธิเออ แคสโซวิทซ์ (พระเอกหนัง Amélie) คือผลงานที่โดดเด่นแหวกแนวขึ้นมา ด้วยความเป็นหนังขาว-ดำ แนวอาชญากรรม / ดราม่า เข้มๆ ดิบๆ ว่าด้วยความรุนแรงในเขตชานเมืองปารีส

แม้ตอนแรกแคสโซวิทซ์ดูไม่มั่นใจนักกับหนังขาว-ดำ จนถึงขั้นเตรียมวางแผนปล่อยหนังฉบับภาพสี (ที่ถ่ายทำในตอนแรกก่อนปรับเป็นขาว-ดำ) ออกฉายแทนหากฉบับขาว-ดำ เกิดแป้กขึ้นมา แต่หนังกลับฮ็อตเกิดคาดทั้งในแง่เสียงวิจารณ์และบนเวทีรางวัล

 

  1. The Saddest Music in the World (2003)

ความหลงใหลในสไตล์ของหนังเงียบยุคเก่าคือสิ่งที่เห็นได้ชัดในหนังแทบทุกเรื่องของ กาย แมดดิน (My Winnipeg) ผู้กำกับชาวแคนาดา ซึ่งหนังเรื่องยาวส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นหนังขาว-ดำ หรือไม่ก็หนังขาว-ดำ ที่มีภาพสีแทรกบางส่วน รวมถึงหนังเพลงเรื่องนี้ ที่เล่าเรื่องราวในเมืองวินนิเพ็ก, แคนาดา ปี 1933 ช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เลดี้ เฮเลน พอร์ต-ฮันท์ลี่ย์ (อิซาเบลล่า รอสเซลลินี) ประกาศจัดการแข่งขันเพื่อค้นหาเพลงที่เศร้าที่สุดในโลก เพื่อโปรโมทกิจการเบียร์ของเธอในโอกาสที่มาตรการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอเมริกากำลังจะยุติลง นักดนตรีจากทั่วทุกสารทิศจึงมุ่งตรงมายังเมืองนี้เพื่อหวังจะชนะเงินรางวัลก้อนโต 25,000 เหรียญฯ

 

  1. Wings of Desire (1987)

ถ้าไม่นับหนังโร้ดมูฟวี่ยุคแรก Summer in the City (1970) และไตรภาคโร้ดมูฟวี่ทั้ง Alice in the Cities (1974), The Wrong Move (1975) และ Kings of the Road (1976) ที่ส่วนใหญ่เป็นหนังขาว-ดำ ทุนต่ำ นี่คือหนึ่งในหนังยุคต่อมาของยอดผู้กำกับชาวเยอรมัน วิม เวนเดอร์ส ไม่กี่เรื่องที่เป็นภาพขาว-ดำ ซึ่งถูกนำมาประกอบการเล่าเรื่องร่วมกับภาพสี ว่าด้วยเรื่องราวแฟนตาซี / โรแมนติก ของ เดเมี่ยน (บรูโน่กันซ์) เทวดาผู้เห็นแต่โลกในสีขาว-ดำ ขณะที่มนุษย์มองเห็นโลกในแบบภาพสี กระทั่งเมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง ‘สีสัน’ ของโลกมนุษย์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

หนังยังมาพร้อมงานภาพมุมมองของเทวดาในสีขาว-ดำ ก่อนจะปรับมาสู่สีสันในมุมมองของมนุษย์  ผลงานของ อ็องรี อเล็กคาน ผู้กำกับภาพที่เคยมีผลงานชั้นเยี่ยมอย่าง Beauty and the Beast (1949) เวอร์ชั่นหนังฝรั่งเศส / ขาว-ดำ ของ ฌอง ค็อคโต

 

  1. The Road Home (1999)

ภาพขาว-ดำ มักถูกใช้เป็นตัวแทนของการหวนรำลึกถึงอดีต หนังหลายเรื่องจึงมักใช้กับฉากย้อนอดีต แยกต่างหากจากภาพสีของเรื่องราวร่วมสมัย แต่ความคุ้นเคยดังกล่าวถูกสลับขั้วในหนังเรื่องนี้ ที่เล่าเรื่องของลูกชายผู้เดินทางกลับบ้านเกิดและทราบข่าวการตายของพ่อ ขณะที่แม่เตรียมจัดพิธีศพแบบดั้งเดิมและตั้งใจนำศพสามีเดินทางกลับบ้านเกิด เรื่องราวน่าเศร้าในปัจจุบันถูกเล่าด้วยภาพขาว-ดำ ชวนหม่นหมอง ตรงข้ามกับฉากย้อนอดีตที่มาพร้อมสีสันสดสวยกับเรื่องราวความรักที่เพิ่งจะผลิบานของพ่อและแม่ในช่วงหนุ่มสาว

นี่คือหนึ่งในหนังที่เรียบง่ายทว่างดงามของ จางอี้โหมว ที่มาพร้อมนางเอกสาว จางซิยี่ ในวัยที่กำลังเบ่งบาน ช่วงก่อนที่เขาจะเข้าสู่โหมดอลังการงานสร้างกับหนังยุคต่อมา เช่น Hero (2002) และ House of Flying Daggers (2004)

 

  1. From What Is Before (2014)

ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์คืออีกคนที่ทำหนังขาว-ดำ บ่อยครั้ง จนกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ประจำตัวของเขานอกเหนือจากสไตล์ภาพยนตร์ที่เนิบช้าด้วยช็อตนิ่งๆ ยาวๆ และหนังหลายเรื่องที่มีความยาวเกินกว่า 4 ชั่วโมง แต่เขาก็มีแฟนประจำที่ติดตามผลงาน เช่นเดียวกับที่หนังหลายเรื่องไปเข้าชิงและคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังระดับโลก รวมถึงหนังดราม่าความยาว 5 ชั่วโมง 32 นาที เรื่องนี้ ที่เล่าถึงฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1972 เมื่อหลายสิ่งลึกลับกำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้านห่างไกล มีเสียงร่ำไห้ดังจากป่า, วัวถูกฆ่า และชายคนหนึ่งเลือดออกจนตายขณะที่บ้านถูกเผา ตอนนั้นเองที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินาน มาร์กอส ประกาศให้ประเทศตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

นี่คืออีกผลงานของดิแอซที่นักวิจารณ์เทใจให้ และคว้า Golden Leopard จากเทศกาลหนัง Lacarno ปี 2014

 

  1. Mysterious Object at Noon (2000)

หนังยาวเรื่องแรกของ อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มีชื่อไทยว่า ดอกฟ้าในมือมาร นี้เป็นหนังแนวทดลองกึ่งสารคดี ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำ 16 มม. ก่อนจะปรับเป็น 35 มม. ในภายหลังเพื่อออกฉายตามเทศกาลต่างๆ และคว้ารางวัลจากหลายสถาบัน เช่น Dragons and Tigers Award – Special Mention จากเทศกาลหนังนานาชาติแวนคูเวอร์

หนังใช้แนวคิดของศิลปะฝรั่งเศสที่เรียกว่า Exquisite corpse (การวาดรูปแล้วพับไว้แล้วส่งให้คนต่อไปวาดต่อไปเรื่อยๆ) กลายเป็นหนังที่พาผู้ชมเดินทางไปพร้อมกับเรื่องเล่าที่คาดไม่ถึงจากผู้คนหลากหลายตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทย เริ่มต้นจากเรื่องของครูดอกฟ้า เด็กชายพิการ และมนุษย์ต่างดาว

 

  1. Persepolis (2007)

นี่คือหนังที่มาพร้อมองค์ประกอบที่คงมีไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นอยู่รวมในหนังเรื่องเดียวกัน คือ ภาพขาว-ดำ / อนิเมชั่น / ผู้หญิง / อิหร่าน แต่อนิเมชั่นสัญชาติฝรั่งเศสเรื่องนี้มีอยู่ครบ! นี่คืออนิเมชั่น / ขาว-ดำ ที่ร่วมกำกับและเขียนบท โดย มาร์จาเน ซาทราพี สาวฝรั่งเศสเชื้อสายอิหร่านกับเรื่องราวที่นำมาจากนิยายภาพอัตชีวประวัติของซาทราพี ว่าด้วยการก้าวข้ามพ้นวัยของเด็กหญิงคนหนึ่งในอิหร่านช่วงการปฏิวัติ

อนิเมชั่นเรื่องดังที่ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะมีอายุเกือบ 10 ปีแล้ว เคยฝ่าด่านเข้าไปชิงออสการ์อนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี (ซาทราพียังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขานี้) ร่วมกับอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ด ก่อนจะพ่ายให้แก่ Ratatouille (2007) ของพิกซาร์

 

ข้อมูลอ้างอิง: bfi.org.uk, หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

Shares
น้องใหม่สุดโหด/ตำแหน่ง กราฟฟิก สนุกกับการวาดภาพ