HOUSE OF GUCCI โศกนาฏกรรมอื้อฉาว กับการล่มสลายของมหาวิหารแห่งแฟชั่น

183

บทความโดย กานต์

ในบรรดาแบรนด์แฟชั่นทั้งหมด กุชชี่ (Gucci) คือแบรนด์ที่ขายความหรูหราเป็นเอกลักษณ์ จนเป็นที่จดจำและขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกมานาน ทว่าในช่วงกลางยุค 1990s กุชชี่ กลับตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารของคนในตระกูลกุชชี่เอง และไม่มากไม่น้อย ก็มีส่วนนำไปสู่เหตุฆาตกรรมสุดอื้อฉาวที่กลายเป็นข่าวดังกระฉ่อนโลก

และความดังกระฉ่อนของกุชชี่ ก็ถูกสะท้อนออกมาเป็น House of Gucci ภาพยนตร์รวมดาราระดับยอดฝีมือ ผลงานการกำกับของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ซึ่ง “ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นกับตระกูลกุชชี่ ผู้เคยคุมบังเหียนแบรนด์นี้ในทุกส่วน ก่อนที่ปัจจุบันจะไม่เหลือสมาชิกในครอบครัวแม้แต่คนเดียวที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารงาน


ต้นตอคดีฆาตกรรมบันลือโลก

ทุกความยิ่งใหญ่ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ แบรนด์ กุชชี่ ก่อตั้งขึ้นโดย กุชชิโอ กุชชี พนักงานโรงแรมต๊อกต๋อยที่หลงใหลในกระเป๋าเดินทางที่สวยงามน่าดึงดูดของบรรดานักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่มาพักในโรงแรมที่เขาทำงานอยู่ ต่อมาเขาได้ลาออกและเปิดกิจการเกี่ยวกับเครื่องหนังขึ้นเอง โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า กุชชี่

กุชชิโอ กุชชี่ (Guccio Gucci) ผู้ก่อตั้งแบรนด์

จากธุรกิจเล็กๆ ความสามารถของ กุชชิโอ ทำให้ร้านค่อยๆ เติบโตจนมีสาขาจำนวนมาก ไม่เพียงแค่ในอิตาลี แต่ยังไปไกลทั่วทั้งยุโรป และข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอเมริกาเหนือด้วย

กุชชี่ วางตัวเป็นแบรนด์สินค้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์ หากคุณคิดจะเข้าไปซื้อของที่ราคาถูกที่สุดในร้าน อาจต้องตกใจเพราะมันก็ยังแพงเกินเอื้อมอยู่ดี แนวทางการสร้างแบรนด์แบบนี้นำพาให้ กุชชี่ กลายเป็นอาณาจักรสุดยิ่งใหญ่ เปรียบได้กับ “นครรัฐวาติกันแห่งแฟชั่น” หรือบางคนอาจมองว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับที่หรูเลิศที่สุดไว้ในที่เดียว

หลังจาก กุชชิโอ เสียชีวิตในปี 1953 แบรนด์กุชชี่ตกอยู่ภายใต้การดูแลของลูกๆ ทั้ง 5 คน นำโดย อัลโด และ โรดอลโฟ และพวกเขาก็ยังคงเอกลักษณ์ความเลิศหรูดูแพงของ กุชชี่ ไว้อย่างดี หลายปีผ่านไปก็ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้กับ กุชชี่ รุ่นที่ 3 ซึ่ง อัลโด กับ โรดอลโฟ ก็ตัดสินใจมอบอาณาจักรแห่งนี้ให้ เมาริซิโอ ลูกชายของ โรดอลโฟ รับช่วงต่อ

ภาพถ่ายครอบครัวตระกูล Gucci

แต่ เมาริซิโอ กลับไม่ค่อยสนใจด้านแฟชั่นมากนัก เขาสนใจด้านกฎหมาย การเป็นทนายมากกว่าการบริหารธุรกิจในครัวเรือน ดีว่ายังมี แพทริเซีย เร็จจิอานี่ ภรรยาของเขาทำหน้าที่มือขวา และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ พอจะช่วยประคองให้แบรนด์ก้าวไปต่อได้

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ก่อตั้งขึ้นมา ยุคสมัยของ เมาริซิโอ กลับเป็นยุคที่ กุชชี่ ตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเผชิญมรสุมรุมเร้าทั้งปัญหาด้านการเงิน ปัญหาทางกฎหมาย และความแตกแยกในครอบครัว นานวันเข้าอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ก็ค่อยๆ พังทลาย และภรรยาของ เมาริซิโอ ยังมีความคิดอยากฮุบกิจการไว้คนเดียว พร้อมกับชักใยจนคนในตระกูล กุชชี่ แตกคอกันเอง

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง แพทริเซีย กับ เมาริซิโอ นับวันก็ยิ่งระหองระแหง สุดท้ายทั้งคู่ก็ลงเอยด้วยการแยกทาง ซึ่งสร้างแผลใจให้ แพทริเซีย จนเธอตัดสินใจวางแผนสังหารอดีตยอดรัก กลายเป็นเหตุการณ์สุดอื้อฉาวที่คนทั้งโลกตกตะลึง

เมาริซิโอ กุชชี่ กับ แพทริเซีย เร็จจิอานี่ สมัยที่ยังหวานชื่น
ภาพถ่าย แพทริเซีย เร็จจิอานี่ ตอนถูกตำรวจจับกุม

หลังหมดยุคของ เมาริซิโอ ข่าวดีก็คือ ไม่มีคนในตระกูล กุชชี่ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารกิจการอีก และเส้นกราฟของแบรนด์ที่เคยตกต่ำก็ค่อยๆ ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง แต่น่าเศร้าตรงที่คนในตระกูลบางคนต้องกลายเป็นคนยากไร้ และจบชีวิตไปอย่างยากจนข้นแค้น…

 

เรื่องราวของตระกูล กุชชี่ ถูกนำไปสร้างเป็นสื่อประเภทต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือหนังสือ The House of Gucci: A Sensational Story of Murder, Madness, Glamour, and Greed โดยนักเขียนสาว ซาร่า เกย์ ฟอร์เดน ซึ่งเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับจุดสูงสุดและต่ำสุดของแบรนด์นี้ไว้อย่างละเอียดยิบ และนับตั้งแต่วางแผงเมื่อปี 2001 ก็ติดชาร์ตหนังสือขายดีเสมอมา

 

หนังสือเล่มนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ ริดลี่ย์ สก็อตต์ นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่ถือว่าจี๊ดจ๊าดที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2021 ด้วย


ใครเป็นใคร ใน (และนอก) ตระกูล กุชชี่

อัล ปาชิโน่ รับบท อัลโด กุชชี่

ชายผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้ กุชชี่ กลายเป็น “มหาวิหารแห่งแฟชั่น” เขารัก เมาริซิโอ และเอ็นดู แพทริเซีย ไม่ต่างจากลูกในไส้ และยังช่วยผลักดันให้พวกเขาเข้ามาบริหารงานในกุชชี่ด้วย

แต่นี่อาจเป็นการตัดสินใจผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตของเขาก็ว่าได้ แถมบทจะพลาดก็ยังพลาดมหันต์ เพราะเขาไม่นึกเลยว่าคนที่เขารักเหมือนลูกจะเป็นคนเลื่อยขาเก้าอี้ สอยเขาร่วงลงมาจากหิ้ง แล้วขึ้นไปอยู่ยอดสูงสุดของอาณาจักรเสียเอง

 

เลดี้ กาก้า รับบท แพทริเซีย เร็จจิอานี่

หญิงสาวบ้านๆ ผู้กุมหัวใจทายาท กุชชี่ อย่าง เมาริซิโอ ด้วยฐานะอันต้อยต่ำทำให้เธอโดน โรดอลโฟ พ่อของ เมาริซิโอ ดูแคลนว่ากล้าดีอย่างไรถึงมาคบกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาได้

แต่ความคิดของ โรดอลโฟ ถือว่าถูกทีเดียว เพราะหลังจาก แพทริเซีย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลกุชชี่ เธอก็เริ่มแผ่อิทธิพล วางแผนฮุบอาณาจักรเป็นของตัวเอง แม้การกระทำของเธอหลายอย่างจะทำให้ กุชชี่ เดินไปในทิศทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทว่าอีกหลายๆ การกระทำก็ส่งผลให้แบรนด์ดิ่งลงเหว

แต่วีรกรรมไหนก็ไม่เท่าการอยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรม เมาริซิโอ ด้วยความแค้นที่เขาทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ ทำให้เธอได้รับฉายา “แมงมุมแม่หม้ายดำ” จนต้องไปชดใช้ความผิดในคุกนานกว่า 20 ปี

 

อดัม ไดรเวอร์ รับบท เมาริซิโอ กุชชี่

ชายหนุ่มรูปงาม ทรงเสน่ห์ แม้จะเป็นทายาทของ กุชชี่ แต่เขากลับไม่มีความสนใจและความสามารถในการบริหารธุรกิจเลย เพราะเขามุ่งไปทางการเป็นทนาย ทำงานด้านกฎหมายมากกว่า

แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังพบเจอกับ แพทริเซีย เธอทำให้เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้บริหารใหญ่ของกุชชี่ แต่เพราะแนวทางการบริหารแบบสะเปะสะปะ การใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย และอื่นๆ อีกมากมายก็ทำให้ยุคสมัยของเขากลายเป็นยุคอันมิดมิดที่ กุชชี่ อยากลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์

 

จาเร็ด เลโต้ รับบท เปาโล กุชชี่

หากกุชชี่คือแบรนด์ที่หรูหรา ฟู่ฟ่า ดูดีไปเสียหมดไม่ว่าจะทำอะไรออกมา เปาโล ลูกชายของ อัลโด ก็ตรงข้ามกับทุกอย่างที่ กุชชี่ เป็น แม้จะมีใจรักด้านการออกแบบ ใฝ่ฝันอยากให้ผลงานเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่ปัญหาคือผลงานของเขานั้น เอ่อ… ย่ำแย่จริงๆ ชนิดที่คนในครอบครัวเองก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาชื่นชม!

ถือเป็นบทที่ให้ จาเร็ด เลโต้ ได้แปลงโฉม และทดลองอะไรใหม่ๆ ในแบบที่ตัวเขาสนุกทีเดียว

 

เจเรมี่ ไอออนส์ รับบท โรดอลโฟ กุชชี่

อดีตนักแสดงหนังขาวดำ ผู้ดูดีดูเนี้ยบในแทบทุกการกระทำ แต่กลับจมอยู่กับอดีตอันหวานหอม เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการคบหากันของ เมาริซิโอ และ แพทริเซีย และมองว่าเธอไม่ได้รักลูกของเขาจริง แต่แค่อยากปอกลอกครอบครัวมากกว่า เขาจึงยื่นคำขาดว่า ถ้าลูกชายตัวดีกล้าแต่งงานกับผู้หญิงแบบนี้ เขาจะโดนตัดออกจากกองมรดก

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ใจอ่อน ยอมให้ เมาริซิโอ กลับมาบริหารอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้จนได้ ตามคำกล่อมของ อัลโด ก่อนที่วาระสุดท้ายในชีวิตจะมาถึงในไม่ช้า

ทั้งนี้ อาจเรียกว่าเป็นบุญของ โรดอลโฟ แล้วที่เขาเสียชีวิตไปก่อน ไม่ได้อยู่เห็นอาณาจักรกุชชี่ที่พ่อของเขา พี่ของเขา และตัวเขาเองร่วมสร้างมา ต้องพังป่นปี้ด้วยฝีมือของลูกชายและลูกสะใภ้อย่างที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมตายเงียบๆ คนเดียวแน่นอน

 

ซัลม่า ฮาเย็ค รับบท จูเซปพีน่า “พีน่า” ออเรียมม่า

เธออาจไม่เกี่ยวข้องอะไรทางสายเลือดหรือเข้ามาอยู่ในครอบครัว กุชชี่ แต่ “แม่หมอ” คนนี้กลับมีอิทธิพลทางใจต่อแพทริเซียมากๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ซ้อใหญ่กุชชี่มีคำถามคาใจและไม่รู้จะหาคำตอบจากไหน เธอก็จะมาพึ่งหมอดูอย่างเธอให้ช่วยชี้แนะ ซึ่งหลายๆ คำแนะนำก็ดี แต่หลายๆ คำแนะนำก็… ไปเรื่อย

และเธอผู้นี้มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ แพทริเซีย ตัดสินใจสั่งเก็บ เมาริซิโอ จนเมื่อตำรวจจับคนร้ายได้จริงๆ ตัวเธอเองก็หนีความผิดไม่พ้น


กว่ามหาวิหารจะสร้างเสร็จ

ริดลี่ย์ สก็อตต์

หากถามว่าหนังเรื่องไหนใช้เวลาสร้างนานที่สุดของฮอลลีวู้ดยุคปัจจุบัน หนึ่งในนั้นก็คือ House of Gucci ของผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่องนี้นี่เอง โดย สก็อตต์ มีความคิดอยากทำหนังเรื่องนี้มานานแล้ว หลังจากเมื่อปี 2006 ภรรยาของเขา จิอานนีน่า สก็อตต์ ผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ได้จุดประกายให้เขาสนใจเรื่องราวของตระกูล กุชชี่ เป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคหลายประการนานเกือบ 20 ปี กว่าที่หนังจะกลายเป็นชิ้นเป็นอัน

“ภรรยาผมเป็นคนเจอเรื่องนี้ เธอเริ่มพัฒนามันจากหนังสือ The House of Gucci: A Sensational Story of Murder, Madness, Glamour, and Greed ซึ่งเราคิดว่ามีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย แต่หนังสือไม่ใช่บทหนัง ดังนั้นก็ต้องดัดแปลงหนังสือให้กลายเป็นบทหนังด้วย”

ขั้นตอนการดัดแปลงยาวนั้นนานกว่าที่เขาคิด จากที่เคยทาบทามซูเปอร์สตาร์อย่าง แอนเจลิน่า โจลี่ และ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มารับบท แพทริเซีย และ เมาริซิโอ แต่พอหนังเปิดกล้องไม่ได้เสียที สุดท้ายทั้งคู่ก็โบกมือลา

เวลาผ่านไปหลายปี โปรเจ็คนี้ก็เปลี่ยนมือไปอยู่กับลูกสาวของเขาเองอย่าง จอร์แดน สก็อตต์ และได้ตัว เพเนโลปี้ ครูซ มารับบทนำ แต่โปรเจ็คก็ยังไม่คืบหน้า สุดท้ายก็ส่งต่อไปให้ผู้กำกับอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นยังเคยมีชื่อของ หว่องกาไว ว่าสนใจกำกับด้วยซ้ำไป

แต่แล้วสุดท้าย สก็อตต์ ผู้พ่อที่คิวงานชุกมากๆ ก็หวนกลับมาทำ House of Gucci จนได้ และมันออกมาเป็นหนังความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเขายอมรับว่าค่อนข้างยาวทีเดียวเมื่อเทียบกับมาตรฐานของหนังในปัจจุบัน รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่อาจไม่ได้มีความใจจดใจจ่อกับการดูหนังได้ยาวเท่าในอดีตอีกแล้ว

House of Gucci เข้าฉายในปีเดียวกันกับ The Last Duel ผลงานกำกับอีกเรื่องของ สก็อตต์ ซึ่งเป็นหนังพีเรียดย้อนยุครวมดาราดังๆ อย่าง แมตต์ เดมอน, อดัม ไดรเวอร์, เบน อัฟเฟล็ค และ โจดี้ โคเมอร์ ที่แม้จะเป็นหนังดี ได้รับคำชื่นชมในวงกว้าง แต่กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงบนตารางหนังทำเงินที่อเมริกา

ยังดีว่า House of Gucci ไม่ถึงขั้นเจ๊งสนั่นขนาดนั้น และถึงหนังจะไม่ได้คำวิจารณ์ด้านบวกมากเท่า The Last Duel แต่เผลอๆ มันอาจเป็นหนังที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดของปี และมีบทบาทบนเวทีรางวัลมากกว่า The Last Duel ด้วยซ้ำไป


ทีมนักแสดงดี ผู้กำกับเบาใจ

หากใครติดตามผลงานของ ริดลี่ย์ สก้อตต์ มาตลอดจะพบว่า หนังของเขาทุกเรื่องไม่ว่าจะดีหรือแย่แค่ไหน จุดขายสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือต้องมีทีมนักแสดงเกรดเอมารับบทนำ

House of Gucci ก็เช่นกัน หลังจากชวด โจลี่ และ ลีโอฯ ไป สก็อตต์ ก็ยังสามารถคว้าตัวยอดฝีมือ 6 ราย ผู้เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาการแสดงมาหมดแล้ว แถมบางคนยังคว้ารางวัลมาครองด้วย ไม่ว่าจะเป็น อัล ปาชิโน, อดัม ไดรเวอร์, จาเร็ด เลโต้, เจเรมี่ ไอออนส์ และ ซัลม่า ฮาเย็ก

แม้กระทั่ง เลดี้ กาก้า ที่แม้จะมีชื่อเสียงด้านการร้องเพลงมากกว่า แต่ก่อนหน้านี้เธอเคยฝากผลงานการแสดงอันโดดเด่นในหนังดราม่า A Star is Born (2019) ของผู้กำกับ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าชิง

หากเลือกนักแสดงได้เหมาะสมตั้งแต่แรก ความกดดันต่างๆ ก็จะหายไปเกินครึ่งในวันถ่ายทำจริง ผมจะได้มีเวลาไปจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ แทน

สาเหตุที่ สก็อตต์ ชอบใช้งานนักแสดงมือหนึ่ง ก็เพราะนักแสดงที่เก่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กำกับไปได้เยอะ “ผมพบว่าตัวเองเป็นนักคัดเลือกนักแสดงที่เก่ง หากเลือกนักแสดงได้เหมาะสมตั้งแต่แรก ความกดดันต่างๆ ก็จะหายไปเกินครึ่งในวันถ่ายทำจริง ผมจะได้มีเวลาไปจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ แทน นักแสดงที่ดีจะช่วยผม เหมือนเป็นหุ้นส่วนที่เกื้อหนุนกัน ดังนั้นผมจึงต้องมั่นใจว่าได้เลือกนักแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมสามารถทำได้จริงๆ”

และผลของการได้นักแสดงชั้นยอดมารับบทนำ ก็ทำให้ House of Gucci ได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงจากสถาบันต่างๆ นำโดย SAG หรือสมาคมนักแสดง โดยทีมนักแสดงจาก House of Gucci ขึ้นมาเสียบเป็น 1 ใน 5 ผู้เข้าชิงรางวัลใหญ่สุดของงาน บ่งบอกไม่น้อยว่านักแสดงชุดนี้มีผลงานโดนใจเพื่อนร่วมวงการทีเดียว และหากอะไรๆ เป็นใจล่ะก็ เราอาจได้เห็นนักแสดงบางคนหลุดเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยก็เป็นได้


เลดี้ กาก้า กับการโอบรับความมืดมิดสู่จิตใจ

หากถามว่าใครคือลูกรักของฮอลลีวู้ดคนปัจจุบัน หลายคนน่าจะนึกถึงชื่อของ เลดี้ กาก้า เพราะถึงแม้ว่าเธอเพิ่งจะแสดงหนังมาไม่กี่เรื่อง แต่เธอก็ทุ่มเทสุดตัวเพื่อเข้าถึงตัวละครทุกเรื่องไป จนยากจะเชื่อว่าเธอมีประสบการณ์เพียงไม่กี่เรื่องจริงๆ เหรอ

สำหรับการแสดงใน House of Gucci เลดี้กาก้ากล่าวชื่นชมผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ที่ทำให้เธอได้ปล่อยของออกมาขนาดนี้ “ฉันชอบที่เขาเชื่อมั่นในตัวฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งและในฐานะนักแสดง เพื่อเล่าเรื่องที่ฉันคิดว่าเกิดขึ้นจริง เขาไว้ใจให้ฉันศึกษาเรื่องราวของ แพทริเซีย และสนับสนุนให้ฉันแสดงบทบาทนี้ออกมาอย่างที่เป็น…”

วิธีการที่ว่าของ กาก้า คือการแสดงแบบ Method Acting เธอแปลงโฉมตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าให้เหมือนกับ แพทริเซีย และไม่เพียงแค่รูปโฉมภายนอก แต่หัวใจของเธอยังกลายเป็นตัวละครนี้ เธอสวมวิญญาณ แพทริเซีย ตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีการถ่ายทำ และทำอย่างนั้นจนกระทั่งปิดกล้อง

อย่างไรก็ตาม กาก้า ยอมรับว่า วิธีนี้ลำบากไม่น้อย ยิ่งเธอต้องรับบทเป็นผู้หญิงที่มาพร้อมความดำมืดในจิตใจหลายประการ จนบางทีเธอก็รู้สึกว่า การถลำลึกเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก เพราะมันทำให้เธอลืมไปชั่วขณะว่า การเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างไร

  “ฉันไม่คิดว่านักแสดงจำเป็นต้องผลักดันตัวเองให้ไปถึงขีดสุดขนาดนั้น ฉันถามตัวเองตลอดเวลาเหมือนกันว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันเคยผ่านงานศิลปะสุดโต่งมามากตลอดอาชีพของฉัน แต่การเอาทั้งร่างกาย จิตใจ มาทุ่มให้กับงานนี้ มันเหมือนกับรวมเอาความโศกเศร้าทุกอย่างมาเก็บไว้ในช่องท้อง…และยิ่งฉันถลำลึกมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งยากที่จะทวงความเป็นตัวของตัวเองกลับมา” กาก้า ยอมรับ

แต่สิ่งที่น่าจะทำให้เธอหายเหนื่อย ก็คือการมีชื่อเข้าชิงรางวัลหลายสถาบัน อาทิ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมสายหนังดราม่าจากเวทีลูกโลกทองคำ และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีสมาคมนักแสดง และหากไม่พลิกโผเกินไป เป็นไปได้สูงว่าเธออาจได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกรางวัลแน่นอน


โลกอีกใบที่ อดัม ไดรเวอร์ ไม่คุ้นชิน

อดัม ไดรเวอร์ กลายเป็นนักแสดงที่งานชุกที่สุดในเวลานี้ มีผลงานตั้งแต่หนังอินดี้เล็กๆ ไปจนถึงบล็อคบัสเตอรืฟอร์มใหญ่ ความสามารถในการรับบทที่แตกต่างหลากหลายของเขาเข้าตาผู้กำกับวัย 84 ปี ถึงขั้นทาบทามให้เขามารับบทนำในหนัง 2 เรื่องของปี 2021 นั่นคือ The Last Duel และ House of Gucci

ไดรเวอร์ ชื่นชม ริดลี่ย์ สก็อตต์ มากๆ ในความแก่แต่เก๋า และการทำงานที่คิดมาแล้วอย่างดี เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนังและทุกคน “ผมโคตรจะรักเขาเลย เขาใช้กล้องไม่ต่ำกว่า 4 ตัวในการถ่ายหนึ่งครั้ง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังแสดงละครเวที เขาวาดสตอรี่บอร์ดเอง และการทำงานก็เป็นไปอย่างรวดเร็วมากๆ แต่สมาธิเขาไม่หลุดเลย และไม่พลาดเก็บรายละเอียดแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ด้วย”

บทของไดรเวอร์ ใน House of Gucci คือ เมาริซิโอ กุชชี่ ทายาทตระกูลแฟชั่นอันสูงส่ง ที่กลายเป็นหนึ่งในผู้ทำลายแบรนด์นี้ลงเกือบราบคาบ ไดรเวอร์ นิยาม เมาริซิโอ ไว้ว่าจริงๆ แล้วเขาคือเหยื่อของกาลเวลาคนหนึ่ง การรับบทนี้ก็ถือว่ายากพอสมควร เพราะเขาต้องเล่นเป็นตัวละครที่แตกต่างจากตัวเองโดยสิ้นเชิง

“ในบางแง่มุม House of Gucci เป็นหนังที่เล่นยากมากๆ ผมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกับ เมาริซิโอ กุชชี่ เลย เขาเป็นคนที่สูงสง่า แต่เขาหยิบฉวยสิ่งต่างๆ ที่มีค่า และผลักใสไล่ส่งมันออกไป จุดนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่น่าสนใจมากๆ ครับ”

ความยากในการสวมบท เมาริซิโอ นั้นถึงขนาดที่ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เลิกกอง ไดรเวอร์ ก็พร้อมจะสลัดตัวละครทิ้งทันที แตกต่างจากนักแสดงคนอื่นๆ ในกองอย่าง เลดี้ กาก้า หรือ จาเร็ด เลโต้ ที่ยอมให้ตัวละครกลืนกินร่างกายและจิตวิญญาณ

”หลังจากที่ต้องรับบทเป็น กุชชี่ 14 ชั่วโมงต่อวัน ผมนับเวลารอให้มันจบลงซะที พูดง่ายๆ ก็คือ เลิกงานเมื่อไหร่ ผมจะพอทันที ผมไม่ไปร่วมปาร์ตี้หลังปิดกล้องด้วย เพราะผมอยากเอาตัวละครนี้ออกไปจากระบบความคิดของผมให้เร็วที่สุด แล้วกลับบ้านพักผ่อน แค่นั้นเลยครับ” ไดรเวอร์ยอมรับ


คนละหมัดสองหมัด กุชชี่ vs ริดลี่ย์ สก็อตต์

ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง หรือในกรณีของ House of Gucci ที่ออกตัวว่า “ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง” ย่อมต้องมีคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวไม่พอใจเป็นธรรมดา

เริ่มจาก แพทริเซีย เร็จจิอานี่ อดีตภรรยาของ เมาริซิโอ เธอแสดงความไม่พอใจ เลดี้ กาก้า ที่แม้จะทำการบ้านเพื่อรับบทเป็นตัวเธอในหนังอย่างละเอียด แต่กลับไม่ยอมติดต่อมาพูดคุย ขอข้อมูลจากเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งแน่นอนว่า กาก้า ไม่ได้สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

แต่เรื่องนี้ถือว่าเล็กกระจ้อยร่อยไปเลยเมื่อเทียบกับข้อพิพาทที่ แพทริเซีย กุชชี่ ลูกสาวของ อัลโด กุชชี่ ออกมาฉะหนังเรื่องนี้ว่า สร้างภาพคนในตระกูลกุชชี่อย่างผิดมหันต์ หนังไม่ให้เกียรติคนที่มีตัวตนอยู่จริง และพวกเขาทุกคนไม่สมควรได้รับการจดจำในรูปแบบนี้

อัล ปาชิโน กับ อัลโด กุชชี่

แพทริเซีย ยังพุ่งเป้าไปที่การเลือก อัล ปาชิโน่ มารับบทเป็นพ่อของเธอ ว่าไม่เหมือน อัลโด ตัวจริงแม้แต่นิดเดียว การแต่งองค์ทรงเครื่อง ปาชิโน่ ให้ดูเป็นคนอ้วน เตี้ย ไม่หล่อเหลา ถือเป็นการดูหมิ่นพ่อของเธออย่างน่าเกลียดและหน้าไม่อาย ตระกูลของเธอจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของคนในตระกูลอย่างเต็มที่จากการบิดเบือนครั้งนี้

พอ ริดลี่ย์ สก็อตต์ รู้ถึงคำวิจารณ์ดังกล่าว ก็ไม่ขออยู่เฉยๆ ให้โดนฟาดเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังสวนกลับอย่างเผ็ดร้อน เริ่มจากการปกป้อง ปาชิโน่ จากคำวิจารณ์สาดเสียเทเสียก่อน

“การที่มีคนจากตระกูลนั้นเขียนจดหมายดูหมิ่นว่า อัล ปาชิโน่ ไม่ได้นำเสนอถึงความเป็น อัลโด กุชชี่ ในทางสรีระร่างกายแม้แต่นิดเดียว ผมขอพูดตรงๆ นะ คุณจะหาใครมาแสดงบทบาทนี้ได้ดีกว่า อัล ปาชิโน่ อีก? ขอโทษทีเหอะ คุณได้นักแสดงที่น่าจะเก่งที่สุดในโลกมารับบทพ่อของคุณ คุณควรจะรู้สึกว่าตัวเองโคตรโชคดีแล้วด้วยซ้ำ!”

เปาโล กุชชี่ ตัวจริง กับ ในหนัง (แสดงโดย จาเร็ด เลโต้)

อีกเป้าที่โดนวิพากษ์วิจารณ์หนักไม่แพ้กัน คือการสร้างภาพ เปาโล ที่รับบทโดย จาเร็ด เลโต้ ว่าน่าเกลียด อัปลักษณ์ และไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่ง สก็อตต์ เองก็ตอบโต้ว่า พวกเขานำเสนอข้อมูลออกมาตามหลักฐานเชิงประจักษ์ทุกประการ

            “ข้อมูลเกี่ยวกับตัว เปาโล มีไม่มากเท่าไหร่ แต่เราเจอรูปของเขา และถ่ายทอดตัวละครออกมาตามภาพนั้นเป๊ะๆ จาเร็ดสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับที่เปาโลใส่ เปาโลบนจอหนังไม่ได้พูดเยอะนัก แต่มันก็มาจากการตีความตามหลักฐานที่เรามี สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เขาเป็นคนที่ฉูดฉาดและเปี่ยมสีสันมากๆ…

            “เราถ่ายทอดสีสันอันฉูดฉาดของเปาโลออกมาอย่างดี เราให้ความสำคัญทุกประการ เพื่อระมัดระวังไม่ให้เรื่องราวในหนังออกมาเกินจริงไป แล้วมันกลายเป็นการดูหมิ่นเขาได้ยังไงไม่ทราบ?”

สงครามน้ำลายครั้งนี้ สรุปแล้วใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด? บางทีอาจต้องดู House of Gucci ก่อนถึงจะตัดสินได้ !

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก