Q & A แง้มเรื่องเบื้องหลัง เวลา Anatomy of Time

153

(เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์และช่วง Q&A ของรอบสื่อมวลชน อาจมีเนื้อหาที่เปิดเผยสาระของหนัง) 

  เวลา Anatomy of Time ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ เก่ง จักรวาล นิลธำรงค์ ได้เข้าฉายในประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ก็คาดว่าบางท่านอาจจะได้รับชมกันไปบ้างแล้ว โดยผู้เขียนมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้กำกับและร่วมพูดคุยถามตอบ (Q&A) หลังหนังฉายรอบปฐมทัศน์ จึงขอหยิบยกบางส่วนที่น่าสนใจมาฝากกัน เผื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาและทำความเข้าใจหนัง

จักรวาล นิลธำรงค์

จาก Vanishing Point สู่ Anatomy of Time

                Vanishing Point (๒๕๕๘) เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่แจ้งเกิดให้ผู้กำกับอิสระอย่าง เก่ง จักรวาล ด้วยการคว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ เช่น Tiger Award (ไทเกอร์ อวอร์ด) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเทอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หนังเล่าเรื่องราวของชาย 3 คนที่ต่างวิ่งหนีความทุกข์ในรูปแบบและช่วงเวลาของตนเอง จนเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึงโดยไม่คาดฝัน พวกเขาจึงได้เรียนรู้ว่าไม่มีทางที่จะสามารถย้อนกลับไปครวญหาอดีตได้อีก การเล่าเรื่องของแต่ละส่วนประกอบในภาพยนตร์จะค่อยๆ คลี่คลายออกช้าๆ ด้วยภาพที่แสดงถึงความสุข-ทุกข์ และการเกิด-ดับ ของชีวิต

“Vanishing Point มีความเป็นหนังทดลองอยู่เยอะ แต่ Anatomy of Time ถูกเซ็ตอัพให้เป็นหนัง Narrative (เล่าเรื่อง) ในตอนแรก แล้ว Vanishing Point เราทำ dedicate ให้พ่อ ส่วนเรื่องนี้ตั้งใจเลยว่าจะทำ dedicate ให้แม่ครับ”

“อีกเหตุผลหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ใช้เวลาทำนาน (เขียนบทตั้งแต่ปี 2015-2017) เพราะว่าตัวบทมันเป็นเรื่องของสองวัย คือชีวิตผู้หญิงวัยแก่กับวัยสาว ทีนี้ตอนเป็นสาวมันก็ย้อนไปเป็นสิบๆ ปี กลายเป็นหนังพีเรียดแบบยุค 60-70s เลยต้องใช้เงินเยอะกว่า Vanishing Point แล้วก็เป็นหนัง co-production หลายประเทศอยู่ (ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ สิงคโปร์ ไทย เยอรมัน) ก็เลยมีความสลับซับซ้อนหน่อย”

“direction ของหนังมันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจไว้ว่าเราจะท้าทายตัวเองตั้งแต่แรก คือตอนเขียนบทเรารู้แล้วว่าเราอยากให้หนังเรื่องนี้มีความเป็น realism เราพยายามจะใช้ element ที่เป็นความเหนือจริง หรือเป็นเรื่องเล่าให้น้อยที่สุด ซึ่งมันต่างจากงานเก่าของเรา มันก็เลยนำมาสู่วิธีการกำกับที่เรียกว่า method acting หรือวิธีการถ่ายที่ต้อง support การแสดงของนักแสดง คือเอาภาวะของนักแสดงเป็นที่ตั้งที่สำคัญ ซึ่งองค์ประกอบของหนังต้อง lead ไป support ตรงนั้น ซึ่งสำหรับเราเป็นเรื่องใหม่ แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเดินออกจาก comfort zone ตัวเอง แล้วลองทำแบบนี้”

“เราแทบไม่มีการด้นหรือการ improvise เลยนะ แต่ว่าเช่นตัวละครนางเอกตอนแก่ที่เล่นโดยพี่บี๋ (เทวีรัตน์ ลีลานุช) คือก่อนที่จะถ่ายเขาต้องไปเรียนวิธีการดูแลคนป่วย ต้องรู้จักถอดเสื้อให้ผู้ป่วยติดเตียง แล้ว location ที่ถ่ายก็บ้านแม่เรา ถ่ายหลังจากที่พ่อเราเสียได้ 2 เดือน คือ prop ก็ยังอยู่ตรงนั้น นักแสดงก็ไปใช้ชีวิตอยู่ใน set แล้วสร้างความเชื่อว่าจะเป็นตัวละครตัวนี้ได้อย่างไร จริงๆ ก็เป็นวิธีที่ใครเขาก็ใช้กัน แต่ถ้าหนังไม่ได้มีเงินเยอะ ก็จะไม่สามารถมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ได้”

ประสบการณ์ส่วนตัวและเรื่องการเมือง

“จริงๆ inspiration มาจากคุณพ่อเราเป็นทหาร แล้วเรารู้สึกอยากเล่าหนังที่เกี่ยวข้องกับชีวิตภรรยาของนายทหาร ซึ่งเหมือนกับหลังบ้านของนายทหารว่ามันเป็นอย่างไร ก็เริ่มต้นจากความส่วนตัวนั้นแหละ แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ชีวิตของภรรยาที่ต้องดูแลสามีแก่ๆ มันเป็นเรื่องที่สากลมาก คือตอนที่พัฒนาโปรเจ็คท์ แล้วเราไป pitch ให้กับ โปรดิวเซอร์ฝรั่งที่เป็นผู้หญิงวัย 50-60 พอฟังเรื่อง เรามองตาเขา เราก็รู้เลยว่าเขาชอบ

“คือเรื่องมันก็อินกับตัวเขา แล้วก็อินกับ generation แม่เขา เพราะว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ทำไมต้องแบบลงทุนลงแรงเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ผู้ชายอีกคนทั้งที่ไม่ได้รักกันแล้ว เรื่องมันมีมิติความเป็นสากลตรงนั้นอยู่ เราก็เลยคิดว่า สุดท้ายแล้วหนังมันเริ่มต้นจากประวัติศาสตร์ส่วนตัวแหละ แต่มันกลายเป็นเรื่องสากลกับทุกคนครับ”

ผู้หญิงคนหนึ่ง ทำไมต้องแบบลงทุนลงแรงเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ผู้ชายอีกคนทั้งที่ไม่ได้รักกันแล้ว เรื่องมันมีมิติความเป็นสากลตรงนั้นอยู่

“เราจะได้จากฟีดแบ็คจากตอนสัมภาษณ์ อย่างสื่อเจ้าหนึ่งของเมืองนอก เขาดูหนังแล้วเล่าให้เราฟังว่า เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเขาเพิ่งโทรไปหาแม่ แล้วเขาก็บอกแม่ว่า “I ดีใจมากเลย ที่ You ตัดสินใจทิ้งพ่อไป” คือหนังมัน touch คน อย่างคน generation เราดูแล้วก็จะนึกถึงพ่อแม่ตัวเอง”

“จริงๆ เราไม่ต้องการให้เป็นหนังการเมืองด้วยซ้ำ แต่ว่ามันก็เลี่ยงไม่ได้นะ ตอนไปฉาย premier ที่ Venice คือเราไม่ได้ไปนะ แต่คนที่ถามเขาก็จะสนใจเรื่องนี้แหละ เรื่องการเมือง เพราะในหนังมันจะมี sub ภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า fascist  ซึ่งในประเทศอิตาลี คำว่า fascist มันแบบแรงมาก แต่เราก็พยายามจะบอกว่าการเมืองเป็นแค่ backdrop ของเรื่อง มันไม่ใช่เส้นเรื่องหลัก แต่ว่ามันหนีไม่ได้อยู่แล้วเพราะว่าตัวละครสามีในเรื่องเป็นนายทหาร”

“คือเราตั้งใจจะ present ตั้งแต่ตอน development แล้วว่า เรื่องอำนาจมันเป็นแบบ rise and fall ขึ้นและลง สลับเปลี่ยนกันไป คนนี้ขึ้นคนนั้นก็ลง เลยคิดว่ามันไม่ใช่สาระของหนังที่แบบ ถ้าเราอยากรู้ประวัติศาสตร์ เปิด Wikipedia เราก็รู้ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมาเล่าประวัติศาสตร์ในหนังก็ได้”

 

แนวคิดเรื่อง เวลา กับ ความตาย

“ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่า หนังมันเริ่มต้นด้วยความตาย แล้วก็จบด้วยความตาย ซึ่งอันนี้มันมีมาตั้งแต่ในสคริปท์ โดยไอเดียของผมคือว่า เราต้องการที่จะ define หรือหาความหมายของคำว่า เวลา อะไรที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า เวลาคืออะไร เพราะเวลามันถูก demonstrate ในหลากหลายรูปแบบ เป็นมิติที่ 4 ในฟิสิกส์ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งภาพยนตร์เนี่ย มันเหมือนกับเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดอันหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจว่า เวลาคืออะไร”

“คือเราคิดว่าความตายมันไม่ได้มีอยู่จริงในชีวิตเรา หมายความว่าเราไม่มีประสบการณ์นั้นกับตัวเราเอง แต่เรารู้จักความตายจากความตายของคนอื่น แล้วเมื่อความตายมันมาถึงเราจริงๆ เวลาเราก็หมดลง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเราไม่เคยรู้จักความตายเลย เราไม่เคยมีประสบการณ์นั้น นอกเสียจากว่าคนจะตายแล้วฟื้นขึ้นมาแล้วกลับชาติมาบอก ซึ่งก็คงมีน้อยคน เราเลยสนใจตรงนี้ว่า จริงๆ แล้วความตายคือการที่ทำให้เวลามันหยุดลง ทั้งที่จริงๆ แล้วเวลามันก็เดินต่อแหละ แต่เวลาของเรามันหยุดลงตรงนั้น เราก็เลยเลือกให้หนังเปิดด้วยความตาย แล้วก็ทำให้มันย้อนกลับมามีชีวิต แล้วหนังก็จบด้วยความตายอีกครั้งนึง ซึ่งมันก็อาจจะย้อนกลับไปทำให้มีอีกชีวิตนึงเกิดขึ้นต่อจากนั้น”­

“อย่างชื่อหนัง ตอนแรกมีแต่ Anatomy of Time ชื่อภาษาไทยยังไม่มี ซึ่งสุดท้ายเราก็เลือกแค่ชื่อ เวลา เพราะว่าส่วนหนึ่งของหนังมันมาจากหนังสือของพี่ชาติ กอบจิตติ เรื่อง เวลา คือตอนที่เขียนบทจริงๆ แล้วมันมีคาแรกเตอร์ตัวนึงในหนังชื่อ อุบล เป็นนางพยาบาล ซึ่งอยู่ในหนังสือของพี่ชาติเนี่ยแหละ แล้วตัวละครนี้จริงๆ มีฟุตเทจถ่ายไว้เยอะกว่านี้มาก แต่สุดท้ายมันโดนตัดทิ้งไป เราก็รู้สึกว่าสาระที่มาจากหนังสือมันก็ยังอยู่”

เราคิดว่าความตายมันไม่ได้มีอยู่จริงในชีวิตเรา หมายความว่าเราไม่มีประสบการณ์นั้นกับตัวเราเอง แต่เรารู้จักความตายจากความตายของคนอื่น…

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูหนัง ก็สามารถไปพิสูจน์คุณค่าของ เวลา Anatomy of Time ได้ในโรงภาพยนตร์

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก