ทวงคืน ความสยองปนโรแมนติกคอเมดี้ยี่ห้อ แดน วรเวช

37

การกลับมาทวงคืนเก้าอี้ผู้กำกับภาพยนตร์อีกครั้งหลังจากเว้นว่างห่างหายไปร่วม 10 ปีของ แดน วรเวช ดานุวงศ์ ซึ่งผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สามนี้ ผู้กำกับ แดน วรเวช ต่อยอดไอเดียมาจากเพจดังในชีวิตจริงอย่าง “ทวงคืนแพตตี้อังศุมาลินจากแดนวรเวช” ผสมเข้ากับธีมเรื่องสุดโรแมนติกที่ว่า ‘อย่ารอให้ใครต้องมาทวงคืน แต่จงใช้วันนี้และเวลาทั้งหมดที่มีอยู่กับสิ่งที่มีค่าที่สุด’ หนังเรื่องนี้จึงได้ชื่อเดียวกันว่า ทวงคืน Fearless Love พร้อมยกทีมเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ใกล้ชิดสนิทสนมมาร่วมจอกันคับคั่ง ทั้ง แพตตี้ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา, บีม กวี ตันจรารักษ์, เต๋า เศรษฐพงศ์ เพียงพอ, เต๋า สมชาย เข็มกลัด, หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์, เกียรติศักดิ์ อุดมนาค

เรื่องราวเกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่งของคู่รักยูทูบเบอร์สุดฮอต (วรเวช ดานุวงศ์ – อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา) ที่กำลังตัดสินใจเลิกกัน แต่พวกเขาต้องแกล้งทำเป็นยังรักกันดีเพื่อสร้างคอนเทนต์สุดท้ายก่อนบอกเลิกราอย่างเป็นทางการ หากทั้งคู่จับพลัดจับผลูไปค้างคืนยังบ้านร้างเก่าแก่กลางทุ่งข้าวโพดอันห่างไกลผู้คน พร้อมกับไลฟ์โค้ชตกอับ (กวี ตันจรารักษ์) โดยมีคนสวนมาดโหด (สมชาย เข็มกลัด) เป็นผู้นำทาง และทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับ ขุนอำมหิตตราชัย  (เศรษฐพงศ์ เพียงพอ) ผีท่านขุน ผู้หมายจะ “ทวงคืน” บางสิ่งจากพวกเขาอย่างสุดชีวิต !

“ตั้งใจมานานแล้วว่าอยากทำหนังแนว Comedy-Horror สักเรื่อง เนื่องจากเราได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่องแรกคือ คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ ที่มีพาร์ตเล็กๆ ซึ่งคุณเป้-อารักษ์ มารับเชิญเล่นให้ เป็นการถ่ายคลิปในบ้านผีสิง แต่ฟีดแบคคือคนดูชอบซีนนั้นมาก เขาก็คอมเมนต์มาว่าอยากให้แดนลองทำหนังแนวนี้ดู ถ้าให้ทำหนังผีจ๋าๆ เลยเราคงไม่ถนัด แต่ถ้าเป็นมู้ดแบบมีผีมาหลอกให้ตกใจให้คนดูหัวเราะไปด้วย อันนี้เราคิดว่าเราทำได้อยู่นะ หลังจากนั้นก็ลองปั้นโปรเจ็กต์หนังแนวนี้มาเรื่อยๆ แต่มันยังไม่ลงตัวสักที ลองพลิกหามุมนั้นมุมนี้มาพัฒนา ก็ยังไม่ค่อยลงตัว ปรับไปปรับมาหาไอเดียอยู่นานมาก กว่าจะมาลงตัวที่ ทวงคืน”

“เราอยากทำหนังคอมเมอดี้ที่มีธีมเรื่องชัดเจน ก็เลยพยายามหาธีมที่ส่งเสริมให้หนังเรามีคุณค่ามากขึ้นไปอีกสเต็ปหนึ่ง จนมาได้ไอเดียจากคำว่า ทวงคืน ซึ่งเป็นคำที่หลายๆ คนคุ้นเคย และก็เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเราด้วย เพราะตั้งแต่ผมคบน้องแพตตี้มา คือมีเพจเกิดขึ้นมามากมาย รวมถึงเพจที่เราเอามาต่อยอดเป็นเรื่องนี้ด้วย (หัวเราะ) แล้วเราได้ธีมอย่างหนึ่งจากคำว่า ทวงคืน หมายถึงพอเรารู้สึกว่ามีใครสักคนมาทวงคืน เราก็จะรักหวงแหน ดูแลความรักหรือของของเรามากขึ้น แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะมารู้สึกรักและหวงแหนคนข้างๆ หรือสิ่งของที่เรารักในวันที่จะโดนทวงคืนไป บางครั้งเมื่อถูกทวงคืนไปแล้ว มันอาจจะสายเกินไปแล้วสำหรับเราที่ดันมารู้คุณค่าตอนที่ไม่มีเขาหรือสิ่งของนั้นแล้วก็ได้ เราว่าธีมนี้มันดีนะ น่าจะสะกิดใจให้คนเราหันมาใส่ใจดูแลคนข้างๆ ที่เรามีอยู่วันนี้ว่าเราใช้เวลากับเขาได้คุ้มค่าหรือยัง เพราะว่าวันพรุ่งนี้เราอาจจะไม่มีเขาอยู่อีกแล้วก็ได้นะ”

พอเรารู้สึกว่ามีใครสักคนมาทวงคืน เราก็จะรักหวงแหน ดูแลความรักหรือของของเรามากขึ้น แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะมารู้สึกรักและหวงแหนคนข้างๆ หรือสิ่งของที่เรารักในวันที่จะโดนทวงคืนไป

10 ปีจากหนังเรื่องแรกถึงเรื่องที่สามของผู้กำกับแดน วรเวช

“มันแตกต่างกันชัดเจนเลยแหละ แดนว่าตัวเองเข้าใจหนังมากขึ้น อย่างตอนทำ คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์ มันคือสดใหม่สุดๆ จากที่ไม่เคยมีพื้นฐานการเขียนบทแล้วต้องมาเขียนบทและกำกับเองครั้งแรก จึงมีความล้นมากๆ เพราะเราอยากได้อะไรก็ใส่ไปให้หมด ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่นะ ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีความกระเจิดกระเจิงของผมอยู่นะ ถ้าเราวางแบบแผนกับมันดีๆ น่าจะออกมาสมบูรณ์ได้มากกว่านี้ มาถึงเรื่องที่สอง ฤดูที่ฉันเหงา มันคือโปรเจ็กต์หนังทดลองของผม ผมทดลองตัวเองทั้งเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง เปลี่ยนวิธีการเขียนบท เปลี่ยนสไตล์ของหนังไปอีกแนวทางหนึ่ง เปลี่ยนแม้กระทั่งวิธีการเซ็ตโปรดักชั่น ผลตอบรับที่ได้จากคนดูก็หลากหลาย มีทั้งคำชมคำติคำวิจารณ์ที่เป็นประสบการณ์ให้ผมมาเรื่อยๆ ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองขึ้นอีก แล้วผมเป็นคนชอบอ่านคอมเมนต์งานตัวเอง ชอบกลับมานั่งวิเคราะห์งานตัวเองอยู่ตลอด จากประสบการณ์หนัง 2 เรื่องนี้ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด แต่ยังรู้สึกว่าอยากพัฒนาตัวเองอยากเรียนรู้เพิ่มเติมอีก เพื่อทำหนังเรื่องใหม่ๆ หรือทำงานซีรี่ส์เรื่องใหม่ๆ ต่อไปอีก ก็เลยไปลงคอร์สพัฒนาการเขียนบทจริงจังมากขึ้นด้วย”

“ดังนั้นพอมาถึงเรื่อง ทวงคืน มันคือการผสมผสานแล้วต่อยอดให้เกิดผลงานใหม่ๆ  เรื่องนี้มีรายละเอียดหลายอย่างที่เรายังไม่เคยลองทำมาก่อน เช่นมู้ดความเป็น Horror มีการทำงานกับสเปเชียลเอฟเฟ็กต์เยอะมาก โดยที่เราก็ใหม่มากในการทำงานกับซีจี มีความเป็นพีเรียดอยู่ด้วย กระทั่งสกอร์ของหนังเรื่องนี้แดนก็อยากให้ลองติดตามกัน เพราะเราลองดีไซน์ดนตรีและเลือกวางในบางซีนบางฉากที่แปลกต่างไปจากที่คุ้นชินกันมาประมาณนั้น (หัวเราะ) ซึ่งโดยส่วนตัวแฮปปี้นะครับได้ทำงานที่ท้าทายมากขึ้น ได้ครีเอทหลายสิ่งที่แปลกหูแปลกตา แต่ยอมรับนะว่ามีทั้งส่วนที่อยากทำในโปรเจ็กต์ต่อไปในอนาคต กับบางอย่างที่ขอแค่เรื่องนี้ (หัวเราะ) เช่นการถ่ายกลางคืนเกือบทุกคิวนี่น่าจะคิดหนักๆ (หัวเราะ) กับหนังโลเคชั่นเดียวก็คิดว่าไม่เอาละ คือมันเหมือนง่ายนะ แต่ได้ทำจริงๆ หนักหนาสาหัสกับการดูแลเรื่อง Continue มากๆ เพราะหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนเดียว เราต้องถ่ายซีนต่อซีน คัทชนคัท ในขณะที่ตอนเวลาถ่ายทำแยกกันนะ เช่นถ่ายซีนนี้วันนี้ แต่อีกคิวที่เป็นซีนต่อกันเราได้ไปถ่ายหลังจากนั้นอีกสิบวัน เสื้อผ้าหน้าผมนักแสดงก็ต้องเป๊ะแบบเดิม ยิ่งมีซีนที่เป็นแอ็คชั่นด้วย รอยแผลรอยเปื้อนของตัวละครต้องเช็คตลอดว่ามันใช่หรือเปล่า? เอ๊ะ…หลุดจากคัทเดิมมั๊ย?

“แล้วช่วงที่เราถ่ายทำก็เป็นช่วงโควิดระบาดด้วย คือโหดร้ายมากสำหรับทีมงานเลย เพราะพอเปิดให้ถ่ายได้สักพัก อ้าว…ห้ามถ่ายอีกละ เบรกกองฯกันยาวอีกรอบ หนังผมสองคิวกินเวลาถ่ายไปเกือบ 1 ปี แล้วพอโควิดซาได้กลับมาถ่ายโลเคชั่นบ้านเขียว (บ้านของขุนพิทักษ์บริหาร) ก็น้ำท่วมอีก เราเลยต้องเซ็ตสร้างสะพานทางเดินขึ้นมาเพื่อให้ตั้งไฟถ่ายได้ แต่ก็สนุกครับ เป็นความท้าทายที่ทำให้เราตั้งใจมากๆ เพราะสุดท้ายมันคือการได้เรียนรู้การทำงานบนสถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นปกติที่เราต้องเจอกับงานเราทุกเรื่องแหละ สิ่งที่เราต้องเดินต่อไปคือสนุกกับการแก้ปัญหาเพื่อให้งานออกมาดีที่สุดมากกว่าจะไปซีเรียสว่าทำไมต้องเจอแบบนี้ด้วย เพราะมันเกิดจากธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้จริงๆ ในขณะที่มันก็มีปัจจัยและปัญหาที่เราสามารถควบคุมได้เกิดขึ้นเป็นปกติด้วยเช่นกัน แต่อันนี้เราต้องพยายามวางแผนเผื่อกันไว้ตั้งแต่ตอนทำพรีโปรดักชั่นให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้”

ยกพลคนรู้ใจร่วมภารกิจ ทวงคืน

เพราะการทำหนังสำหรับผู้กำกับแดน วรเวช คือการได้สร้างความสุข เสียงหัวเราะ และคุณค่าทางจิตใจบางอย่างให้กับผู้ชมที่ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างสูง รวมถึงความตั้งใจนำเสนองานที่ยกระดับจากผลงานที่ผ่านมา ดังนั้นเขาจึงมั่นใจคัดสรรพี่น้องที่คุ้นเคยมาร่วมทีมทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ปอย ณภัทร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา มือขวาคู่ใจในงานโปรดักชั่น, ผู้กำกับภาพ หรือ เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน ยอดฝีมือดนตรีประกอบ ซึ่งล้วนเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรกของผู้กำกับแดน ที่สำคัญในส่วนทีมนักแสดงแถวหน้าของวงการที่มาร่วมประชันบทในสไตล์ฮาสยองครั้งนี้ก็คือคนใกล้ชิดดุจเดียวกัน

“หลักๆ มันอาจจะเป็นความถนัดของตัวแดนเองด้วยแหละ หนังแนวคอมเมอดี้มันยากกว่าแนวอื่นๆ ตรงที่ว่าเซนส์คอมเมอดี้หรือการหัวเราะของแต่ละคนไม่ตรงกัน ดังนั้นสำหรับผมจึงต้องการทีมนักแสดงที่เข้าใจในมุกหรือจังหวะแบบเรา แม้กระทั่งนั่งอยู่เฉยๆ ก็ยังคุยในจังหวะเดียวกับเรา โดยที่ไม่ต้องให้เรามาคอยไกค์หรือบรีฟว่าจังหวะนี้หันซ้ายสิ สะดุ้งสิ ทำหน้าแบบนั้นสิ เพราะเราเคยทำแบบนั้นมาแล้วมันดูฝืนมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกทางค่ายหนังเลยว่า ผมขอเซ็ตนักแสดงทีมนี้นะเพราะทุกคนเข้ามือเรา รวมถึงบทที่เราต้องแสดงเองด้วย จริงๆ ที่ผ่านมาผมตั้งใจว่าจะโฟกัสที่งานกำกับอย่างเดียว ไม่อยากแสดงเอง แต่พอเราเป็นคนเขียนบทเอง ทางผู้บริหารค่ายได้อ่านบท ทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องเป็นแดนเล่นเอง 555 อาจจะด้วยไดอะล็อกที่ออกมาเวลาเราพรีเซ้นต์ค่ายหนังก็จังหวะเรามากๆ ด้วยมั๊ง พอเราต้องแสดงเองด้วย แน่นอนทีมนักแสดงก็ยิ่งต้องเป็นคนที่เราไว้ใจคุ้นเคยเข้าใจกันมากๆ ก็เลยเป็นที่มาของทีมนักแสดงของเรื่องนี้ทุกคน”

หนังแนวคอมเมอดี้มันยากกว่าแนวอื่นๆ ตรงที่ว่าเซนส์คอมเมอดี้หรือการหัวเราะของแต่ละคนไม่ตรงกัน ดังนั้นสำหรับผมจึงต้องการทีมนักแสดงที่เข้าใจในมุกหรือจังหวะแบบเรา

“แล้วทุกคนก็ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ ครับ ตอนเขียนบทเราแค่คลุมๆ ว่าคาแรคเตอร์ประมาณหนึ่ง แล้วรอว่าใครสักคนนั้นมาสวมบทแล้วจะเติมเสน่ห์ให้ตัวละครและตัวเขาเอง เพราะแดนพูดเสมอว่าหนังโรแมนติกคอมเมอดี้มันต้องการเสน่ห์เฉพาะตัวของนักแสดงเข้ามาเยอะมากๆ เพราะฉะนั้นแดนจะไม่คาดหวังว่านักแสดงต้องเป๊ะกับบทเรามากๆ เราเขียนบทให้ตัวละครไปตามสถานการณ์ของเรื่องมีไดอะล็อกต่อกันประมาณนี้ แต่พอนักแสดงมาสวมบทให้เขาอิมโพรไวซ์เองเลยไม่ต้องยึดตามบทเป๊ะ ทุกคนบาลานซ์ตามวิธีนี้หมด เป็นตัวจริงเขาครึ่งหนึ่งมาเป็นตัวละครเราอีกครึ่งหนึ่ง ถามว่าเซอร์ไพรซ์กับลุคที่จะได้เห็นในเรื่องนี้มั๊ย คือผมไม่แน่ใจนะว่าเห็นแต่ละคนมาในมุมไหนกันมาบ้าง แต่ผมยังเชื่อว่ามันแอบมีความพิเศษในการอิมโพรไวซ์ของแต่ละคนที่ทำให้ตัวละครในเรื่องนี้ดูมีเสน่ห์

“เช่นพี่บีม-กวี ในคาแรคเตอร์ของผู้ชายที่เป็นไลฟ์โค้ชห่วยๆ คนหนึ่งที่ใช้ลูกในการทำมาหากิน พี่บีมก็ดีไซน์ตัวละครตัวเองมาให้ผม ผู้กำกับในความคิดแดนเหมือนกับวงดนตรีออเคสตรา ซึ่งแดนเป็นแค่คอนดักเตอร์  แดนเลือกไว้แล้วว่าใครเล่นเปียโน ใครเล่นไวโอลิน ใครเล่นวิโอล่า แต่ทุกคนที่ผมเลือกมาเป็นนักดนตรีฝีมือดีอยู่แล้วนะ ผมแค่เอาโน้ตให้คุณก็แสดงออกมา เด็ยวผมบอกเองว่าอันนี้ดังไป เบาไป ท่อนตรงนี้ให้คนนี้โซโลนะ ผมไปกดมือให้คุณเล่นไม่ได้นะ หรืออย่างน้องแพตตี้ แดนบอกเขาตลอดว่าวิธีการทำงานของแดนคืออะไร แดนขอให้น้องแพตแค่สนุกกับการแสดง อยากเล่นแค่ไหนตามสบายเลย ใช่หรือไม่ใช่เด็ยวพี่แดนบอกเอง กระทั่งรุ่นพี่ใหญ่ของผม พี่เต๋า-สมชาย ก็ทำงานในวิธีแบบเดียวกันนะ คือพอเราเลือกคนที่ผ่านเงื่อนไขว่าเขาเป็นเครือญาติเรามาก็โอเคแล้ว หรือ เต๋า-เศรษฐพงษ์ ก็เคยทำงานกับน้องแพตตี้มา ก็เหมือนเป็นรุ่นพี่แพตตี้ประมาณนี้ เลยทำให้พอทำงานกันแล้วเราคุยกันตรงๆ ได้หมด”

“มาถึงตอนนี้ก็แอบลุ้นๆ บ้างครับสำหรับผลงานเรื่อง ทวงคืน ที่แน่ๆ คือผมมั่นใจกับวิธีการเล่าเรื่องมากขึ้น เพราะเราได้เรียนรู้เพิ่มพูนตัวเองมามากขึ้น โดยรวมเราเต็มที่กับเนื้องานละ จากนี้เราจะเฝ้ารอดูความสมบูรณ์ของหนังทั้งภาพ เสียง ซีจี ทุกองค์ประกอบของหนังที่เราตั้งใจทำ ภาพรวมได้ออกมาอย่างที่เราวาดฝันและพร้อมพิสูจน์สายตาคนดู อยากให้มาดูว่า ณ วันนี้การสร้างความสุขให้คนดูผ่านภาพยนตร์ของผมและทีมงาน มันเพิ่มสกิลเราได้มากน้อยแค่ไหน และผมยังอยากฟังอยากรับทุกๆ คอมเมนต์ จริงๆ ผมขอแค่คนดูได้ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง ได้แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างไปนิดหน่อย ก็เป็นความหมายที่ดีในชีวิตของแดน วรเวช ละนะ…”

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก