Stranger Things กับ 8 มรดกตกทอดจากยุค 80s

แม็ตต์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์ สองผู้สร้าง เลือกที่จะเซ็ตเหตุการณ์ในซีรีส์ Stranger Things ให้เกิดขึ้นในปี 1983 (ซึ่งเป็นปีค.ศ.เดียวกันกับที่ X-Men: Apocalypse และซีซั่น 4 ของซีรีส์เรื่อง The Americans เลือกใช้) พร้อมทั้งคารวะให้กับผลผลิตของยุคสมัยที่พวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นนี้ ด้วยการใส่สัญญะหรือกลิ่นอายที่ผู้ชมอย่างเราๆ เห็นแล้วต้องนึกถึงภาพยนตร์ขึ้นหิ้งจากยุค 80s อย่างอดไม่ได้  เช่น มอนสเตอร์รูปร่างหน้าเกลียดน่ากลัว (Alien),  ถังน้ำแบบ sensory deprivation tank (Altered States หรือ Minority Report), การผจญภัยของกลุ่มเด็ก (Stand By Me), การใช้รูปถ่ายในการไขปริศนา (Blowup), ตัวละครเด็กที่ต้องแอบซ่อนสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมในบ้านตัวเองให้พ้นหูพ้นตาพ่อแม่ (E.T. The Extraterrestrial) หรือการสื่อสารกันผ่านการกะพริบไฟ (Close Encounters of the third kind)

แต่ที่มากกว่าสัญญะหรือกลิ่นอาย คือนานาสรรพสิ่งที่อ้างอิงถึงยุค 80s ที่ฝาแฝดดัฟเฟอร์ตั้งใจใส่มาในซีรีส์เรื่องนี้ให้คนดูได้เห็น (และเล่นเกมจับผิด) กันแบบโต้งๆ ไปเลย! ก่อนที่จะมีสารพันความย้อนยุค/หวนรำลึกอดีตอีกเพียบแน่ๆ ในซีซั่น 2 ที่จะมาถึงในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ เรามาดูตัวอย่างเด่นๆ ของมรดกตกทอดจากยุค 80s ในซีซั่นแรกของซีรีส์กันก่อนดีกว่า (มีสปอยล์)

1.Dungeons & Dragons

D&D คือบอร์ดเกมที่ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทเป็นนักผจญภัย ออกไปทำภารกิจในโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยอัศวินผู้กล้าหาญ จอมเวทย์ผู้มากฤทธิ์ สัตว์ประหลาด มังกร ดันเจี้ยนลึกลับ ปิศาจครึ่งผีครึ่งคน ดินแดนอันน่าสะพรึงกลัว และทรัพย์สมบัติมากมายเป็นภูเขาเลากา – แกรี่ กายกักซ์ และ เดฟ อาร์เนสัน คิดค้นและประดิษฐ์เกมนี้ขึ้น ก่อนจะเผยแพร่ในปี 1974 และกลายเป็นเกมกระดานที่ได้รับความนิยมมาในทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับเด็กยุค 80s มันอาจจะพิเศษและได้ความนิยมมากกว่ายุคอื่นอยู่หน่อย เพราะเด็กๆ ยังไม่มีเกมคอมพิวเตอร์หรือคอนโซลให้เล่นอย่างแพร่หลาย D&D และบอร์ดเกมอื่นๆ จึงกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเด็กๆ ไปโดยปริยาย

ดังจะเห็นได้ตั้งแต่ใน ep.แรก ว่าแก๊งเด็กชายวัยซนในซีรีส์จับกลุ่มเล่นกันอย่างจริงจังมากๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เล่นกันเอามันส์อย่างเดียว เด็กๆ ยังโยงเอาทฤษฎีในเกมมาใช้สืบเสาะค้นหาตัววิลล์ที่หายไปได้ด้วย

 

2.X-Men

การ์ตูนชุดฮีโร่มนุษย์กลายพันธุ์ X-Men อาจนับเป็นการ์ตูนฮีโร่ที่เป็นที่รักของคอการ์ตูนหรือนักอ่านในทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับยุค 80s ที่ คริส แคลร์มอนต์ และ จอห์น ไบรน์ ได้เขียนตอนที่ดีที่สุดตอนหนึ่งของ X-Men ขึ้นมา นั่นคือ The Dark Phoenix Saga ในปี 1980 รวมถึงตอนจบของชุด Days of Future past ในปี 1981 จนทำให้ X-Men กลายเป็นการ์ตูนขายดีอันดับหนึ่งของมาร์เวล เราก็อาจบอกว่านี่คือยุครุ่งเรืองของ X-Men ได้เลย

รุ่งเรืองแค่ไหนให้ดูจากกระแสตอบรับจากผู้อ่านวัยเด็ก-ที่น่าจะเป็นกลุ่มผู้อ่านหลัก-อย่างแก๊งเด็กในซีรีส์ ใน ep.1 ที่เด็กๆ ออกจากบ้านไมค์ ดัสตินท้าวิลล์ว่าใครปั่นจักรยานกลับไปถึงบ้านตนก่อนคนนั้นชนะและจะได้รางวัลเป็นคอมิกส์ X-Men #134 (ตีพิมพ์ปี 1963) แต่ผลก็เป็นอย่างที่ทราบ นั่นคือไม่สามารถหาผู้แพ้ผู้ชนะได้เนื่องจากวิลล์หายตัวไปซะก่อน

นอกจากนั้นแล้ว มันยังมีจุดน่าสังเกตเล็กๆ นั่นคือ X-Men เล่มดังกล่าวเป็นตอน Phoenix Saga ซึ่งว่าด้วยตัวละคร จีน เกรย์ ผู้มีพลังจิตอันกล้าแกร่งและมีอานุภาพอันน่ากลัว– เหมือน อีเลฟเว่น ไม่มีผิด

 

3.Star Wars

คงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าทำไมหนังชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่าง Star Wars จึงมีอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ยุค 80s (และยุคต่อๆ มา) มากขนาดที่เราอาจเรียกมันว่าเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยได้เลย เพราะหนัง 2 ใน 3 ภาคของไตรภาคแรก ก็อยู่ในยุคนี้ (The Empire Strikes Back-1980, Return of the Jedi-1983)

และบรรดาตัวละครในหนังก็เป็นที่คลั่งไคล้ของเด็กๆ ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ในซีรีส์ โดยตลอดทั้งซีซั่น มีตัวละครจาก Star Wars ที่ถูกกล่าวถึง/ปรากฏตัว ทั้งหมด 3 ตัว คือ เมื่อไมค์พาแอลเดินชมรอบๆ บ้านใน ep.2 เขาก็หยิบฟิกเกอร์ โยดา ขึ้นมาแล้วกล่าวประโยคที่อาจารย์ของเหล่าเจไดเคยกล่าวไว้ว่า “Ready are you, what knows you of ready?” และยังอธิบายกับแอลอีกด้วยว่า โยดาใช้ฟอร์ซในการเคลื่อนย้ายสิ่งของได้เหมือนกับเธอเลย, ใน ep.3 เพื่อทดสอบพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของของแอล ดัสตินเลยท้าให้เธอลองใช้จิตยกโมเดลยาน มิลเลเนี่ยม ฟัลคอน ให้ลอยขึ้นเหนือพื้น, ใน ep.7 ดัสตินดูจะไม่ค่อยไว้ใจนายอำเภอฮอปเปอร์ที่วอมาบอกว่าจะช่วยเหลือพวกเขา เลยโพล่งชื่อตัวละครที่เคยหักหลัง ฮาน โซโล อย่าง แลนโด้ คาลริสเชียน ขึ้นมา เพื่อเตือนสติเพื่อนๆ ว่า ไม่แน่ว่าฮอปเปอร์อาจกำลังหลอกพวกเขาอยู่ก็ได้ หรืออย่างใน ep.6 เด็กๆ ก็เคยเปรียบเทียบว่า หากพวกเขาต้องออกไปสู้โดยปราศจากแอล ก็คงเหมือน R2-D2 สู้กับ ดาร์ธ เวเดอร์

 

4.All the Right Moves / Risky Business

ทอม ครูซ คืออีกหนึ่งสมบัติอันล้ำค่าแห่งยุค 80s ความหล่อใสของเขาในหนังอย่าง Risky Business (พอล บริคแมน) และ All the Right Moves (ไมเคิล แชปแมน) ทำเอาสาวๆ ต้องกรี๊ดกันสลบ และหนุ่มๆ ก็ยกให้เขาเป็นต้นแบบในเรื่องแฟชั่น – เช่นหนุ่มสาววัยรุ่นอย่างสตีฟและแนนซี่ ใน ep.5 สตีฟชวนแนนซี่ไปดูหนังเรื่อง All the Right Moves กับเขา โดยบอกว่าหนังมีดารานำจากเรื่อง Risky Business (ทอม ครูซ) แสดง ซึ่งก็เป็นทั้งดาราคนโปรดของเธอ และเป็นดาราที่เขาพยายามปรับลุคทำตัวเลียนแบบ พร้อมกับร้องเพลง Old Time Rock n Roll ที่ครูซเคยลิปซิงค์ในหนังเรื่องดังกล่าวอีกด้วย

(All The Right Moves)

ทั้งสองเรื่องเข้าฉายในปี 1983 ซึ่งเป็นปีค.ศ.ที่เกิดเหตุการณ์ในซีรีส์ โดย Risky Business เข้าฉายก่อนในเดือนสิงหาคม ส่วน All the Right Moves ฉายในเดือนตุลาคม

 

5.Poltergeist

ในระหว่างแฟลชแบ็คใน ep. แรก จอยซ์โผล่ไปเซอไพรส์วิลล์ที่ ‘ปราสาทบายเยอร์ส’ ที่ซ่อนอยู่ในป่า ด้วยตั๋วหนังเรื่อง Poltergeist ซึ่งเจ้าหนูวิลล์ก็ดูจะสนอกสนใจหนังผีเรื่องนี้ โดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวในความหลอนเลยสักนิด

มากไปกว่านั้น หลังจากที่วิลล์หายตัวไป และจอยซ์เริ่มได้ยินเสียงของลูกชายเธอจากอีกมิติหนึ่งผ่านผนังบ้าน – ก็คล้ายกับตัวละคร แครอล แอนน์ (เฮทเทอร์ โอเร็ก) ในหนังเรื่องดังกล่าวที่ถูกลักพาตัวหายไปอยู่เหมือนกัน

(Poltergeist)

โดยผลงานของผู้กำกับ โทบี้ ฮูเปอร์ และเขียนบทโดย สปีลเบิร์ก เรื่องนี้ นับเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญคลาสสิคที่ประสบความสำเร็จทั้งกล่องและเงิน ทำรายได้ไป 121.7 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างแค่ 10.7 ล้านเหรียญฯ ก่อนจะถูกนำมารีเมคโดย กิล คีแนน แต่กลับไม่เปรี้ยงเท่าที่ควร ไม่ว่าจะคำวิจารณ์หรือรายได้

 

6.The Thing / The Evil Dead / Jaws

โปสเตอร์หนังก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์อย่างง่ายที่พี่น้องดัฟเฟอร์เลือกใส่เข้ามาในซีรีส์ เราจะได้เห็นใบปิดของหนังดังๆ อย่าง The Thing (1982), The Evil Dead (1981) หรือ Jaws (1975) – ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่เป็นต้นแบบให้กับ Stranger Things ทั้งทางตรงและทางอ้อม – ติดอยู่ในห้องของไมค์, โจนาธาน และวิลล์ ตามลำดับ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในยุคนั้น ก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากเด็กๆ หรือวัยรุ่นในปีค.ศ.นั้นจะคลั่งไคล้หนังเหล่านี้…เพราะใครบ้างล่ะที่ไม่ชอบ?

 

นอกจากนั้น ใน ep.7 ฉากที่ครูคลาร์กนั่งดูหนังอยู่กับแฟนสาวที่บ้านในตอน 4 ทุ่ม ก่อนที่ดัสตินจะโทรมาเพื่อถามเรื่องทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ – หนังเรื่องดังกล่าวนั้นก็คือ The Thing นั่นเอง

 

7.Cujo

นิยายของ สตีเฟน คิง ก็เป็นอีกหนึ่งอิทธิพลและต้นแบบหลักให้กับฝาแฝดดัฟเฟอร์ ซึ่งในซีรีส์ ทั้งสองก็เลือกที่จะให้ตัวละครสมทบที่เป็นตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ นั่งอ่านนิยายสยองขวัญเรื่อง Cujo ของคิง ในฉากที่นายอำเภอฮอปเปอร์แอบเดินทางมาพิสูจน์ศพของวิลล์ บายเยอร์ส ใน ep.4 ซึ่งนายอำเภอมาดดุก็ชอบนิยายเรื่องนี้เช่นกัน เขาจึงบอกกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “หมามันน่าเกียจดีว่ะ

Cujo ตีพิมพ์ในปี 1981 เป็นเรื่องราวของสุนัขสายพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดนามว่า คูโจ ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า จนไล่อาละวาดเอาชีวิตผู้คนในเมืองเล็ก ๆ อย่างไร้ความปรานี – นิยายคว้ารางวัลจากเวที British Fantasy Award ในปี 1982 และถูกนำไปสร้างเป็นหนังในปีถัดมาโดยผู้กำกับ ลูอิส ทีค ทำรายได้ไป 21 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 8 ล้านเหรียญฯ

 

8.The Clash / Joy Division

ไม่ใช่แค่หนังหรือนิยาย – เพลงก็แอบมีอิทธิพลต่อซีรีส์ของฝาแฝดดัฟเฟอร์เรื่องนี้อยู่ไม่น้อย (โดยเฉพาะเพลงของวงร็อคที่ดังระเบิดในยุค 80s) โดยเพลงที่เราจะได้ยินในซีรีส์ก็มี 2 เพลง นั่นคือ Should I Stay or Should I Go ของ The Clash ซึ่งเป็นเพลงโปรดของทั้งโจนาธานและวิลล์ จอยซ์จึงรู้ว่าลูกชายคนเล็กของเธอยังไม่ไปไหน เพราะเธอได้ยินเสียงฮัมเพลงนี้ดังอยู่ในบ้านเธอใน ep.4 นั่นเอง

(The Clash)

อีกเพลงคือ  Atmosphere ของ Joy Division ที่ดังขึ้นในฉากที่โจนาธานกำลังเศร้าเพราะได้เห็นศพของน้องชายที่หายตัวไป – ซึ่งนี่ก็แสดงว่า โจนาธานและวิลล์จะต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวงโพสต์-พั้งค์วงนี้อย่างแน่นอน เพราะ Atmosphere คือเพลงหน้าบีของซิงเกิ้ล She’s Lost Control และจะมีขายเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น แม้ว่ามันจะถูกนำมารวมอยู่ในอัลบั้ม compilation ชื่อ Substance ในปี 1988 แต่กระนั้นมันก็ยังหาฟังได้ยากและไม่แพร่หลายเท่า Love Will Tear Us Apart อยู่ดี

 

(สองพี่น้องดัฟเฟอร์)
Shares