ONE FOR THE ROAD วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ ภารกิจบอกลา..เพื่อความทรงจำสุดท้ายของชีวิต

324

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ยวิษฐา

ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-ดราม่า ผลิตโดย เจ็ตโทน คอนเทนต์ส และ เฮาส์ตัน สตูดิโอ ของผู้กำกับ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ หนังได้นักแสดงนำคนสำคัญอย่าง ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร และ ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ มารับบทสองเพื่อนซี้ที่มาช่วยกันออกตามหา “เธอ” ทั้งหลายในอดีตที่ติดอยู่ในความทรงจำ ทั้ง “เธอ” ที่เคยรัก “เธอ” ที่ยังคิดถึง และ “เธอ” ที่อยากขอบคุณและขอโทษเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทริปของเพื่อนทั้งสองจะต้องสิ้นสุดลง  เธอเหล่านั้นก็รับบทโดยนักแสดงมากฝีมือชวนว้าว !! ทั้ง วี-วิโอเลต วอเทียร์ , พลอย หอวัง, ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง , นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา และ หญิง-รฐา โพธิ์งาม

นี่ถือเป็นผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 3 ของผู้กำกับ บาส นัฐวุฒิ หลังแจ้งเกิดเรื่องแรกจาก เคาท์ดาวน์ (๒๕๕๕) หนังไทยแนวระทึกขวัญแหวกขนบ และประสบความสำเร็จครั้งใหญ่กับ ฉลาดเกมส์โกง (๒๕๖๐) ที่ดังเปรี้ยงทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคราวนี้เขาได้ก้าวกระโดดพลิกโหมดการทำงานไปเป็นแนวโรแมนติกดราม่าข้นๆ ภายใต้การดูแลของผู้กำกับสไตล์เหงาจี๊ดตัวท๊อปอย่าง หว่องกาไว ในฐานะโปรดิวเซอร์ และยังสามารถพาหนังไปคว้ารางวัล World Dramatic Special Jury Award จากเวที Sundance Film Festival 2021 มาแล้ว ก่อนจะเดินทางกลับมาเข้าฉายในเมืองไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้


การเดินทางของโปรเจ็กต์ One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ

ผู้กำกับบาสย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ว่า สืบเนื่องจากคุณหว่องกาไวได้ดูหนัง ฉลาดเกมส์โกง แล้วชอบ เลยติดต่อมาชวนว่าสนใจทำงานด้วยกันมั๊ย โดยทางคุณหว่องกาไวเป็นโปรดิวเซอร์ หากช่วงแรกบทที่ถูกพัฒนากลับมาถึงทางตันด้วยเหตุผลที่ทั้งคู่ต่างสรุปตรงกันว่ายังไม่ค่อยเชื่อในบท บทร่างแรกนั้นจึงพับไป หลังจากนั้นผู้กำกับ บาส นัฐวุฒิ และโปรดิวเซอร์หว่องกาไว ก็ต้องทำความรู้จักพูดคุยกันต่อมาอีกนานหลายเดือน เพื่อเฟ้นหาไอเดียบทที่โดนใจทั้งคู่

“กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ถามผมขึ้นมาว่า ‘ถ้าคุณมีเวลาเหลือในชีวิตไม่เท่าไหร่ คุณอยากจะใช้มันไปกับอะไรหรือทำอะไร’ ซึ่งผมว่ามันคงย่อยมาจากการได้พูดคุยประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ ของผมกับเขานั่นแหละ แล้วผมก็เลยได้ไอเดียว่า ผมอยากกลับไปเคลียร์บางสิ่งบางอย่างกับคนที่เรารู้จักในชีวิตหลาย ๆ คน จริง ๆ ตอนแรกผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนะ เพราะผมไม่เคยเชื่อว่าประสบการณ์ของผมจะน่าสนใจและพัฒนามาเป็นหนังได้ คือผมเองก็มาจากทางสายคนที่ทำหนังตามโจทย์ เพียงแต่ว่าเราแอบใส่ไอเดียหรือธีมบางอย่างที่เราอยากพูดอยากเล่าผ่านเรื่องนั้น ๆ ลงไปด้วย แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ธีมเรื่องหรือทิศทางมุมมองที่เราผสมเข้าไป แต่มันเหมือนถอดจากชีวิตจริงที่เข้มข้นของผมเองไประดับหนึ่งเลย แต่ว่าในความเป็นเรื่องส่วนตัวนี้ก็หวังว่ามันจะคอนเนคกับคนดูได้ด้วย เพราะมันคือเรื่องในชีวิตจริงๆ  แล้วผมเชื่อว่าบางความรู้สึกมันเป็นเรื่องสากลของคนเรานะ เรื่องของโอกาสในชีวิตที่ผ่านมา สื่งที่เราทำผิดพลาด สิ่งที่เราทำถูก หรือว่าความสัมพันธ์ที่เราอยากกลับไปแก้ไข หรือโอกาสสุดท้าย สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกสากลของคนทั่วๆ ไป”

“ซึ่งคุณหว่องเองก็มาช่วยปรับจูนให้ผมพัฒนาสตอรี่ออกมาในมู้ดที่คนดูหนังวงกว้างเข้าถึงได้ แต่ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ  ผมเก้อเขินมากนะ รู้สึกเหมือนเดินแก้ผ้าอยู่ในกองฯ ประมาณนั้น (หัวเราะ) อย่างที่บอกคือเป็นทางเรื่องที่ผมไม่เคยทำ ก็ต้องคอยรีเช็คกับคุณไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ผู้กำกับร่วม กับ คุณโรส ซึ่งเป็นทีมเขียนบทมาด้วยกันตลอดเวลาว่า…ใช่เหรอวะ !! มันน่าสนใจจริง ๆ เหรอเรื่องนี้ แล้วก็ต้องรีเช็คกับคุณหว่องด้วยตลอดทางว่าโอเคมั๊ย ?? ก็อาศัยได้แรงซัพพอร์ตจากทุกคนเหล่านี้เยอะครับ แต่สุดท้ายตัวบทที่สมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องผมทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะเราก็ต้องใส่พล็อตใส่คอนฟลิคท์ในเชิงภาพยนตร์เข้าไป ทำให้หนังไม่ใช่ออกมาแบบบันทึกส่วนตัว”

ตอนที่เริ่มพัฒนาบทเลยทำให้ผมได้กลับไปพูดคุยสัมภาษณ์แฟนเก่าจริงๆ ในชีวิตผมด้วย ดังนั้นก็เหมือนผมทรานสปอร์ตพวกเขามาเป็นตัวละครในเรื่องนี้ด้วย

“เมื่อบทผ่านการพัฒนาทวิสต์รายละเอียดบางอย่างไป ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์จนต้องเรียกว่ามีแค่ไอเดียสำคัญและหัวใจบางอย่างที่ใช่เท่านั้น ทีนี้พอมันว่าด้วยเรื่องของการกลับไปหาแฟนเก่า ตอนที่ผมเริ่มพัฒนาบทเลยทำให้ผมได้กลับไปพูดคุยสัมภาษณ์แฟนเก่าจริงๆ ในชีวิตผมด้วย ดังนั้นก็เหมือนผมทรานสปอร์ตพวกเขามาเป็นตัวละครในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งผมก็ได้ขออนุญาตเขาหยิบเอาแง่มุมบางอย่างของเขาและสถานการณ์มาใช้ในเรื่อง จริงๆ มันก็เหมือนเป็นหนังส่วนตัวผมหน่อยๆ นะ (หัวเราะ) เพราะหลายๆ เหตุการณ์ในหนังก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม เพียงแต่ผมไม่ได้มีโอกาสทำเหมือนอย่างที่ตัวละครในเรื่องนี้ทำ คือการกลับไปเจอแฟนเก่าเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่าง ซึ่งผมก็ได้ทำในระดับหนึ่งช่วงที่ทำรีเสิร์ชหนังเรื่องนี้แหละ สุดท้ายแล้วเมื่อหนังออกฉาย ถ้าเขาได้มาดู ผมว่าเขาจะสามารถสัมผัสถึงแมสเสจที่ผมอยากบอกกับเขาได้ เพราะเหมือนหนังเป็นจดหมายที่ผมได้เขียนถึงคนที่เคยเป็นคนสำคัญในชีวิตผม ที่ผมไม่กล้าหรือไม่มีโอกาสจะได้พูดกับเขาตรงๆ ด้วย”


เหล่านักแสดงกับการเติมเต็มความเข้มข้นให้ตัวละคร

เมื่อเรื่องราวของ One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ บอกเล่าถึงชีวิตและอารมณ์ความคิดของตัวละครที่ลึกซึ้งและหนักหน่วง การทำงานของนักแสดงจึงไม่ธรรมดาสำหรับการทำการบ้านของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดน้ำหนักเกือบ 15 กก. การปรับเปลี่ยนบุคลิกส่วนตัวทุกอย่างเพื่อเป็นตัวละครที่ใช่และชัดมากที่สุด โดยทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกและทดสอบบทเช่นเดียวกันหมด

“ผมว่าจริง ๆ นักแสดงเรื่องนี้อยู่ในระดับที่ไม่ต้องมาทำแคสต์ก็ได้นะ (หัวเราะ) เพราะแต่ละคนเป็นซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้น และฝีมือเก่งกันมากๆ อยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องขอให้ทุกคนมาทำแคสติ้ง เพราะทางคุณหว่องเองไม่ได้รู้จักแต่ละคนมากนัก ซึ่งก็ต้องชื่นชมนักแสดงทุกท่านด้วย เพราะจริงๆ เราไม่ได้นึกถึงภาพเขาเลยตอนเขียนบท แต่พอเขามาทำแคสต์ เราได้เห็นถึงความสามารถของเขาเลยว่าเขานำพาตัวละครของเราไปได้ไกลกว่าที่ผมคิด มันตอกย้ำความเชื่อว่า นักแสดงที่ดีจะรู้จักตัวละครได้ดีกว่าผู้กำกับด้วยซ้ำไป ยิ่งพอนักแสดงทุกคนมีศักยภาพสูง ผมเลยให้โอกาสแต่ละคนอิมโพรไวซ์บทเยอะมาก หมายถึงเขายังต้องเกาะแกนและอินเนอร์ตัวละครไว้ แต่ไม่ต้องยึดตามบทตามไดอะล็อกเป๊ะ คือให้เขาเล่นไปเลยอย่างที่เขาคิดและรู้สึก ซึ่งการทดลองวิธีนี้ให้ผลดีมากๆ เรื่องนี้อาจจะมาจากปัจจัยที่เรามีคิวถ่ายค่อนข้างเยอะด้วย เลยมีเวลาให้นักแสดงได้ค้นหาและดึงเอาการแสดงจากข้างในออกมามากกว่าการมาถึงแล้วต้องถ่ายตามบทให้เสร็จ”

จริงๆ เราไม่ได้นึกถึงภาพเขาเลยตอนเขียนบท แต่พอเขามาทำแคสต์ เราได้เห็นถึงความสามารถของเขาเลยว่าเขานำพาตัวละครของเราไปได้ไกลกว่าที่ผมคิด

“ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้เราต้องการให้นักแสดงค้นหาความรู้สึกของตัวละครของเรื่องราวค่อนข้างเยอะ นั่นหมายความว่าเราต้องการเวลาในการถ่ายทำ จากเดิมที่ผมเคยถ่ายวันละ 3-4 ฉากตามรูปแบบปกติของหนังไทย แต่พอเป็นเรื่องนี้เราเลยมีเงื่อนไขกับทางนายทุนว่า เราขอคิวถ่ายเยอะนะ ของบประมาณที่จะมาซัพพอร์ตคิวถ่ายมากขึ้นนิดนึง เพื่อให้ผมและนักแสดงได้ explore สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนังไปด้วยกัน แล้วน้องๆ ก็ทำการบ้านกันเยอะมาก ทุกคนจะมาพร้อมการดีไซน์ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายในคาแรคเตอร์ตัวละคร มานั่งคุยกันเพื่อหาอินเนอร์หาทิศทางตัวละคร เขาดีไซน์รายละเอียดทั้งบุคลิกการเดิน การพูด ความคิด เสื้อผ้าหน้าผม ผมก็หวังว่าคนดูจะได้เห็นความแตกต่างทางการแสดงของทุกคน เพราะอย่างที่บอกคือมัน base on คนที่มีตัวตนจริงๆ แต่ว่าการแคสต์นักแสดงแต่ละคน เราวางโจทย์แค่เขาต้องสามารถค้นหา เข้าใจ และสื่อสารอินเนอร์ของตัวละครได้ ทำให้ผมและคุณหว่องเชื่อได้ว่าเขาเป็นตัวละครนั้นๆ ซึ่งทุกคนที่เลือกมาก็ลงตัวมาก เขานำพาตัวละครไปได้อย่างมีเสน่ห์เกินกว่าที่ผมคิดด้วยซ้ำไป”


หัวใจสำคัญของหนังผ่านเพลงประกอบภาพยนตร์โดย แสตมป์ อภิวัชร์

มันมีคำถามหนึ่งที่ดีมากที่แสตมป์ถามผมก่อนที่เขาจะเขียนเพลง เขาถามว่าแมสเสจที่ผมอยากจะบอกกับแฟนเก่าคืออะไร?

ได้ฟังกันไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาสำหรับบทเพลง Nobody knows  ที่ได้ STAMP แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข และ CHRISTOPER CHU มาร่วมร้องด้วยกันครั้งแรก รวมถึงเพลงในเวอร์ชั่นภาษาไทย ‘ถ้าเธอ’ LIVE SESSION ที่ร้องโดย สแตมป์ และ วิโอเลต วอร์เทียร์ โดยผู้กำกับบาสเองตอนได้ฟังเพลงครั้งแรกยังรู้สึกอินสุดๆ ว่านี่คือเพลงที่แสดงตัวตนของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง

“ตอนยังไม่ได้เริ่มทำโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้ ผมไปเทศกาลหนัง ส่วนแสตมป์ก็ไปถ่ายงานของเขาสักอย่าง เราก็เลยได้เจอกันเป็นครั้งแรก มีโอกาสได้แฮงค์เอ้าท์ด้วยกัน จนกระทั่งช่วงที่ผมเริ่มทำหนังเรื่องนี้ ทางคุณหว่องบอกว่าจะต้องเริ่มทำเพลงประกอบละนะ แล้วอยากให้ใครทำ? ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับผมอีกเช่นกัน เพราะปกติที่ผ่านมาผมจะต้องทำหนังให้เสร็จก่อนใกล้พร้อมฉายแล้วถึงเริ่มทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ก็เป็นการได้เติมประสบการณ์จากคุณหว่องที่เขาให้ความสำคัญเรื่องดนตรีประกอบมากๆ ตอนนั้นผมก็คิดว่า ด้วยพล็อตของเรามีความเป็นหนังโรแมนติกบางอย่างด้วย เลยรู้สึกว่าคนที่เหมาะสมน่าจะเป็นสแตมป์นะ พอเขารับโจทย์ไปไม่นานก็ส่งเพลงกลับมา”

“ผลลัพธ์คือ มันกลายเป็นเพลงที่ดังอยู่ในหัวผมตลอดการถ่ายทำเรื่องนี้ไปเลย ตอนได้ฟังเพลงเขาคือกำลังถ่ายทำอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้กับซีนไหนฉากไหนยังไงดี? แต่เพลงเขามันดังวนในหัวผมตลอด จนเรารู้สึกว่าภาพมันค่อย ๆ ชัดขึ้น จังหวะของเพลงค่อย ๆ ผสมผสานไปด้วยกันกับจังหวะของหนังเรา ไปๆ มาๆ ต้องบอกว่าเพลงของสแตมป์มันคือหัวใจสำคัญและมวลสารความรู้สึกทั้งหมดของตัวละครและของหนังเรื่องนี้ แล้วมันมีคำถามหนึ่งที่ดีมากที่แสตมป์ถามผมตอนก่อนที่เขาจะเขียนเพลง เขาถามว่าแมสเสจที่ผมอยากจะบอกกับแฟนเก่าคืออะไร? แล้วผมก็กลับไปคิดมา ปรึกษาไก่ด้วย ก็ได้สรุปมาสามคำว่า ถ้าผมกลับไปแล้วบอกได้กับทุกคนทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมาไม่ใช่เฉพาะกับคนที่เป็นแฟนเท่านั้นด้วยนะก็คือ ‘ขอบคุณ ขอโทษ และ ขอให้โชคดี’ แต่สำหรับคนที่จากไกลกันไปแล้วก็ต้องบอกอีกด้วยว่า ลาก่อน”


เมื่อความหว่องกาไวมาผสมกลมกลืนกับสไตล์ผู้กำกับ บาส นัฐวุฒิ

การได้ร่วมไม้ร่วมมือกับโปรดิวเซอร์หว่องกาไว ดูเหมือนจะทำให้แฟนๆ คอหนังรอชมภาพยนตร์ One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ ว่าจะมีกลิ่นอายเฉพาะตัวในแบบหว่องที่เคยสร้างชื่อระบือนามจนกลายเป็นหนังระดับขึ้นหิ้งของผู้ชมและคนทำหนังมาแล้วขนาดไหนอย่างไรบ้าง เพราะผู้กำกับบาสเองก็ยกให้หว่องกาไวเป็นไอดอลของเขาด้วยเช่นกัน

“จะถือเป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ (หัวเราะ) แต่ข้อดีของคุณหว่องคือ เขาไม่เคยบังคับให้ผมทำอะไรที่ผมไม่เชื่อเลยนะ เหมือนเขากำกับผมอีกทีหนึ่งในฐานะโปรดิวเซอร์ที่ให้สเปซในการคิดสร้างสรรค์และสร้างตัวตนของเราผ่านงานชิ้นนี้ออกมาให้ดีที่สุด และในเวลาเดียวกัน ผมในฐานะผู้กำกับที่เติบโตมากับการดูหนังยุค 90’s ที่นับถือเขาเป็นไอดอล เราก็อยากใช้โอกาสนี้หาจังหวะบางอย่างเพื่อ Tribute ความเป็นตัวเขาด้วย โดยที่มันก็หล่อหลอมเราในฐานะคนทำหนังมาอยู่บ้างอยู่แล้ว มันเลยเป็นการทำงานที่ดูมีความหลอมรวมกัน ซึ่งผมก็หวังว่ามันจะเป็นการ Hybrid กันระหว่างผมกับเขาที่น่าสนใจ แต่จริงๆ บางอย่างเราก็ตั้งใจนะ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เช่นไดเร็คชั่นของอาร์ตหรือสไตล์ภาพที่เราหาจังหวะเพื่อ tribute เขา โดยที่ต้องเหมาะสมกับเรื่องของเราด้วยนะ แต่บางอย่างมันก็มาเอง เช่น Storyline หรือ ไอเดียบางอย่างทางตัวละครหรือทางด้านภาพที่ผมว่ามันคือตัวตนของเราและเขาที่มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นหนังเรื่องนี้”

“ใครที่ติดตามหนังของผมมา เชื่อว่าน่าจะได้เห็นความแปลกตาของสไตล์หนังอีกทางหนึ่ง เพราะโดยแนวหนังมันแตกต่างกันอยู่แล้ว ตอนเรื่อง เค้าท์ดาวน์ ผมเรียกว่าแนว Supernatural horror ที่มาจากการย่อยประสบการณ์ใช้ชีวิตของผมมาเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่นั่นแค่ช่วงหนึ่ง สำหรับเรื่องนี้มันกินเวลาช่วงชีวิตที่กว้างกว่านั้นเยอะมากกว่า แล้วตอนทำ เค้าท์ดาวน์ มันยังมีการสับขาหลอกด้วยพล็อตเรื่องที่ชัดเข้มข้นกว่า ส่วน ฉลาดเกมส์โกง ก็เป็นแนวทริลเลอร์ ส่วนเรื่องนี้ก็ค่อนข้างดราม่า มีตัวละครที่หลากหลาย มีรายละเอียดในคาแรคเตอร์ที่ชัดลึกกว่า แต่ผมว่ามันอาจจะมีประเด็นอะไรบางอย่างที่เป็นจุดร่วมซ่อนอยู่นะ อย่างสิ่งที่ตัวละครต้องเจอ ความเชื่อ ทัศนคติ อาจจะเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงหนังทั้งสามเรื่องที่ผมทำมาให้อยู่ด้วยกันนิดนึง”

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก