บุพเพสันนิวาส ๒ ภพชาติใหม่ของพี่หมื่นและแม่หญิงการะเกด

26

ภาพยนตร์ร่วมทุนฟอร์มใหญ่ประเดิมชัยของ จีดีเอช กับ บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ที่ดึงเอาคู่ขวัญสุดฮอตฮิต พี่หมื่นและแม่หญิงการะเกด หรือ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ เบลล่า-ราณี แคมเปน กลับมานำแสดงคู่กันให้สนั่นจักรวาล บุพเพสันนิวาส อีกครั้ง โดยผู้กำกับสายโรแมนติกคอมเมอดี้ตัวพ่อ ปิ๊ง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ที่ตั้งใจนำเสนอทั้งโมเมนต์ที่แฟนละครชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นความโรแมนติก แฟนตาซี ข้ามเวลา หรือแม้แต่เรื่องประวัติศาสตร์ และยังเพิ่มเติมอรรถรสแอ็คชั่นและคอมเมอดี้เข้าไป เพื่อให้แฟนหนังแฟนละครได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย…

ผู้กำกับ ปิ๊ง อดิสรณ์

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ และการเดินทางข้ามภพครั้งใหม่

เป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับการนำละครซึ่งโด่งดังมากๆ มาต่อยอดสู่ฉบับภาพยนตร์ที่ตอบรับผู้ชมทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่ ผู้กำกับ ปิ๊ง อดิสรณ์ จึงต้องทำการบ้านอย่างละเอียด ทั้งการดูละคร อ่านบทประพันธ์ บุพเพสันนิวาส และ พรหมลิขิต ใหม่อีกครั้ง เพื่อหาทิศทางพัฒนาบทที่เขามองว่ามีองค์ประกอบที่สามารถทำได้มากมาย แต่ก็มีเงื่อนไขที่ต้องระมัดระวังอยู่หลายประการเช่นกัน

เงื่อนไขอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือสิ่งที่เราจะทำต้องไม่ไปกระทบกระเทือนความเป็นละคร บุพเพสันนิวาส ที่ทางบรอดคาซท์ทำไปแล้ว กับละคร พรหมลิขิต ที่กำลังถ่ายทำอยู่ด้วย เลยทำให้ผมต้องกลับมาทบทวน บุพเพสันนิวาส ทั้งหมดอีกครั้ง ช่วงแรกๆ ไอเดียกระจัดกระจายมาก แต่หลักๆ เราคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิดเป็นตัวตั้งเลย ถ้าใครได้อ่านบทประพันธ์ พรหมลิขิต หรือกระทั่ง บุพเพสันนิวาส ก็ตาม มันมีโจทย์หลายๆ อย่างจาก 2 เรื่องนี้ที่บังคับให้เราไม่สามารถนำสองคนนี้กลับชาติมาดื้อๆ ได้เลยนะ ทำให้เราต้องคิดแล้วคิดอีกว่าทำยังไงให้สองคนนี้กลับมาตามโจทย์ของการทำหนัง ผมคิดมาหมดทุกทางลองพัฒนากันหลายรอบ จนสุดท้ายมีเพื่อนคนหนึ่งที่เขาเป็นแฟนละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ด้วย ก็คุยๆ กับเราว่า…เออ…ทำไมไม่ทำเกี่ยวโยงกับยุคนี้ล่ะ มีคนที่เรารู้จักหลายคน มีหลายๆ เหตุการณ์ที่น่าสนใจนะ ก็คือยุคสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มี สุนทรภู่, หมอบรัดเล่ย์, นายห้างหันแตร”

ถ้าใครได้อ่านบทประพันธ์ พรหมลิขิต หรือกระทั่ง บุพเพสันนิวาส มันมีโจทย์หลายๆ อย่างจาก 2 เรื่องนี้ที่บังคับให้เราไม่สามารถนำสองคนนี้กลับชาติมาดื้อๆ ได้เลยนะ

พอลองทำรีเสิร์ชช่วงยุครัชกาลที่ 3 อย่างละเอียด เราก็ค้นพบว่ามีหลายๆ องค์ประกอบที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าช่วงนี้มันดีจริงๆ เพราะเป็นยุคที่บรรดาชาติตะวันตกเริ่มกลับเข้ามาในสยาม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับละคร บุพเพสันนิวาส ด้วย การที่มีชาวตะวันตกเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองการปกครองและสังคมในสมัยนั้น เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงได้ถึงการมาเป็นเรื่องของเรา หรือแม้แต่เรื่องตัวเลข แบบพอมาคำนวณกันจริงๆ ในเรื่องของละคร บุพเพสันนิวาส ที่เกิดขึ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ประมาณ 300 กว่าปีที่แล้ว พอมาถึงช่วงปลายรัชกาลที่ 3 มาถึงรัชกาลที่ 4 มันคือ 180 ปีต่อมา นั่นหมายถึงช่วงเวลานี้อยู่พอดีกึ่งกลางกับสมัยพระนารายณ์ด้วย เหมือนกับถ้าคนเราจะตายไปแล้วกลับชาติมาเกิดก็เป็นวงรอบชีวิตที่ลงตัวดีของมนุษย์ เลยคิดคร่าวๆ ว่าจะมีตัวละครไหนบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงเลยนะ แค่ปักธงเรื่องว่าจะเป็นยุคสมัยนี้ละ แล้วก็ไปอ่านเจอเรื่องของเรือกลไฟอีก ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าเราเจอทางที่จะทำให้ภาพของหนังเรื่องนี้มันดูว้าวมากขึ้นจากการเป็นหนังรอมคอมที่ต่อยอดมาจากละคร บุพเพสันนิวาส นะ”

แต่จริงๆ ตามข้อมูลหรือในแบบเรียนที่เราเคยได้เรียนกันมา ทุกท่านต่างมีเรื่องของตัวเอง พอเราตัดสินใจว่าจะใส่เขาเข้าไปในเรื่องของเรา ก็ต้องมีอะไรที่ยืนยันได้ว่าเขาอยู่ในสมัยเดียวกัน โดยในทางเรื่องเขาอาจรู้จักกันผ่านตัวละครของเราก็เป็นได้ ก็เลยเชื่อมโยงให้เขามาอยู่ในหนังของเรา เช่นหมอบรัดเลย์กับบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ เขาก็มีเรื่องของเขาที่ต่างกันออกไป แล้วเขาก็เป็นคริสต์คนละนิกาย หมอบรัดเลย์เป็นอเมริกันนิกายโปรแตสแตนท์ ส่วนบาทหลวงปาลเลอกัวซ์เป็นคนฝรั่งเศสนิกายแคธอลิค เป้าหมายในการเผยแผ่ศาสนาไม่เหมือนกัน เขาอาจไม่รู้จักกันก็ได้ เพียงแต่สมัยที่เขาเข้ามาก็ใกล้เคียงกัน ดังนั้นตัวละครเราก็ไปเจอเขาได้นี่นา”

และก็เป็นที่มาของการสร้างตัวละครวัยรุ่นขึ้นมาหนึ่งคนเพื่อให้เขาข้ามเวลามา เหมือนตอนที่เราวิเคราะห์ว่าอะไรบ้างที่ทำให้ละคร บุพเพสันนิวาส โดนใจคนดู ในเชิงบทมีการพูดถึงแง่มุมประวัติศาสตร์ที่เราคุ้นเคยมาบ้าง มีแฟนตาซีเรื่องเวทย์มนตร์ และมีเรื่องการเดินทางข้ามเวลา ซึ่งเราก็อยากเก็บองค์ประกอบเหล่านี้ให้ครบ แล้วก็ต้องยอมรับว่าจักรวาลของ บุพเพสันนิวาส กับ พรหมลิขิต เขาล็อคตัวละครเขาไว้ดีมาก เพราะฉะนั้นพระเอกนางเอกของเรื่องถ้าจะกลับมาได้ก็ต้องกลับชาติมาเกิด แต่การข้ามเวลาล่ะจะทำยังไง เพราะเสน่ห์ของละครเรื่องนี้คือการเอาคนปัจจุบันไปอยู่ในยุคอดีต เช่น ตัวละคร การะเกด มีคำพูดคำจาสมัยปัจจุบันไปอยู่ในสมัยอดีต เราก็เลยต้องหาวิธีเอาปัจจุบันไปอยู่ในสมัยที่ตัวละครหลักกลับชาติมาเกิดให้เจอ และพวกเขาทั้งหมดต้องมาเจอกันโดยมีเรื่องราวที่เกี่ยวโยงไปด้วย ก็ทำให้เกิดเป็นตัวละคร เมธัส ที่รับบทโดย ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ขึ้นมา เมธัสเป็นเหมือนคีย์แมนอีกคนที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ มาที่ตัวพระนางของเรื่องและตัวเขาเอง โดยที่ตัวละคร เกสร ที่รับบทโดยเบลล่าก็มีเส้นทางที่ตัวเขาได้รู้จักตัวละครจากประวัติศาสตร์คนนี้ เช่นเกสรเป็นลูกศิษย์ของสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ตัวภพ ที่รับบทโดยโป๊ปก็รู้จักตัวละครจากประวัติศาสตร์คนนั้นด้วย ในขณะที่ตัวเมธัสก็ไปเป็นพนักงานอยู่ในห้างหันแตรประมาณนั้น”

ละคร บุพเพสันนิวาส ที่เกิดขึ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ประมาณ 300 กว่าปีที่แล้ว พอมาถึงช่วงปลายรัชกาลที่ 3 มาถึงรัชกาลที่ 4 มันคือ 180 ปีต่อมา นั่นหมายถึงช่วงเวลานี้อยู่พอดีกึ่งกลางกับสมัยพระนารายณ์ด้วย เหมือนกับถ้าคนเราจะตายไปแล้วกลับชาติมาเกิดก็เป็นวงรอบชีวิตที่ลงตัวดีของมนุษย์


ดีไซน์ทุกคาแรคเตอร์ให้แตกต่าง

แม้ตัวหนังจะเป็นการต่อยอดมาจากละคร บุพเพสันนิวาส และมีเรื่องราวที่ยังเกี่ยวเนื่องกับละครอยู่บ้าง แต่ตัวละครที่สร้างขึ้นในภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ ก็ต้องมาในคาแรคเตอร์ที่ท้าทายนักแสดงผู้รับบทด้วยเช่นกัน

“เพราะการกลับชาติมาเกิดถือเป็นการรีเซ็ตใหม่ของตัวละครพี่หมื่นกับการะเกดอยู่แล้ว ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นภาพใหม่ๆ ทางคาแรคเตอร์พี่หมื่นกับการะเกด เพราะตอนที่เราตัดสินใจทำโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้ เราต้องคุยกันว่าทิศทางสิ่งที่เราจะทำจะเป็นอย่างไร เขามีสิทธิ์ตัดสินใจจะรับหรือไม่รับงานนี้ก็ได้ ไม่มีการกดดันจากค่ายหรือเราแต่อย่างใด ทางโป๊ปกับเบลล่าเองก็บอกตรงๆ ตั้งแต่วันแรกที่มาคุยกันเลยว่า ถ้าให้เขามาเล่นในแบบเดิมๆ ที่เคยเล่นในละคร เขาก็ไม่สนใจนะ โดยเฉพาะโป๊ปเป็นคนที่ลงรายละเอียดกับงานเยอะมาก ผมเซอร์ไพร์ซเขามากนะ คือเขาเป็นคนที่ทำการบ้านละเอียดยิบมาก เจอกันครั้งแรกคือเขาอ่านบทมาหมดแล้ว มาถามผมต่อหน้าเลยว่าตรงนี้ยังไง? อันนี้คือแบบนี้หรือเปล่า? ในความเห็นเขามองว่าตัวละครน่าจะเป็นแบบนี้จะชัดกว่ามั๊ย? ซึ่งดีนะครับคือต้องเคลียร์กันให้จบตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะออกมาดีทั้งเราและเขา อะไรที่เขาทำได้หรือไม่แฮปปี้ที่จะทำบอกมาเลย เราจะปรับแก้ที่เห็นตรงกันให้”

“สำหรับนักแสดงอีกหลายๆ คนที่มาร่วมประชันบทบาทเรื่องนี้ก็มาในคาแรคเตอร์ที่แปลกต่างเช่นกัน อย่าง นนกุล ชานน สันตินธรกุล ผมก็ทึ่งนะว่าน้องเล่นบทแบบนี้ได้ด้วย ส่วนบท เมธัส เองก็เหนื่อยมากกว่าจะได้นักแสดงที่ลงตัว คือเราแคสต์คนช่วงวัยตัวละครนี้เยอะมาก เพราะเป็นตัวละครที่มีโจทย์ตั้งไว้สูงมาก หมายถึงทั้งการที่เขาต้องมีเคมีเข้ากันได้กับโป๊ปและเบลล่า จนสุดท้ายเราเชิญโป๊ปกับเบลล่ามาลองทดสอบบทกับคนที่เข้ารอบสุดท้าย และให้ทั้งคู่คอมเมนต์ด้วยว่าใครเหมาะสมลงตัวที่สุด ซึ่งก็ได้เป็น ไอซ์ พาริส ที่ลงตัวทั้งเคมี ทัศนคติ บุคลิกหน้าตาท่าทางที่ดูล้ำๆ เป็นคนยุคใหม่ที่พอไปอยู่ในยุคอดีตแล้วเขาดูผิดที่ผิดทางแน่ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมคอยย้ำกับไอซ์ตลอดเวลาในการทำงานเรื่องนี้คือห้ามเล่นในสิ่งตัวเองเคยเล่นมา เพราะว่าไอซ์เป็นศิลปินที่มีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์สูง ทรีตแฟนคลับตลอด ฉะนั้นเวลามาเล่นหนังหรือละคร ท่าทางมือไม้เขาจะมีความเป็นไอดอลออกมาด้วย”

“ซึ่งพอเขามารับบทเป็นพ่อค้าออนไลน์มันดูไม่เวิร์คแน่นอน สิ่งแรกที่ไอซ์ต้องทำคือเอาความเป็นไอดอลออกไปจากตัวเองให้ได้ เขาต้องทำการบ้านปรับตัวเองหนักครับ กระทั่งนักแสดงฝีมือรุ่นพี่ๆ ก็มีอะไรให้ได้เซอร์ไพร์ซนะ พี่กิ๊ก สุวัจนี พานิชชีวะ คนนี้เราภูมิใจมากเพราะตอนเราทำแคสติ้งนักแสดง สิ่งแรกผมคิดถึงพี่กิ๊กเพราะว่าหนึ่งในโมเมนต์โด่งดังของละคร บุพเพสันนิวาส คือมีซีนที่ตัวละครเบลล่าทำท่าปากคว่ำเหมือนสมัยพี่กิ๊กเคยแสดงไว้ เพียงแต่ตอนแรกก็เล็งไว้ว่าให้พี่กิ๊กมารับบทแม่เกสร แต่เราอยากเห็นซีนที่เขาทั้งคู่ได้ปะทะการแสดงกัน ดังนั้นก็เลยให้เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันดีกว่า ทางพี่กิ๊กเองก็ยังไม่มั่นใจเพราะไม่ได้เล่นละครหรือหนังมาเป็น 10 ปี แต่ก็ออกมาสุดยอดครับ”

พาร์ทตัวละครจากประวัติศาสตร์มันผ่านการตีความจากเราด้วยตามมู้ดแอนด์โทนของเรื่องนี้ อย่าง สุนทรภู่ เราตีความจากงานของเขาว่าเขาน่าจะเป็นคนเฮฮา บันเทิง และมีความเป็นตัวเองที่นอกกรอบธรรมเนียมสมัยนั้นมากๆ

“ส่วนคนอื่นๆ โดยรวมคือผ่านการแคสต์มาทั้งหมดอยู่แล้ว แต่พาร์ทตัวละครจากประวัติศาสตร์เองมันผ่านการตีความจากเราด้วยประมาณหนึ่งตามมู้ดแอนด์โทนของเรื่องนี้ อย่าง สุนทรภู่ เราตีความจากงานของเขาด้วยว่าเขาน่าจะเป็นคนเฮฮา บันเทิง และมีความเป็นตัวเองที่นอกกรอบธรรมเนียมสมัยนั้นมากๆ เพราะสิ่งที่เขาแต่งมีความแฟนตาซีเยอะมาก ซึ่งด้วยบริบทของคนยุคนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเขาไม่หลุดกรอบมากพอจะไม่จินตนาการงานออกมาได้ล้ำขนาดนี้ ก็นำพาไปสู่การแคสต์นักแสดงด้วย ถามว่าเราได้พี่บ๊อบบี้ นิมิตร ลักษมีพงศ์ มีเค้าโครงเหมือนรูปปั้นสุนทรภู่มั๊ย ก็ไม่เลยนะ แต่เราเลือกจากโจทย์ที่เราตีความ มีลักษณะความเป็นอาร์ตติสตัวพ่อที่ดูเฮฮา มีมุมมองล้ำๆ อย่างหมอบรัดเลย์เราเห็นจากรูปวาดของเขาหรือรูปปั้น ก็แคสต์หาจากคนที่มีหน้าตาลักษณะคล้ายๆ เช่นเดียวกับบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ คนนี้พอหาได้จากภาพถ่ายของเขา แต่สิ่งที่ยากสำหรับตัวละครชาวตะวันตกในสมัยนั้น ตามที่รีเสิร์ชมาทุกคนใช้ภาษาไทยได้ดีกันหมด ดังนั้นตอนแคสต์จึงไม่ง่ายที่เราจะหาฝรั่งที่พูดและใช้ภาษาไทยได้คล่องจัดๆ คือถ้าถามว่าหาคนที่เหมือนกว่านี้ได้หรือเปล่า หาได้นะ แต่เขาอาจจะพูดภาษาไทยไม่ได้คล่องปากมาก”


ย้อนรอยประวัติศาสตร์แบบอิงแฟนตาซี

หนึ่งในองค์ประกอบหลักของ บุพเพสันนิวาส ที่ผู้กำกับ ปิ๊ง อดิสรณ์ กล่าวเน้นย้ำไว้ก็คือ พาร์ทของการเดินทางข้ามเวลาสู่ยุคอดีต เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเซ็ตโปรดักชั่นให้อลังการสมยุคสมัย โดยทั้งหมดทั้งมวลอยู่บนพื้นฐานการรีเสิร์ชและความเป็นแฟนตาซีของเรื่องราวที่คนดูจะเพลิดเพลินและอยากไปต่อยอดกับเส้นทางประวัติศาสตร์ที่เล่าถึงไว้ในเรื่องนี้ต่อไป

เป้าหมายของการสร้างเรื่องนี้เราอยากทำให้คนดูทุกกลุ่มอยู่แล้ว และค่อนข้างระมัดระวังในรายละเอียดที่อ่อนไหว เช่นเรื่องของภาษาที่นำมาเป็นบทพูดของตัวละคร เราเลือกที่จะทำบทให้คนดูเข้าใจและได้ผลกับการสื่อสารของตัวละคร เพราะถ้าเลือกใช้ให้ถูกต้องเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า แต่ยังไงเราต้องคำนึงด้วยว่าออกมาพอดีไม่ถึงขั้นขัดหูขัดตาเกินไป  หรือแม้แต่มุกของบางตัวละครเช่นของคุณ ปุ๊กกี้-ปวีณนุช ที่บอกว่า เบาได้เบาเถิดเจ้าค่ะ เป็นประโยคสมัยใหม่แหละ แต่คือเราเลือกให้สถานการณ์ในฉากนี้มีมุกของตัวละคร ซึ่งตัวหนังเรื่องนี้เองก็เป็นแนวโรแมนติกคอมเมอดี้แฟนตาซี และมีเรื่องการข้ามเวลาของตัวละครจากปัจจุบันไปอยู่ในอดีต รวมถึงคนดูละครเรื่องนี้เองก็เข้าใจโลกของ บุพเพสันนิวาส อยู่แล้วว่าต่างจากหนังหรือละครเรื่องอื่นๆ ที่เป็นแนวอิงประวัติศาสตร์จริงจัง”

โปรดักชั่นดีไซน์ของเรื่องนี้ เราก็มี reference จากภาพหรือบันทึกหลักฐานในสมัยนั้นจริงๆ  แต่พอลงรายละเอียดว่าต้องเป็นแบบนี้เป๊ะๆ ไม่มีปรากฏในบันทึกชัดเจนเลย เราก็ต้องใช้วิธีปรึกษาอาจารย์ผู้รู้ แล้วมาออกแบบสร้างขึ้นจากเค้าโครงข้อมูลที่มีบวกกับจินตนาการเอง เช่น เรือกลไฟ หรือแม้กระทั่งเรื่องชุดไทยเอง เอาจริงๆ สมัยอยุธยามาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ต่างกันน้อยมากทั้งที่ห่างกันเกือบร้อยปี ต่างแค่เนื้อผ้ากับพวกเครื่องประดับ แต่เราอยากทำให้มีภาพความต่างของยุคสมัยให้คนดูได้เห็นด้วย เลยพยายามทำให้ดูต่างเท่าที่จะทำได้ เช่นให้ตัวละครเราดูออกอิงแฟชั่นสไตล์ โอต์ กูตูร์ ไปเลย ถ้าสังเกตชุดของเบลล่าในเรื่องนี้ก็จะเป็นสไตล์ Monochrome (โมโนโครม) คือโทนสีเดียวกันทั้งชุด แต่ว่าสมัยนั้นมีจริงหรือเปล่าผมไม่รู้นะ แต่เป็นการเซ็ตดีไซน์ที่เราอยากให้ดูแตกต่างขึ้นมานิดนึง”

ซึ่งกว่าจะพัฒนาออกมาเป็นภาพในเรื่องที่คนดูจะได้เห็นอย่างสมบูรณ์ ก็ผ่านการกลั่นกรองมาหนักหน่วงนะ คุณรอมแพง เจ้าของบทประพันธ์ก็ให้คอมเมนต์กับเราอยู่ตลอดทางของการทำบท เพราะเราแจ้งเขาไว้แต่ต้นแล้วว่าต้องรบกวนเขาและเพื่อนเขาที่เป็นคณบดีอยู่ที่ศิลปากรเรื่อยๆ นะ ทีมเราก็ไปปรึกษาขอคำแนะนำกับทีมอาจารย์คณะโบราณคดีด้วย เพราะหลายอย่างที่เราประกอบร่างขึ้นมาเป็นบทเรื่องนี้ อยากเห็นเป็นภาพๆ นี้นะ แต่พอรีเสิร์ชไปแล้วก็ไม่ได้มีใครเคยพูดถึงหรือบันทึกไว้ ซึ่งนักโบราณคดีข้อดีอย่างหนึ่งคือเขาไม่ฟันธงว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้สิ เขาจะตอบเราว่าคาดว่าหรือก็มีความเป็นไปได้ เพราะประวัติศาสตร์ยุคก่อนจะมีกล้องถ่ายรูปมันไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดจริงๆ ทางอาจารย์ได้เอาภาพสเก็ตช์แม่น้ำเจ้าพระยาของนักวาดฝรั่งในสมัยนั้นมาให้ดู ก็ไม่ได้เหมือนกับที่มีหลักฐานบันทึกไว้เลย เลยต้องใช้วิธีผสมผสาน”


ครั้งแรกกับเพลงประกอบภาพยนตร์ของ อิ้งค์ วลันธร

ผู้กำกับ ปิ๊ง อดิสรณ์ นำเสนอถึงอีกหนึ่งท่ายากในการทำงานที่สำคัญไม่แพ้การทำโปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้เลย นั่นก็คือการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่จริงๆ แล้วเริ่มคิดตีโจทย์ทำการบ้านเรื่องการทำเพลงมาพร้อมๆ กับช่วงเริ่มพัฒนาโปรดักชั่นเช่นกัน

แรกสุดผมนึกไปถึงเพลงรักประกอบหนังในยุค 90 ที่อารมณ์ประมาณหนังรัก epic เช่นหนังอย่าง Con Air, Pearl Harbor, Armageddon แล้วเพลงประกอบหนังมันควรต้องเป็นเพลงรักของตัวเมนหลัก คือพระเอกที่เป็นตัวแอ็คชั่นนำทั้งเส้นเรื่องความรักและเส้นเรื่องเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ก็ถกเถียงกับตัวเองอยู่นาน จนสุดท้ายเลือกให้เป็นเพลงรักจากฝั่งผู้หญิง เพราะว่าความโรแมนติกในแง่มุมความรักของผู้ชายในเรื่องนี้เขามีความมั่นคงมาก เขาไม่มีคำถามอะไรเกี่ยวกับความรักของเขาต่อผู้หญิงคนนี้เลย รักผู้หญิงคนนี้แบบล้านเปอร์เซ็นต์ ผมเลยนึกไม่ออกว่าจะให้เพลงประกอบจะออกมาเป็นยังไง แต่พอมาคิดถึงมุมฝั่งผู้หญิงในเรื่องนี้ เขามีแง่มุมที่ขัดแย้ง มีคำถามกับการที่ฝ่ายพระเอกพูดอยู่ได้ว่า เธอคือบุพเพสันนิวาสของฉัน แต่ฝ่ายนางเอกเขาไม่เชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส เขาเลยคิดค้านว่าตัวเธอเองอาจไม่ใช่คนที่เธอคิดก็ได้นะ แล้วเธอชอบฉันเพราะอะไรกันแน่?”

ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยติดตามผลงานของ อิ้งค์ วรันธร จริงๆ จังๆ นะ จนกระทั่งไปเจอเขาร้องเพลงกับ นนท์ ธนนท์ ในรายการ T POP STAGE แล้วก็ไปหาเพลงเขาฟัง ยิ่งรู้สึกว่าเสียงและวิธีร้องแบบน้องสามารถเป็นอารมณ์เพลงที่ผมอยากได้ แล้วเสียงแบบอิ๊งค์มีความเป็นนางเอกในเรื่องนี้อยู่เลยมั่นใจว่าต้องเป็นเขา แต่ก็ปรึกษากับทางโปรดิวเซอร์ว่าผมชอบเสียงน้องนะ ติดตรงที่เพลงประกอบหนังของเราคนละแนวกับแนวทางผลงานเพลงของเขา มันจะผิดแนวเพลงของทางค่ายน้องอิ๊งค์หรือเปล่า? ก็มีการประสานงานกันไปมาระยะหนึ่ง ขณะที่ช่วงนั้นก็มีเพลง ดึงดัน ของคุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ กำลังดังด้วย เออ…ใช่เลยนะ มู้ดแอนค์โทนของเพลงอย่างที่ต้องการเลย ซึ่งพอติดต่อทางคุณโอมก็รับทำให้ หลังจากที่ได้ดูหนังของเรา ที่เซอร์ไพรซ์คือพอคุณโอมดูหนังจบ สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกถึงกิมมิคหนึ่งที่มาแต่งเป็นเพลงได้ ก็คือถ้าเรารักใครคนหนึ่งแล้ว  มันจะต้องเป็นเป็นความจริงให้ได้  ไม่ใช่ว่าเพราะเธอเป็นคู่บุพเพของฉัน ไม่ใช่ว่าเพราะเราถูกกำหนดให้มารักกัน ไม่ใช่โชคชะตาอะไร เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องของเราสองคนมากกว่า ซึ่งก็เป็นมุมของหนังที่เราเองก็อยากบรีฟเขาอยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ทำออกมาแบบไม่ได้อารมณ์ยุค 90 จ๋าๆ อย่างที่เราคาดหวัง…(หัวเราะ) แต่บรรยากาศคือใช่เลยนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก