เทอมสอง สยองขวัญ ปลุกตำนานผีมหา’ลัย สู่ยุค 2022

651

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ยวิษฐา

ภาพยนตร์สยองขวัญแห่งปีจากค่ายใบโพธิ์ “เทอมสอง สยองขวัญ” ที่จัดหนักจัดเต็มความสยองด้วยฝีไม้ลายมือของ 3 ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มากับ 3 เรื่องหลอนๆ ต่างสไตล์อย่าง พลอย ภัทรภร วีระศักดิ์วงศ์ (เชียร์ปีสุดท้าย), ก๋วยเตี๋ยว จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ (เดอะซี) และ ต้น เอกภณ เศรษฐสุข (ตึกวิทย์เก่า) รวมไปถึงพบกับ 6 นักแสดงวัยรุ่นมากฝีมือทั้ง เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, นาน่า ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์, กิต Three Man Down กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ , เบลล์ เขมิศรา พลเดช, มิวสิค BNK48-แพรวา สุธรรมพงษ์ และ แคร์ ปาณิสรา ริกุลสุรกาน มาร่วมกันถ่ายทอดบทบาทการแสดงยกระดับ 3 เรื่องสยองให้ขวัญกระเจิงสุดขั้นสุดขีด จากที่เคยเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ได้พลิกกลับกลายเป็นเรื่องจริงสุดหวีด…

 

แท็กทีม 3 ผู้กำกับรุ่นใหม่

พลอย-ภัทรภร วีระศักดิ์วงศ์ (ผู้กำกับจากบริษัท Hello Filmmaker), ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ (ผู้กำกับจากบริษัท มิตรกับภาพ) และ ต้น-เอกภณ เศรษฐสุข (ผู้กำกับจากบริษัท กระต่ายตื่นตัว) ซึ่งทุกคนล้วนมีผลงานโดดเด่นมาแล้วมากมายทั้งจากโฆษณา, มิวสิกวิดีโอ, ซีรีส์ และหนังสั้น รวมถึงสไตล์และวิช่วลการกำกับที่ตรงกับโจทย์ภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงทำให้พวกเขาได้รับการคัดเลือกให้มานำเสนอมุมมองและถ่ายทอดเนื้อหาหลากหลายอารมณ์ความสยองขวัญที่จะไต่ระดับความหลอนไปจนถึงขีดสุดและสะท้อนความคิดความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในสังคมยุคนี้ด้วย โดย จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ โปรดิวเซอร์ฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงทีมผู้กำกับเลือดใหม่และไฮไลต์โดดเด่นของ เทอมสอง สยองขวัญ เรื่องนี้ว่า

“ด้วยความที่โปรเจกต์นี้เป็นการเอาตำนานสยองของมหาวิทยาลัยมาทำ เราเลยต้องหาส่วนผสมของผู้กำกับว่าจะเล่ายังไงให้มันไม่ซ้ำเดิม ให้มันทันยุคทันคนดู​ ตามหาผู้กำกับรุ่นใหม่ที่เราคิดว่าเหมาะสมและเข้ากับแต่ละเรื่อง ซึ่งเราอยากได้ทั้งมุมมองของพวกเขาต่อเรื่องที่ทีมบทเขียนมา กับมุมมองของการเล่าผ่านภาพในสไตล์ของแต่ละคนซึ่งมีประสบการณ์และผ่านงานกำกับอื่นๆ มาแล้วค่อนข้างหลากหลาย

ต้น เอกภณ น่าจะเป็นคนแรกที่ทางเราได้มา และส่งเรื่อง ‘ตึกวิทย์เก่า’ ให้อ่าน เพราะเรื่องนี้เราอยากได้คนที่เล่าหนังได้บันเทิง สนุก มีทั้งความน่ากลัวและครื้นเครง เรามองว่าเขาเป็นคนที่มีมุกในตัวและผ่านงานโฆษณามาเยอะ จึงสามารถตีความให้หนังเรื่องตึกวิทย์เก่ามีทั้งความน่ากลัวและความสนุกได้อย่างลงตัว

เตี๋ยว จตุพงศ์ เป็นคนที่เราเล็งว่าอยากร่วมงานด้วย ได้เห็นผลงานทำซีรีส์ของเตี๋ยวมาบ้างก็รู้สึกว่าเขามีวิช่วลบางอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่อง ‘เดอะซี’ เป็นตอนที่มีแอ็กชั่นค่อนข้างเยอะ แถมยังเป็นแอ็กชั่นสยองขวัญด้วย โดยรวมเรื่องนี้มีความท้าทายมากๆ ในการดีไซน์บรรยากาศความน่ากลัว และการกำกับนักแสดงอย่างเจมส์ที่มารับบทนำ

ส่วน พลอย ภัทรภร ได้เรื่อง ‘เชียร์ปีสุดท้าย’ ไป เรื่องนี้ทางบอร์ดฯ รู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่เหมาะกับผู้กำกับหญิง เพราะเป็นเรื่องราวของมิตรภาพของเพื่อนผู้หญิงสองคนที่ต้องผ่านความสัมพันธ์และความสยองขวัญไปพร้อมๆ กัน ซึ่งพลอยก็สามารถตีโจทย์และคาแรกเตอร์หลักทั้งสองคนในเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ”

“ในแง่ความเป็นหนังผีสยองขวัญโดยรวม เรื่องนี้ก็จะมีทั้งความน่ากลัว ความหลอน และความสยองเป็นแกนหลัก และในแต่ละตอนก็ยังมีจุดเด่นอยู่ที่ตำนานเรื่องเล่าผีมหา’ลัยที่ยังไม่เคยถูกเล่าผ่านภาพยนตร์ การกำกับหนังเรื่องแรกของผู้กำกับแต่ละคนที่มีเอกลักษณ์และลายเซ็นเฉพาะตัว การแสดงของทีมนักแสดงวัยรุ่นฝีมือดีที่ถ่ายทอดให้ผู้ชมต้องอินและได้ลุ้นตามไปด้วย รวมถึงความสนุกครบรสและประเด็นสังคมที่สอดแทรกลงไป ทำให้หนังทั้งสามเรื่องมีความน่าดู โดดเด่น และแปลกต่างไม่ซ้ำกันเลยค่ะ”


เทอมสอง สยองขวัญ : เชียร์ปีสุดท้าย

ประเพณีการเข้า “ห้องเชียร์” ปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีสุดท้าย ถ้าเหตุการณ์สยองในวันนี้ไม่เกิดขึ้น…

เมษา และ ต่าย เด็กเฟรชชี่ของคณะฯ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมเชียร์เหมือนที่ทุกๆ ปีทำกันมา แต่แล้วเมื่อเมษาเห็น “บางอย่าง” ในห้องเชียร์โดยไม่คาดฝัน บางอย่างที่จะพลิกผันความสัมพันธ์ของสองเพื่อนสาว และทำให้ห้องเชียร์รุ่นนี้กลายเป็นรุ่นสุดท้ายของมหา’ลัย!

ผู้กำกับ พลอย ภัทรกร : เรื่องผีสุดหลอนที่มาพร้อมดราม่าระหว่างเพื่อน

เรื่องนี้เกี่ยวกับนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งมาทำความรู้จักเพื่อนใหม่ โดยเล่าผ่านตัวละครสองตัวที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ ม.ปลาย ซี่งหนึ่งในนั้นเป็นคนเห็นผีตามที่ต่างๆ เข้ามาเรียนในสถานที่ใหม่ก็ยังเห็นตลอด แต่ก็ต้องพยายามปกปิดไว้เพราะกลัวเพื่อนใหม่ๆ จะรู้และเกิดอาการกลัว ส่วนเพื่อนอีกคนก็อยากมีสังคมใหม่ๆ จนเกิดเป็นความขัดแย้งของสองคนนี้ และนำไปสู่เหตุการณ์สยองขวัญ จนสุดท้ายก็ส่งผลให้กิจกรรมเชียร์ปีนี้กลายเป็นปีสุดท้ายของที่มหา’ลัยนี้ไปเลย ส่วนหนึ่งที่สำคัญของเรื่องนี้ที่เราชอบเลย คือมันเป็นหนังผีที่เล่าถึงแง่มุมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องความกลัวหรือเรื่องผีอย่างเดียว แต่อยากให้ไปมองในมุมความรู้สึกของตัวละครที่แบบว่าเห็นผีแล้วรู้สึกยังไง เขาจะจัดการการเห็นผีของตัวเองยังไง เขาจะอยู่กับการเห็นผีของเขายังไง รวมถึงอีกฝ่ายจะอยู่ยังไงกับการที่เพื่อนเห็นผีแล้วเกิดอาการประสาทหลอน ซึ่งมันก็คือการยอมรับตัวตนของเพื่อนและก็ของตัวเราเอง เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย”

หนังมันจะเล่ามากกว่าความกลัวผี จะเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้หญิงในช่วงอายุที่มันสับสนหน่อย

ดังนั้นหนังมันจะเล่ามากกว่าความกลัวผี จะเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้หญิงในช่วงอายุที่มันสับสนหน่อย อารมณ์พลุ่งพล่านอะไรอย่างนี้ การยอมรับตัวตนของเพื่อนและก็ของตัวเราเอง การอยู่ร่วมกันในสังคมอะไรแบบนี้ และอีกอย่างสำหรับเราก็คล้ายๆ จะเป็นการเก็บความทรงจำของกิจกรรมห้องเชียร์ไว้ในเรื่องนี้ด้วย เพราะในยุคปัจจุบันมันค่อนข้างท้าทายอยู่เหมือนกัน เนื่องจากว่าคนยุคนี้จะไม่อินกับ “ระบบกดทับ” แบบนี้แล้ว และเราเองก็ไม่ได้ผ่านการเชียร์แบบโซตัสสุดโต่งขนาดนั้น ประสบการณ์เชียร์ที่เราได้ผ่านมามันเป็นกิจกรรมที่เราคิดถึงในทางที่ดี เราจึงเลือกที่จะลดความเข้มข้นของโซตัสลง มีการบังคับกันที่ (เหมือนจะ) น้อยลง และให้ในภาพยนตร์เป็น “ยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งการตัดสินใจแบบครึ่งๆ กลางๆ ในยุคเปลี่ยนผ่านมันก็มีปัญหาของมันเช่นกัน”

คาแรกเตอร์หลักของเรื่องนี้ก็จะมีสองตัวละคร คนแรกคือ เมษา (มิวสิค BNK48) เป็นนักศึกษาใหม่ที่เป็นคนเก็บตัวและไม่ชอบเข้าสังคม เมษาจะมีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งคนคือ ต่าย (แคร์ ปาณิสรา) ที่รู้ความลับทุกอย่างของเมษา เมษาจะมีต่ายเป็นที่พึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจค่อนข้างมาก ส่วนตัวละครต่ายนี่เราคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะเหมือนต่ายตรงที่อยากเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ อยากให้คนอื่นยอมรับ แล้วก็พยายามจะแก้ปัญหาหลายๆ อย่างโดยที่อาจไม่ใช่การพูดแบบตรงไปตรงมา แต่ว่าหลักๆ ก็คืออยากจะอยู่ในสังคมให้ได้อย่างปกติ เลยเป็นจุดที่ทำให้ทั้งคู่เกิดความขัดแย้งกัน และพอมีเรื่องสยองในห้องเชียร์เกิดขึ้น มันก็เลยทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องแตกหักกันไปด้วย ในส่วนนักแสดงทั้ง มิวสิค และ แคร์ ก็รู้สึกแฮปปี้นะที่ได้น้องสองคนนี้มาแสดง เพราะบทมันค่อนข้างซับซ้อนและเล่นยากประมาณหนึ่งเลย ทั้งการปกปิดความรู้สึก การแสดงออกทางอารมณ์ ซึ่งทั้งคู่ก็เข้าใจบทและคาแรกเตอร์ของตัวเอง แสดงได้เข้ากันเคมีลงตัวทั้งคู่”


เทอมสอง สยองขวัญ: เดอะซี

หอพักนักศึกษาแพทย์ในวันสถาปนามหาวิทยาลัยจะเป็นวันที่เงียบเหงาที่สุด ไม่มีใครกล้าอยู่หอ…

เพราะมีเรื่องเล่าลือกันว่า “ผีนักศึกษาแพทย์” จะกลับมานอนที่ “เตียงซี” ของเขาในวันนั้นของทุกปี แต่ปีนี้ แทน (เจมส์ ธีรดนย์) หนุ่มนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจำเป็นต้องอยู่หอเพียงคนเดียวในคืนนั้น เพราะเขามี “ความลับ” บางอย่างปกปิดไว้ นั่นทำให้เขาต้องเผชิญหน้าและเอาชีวิตรอดจากเจ้าของเตียงซีในตำนาน

ผู้กำกับ ก๋วยเตี๋ยว จตุพงศ์ : เรื่องผีสุดสยองและแอ็คชั่นขั้นสุด

“เดอะซี” เล่าเกี่ยวกับหอพักชายของนักศึกษาแพทย์ที่หนึ่งซึ่งถูกใช้งานมาหลายรุ่น และก็มีเรื่องเล่ากันว่าจะมีผีนักศึกษาแพทย์กลับมาพักที่เตียงซีในหอพักชายในวันสถาปนามหา’ลัยทุกๆ ปี ซึ่งเด็กนักศึกษาคณะนี้ก็จะรู้กันดี เลยไม่มีใครกล้าอยู่หอในวันครบรอบ แต่ปีนี้มันดันเหมาะเจาะพอดีกับพระเอกของเราที่ไม่ได้กลับบ้านด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เลยทำให้ผีเตียงซีกับพระเอกต้องมาเจอกัน จนเกิดเป็นเหตุการณ์สยดสยองขึ้น แต่ว่าในเชิงของธีมหนังแล้ว ผมตีความว่ามันเป็นหนัง Coming of Age ก็ได้นะ ถึงแม้ว่าฟีลของมันจะคือหนังผี แต่ในส่วนของตัวละครมันคือหนังก้าวผ่านวัย คือผีที่กลับมาทุกปีมันเหมือนคนที่ไม่สามารถหลุดออกไปจากสิ่งที่ตัวเองยึดถือยึดติดได้ ส่วนตัวพระเอกเองก็อยู่ในโมเมนต์ที่กำลังต้องตัดสินใจว่าเขาจะเลือกเป็นในสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้ หรือเลือกจะยอมรับว่าเขาทำสิ่งนี้ไม่ได้แล้ว มันเป็นโมเมนต์ของการเติบโต ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วหนังก็จะแสดงให้เห็นว่า ทั้งผีและคนจะเลือกทางไหน”

ในระหว่างทางมันก็มีความตึงเครียดด้วยเพราะตัวละครต้องถูกจำกัดความสามารถ ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนร่างกายมันช็อต… แล้วจะทำยังไงให้เอาชีวิตรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้

เพียงแต่ในระหว่างทางมันก็มีความตึงเครียดด้วยเพราะตัวละครต้องถูกจำกัดความสามารถ ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนร่างกายมันช็อต มันไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วจะทำยังไงให้เอาชีวิตรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้ กับตัวผีเองนอกจากจะน่ากลัวแล้ว ระหว่างทางยังมีการอัปเลเวลซึ่งทำให้ตัวผีเหมือนเคลื่อนที่ได้อิสระมากขึ้นจากเดิม ก็เลยเกิดเป็นซีนแอ็กชั่นขึ้นมาจากการต้องเอาตัวรอดให้ได้ในพื้นที่จำกัด”

ทุกคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์เรื่องผีในมหา’ลัยหรือว่าในสถานศึกษา มันเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย เราพยายามทำให้มันเสพง่ายและเอนเตอร์เทนคนดู คนที่คาดหวังความน่ากลัวหรือผีสยองขวัญก็จะได้รับ ซึ่งเรื่องนี้มันก็มีความเป็นมนุษย์แทรกเข้าไปอยู่ดีในท้ายที่สุด มันยังคอนเนกต์กับมนุษย์คนหนึ่งอยู่ ความกลัวว่าจะเป็นในสิ่งที่เราฝันไว้ไม่ได้ การต้องยอมรับว่าเราไม่เหมาะกับสิ่งที่เราทำอยู่ มันก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้ว ผีอาจจะเป็นแค่ตัว Trigger ความรู้สึกนั้นขึ้นมา การเอาตัวรอดจากผีอาจจะทำให้เราได้คำตอบ เหมือนกับการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ร้ายๆ บางอย่างในชีวิต แล้วพบว่ามันให้คำตอบกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตของเราได้ มันคอนเนกต์กับมนุษย์ได้ มันเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ครับ”


เทอมสอง สยองขวัญ: ตึกวิทย์เก่า

ใครๆ ก็ไม่กล้าย่างกรายไปที่ “ตึกวิทย์เก่า” แห่งนี้ เพราะตำนานความสยองขวัญอันเป็นที่เลื่องลือ…

แต่โลกนี้ดันมีคนซื่อบื้ออย่าง กอล์ฟ (กิต Three Man Down) น้องชายผู้ไม่เอาไหนที่จำเป็นต้องเอาของไปส่งให้ มีน (เบลล์ เขมิศรา) พี่สาวสุดห้าวที่เรียนอยู่ตึกวิทย์ใหม่ เพียงแค่กอล์ฟเลี้ยวเข้าผิดตึก ชีวิตของเขาและพี่สาวก็อาจสู่ขิตไปตลอดกาล

ผู้กำกับ ต้น-เอกภณ : เรื่องผีสยองคอมเมดี้เสียดสีสังคม

เรื่องราวของ ตึกวิทย์เก่า เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยกลางเมือง เป็นสถาบันที่ดูโมเดิร์นมากเลย แต่ว่ามีมุมอับๆ ในมหาวิทยาลัยนี้แบบว่ามีตึกนี้ด้วยเหรอวะ มันโคตรลึกลับเลย แล้วมันก็มาพร้อมกับเรื่องราวที่ถูกเล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นตำนานที่มีอยู่จริงในมหา’ลัยนั้นที่เค้าเล่าลือกันว่าตรง “ตึกวิทย์เก่า” นี้มีผีๆ วนเวียนอยู่ภายในตึก แล้วมีเด็กหนุ่มที่ชื่อ กอล์ฟ เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเท่าไหร่ ดันมีเหตุต้องเอาของไปให้ มีน พี่สาวของตัวเองที่ตึกวิทย์ใหม่ แต่ด้วยความเซ่อซ่าทำให้กอล์ฟไปผิดตึก ดันไปที่ตึกวิทย์เก่าที่มีพวกผีอยู่เต็มไปหมด แล้วก็ยังพาพวกผีเหล่านี้ไปโผล่ที่ตึกวิทย์ใหม่ที่พี่สาวและเพื่อนๆ กำลังทำแล็บกันอยู่ ก็เลยเกิดเรื่องราวโกลาหลเป็นความสยองปนฮาขึ้นมาว่า พวกกอล์ฟและพี่สาวจะต่อสู้และจัดการไล่ผีพวกนี้กันยังไง”

ผีแต่ละตัวมันก็จะมีความขัดแย้งบางอย่างที่เหมือนมันยึดติดกับสถานที่หรืออะไรตรงนั้นอยู่ทำให้มันยังไม่ไปไหน ยังคงออกมาหลอกหลอนเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

ฝั่งผีๆ ในเรื่องนี้ก็มีอยู่หลายตัวเลยครับ แต่ละตัวที่เราดีไซน์ไว้จะให้มันเป็นตามขนบหนังไทย คือแบบว่าพอเห็นผีตัวนี้ปุ๊บก็จะอ๋อ รู้เลยว่ามันหลุดมาจากตรงนั้นตรงนี้นะ ง่ายๆ คือดีไซน์ให้มันมีความชัดเจนมากๆ เพราะว่าฟังก์ชันผีของเรื่องนี้มันก็จะดูหลอนและน่ากลัวเป็นปกติอยู่แล้ว รวมทั้งเราต้องการให้พวกเค้าเป็นตัวแทนของอะไรบางอย่างแบบชัดๆ ไปเลย และผีแต่ละตัวมันก็จะมีความขัดแย้งบางอย่างที่เหมือนมันยึดติดกับสถานที่หรืออะไรตรงนั้นอยู่ทำให้มันยังไม่ไปไหน ยังคงออกมาหลอกหลอนเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งเราก็ต้องทำการบ้านเยอะเหมือนกันว่าการกำกับผีแต่ละพาร์ตมันเป็นยังไง แต่ตอนทำงานคือมันส์มากครับ เพราะผีแต่ละตัวก็จะมีคาแรกเตอร์และวิธีการขยับตัวมูฟเมนต์ความน่ากลัวที่มันไม่เหมือนกันเลย”

สำหรับผมคิดว่าไม่ได้เน้นดีไซน์ผีให้น่ากลัวเต็มร้อย เพราะเราอยากโฟกัสอีกประเด็นของเรื่องด้วยมากกว่า ก็คือสะท้อนกรอบ “ความคิดของคนรุ่นเก่า” กับ “ความคิดของคนรุ่นใหม่” ว่าถ้าเกิดมาเจอกันมาปะทะกันแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่ควรทำจริงๆ มันคืออะไรกันแน่ เรื่อง “การยึดติด” มันก็จะต้องมาดูว่าความเชื่อยุคเก่ามันมีเรื่องของการยึดติดมากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งความเชื่อยุคใหม่มันดีหรือไม่ดียังไง แต่สุดท้ายก็เชื่อว่า ผีๆ แต่ละตัวก็ยังจะมีความหลอนน่ากลัวและมีคาแรกเตอร์ที่ทำให้คนดูจำได้แล้วก็ไม่งงกับมัน รวมถึงแต่ละตัวก็จะมีคอนฟลิกซ์ของตัวเอง มีบริบทของตัวเองว่าต้องการอะไร ทำไมถึงตาย ตายเพราะอะไร ตายแล้วเป็นยังไง”

พบกับทั้ง 3 เรื่อง 3 รสชาติสุดหลอนของ เทอมสอง สยองขวัญ พร้อมกัน 24 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก