พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อวงการภาพยนตร์

314

“ในหลวง” ในหนังไทย

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อวงการภาพยนตร์

 ฉัตรชัย จันทร์ศรี

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันว่า พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น มีอยู่มากมายหลายด้าน ทรงเป็นนักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญในด้านดินและน้ำ ตลอดจนการชลประทานและวิศวกรรมศาสตร์ ดังเป็นที่ประจักษ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการกีฬาและศิลปะวิทยาแขนงต่างๆ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงที่มีทั้งความไพเราะและความหมายลึกซึ้ง ทรงประพันธ์หนังสือและแปลวรรณกรรมอันมีคุณค่า ทรงงานจิตรกรรมและประติมากรรมฝีพระหัตถ์ที่ล้วนพรั่งพร้อมด้วยองค์ประกอบทางศิลปะ เฉกเช่นเดียวกับภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ไม่เพียงแต่ทรงคุณค่าทางด้านความงดงามอย่างตราตรึงเท่านั้น หากแต่บ่อยครั้งยังก่อประโยชน์ในการนำไปใช้วางแผนพัฒนาบ้านเมืองอีกด้วย

แต่พระปรีชาสามารถในอีกด้านหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ประชาชนทั่วไปอาจยังไม่ทราบมากนัก คือ พระปรีชาสามารถทางด้านภาพยนตร์ อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่สนพระทัยในศาสตร์ของภาพยนตร์เป็นอย่างสูง ทรงผูกพันกับวงการภาพยนตร์มากกว่าที่หลายคนคิด และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการภาพยนตร์อีกหลายประการ รวมทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์แก่บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์และศิลปิน อันนำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่บุคลากรในวงการภาพยนตร์ไทยยิ่งนัก

 

พระมหากรุณาธิคุณต่อวงการภาพยนตร์ไทย

นอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแล้ว ยังโปรดการทอดพระเนตรภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างประเทศมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเมื่อครั้งที่ภาพยนตร์เรื่อง สันติ-วีณา ของ รัตน์ เปสตันยี ได้รับรางวัลการถ่ายภาพและกำกับศิลป์จากเทศกาลประกวดภาพยนตร์นานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2497 เมื่อภาพยนตร์เปิดฉายเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปีเดียวกันนั้น ก็ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวรอบปฐมทัศน์ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2497 ณ โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรในรอบปฐมทัศน์

นับจากนั้น ยังมีการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องสำคัญๆ เสมอ ทั้งในรอบปฐมทัศน์และรอบการกุศล อาทิ มือโจร (2502) นางสาวโพระดก (2507) จำปูน (2507) เงิน เงิน เงิน (2508) แม่ศรีไพร (2514) จนมาถึงภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ สุริโยไท ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2544 ณ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งทรงพระราชดำริให้แทรกภาพแผนที่ในการเดินทัพเข้าไปในภาพยนตร์ เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจของผู้ชมอีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้นำภาพยนตร์คลาสสิกจำนวน 7 เรื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกลับมาฉาย ในกิจกรรมจัดฉายภาพยนตร์ “เมื่อครั้งเสด็จฯ ทอดพระเนตรภาพยนตร์” เปิดงานด้วยภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรในรอบปฐมทัศน์ สันติ-วีณา (2497) และยังถือเป็นการกลับมาเมืองไทยครั้งแรกของภาพยนตร์ไทยคลาสสิกเรื่องนี้ที่สูญหายไปกว่า 60 ปี สันติ-วีณา เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องยาวเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 35 มม. และเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2497 โดยหลังจากถูกค้นพบและได้ทำการบูรณะขึ้นมาใหม่กว่า 1,700 ชั่วโมง ทำให้ได้ภาพที่สมจริงที่สุดด้วยคุณภาพระดับ 4K และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับคัดเลือกให้ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในสายคานส์คลาสสิกอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีภาพยนตร์คลาสสิกเรื่องอื่นๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร และนำกลับมาฉายในกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ The Sound of Music (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2508 ณ โรงภาพยนตร์กรุงเกษม) Doctor Zhivago (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2509 ณ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย) Psycho (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2504 ณ โรงภาพยนตร์พาราเมาท์) Goldfinger (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2507 ณ โรงภาพยนตร์เมโทร) Spartacus (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2504 ณ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย) และ Lawrence of Arabia (เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2506 ณ โรงภาพยนตร์ควีนส์)

ในวงการภาพยนตร์ไทย รางวัลตุ๊กตาทองหรือรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี นับเป็นรางวัลเกียรติยศแห่งชีวิตในด้านการทำงานของบุคลากรในวงการ การประกวดรางวัลตุ๊กตาทองของภาพยนตร์ไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 และในปี พ.ศ. 2508 ถือเป็นปีแห่งความปลื้มปีติ ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานและพระราชทานรางวัล ในงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทองครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2508 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีนั้น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่ นางสาวโพระดก ผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมได้แก่ ไชยา สุริยัน จาก ธนูทอง และผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมได้แก่ เพชรา เชาวราษฎร์ จาก นกน้อย และในปีต่อมา ก็ได้เสด็จฯ ไปในการพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองอีกครั้ง ในงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทองครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2508 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2509 ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร โดยภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่ สาวเครือฟ้า ผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมได้แก่ สมบัติ เมทะนี จาก ศึกบางระจัน และผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมได้แก่ เนาวรัตน์ วัชรา จาก เดือนร้าว

แต่หลังจากนั้นทางผู้จัดได้หยุดการประกวดรางวัลไปถึง 9 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ได้รื้อฟื้นพิธีมอบรางวัลขึ้นมาในชื่อ รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้จัดงานและผู้รับพระราชทานรางวัลเป็นอย่างสูง โดยพระราชทานชื่ออย่างเป็นทางการว่า รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 1 ซึ่งคณะนักแสดงและคนทำงานจะเข้ารับรางวัลพระราชทานจากผู้แทนพระองค์และถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบมา

สมบัติ เมทะนี พระเอกตลอดกาลแห่งวงการภาพยนตร์ไทย มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่อง ละอองดาว รอบปฐมทัศน์ เมื่อปี พ.ศ. 2507 ณ โรงภาพยนตร์ แกรนด์ วังบูรพา ซึ่งในครั้งนั้นได้ร้องเพลงถวายถึง 3 เพลงและต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ก็ได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิต เมื่อได้เข้ารับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากภาพยนตร์เรื่อง ศึกบางระจัน ซึ่งพระเอกตลอดกาลก็ยังคงถนอมรักษารางวัล และจดจำความรู้สึกในวันนั้นได้จนถึงทุกวันนี้

จรัล เพ็ชรเจริญ นักแสดงอาวุโสที่รู้จักกันดีในชื่อ สีเทา เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สีเทา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ด้วยอาการปอดติดเชื้อ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขามักเล่าถึงความประทับใจที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ถวายความบันเทิง รวมถึงเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่าเป็นการ “ต่อชีวิต” นักแสดงตัวเล็กๆ อย่างเขา

“ความภูมิใจครั้งหนึ่งที่จำได้ น่าจะเป็นตอนที่หนังเรื่องแม่นาคออกฉาย พี่เหน่เป็นผู้สร้าง ปรียา รุ่งเรือง เล่นเป็นแม่นาค ลุงก็เล่นและพากย์ ปรากฏว่า ทำเงินเป็นแสน ทีนี้ในหลวงทรงทราบว่าคนดูเยอะ ทางพระราชวังก็แจ้งมาทางโรงฉาย บอกให้นำหนังไปฉายในวังที่สวนจิตรลดา ก็มีทีมลุงไปพากย์ ในหลวงทอดพระเนตร พอหนังจบ พระองค์ท่านตรัสว่า สนุกดีนะ และทรงถามอีกว่าเหนื่อยไหม ลุงก็ตอบพระองค์ไปว่าไม่เหนื่อยพะย่ะค่ะ

“อันนี้เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตนี้แล้วล่ะ ก็ได้พากย์ให้ในหลวงทรงฟังน่ะนะ…แล้วก็มีอีกช่วงหนึ่ง ในหลวงเสด็จฯ ไปหัวหิน พอดีตอนนั้นลุงไปเป็นตำรวจ เพราะเล่นดนตรีเป็น เราก็ไปในฐานะวงดนตรีดุริยางค์ตำรวจ มันมีบางช่วงที่มีละครย่อยเล่น เราก็ได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่ง น่าจะเป็นจุดนี้แหละ ที่ในหลวงจำเราได้”

ต้นปี 2539 สีเทาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตกการรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ไม่ทันนานทำให้เขาเริ่มวิตก สีเทาเริ่มคิดว่าคงไม่รอดแน่ ถ้าไม่ตายก็ต้องเป็นอัมพาต แต่ก่อนที่จะทดท้อสิ้นหวังไปกว่านี้ก็มีข่าวสำคัญแจ้งมายังโรงพยาบาล ทางสำนักพระราชวังแจ้งข่าวมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานดอกไม้มาให้ นับเป็นข่าวที่เปลี่ยนความคิดของผู้ป่วย จากที่คิดว่าอาจจะไม่รอด ก็กลับบอกกับตัวเองว่า “ต้องรอดแน่ ต้องไม่เป็นอะไรแน่”

ครั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นวันที่ สีเทา จดจำไปชั่วชีวิต ฯพณฯ นายจุลณพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เชิญดอกไม้พระราชทานมายังโรงพยาบาล “พอรับแจกันเท่านั้นแหละน้ำตาไหลเลย พูดอะไรไม่ออก มันตื้นตันใจอยู่ข้างใน ดีใจมาก ไม่มีคำบรรยายเลยเวลาสื่อมาถามก็ร้องไห้อย่างเดียว บอกได้แต่ว่าดีใจ กำลังใจดีขึ้นเยอะมากอาการดีขึ้นเรื่อยๆ”

“มันเหมือนพลิกความรู้สึกเลยนะจากคนที่คิดว่าตัวเองต้องแย่แน่ๆ ไม่ทรงก็ทรุด ตอนนี้กำลังใจมาเต็มร้อยเลย เหมือนพระองค์ทรงมาชุบชีวิตให้กับเราอีกครั้งหนึ่ง ให้เรามีความหวังและกำลังใจที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป ในหลวงท่านมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นดอกไม้ที่ทรงให้เรานั้นเป็นกำลังใจให้เรามีชีวิตอยู่”

จากที่คิดว่าจะต้องอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือนใช้เวลาเพียง 17 วัน คุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ นับว่าเหนือความคาดหมาย

“ตอนนั่งรถกลับบ้านก็ประคองแจกันมาเองเลย ประคองมาอย่างดี พอถึงบ้านก็เอาไปตั้งไว้ที่หัวนอน ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่นั่นตั้งอยู่สูงเหนือหัวนอน ทุกวันนี้ดอกไม้แห้งมากแล้ว ขยับไม่ได้เลยเพราะถ้าจับแล้วรับรองว่าร่วงหมดแน่นอน เราก็เอาพลาสติกมาคลุมเอาไว้อยากเก็บเอาไว้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต”

ทุกวันนี้ ช่อดอกไม้พระราชทานในแจกันทรงสูงช่อนั้น แม้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งกรอบไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวที่เล่าขานถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มิได้จำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น หากยังแผ่ไพศาลให้ทุกคนในวงการภาพยนตร์ไทยรับรู้และสัมผัสได้

 

เสด็จพระราชดำเนินเยือนฮอลลีวู้ด พุทธศักราช 2503

ในฐานะองค์พระประมุขของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักถึงความจำเป็นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภายใต้เหตุการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเริ่มต้นเสด็จฯ เยือนประเทศต่างๆ โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจึงได้เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา และเสด็จฯ ต่อเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย

การเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม 2503 นับเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่มีคุณูปการแก่ชาติบ้านเมืองอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทรงสร้างความประทับใจให้แก่ชาวอเมริกัน ทรงได้รับการยอมรับโดยดุษฎีจากประชาชนที่นั่น ทรงได้รับการถวายพระเกียรติยศจากมหาสมาคมต่างๆ ที่เสด็จฯ ไปเยือน ด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงาม สง่า สุขุม พระราชปฏิภาณและไหวพริบ รวมถึงความเชื่อมั่นที่ทรงแสดงออกด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่น

ส่วนหนึ่งของกำหนดการเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้น คือการประพาสฮอลลีวู้ด เมืองภาพยนตร์ ซึ่งทำให้เกิดภาพอันน่าประทับใจและเหตุการณ์ในความทรงจำที่ยังคงแจ่มชัดมาจนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต ผู้ตามเสด็จ ทรงบันทึกถึงช่วงเวลาแห่งความสดชื่น รื่นรมย์ และอบอุ่นในหัวใจทุกครั้งที่ได้รำลึกถึง ดังส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางที่หยิบยกมานี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังฮอลลีวู้ดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2503 เพื่อทอดพระเนตรโรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทพาราเมาท์ ซึ่งกำลังถ่ายทำภาพยนตร์พร้อมกันหลายเรื่อง

“…เรื่องบัญญัติสิบประการพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ ฉากยังไม่ได้รื้อ เสด็จฯ ผ่านเมืองโรมันไป เขาทำใหญ่โตมาก มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางกว้างขวาง มองดูยังกับของจริง ใครวิ่งไปชนคงไม่สั่นคลอนเป็นแน่ หลังจากนั้นเขาก็นำเสด็จเข้าไปในโรงถ่ายซึ่งกำลังทำหนังเรื่อง G.I. Blues ของ Hal Willis อยู่ นายวัลลิสป่วยในวันนั้นจึงส่งผู้แทนชื่อนาย พอล เนทัน มารับเสด็จแทนตัว นายเนทันเป็นผู้นำพระเอกนางเอก คือ เอลวิส เพรสลี่ กับ จูเลียต เพราวส์ เข้ามาเฝ้า ดูเหมือนได้ยินนายเอลวิสทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า “Hello, Your Majesty, Sir” แล้วถวายคำนับตอนจับพระหัตถ์ ท่าทางเขาเรียบร้อยขี้อายผิดกว่าที่นึก หน้าตาหล่อกว่าในหนังด้วยซ้ำ ตาสีฟ้า หน้าเกลี้ยงเกลา ฟันเรียบ ยิ้มสวย เขาพึ่งออกจากทหารมาใหม่ๆ ผมสั้นอย่างหนุ่มอเมริกันธรรมดา ไม่ยาวน่าตกใจอย่างหนังบางเรื่อง เขาแต่งหน้าสำหรับถ่ายหนัง คือทาเป็นสีน้ำตาลคล้ำไปทั้งหน้า แต่อย่างอื่นเช่นปากหรือคิ้วไม่ได้ทา คงปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ส่วน จูเลียต เพราวส์ นั้นก็เหมือนในหนัง หนังเรื่อง จี.ไอ. บลูส์ นี้มีตัวประกอบเป็นเด็กสาวสวยๆ หลายคน คนหนึ่งเป็นนางรองของเรื่องตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาน่าเอ็นดู แต่งสีม่วงอ่อนออกมายืนดูสมเด็จร่วมกับคนอื่นๆ เมื่อตัวเอกของหนังเรื่องที่จะถ่ายเข้ามาเฝ้าถวายตัวแล้ว พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จก็ประทับลง เขาก็จัดการให้นายเอลวิสมานั่งข้างสมเด็จ แม่จูเลียตนั่งข้างพระเจ้าอยู่หัว แม่นั่นไม่รู้ขนบธรรมเนียมอะไร คงไขว่ห้างตามสบายของเจ้าหล่อน ช่างภาพต่างๆ ก็ถ่ายรูปถ่ายหนังเป็นการใหญ่

“แล้วนายเอลวิสกับแม่จูเลียตก็ทูลลาขอตัวลุกขึ้นไปแสดงหนังถวาย นายเอลวิสขึ้นไปบนยกพื้นแล้วเต้นไปเต้นมาท่ามกลางพลทหารอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งเป็นลูกคู่ ทำปากร้องเพลง แต่ไม่มีเสียง เสียงไพล่ไปดังออกทางอื่น คงจะอัดเสียงล่วงหน้าไว้แล้ว มีคนหมู่ใหญ่นั่งดูอยู่เต็มข้างล่าง ทั้งพลทหารนายทหารและผู้หญิง แม่จูเลียตดูเหมือนโผล่ดูออกมาจากม่านหลังยกพื้น ไม่ได้นั่งเป็นแถวดูอย่างคนอื่น เขาว่าตอนที่ถ่ายถวายทอดพระเนตรนี้เป็นตอนสุดท้ายของหนังเรื่อง จี.ไอ.บลูส์ เขาถ่ายซ้ำ2 หน นายเอลวิสต้องเต้นไปเต้นมา ร้องเพลงไม่มีเสียงซ้ำ 2 ครั้ง ระหว่างนั้นเขามีป้ายเขียนว่า ‘เงียบเสียง’ ถ้าพวกเราเกิดไปคุยกันเข้าตอนนั้น คงมีภาษาไทยออกมาในหนังเรื่องนี้ตอนจบเป็นแน่”

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการถ่ายหนังกลางแจ้ง ซึ่งกำลังทำหนังคาวบอยสำหรับโทรทัศน์เรื่อง Have Gun, Will Travel ฉากของหนังเป็นถนนทั้งถนน มีบ้านใหญ่บ้างเล็กบ้างสองข้างถนนแบบที่เห็นในหนังคาวบอยบ่อยๆ มีบาร์ ร้านตัดผม มีรถม้า มีพวกคาวบอยท่าทางอันธพาลยืนจับกลุ่มอยู่ตามที่ต่างๆ มองดูเหมือนเมืองคาวบอยจริงๆ

“…เมื่อทรงพระดำเนินไปตามถนนเมืองคาวบอยนั้นสักครู่ ก็ทอดพระเนตรเห็นคาวบอยร่างใหญ่ สูงโย่ง มีหนวด คาดปืนมีลูกกระสุนเต็ม สวมหมวกปีกใหญ่สีดำเดินส่ายอาดเข้ามาเฝ้า เมื่อแรกพอเห็นนายคนนั้นเข้า นึกในใจว่าพ่อนี่ต้องเป็นผู้ร้ายเด็ด ที่ไหนได้ กลายเป็นพระเอกของเรื่องชื่อนาย ริชาร์ด บูน ต่างหาก นายพระเอกสูงโย่งนี่ตลกดี เมื่อเข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์เรียบร้อยแล้วก็ชักปืนออกถวายพระเจ้าอยู่หัว ยกมือสองข้างทำเป็นยอมแพ้ พวกช่างภาพต่างๆ ที่เดินตามเสด็จมาเป็นหมู่ร้องเอะอะว่า “ขออีกที ขออีกทีเถอะ” พระเจ้าอยู่หัวท่านก็เลยทรงปืนจ้องนายริชาร์ด บูน ซึ่งทำท่ายอมแพ้ประทานให้ช่างภาพถ่ายพระรูปตามใจชอบ วันรุ่งขึ้นกับวันต่อไป หนังสือพิมพ์ที่ได้อ่านทุกฉบับ เช่น ลอสแอนเจลิสไทมส์ ฮอลลิวู้ด โพสดิสแพ้ช นิวยอร์ก เจอนัล นิวยอร์ก ไทมส์ เป็นต้น ลงรูปนายคาวบอยใหญ่ยกมือยอมแพ้พระเจ้าอยู่หัวกันเกรียวกราว สมเด็จทรงยืนทรงพระสรวลอยู่ใกล้ๆ”

ช่วงกลางวันของวันนั้น สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Motion Picture Association of America) จัดเลี้ยงพระกระยาหารกลางวันถวายเป็นพระเกียรติยศ มีแขกเป็นผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาคม และผู้บริหารบริษัทภาพยนตร์ต่างๆ กล่าวกันว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกากำชับชาวฮอลลีวู้ดและนักข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ให้เอ่ยถึงภาพยนตร์ The King and I เป็นอันขาด ด้วยเกรงว่าจะกระทบความรู้สึกของอคันตุกะชาวไทย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำให้เป็นเรื่องธรรมดา โดยตรัสอย่างตรงไปตรงมา เมื่อมีพระราชดำรัสตอบหลังเสวยพระกระยาหาร

“Now” ทรงมีพระราชดำรัสต่อไป “I would like to confide something – and this is between the King and you. It’s about ‘The King and I’ “

พระราชดำรัสในวันนั้นเป็นกันเอง คนฟังชอบใจมาก หัวเราะและปรบมือถวายหลายครั้ง ใจความบางตอนตรัสว่า “เรากำลังเดินอยู่บนเมฆ กระทบไหล่กับดารา เหล่าดาราส่องแสงไปทั่วโลก… (ตอนนี้พวกดาราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่) พวกคนไทยโดยมากเป็นนักดูหนังและติดตามความเป็นไปของดาราดวงที่ตนชอบอย่างสนใจที่สุด ข้าพเจ้าจำต้องรับสารภาพอย่างน่าเสียใจว่าแฟนหนังวัยรุ่นของเราบางคน สนใจเรื่องของดาราภาพยนตร์ที่ตนชอบมากกว่าสนใจวิชาที่เรียนจากโรงเรียนเสียอีก…..”

ต่อมาในวันที่ 22 มิถุนายน 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมด้วยทูลกระหม่อมฟ้าหญิงอุบลรัตน์ และทูลกระหม่อมฟ้าชายวชิราลงกรณ์ ไปยังดิสนี่ย์แลนด์ เมืองเนรมิตร รัฐแคลิฟอร์เนีย

“…ตอนเสด็จถึงเมืองสนุกของ วอลท์ ดิสนี่ย์ เจ้าของถิ่นก็มายืนคอยรับเสด็จ แล้วพาประทับรถโบราณซึ่งเขาเองเป็นผู้ขับ เชิญเสด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับข้างหน้าคู่กับเขา ทูลหม่อมฟ้าชายประทับตรงกลาง สมเด็จประทับด้านหลังกับทูลหม่อมหญิง พาแล่นไปตามถนนภายในเมืองสนุกของเขา

“ในวันนั้นมีคนมาเที่ยวเมืองสนุกมากมายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ครั้นรถกระบวนเสด็จแล่นมาตามถนนซึ่งสมมุติว่าเป็นเมืองอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 อันมีชื่อว่า ‘เมนสตรีต ยู.เอส.เอ.’ เขาก็หยุดดู 2 ข้างทาง เพราะนอกจากกระบวนใหญ่แล้วยังเสียงดังสนั่นอีกเล่า ก็มีแตรวง สวมเสื้อแดงแจ๋นำเสด็จทั้งกระบวนนี่นะ นายวงแต่งขาวเดินควงไม้นำหน้าเสียด้วย ตามทางเจออลิส (อินวอนเดอร์แลนด์) เดินมากับกระต่ายซึ่งตัวสูงกว่าอลิสมาก กระต่ายน่าเอ็นดูดี ฟันเหยินเที่ยวเดินคำนับและจับมือกับใครๆ คนดู 2 ข้างทาง เห็นนายดิสนี่ย์เข้า จำได้ก็ตะโกนทักเสียงเอะอะว่า “ฮะโหลมิสเตอร์ดิสนี่ย์” บ้าง “เฮ วอลท์” บ้าง “ไฮวอลท์” บ้าง นายดิสนี่ย์ก็หันไปโบกมือและยิ้มด้วยอย่างอารมณ์ดี พอเสด็จลงจากรถ เขาจำได้ ก็ตบมือถวาย ที่จำได้ก็เพราะตั้งแต่เสด็จมามีเรื่องและพระฉายาลักษณ์โตๆ ลงในหนังสือพิมพ์เมืองลอสแองเจลิสทุกวันเป็นประจำ

“การเที่ยวเมืองสนุกในวันนั้น อย่าว่าแต่เด็กเลยที่จะชอบ แม้ผู้ใหญ่เองก็ยังสนุกแทบแย่ ได้ทอดพระเนตรปราสาทของสลีปิ้งบิวตี้ที่แฟนตาซีแลนด์ เสด็จประทับรถไม่รู้กี่ชนิดต่อกี่ชนิด ประทับเรือก็หลายชนิด ทอดพระเนตรเมืองอินเดียนแดงเรียกว่าฟรันเตียร์แลนด์ ตามทางทอดพระเนตรเห็นไฟกำลังไหม้บ้านอยู่ก็มี อินเดียนแดงกำลังเต้นรำอยู่ก็มี เสด็จผ่านเกาะของทอมซอเย่อร์ มีบ้านของทอมอยู่บนต้นไม้ มีเด็กปีนขึ้นไปดูเต็ม ต่อมาก็เสด็จลงเรือยนต์ใหญ่ทอดพระเนตรป่าเมืองอัฟริกาที่เรียกว่าแอดเวนเช่อร์แลนด์ ซึ่งมีสัตว์ชนิดต่างๆ โผล่ออกมาตรงโน้นตรงนี้ตลอดทาง….”

 

(คัดลอกจากส่วนหนึ่งของบทความ “ในหลวง” ในหนังไทย: Starpics ฉบับ 871 พฤศจิกายน 2016)

Shares