SCREAM (2022) หวีดครั้งใหม่ ที่นรกยังรอคอย  

590

บทความโดย บารมี ขวัญเมือง

เรื่องราว 25 ปีหลังการฆาตกรรมโหดร้ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นในเมืองเงียบๆ ชื่อว่า วู้ดส์โบโร และปัจจุบันได้มีนักฆ่ารายใหม่ที่สวมหน้ากาก ไอ้หน้าผี (โกสต์เฟซ) ออกปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มวัยรุ่นเพื่อสานต่อตำนานบทใหม่ให้หวีดสุดขีดยิ่งกว่าเดิม


ย้อนความเดิมละเลงเลือด

โทรศัพท์ปริศนาชวนเล่นเกมทายปัญหาเกี่ยวกับภาพยนตร์สยองขวัญ, ฆาตกรโรคจิตภายใต้หน้ากากผียอดฮิตในวันฮาโลวีน, หญิงสาวโชคร้ายที่มาพร้อมกับความสวยและฉลาด และการห้ามสปอยล์ตอนจบอันลือลั่น ทำให้ Scream จากตอนแรกที่เป็นเพียงหนังนอกสายตา ถูกยกให้เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์สุดสยองที่คอหนังทั้งโลกไม่มีวันลืมมาตลอดระยะเวลา 25 ปี

ตัวหนังเล่าเรื่องผ่านตัวละคร ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ (เนฟ แคมป์เบลล์) ที่รู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของฆาตกรโรคจิตแห่งเมืองวู้ดส์โบโร่ และต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด โดยมี เกล เวธเทอร์ส (คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์) นักข่าวสาวที่หวังจะแจ้งเกิดด้วยเรื่องราวการฆาตกรรมแม่ของซิดนี่ย์เมื่อปีที่แล้วคอยติดตามอยู่ไม่ห่าง รวมถึง ดิวอี้ ไรลี่ย์ (เดวิด อาร์เคว็ตต์) ตำรวจมือใหม่ที่หลงเสน่ห์เกลจนถอนตัวไม่ขึ้น แล้วเมื่อมาถึงคืนงานปาร์ตี้ ฆาตกรตัวจริงก็เปิดเผยตัวว่าแท้จริงแล้วคือ แฟนหนุ่ม บิลลี่ ลูมิส (สกีต อูลริส) และ สตู มาเกอร์ (แมทธิว ลิลลาร์ด) เพื่อนซี้ของเธอที่ร่วมกระทำความโหดเหี้ยมเพราะอยากล้างแค้นที่แม่ของซิดนี่ย์อย่าง มัวรีน เพรสค็อตต์ (ลินน์ แม็กรี) ไปคบชู้กับพ่อของเขาจนทำให้แม่ทอดทิ้งไป ส่วนคนหลังก็ทำลงไปเพียงเพราะโดนเพื่อนรักปั่นหัวบวกกับความคลั่งไคล้ในหนังสยองขวัญ แต่สุดท้ายพวกเขาก็พลาดท่าโดนซิดนี่ย์เอาคืนได้สำเร็จ

ผ่านไปหนึ่งปี คดีฆาตกรรมวู้ดส์โบโร่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญสุดฮิตชื่อ Stab ทางด้านซิดนี่ย์กับ แรนดี้ มีกส์ (เจมี่ เคนเนดี้) เพื่อนคนบ้าหนังและหนึ่งในเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้ ก็พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มหาวิทยาลัยวินด์เซอร์ จนกระทั่งฆาตกรรายใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมลงมือสังหารเหยื่อเลียนแบบเหตุการณ์ที่วู้ดส์โบโร่ ซิดนี่ย์ต้องสูญเสียคนรอบตัวไปเป็นจำนวนมาก และฆาตกรตัวจริงก็เฉลยว่าเป็น คุณนายลูมิส (ลอรี่ เมตคาล์ฟ) แม่ของบิลลี่ที่มาล้างแค้นให้กับลูกชาย และว่าจ้าง มิกกี้ อัลเทียริ (ทิโมธี โอลิแฟนต์) นักเรียนหนังโรคจิตที่ยอมทำตามเพื่อแลกกับค่าเทอมแพงหูฉี่และหวังแจ้งเกิดให้ชื่อของเขาได้เป็นตัวละครในหนัง Stab ภาคต่อไป ซึ่งขณะที่คุณนายลูมิสจัดการเก็บมิกกี้ด้วยปืนในมือ ซิดนี่ย์ก็หาทางจัดการกับคุณนายลูมิส โดยได้รับความช่วยเหลือจาก คอตตอน เวรี่ (เลียฟ ชไรเบอร์) ชู้รักอีกคนของแม่ซิดนี่ย์ที่เธอเคยเชื่อว่าเขาคือฆาตกรที่ฆ่าแม่จนทำให้เจ้าตัวต้องติดคุกฟรี

เวลาผ่านไปสู่ช่วงไตรภาคสำคัญ ซิดนี่ย์เลือกใช้ชีวิตอย่างสงบและรับหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์แก่สตรีที่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่เมื่อคอตตอนถูกสังหารด้วยฆาตกรไอ้หน้าผีคนใหม่ ที่ครั้งนี้มันได้ทิ้งหลักฐานเป็นรูปของมัวรีนในช่วงวัยรุ่น และความลับอันดำมืดของผู้เป็นแม่ที่เคยเข้ามาตะกายดาวในฮอลลีวูด ซิดนี่ย์ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ทั้งหมดมันเริ่มต้นมาจาก โรมัน บริดเจอร์ (สก็อตต์ โฟลี่ย์) พี่ชายต่างพ่อที่เคียดแค้นในตัวมารดาที่ไม่ยอมรับในสายเลือดของเขา และสร้างแผนชักใยให้บิลลี่เริ่มแผนที่เขาวางไว้ด้วยการฆ่ามัวรีน แล้วในที่สุดการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างพี่น้องก็จบลงด้วยชัยชนะของซิดนี่ย์อีกครั้ง

มาจนถึงวันครบรอบ 15 ปี เหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่วู้ดส์โบโร่ ซิดนี่ย์ตัดสินใจเดินทางกลับมายังเมืองเกิดของเธอเพื่อโปรโมทหนังสือที่เล่าถึงประสบการณ์อันมืดหม่นและการหาทางออกจากมัน แต่โชคร้ายที่การมาของเธอทำให้ฆาตกรไอ้หน้าผีฟื้นคืนชีพเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของซิดนี่ย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ จิลล์ โรเบิร์ตส (เอ็มม่า โรเบิร์ตส) ลูกพี่ลูกน้องของซิดนี่ย์ และ ชาร์ลี วอล์กเกอร์ (รอรี่ คัลกิ้น) นักเรียนหัวหน้าชมรมภาพยนตร์ของโรงเรียนมัธยมวู้ดส์โบโร่ ทั้งคู่ร่วมมือกันเพื่อหวังอยากเป็นคนดังเหมือนกับซิดนี่ย์และเกือบจะทำสำเร็จ ซิดนี่ย์รอดตายมาได้และสามารถกำราบจิลล์ด้วยพลังเฮือกสุดท้าย จบสิ้นมหากาพย์ความซวยของซิดนี่ย์ที่ดำเนินยืดยาวมาเกือบ 2 ทศวรรษลงอย่างงดงาม


คืนชีพไอ้หน้าผี

หลังจากหนังสยองขวัญแนวไล่เชือด (Slasher) ได้เสื่อมมนต์ขลังลงเนื่องจากความซ้ำซากจำเจของพล็อต ก่อนจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพยนตร์สยองขวัญแนวอื่นๆ ที่เข้ามาครองตลาดและเหลือไว้เพียงตำนานที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งภาคต่อหรือรีบู๊ต ไม่ว่าจะเป็น Halloween (2018), Black Christmas (2019), Child’s Play (2019) หรือ Halloween Kills (2021) และแม้กระทั่งการพยายามใส่ความแปลกใหม่เข้าไปเท่าที่วงการฮอลลีวูดจะนึกออก จนกลายเป็นหนังไล่เชือดวนลูปเวลาเรื่อง Happy Death Day ทั้ง 2 ภาค (2017-2019), ไล่เชือดสลับร่าง Freaky (2020), ไตรภาคไล่เชือดที่ว่าด้วยคำสาปของเมืองที่กวาดคำชมท่วมท้นใน Fear Street (2021) หรือ There’s Someone Inside Your House (2021) ที่เป็นหนังไล่เชือดตีแผ่ปัญหาชีวิตวัยรุ่นยุคใหม่เข้าไป แต่ถึงอย่างไร ภาพรวมของหนังสยองไล่เชือดก็ถูกลดบทบาทลงให้เป็น ‘ตลาดเฉพาะกลุ่ม’ ที่พอจะมีลมหายใจให้สูดบางเป็นครั้งคราว ท่ามกลางหนังสยองขวัญแนวพลังเหนือธรรมชาติที่เป็นตลาดใหญ่สุดของหนังโซนนี้มาโดยตลอด

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปดูความสำเร็จของ Scream ที่ช่วยปลุกชีพหนังสยองขวัญแนวนี้ให้กลับมาอย่างองอาจอีกครั้งในช่วงยุค 90 มันเริ่มต้นมาจากเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจริงในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐฟลอริดา เมื่อปี 1990 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เดอะ เกนส์วิลล์ ริปเปอร์’ (The Gainesville ripper) ซึ่งมีการข่มขืนและฆ่าโหดเด็กนักเรียนหญิงรวมถึงเหยื่อผู้หญิงหลายราย พร้อมกับชำแหละและโพสท่าศพเอาไว้อย่างน่าสยดสยอง โดยมีชาวเมืองคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เมืองแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยถึงขั้นที่พวกเขาอยู่อาศัยกันโดยไม่จำเป็นต้องล็อคประตู (แม้ว่าความจริงจะมีร่องรอยการงัดแงะประตูห้องของเหยื่อก็ตาม)

เควิน วิลเลียมสัน นักเขียนเจ้าไอเดีย Scream

และนั่นก็จุดประกายให้ เควิน วิลเลี่ยมสัน นักเขียนไส้แห้งผู้โตมากับหนังสยองขวัญแนวนี้ เกิดไอเดียระหว่างที่ดูรายการทีวีเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมดังกล่าว แล้วฉุกใจคิดขึ้นมาว่าบ้านของเขาไม่ได้ปิดหน้าต่าง ! เขาได้นำเอาความหวาดระแวงที่ผุดขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ผนวกเข้ากับความคลั่งและโหดจากหนังหลายเรื่อง โดยตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวัยรุ่นที่ดูหนังสยองขวัญต้องมาเจอกับฆาตกรโรคจิตเข้าจริงๆ”

โดยแทนที่จะให้วัยรุ่นเป็นเหยื่ออันโอชะของฆาตกรโรคจิต เขากลับมองขาดว่า ถ้าพวกเด็กๆ เลือกหยิบเอาสูตรหรือกฎของหนังสยองขวัญที่คุ้นเคยกันดีมาเป็นความรู้เพื่อหนีเอาตัวรอด มันน่าจะสนุกน่าลุ้นกว่า จนกลายมาเป็นบทหนังที่มีชื่อว่า Scary Movie ซึ่งวิลเลี่ยมสันเขียนเสร็จภายในเวลาเพียง 3 วัน และยังมีเรื่องย่อหนังภาค 2 และ 3 รวมอยู่ในนั้นด้วยเพื่อให้มันเป็นไตรภาคตามที่เขาตั้งใจ

เวส คราเวน

และพอบทหนังถูกประมูลขายจนมาอยู่ในมือผู้กำกับอย่าง เวส คราเวน เจ้าของตำนานหนังสยองขวัญแห่งปีจากผลงานดังๆ เช่น The Last House on the Left (1972) หรือ A Nightmare on Elm Street (1984) ก็ทำให้แฟรนไชส์เรื่องนี้สามารถเดินทางข้ามเวลามาหลอกหลอนผู้ชมยุคปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัย รวมถึงยังเปลี่ยนภูมิทัศน์หนังแนวไล่เชือดที่ชัดเจนว่าใครคือคนร้าย ส่วนคนดูที่เคยได้แค่ลุ้นว่าใครจะตายเป็นคนต่อไป ก็เพิ่มความซับซ้อนบริหารสมองให้คิดต่อไปว่าใครกันแน่คือคนร้ายที่อยู่ใต้หน้ากาก (โดยเฉพาะความกล้าหักมุมตั้งแต่ 13 นาทีแรกของหนัง) และสร้างความสะเทือนขวัญขึ้นแท่นกลายเป็นหนังเฉือนเสียบสุดคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์

ทว่าไม่นานนัก (แค่ 10 ปีนับตั้งแต่ Scream 4) แฟรนไชส์หวีดสุดขีดก็ถึงเวลา(?) กลับมาอีกครั้งในภาค 5 พร้อมกับชื่อสั้นๆ คมๆ ไม่มีตัวเลขพ่วงตามด้วยว่า SCREAM แต่ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ โครงการหนัง Scream 5 และ Scream 6 จะเกิดขึ้นทันทีถ้าหากหนัง Scream 4 (2011) ประสบความสำเร็จ และแม้ว่าหนังจะได้รับเสียงชื่นชมมากกว่าภาค 3 นิดหน่อย แต่รายได้กลับสวนทางกันอย่างลิบลับ บวกกับกระแสนิยมของ Scream เวอร์ชั่นซีรีส์ที่ไม่ได้เปรี้ยงปร้างดังคาด แล้วไหนจะกรณี บริษัท ไวน์สตีน คอมปานี ผู้สร้างหนังประกาศปิดตัวเพราะเรื่องอื้อฉาวล่วงละเมิดทางเพศสะเทือนวงการของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน และต่อมาก็มีข่าวลือว่าทีม บลัมเฮาส์ โปรดักชั่น สตูดิโอนักสร้างหนังสยองขวัญระดับโลกที่นำโดย เจสัน บลัม แสดงความสนใจที่จะคืนชีพหนังชุดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่เคยได้เกิดขึ้น และท้ายที่สุดในปี 2019 ลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์ Scream ก็ตกไปอยู่ในมือของบริษัท สปายกลาส มีเดีย กรุ๊ป ที่ได้ชุบชีวิตให้กับโปรเจกต์ Scream ภาคใหม่ที่เข้าฉายทั่วโลกในปี 2022 ซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 25 ปีของหนัง Scream ภาคแรกในปี 1996 ด้วยฝืมือของกลุ่มนักสร้างหนังสยองคลื่นลูกใหม่ชื่อ Radio Silence ที่เคยสร้างชื่อไว้กับหนังเกมพร้อมตาย Ready or Not (2019) หนึ่งในหนังสยองขวัญยอดเยี่ยมประจำปี 2019 พวกเขาก็คือ แมตต์ เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ ไทเลอร์ กิลเล็ตต์

แมตต์ เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ ไทเลอร์ กิลเล็ตต์ สองคู่หูผู้กำกับ

“พวกเราไม่อยากจะบอกว่าตัวเองเป็นแฟนบอยนักหรอก แต่ความจริงก็คือ ผมคลั่งมันหนักเลยล่ะ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ผมตกปากรับคำทำ Scream ร่วมกับคู่หู (กิลเล็ตต์) มันคือโอกาสทองที่จะได้สร้างภาพยนตร์ที่ผมรักและรู้จักเป็นอย่างดี เพราะทุกคนล้วนเติบโตมากับภาพยนตร์ของ เวส คราเวน เขาคือ 1 ใน 5 ผู้กำกับที่เราชื่นชอบมากที่สุด สิ่งที่เขาสร้างสรรค์มันขึ้นมาให้กับวงการ มันก็เหมือนเข้ามาอยู่ในดีเอ็นเอของเราด้วย ซึ่งมีผู้กำกับเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า เรารักทุกสิ่งที่เขาทำครับ” เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน กล่าว

ถึงแม้การรับช่วงต่อแฟรนไชส์จากผู้กำกับหนังสยองขวัญระดับปรมาจารย์นั้นจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สมาชิกของ Radio Silence ก็อธิบายว่า อิทธิพลของ เวส คราเวน ที่กุมบังเหียนหนังชุดนี้มาตลอดจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังภาคใหม่ “มันเป็นความปรารถนาลึกๆ ส่วนตัวของผมเลยครับ ผมอยากย้อนกลับไปหาอารมณ์เดิมๆ แบบที่คราเวนเคยทำไว้ในหนังภาคแรก ซึ่งเป็นการทำหนังที่ผมคลั่งไคล้แต่ไม่รู้จะอธิบายมันยังไงดี ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยรุ่น ความรู้สึกที่มีต่อ Scream คือหนังที่เจ๋งมากๆ เป็นหนังที่ทั้งสยองทั้งสนุกภายใต้บทภาพยนตร์ที่แสนชาญฉลาดของวิลเลี่ยมสัน แต่ครั้งนี้ผมต้องถามตัวเองก่อนว่า หลังจากยุคของคราเวนผ่านพ้นไปแล้ว มั่นใจได้แค่ไหนว่าจะสร้างหนังภาคใหม่ที่ไม่ใช่เขากำกับ และต้องฝากความทรงจำเลวร้ายเหมือนกับที่เขาเคยทำไว้ให้อยู่ในนั้นด้วยครับ”

ซึ่งความตั้งใจของ เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ คือการย้อนกลับไปหาคอนเซปต์เดิมของหนังภาคแรก แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่ไม่ได้เดินตามรอยต้นฉบับเสียทีเดียว นั่นคือบรรดาตัวละครวัยรุ่นหน้าใหม่ที่พาเหรดกันเข้ามาให้ถูกเชือด ซึ่งจะมีความหลากหลายในตัวเองมากขึ้น “คุณไม่มีวันเทียบกับ เนฟ แคมป์เบลล์ หรือ คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์ ได้ แล้วทำไมเราต้องเดินตามรอยเขาด้วยล่ะ” เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน เผยถึงคอนเซปต์ของตัวละครในหนังภาคใหม่ “ผมสนใจในการจับเอาตัวละครที่หลากหลายมารวมไว้ด้วยกัน วางพวกเขาอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นและใช้ความสามารถที่มีอยู่ในการเอาตัวรอด เราต้องทำในสิ่งที่ผู้ชมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เห็น ในที่นี้คือนักแสดงที่มีฝีมือ มีความเปิดกว้างเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศทั้งผู้ที่มีรสนิยมชื่นชอบเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน โดยไม่ต้องผูกติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ เหมือนหนังสยองขวัญยุคก่อน เพราะหนังชุด Scream มันก้าวหน้ามาไกลกว่านั้นมาก และเมื่อพวกเขามาอยู่ในหนังภาคนี้เมื่อไหร่ เราก็จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ในแฟรนไชส์นี้แน่นอน ซึ่งมันจะเปิดโอกาสในสิ่งที่คราเวนเคยเริ่มไว้”

เราต้องทำในสิ่งที่ผู้ชมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เห็น ในที่นี้คือนักแสดงที่มีฝีมือ มีความเปิดกว้างเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศทั้งผู้ที่มีรสนิยมชื่นชอบเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน โดยไม่ต้องผูกติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ เหมือนหนังสยองขวัญยุคก่อน

นอกจากทีมผู้สร้างรายใหม่และนักแสดงเลือดใหม่ (เมลิสซ่า เบอร์เรร่า, เจนนี่ ออร์เทก้า, แจ็ก เควด, ดีแลน มินเนตต์, เมสัน กู๊ดดิ่ง, จัสมิน ซาวอย บราวน์, ไมกี้ เมดิสัน, โซเนีย เบน แอมเมอร์ และ ไคล์ กอลเนอร์) สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ นักแสดงชุดเดิมที่เป็นหน้าตาและหัวใจหลักของแฟรนไชส์นี้ที่ต้องกลับมาด้วย ทั้ง เนฟ แคมป์เบลล์ (ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์), คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์ (เกล เวธเทอร์ส) และเดวิด อาร์เคว็ตต์ (ดิวอี้ ไรลี่ย์) ซึ่งพวกเขายังไม่เคยสลัดภาพออกจากตัวละครเหล่านี้ไปได้ตลอด 25 ปีเต็ม รวมถึง เควิน วิลเลี่ยมสัน ผู้ให้กำเนิดหนังชุดนี้ตัวจริงที่เข้ามารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ และมอบหมายงานเขียนบทภาพยนตร์ให้กับ เจมส์ แวนเดอร์บิลต์ จากหนังสืบสวน-ตามล่าฆาตกรจักรราศีเรื่องเยี่ยมของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง Zodiac (2007) แทน

“สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งในการเป็นโปรดิวเซอร์ คือการหาผู้กำกับที่สามารถนำเสนอหนังไปในทิศทางที่ถูกที่ควร มันไม่ใช่แค่การรู้ว่าผู้กำกับคนนี้ทำงานได้ดีหรือทำหนังให้ประสบความสำเร็จได้ แต่เขาต้องรักแนวทางของหนังเรื่องนั้นอย่างเข้ากระดูก ซึ่งนอกจาก เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ จะมีแนวทางเดียวกับผมแล้ว เขายังเปี่ยมด้วยเซ้นส์ทางศิลปะชั้นเยี่ยม และตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ทำ Scream ออกมาในแบบที่แฟนพันธุ์แท้อย่างพวกเขานั้นอยากเห็น เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ มีภาพทั้งหมดอยู่ในหัวตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ คิดดูซิ จะมีใครเข้าใจและรักความเป็น Scream มากไปกว่าแฟนคลับของหนังเองล่ะ จริงไหม” วิลเลี่ยมสันเผย

เราได้เรียนรู้อะไรมากมายตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไปมาก ทั้งอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้กลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญ… และเข้ามาเติมเต็มความฝันของแฟน Scream ทุกคน

ส่วนอาร์เคว็ตต์ก็ช่วยสำทับว่า ทั้ง เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ คือตัวเลือกสุดเพอร์เฟกต์ “มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ Scream ภาคใหม่ถูกสร้างขึ้นและสานต่อตำนานที่แฟรนไชส์เรื่องนี้ทำไว้ เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไปมาก ทั้งอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้กลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญให้กับแง่มุมของ เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ เข้ามาเติมเต็มความฝันของแฟน Scream ทุกคน รวมถึงแฟนๆ ของเวสด้วย แถมมันก็ออกมาเวิร์คมากๆ และช่วยยกระดับให้แก่หนังได้ ซึ่งผมหวังว่าคนดูจะชอบมันครับ”

Scream เริ่มถ่ายทำในเมืองวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา ตอนช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020 ก่อนจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หนังต้องย้ายมาถ่ายทำตอนเดือนกันยายนปีเดียวกัน และยังได้รับเงินสมทบทุนกว่า 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสำนักงานภาพยนตร์นอร์ธแคโรไลนาด้วย แต่อะไรก็ยังไม่เท่าการเก็บงำความลับของหนังที่ถูกยกระดับไปอีกขั้น โดยมีรายงานว่าหนังถูกถ่ายทำพร้อมบทภาพยนตร์หลายเวอร์ชั่น รวมถึงตัดต่อออกมาหลายแบบ แม้แต่นักแสดงทุกคนในเรื่องก็ยังไม่ทราบตอนจบจริงๆ และพีกกว่าเดิมด้วยการตัด 10 นาทีสุดท้ายออกจากภาพยนตร์รอบทดลองฉาย เพื่อสร้างความสับสนให้กับแฟนๆ จนไม่อาจสปอยล์เนื้อหาที่แท้จริงของหนังได้ และป้องกันข้อมูลรั่วไหลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยกับตอน Scream 2 (1998) ที่บทของวิลเลี่ยมสันถูกปล่อยออกมาทางออนไลน์จนทีมงานต้องหาทางเปลี่ยนตอนจบของหนังใหม่ในช่วงสุดท้ายของการถ่ายทำ


ตัวละครหวีดดั้งเดิม

ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ (รับบทโดย เนฟ แคมป์เบลล์)

เหยื่อหนึ่งเดียวของแฟรนไชส์หนังชุดนี้ที่เอาตัวรอดมาได้ทุกภาค เผชิญมาหมดแล้วทุกปัญหาหรือเหตุผลในการโดนฆ่าที่ล้วนมาจากคนรอบตัวผู้เป็นแม่ (ตัวสร้างเรื่องทั้งหมด) ของเธอเอง ซึ่งหลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ในหนังภาค 4 ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจอยู่ให้ห่างจากเมืองวู้ดส์โบโร่และแต่งงานสร้างครอบครัวกับมาร์ก (หรือ ‘มาร์ก กินเคด’ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก Scream 3) พวกเขามีลูกด้วยกันและเธอกลายมาเป็นคุณแม่เต็มตัว แต่ชีวิตที่เหมือนจะดีก็มีอันสะดุด เมื่อซิดนี่ย์ได้รับโทรศัพท์จากดิวอี้ที่โทรมาแจ้งเหตุร้ายครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น เขาเตือนเธอให้อยู่ห่างจากเรื่องนี้และซิดนี่ย์ก็ยินยอมทำตาม แต่สุดท้ายด้วยความอำมหิตของไอ้หน้าผี เธอเลยต้องสวมวิญญาณเป็นซิดนี่ย์คนเดิมและหวนคืนสู่เมืองวู้ดส์โบโร่อีกครั้ง

 

เกล เวธเทอร์ส (รับบทโดย คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์)

นักข่าวฝีปากกล้าและเพื่อนสาวคนสนิทที่ผจญมรสุมสุดโหดต่างๆ มากับซิดนี่ย์ในหนังทุกภาค เธอย้ายไปอยู่นิวยอร์กหลังจากหย่าร้างกับดิวอี้เพื่อทำรายการข่าวภาคเช้าที่เธอใฝ่ฝันและหยุดพักงานเขียนหนังสือเล่มใหม่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนเมื่อการฆาตกรรมวู้ดส์โบโร่เกิดขึ้นอีกครั้ง และเป็นดิวอี้ที่ส่งข้อความไปแจ้งเรื่องนี้ให้เธอรู้ เกลจึงยอมลางานและกลับมายังวู้ดส์โบโร่ เพื่อร่วมมือกับเพื่อนรัก ปิดฉากฆาตกรรมครั้งใหม่ของวู้ดส์โบโร่ลงอีกครั้ง

 

ดิวอี้ ไรลี่ย์ (รับบทโดย เดวิด อาร์เคว็ตต์)

อดีตนายอำเภอประจำเมืองวู้ดส์โบโร่ที่ผูกพันกับซิดนี่ย์มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะลงเอยด้วยการหย่าร้างกับเกล แต่เขาก็ยังคงรักเธอและเป็นแฟนตัวยงของรายการที่เกลทำอยู่ในนิวยอร์ก ดิวอี้เลือกใช้ชีวิตอย่างสันโดษในลานจอดรถพ่วงของเมืองวู้ดส์โบโร่ และเมื่อฆาตกรไอ้หน้าผีกลับมา ดิวอี้ก็ตัดสินใจขอร่วมเอี่ยวในแผนการครั้งนี้


ตัวละครหวีดรายใหม่

แซม คาร์เพนเตอร์ (รับบทโดย เมลิสซ่า เบอร์เรร่า)

ตัวละครนำของหนังภาคนี้ เธอคือลูกสาวของ ‘บิลลี่ ลูมิส’ ฆาตกรในหนังภาคแรก ที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้านตอนอายุ 13 ปี และหันเหเข้าสู่วงการยาเสพติดหลังจากทราบว่าพ่อที่แท้จริงของเธอคือใคร จนในที่สุดแซมก็พาตัวเองไปจากเมืองวู้ดส์โบโร่พร้อมกับอดีตที่คอยตามหลอกหลอน กระทั่งหลายปีต่อมา ฝันร้ายนั้นก็เรียกแซมให้กลับมายังเมืองเกิดอีกครั้ง เพื่ออยู่เคียงข้างน้องสาวและต้องเผชิญกับการถูกใส่ความว่าเธออาจจะเป็นฆาตกรไอ้หน้าผีคนใหม่ที่ได้รับเชื้อชั่วมาจากพ่อแท้ๆ ของตัวเอง

 

ทาร่า คาร์เพนเตอร์ (รับบทโดย เจนนี่ ออร์เทก้า)

น้องสาวต่างพ่อของแซมที่ถูกฆาตกรไอ้หน้าผีเข้าจู่โจมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด (ทาร่าคือเหยื่อคนแรกของหนังชุดนี้ที่รอดชีวิตในฉากเปิดเรื่อง) เธอเคยใจสลายเมื่อตอนที่พี่สาวและพ่อทอดทิ้งไปเมื่อครั้งยังเด็กหลังจากที่รู้ความจริงเกี่ยวกับครอบครัว แต่แล้วประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดก็เปลี่ยนให้ทาร่ากลายเป็นคนใหม่ที่มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นก็นำพาให้ทาร่าได้เจอกับพี่สาวที่พลัดพรากกันไปนาน เช่นเดียวกับไอ้หน้าผีที่ยังคอยวนเวียนอยู่รอบตัวไม่ให้ทาร่ารอดไปแบบมีลมหายใจ

 

ริชชี่ เคิร์ช (รับบทโดย แจ็ก เควด)

แฟนหนุ่มผู้แสนดีของแซมที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอมาตั้งแต่ความจริงเรื่องพ่อถูกเปิดเผย และเขาก็ยังเป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์สยองขวัญชุด Stab ที่สร้างจากการฆาตกรรมจริงของเมืองวู้ดส์โบโร่ นั่นทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่เหตุการณ์ในอดีตอันโด่งดังเกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง แต่ริชชี่ก็ต้องเก็บอาการแฟนบอยของตัวเองไว้เพื่อคอยช่วยพิทักษ์แซมให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของไอ้หน้าผี หรือไม่แน่ก็เขานี่แหละที่อาจจะเป็นฆาตกรตัวจริง?

 

เวส ฮิกส์ (รับบทโดย ดีแลน มินเนตต์)

ลูกชายของเจ้าหน้าที่ จูดี้ ฮิกส์ และเป็นเพื่อนสนิทของทาร่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ไอ้หน้าผีบุกฆ่าทาร่าถึงในบ้านจนปางตาย เวสคือคนที่พยายามติดต่อแซมให้กลับมายังเมืองวู้ดส์โบโร่เพื่อดูแลน้องสาว แต่โชคไม่ดีนักที่การมาของแซมกลับยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม รวมถึงต่อชีวิตของเวสด้วย

 

แชด มีกส์-มาร์ติน (รับบทโดย เมสัน กู๊ดดิ่ง)

หลานชายของ ‘แรนดี้ มีกส์’ เพื่อนสนิทผู้บ้าหนังของซิดนี่ย์ ที่ถูกฆ่าด้วยฝีมือของแม่ บิลลี่ ลูมิส ในหนังภาค 2 เขาถูกตำรวจสงสัยว่าอาจเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายทาร่าในบ้านของเธอ เนื่องด้วยรอยฟกช้ำที่ปรากฏตามตัว ซึ่งแท้จริงแล้วมันเกิดจากการต่อสู้กับคนรักเก่าของแฟนสาว แม้ภายนอกแชดจะดูเป็นคนเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่ลึกๆ เขาคือคนขี้ระแวงที่มักจะหลุดความลับออกมาง่ายๆ และนั่นก็เป็นจุดน่าสังเกตที่ฆาตกรมือใหม่อาจเป็นเขาก็ได้

 

มินดี้ มีกส์-มาร์ติน (รับบทโดย จัสมิน ซาวอย บราวน์)

น้องสาวฝาแฝดของแชด และเป็นคนสุดเนิร์ดไม่ต่างจากลุงแรนดี้ผู้ล่วงลับของเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าความเป็นของคนบ้าหนังนั้นจะช่วยให้มินดี้ปะติดปะติดเรื่องราวและแผนการต่างๆ ของฆาตกรได้ ว่าความจริงแล้วมันกำลังพยายามสร้าง “บทใหม่” ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Stab 8 เพื่อเอาใจเหล่าแฟนด้อมที่ล้วนผิดหวังกับหนังภาคล่าสุดด้วยการโยงตัวละครใหม่กับตัวละครดั้งเดิมให้มาเจอกัน แถมการเป็นคนรู้กฎของหนังสยองขวัญร่วมสมัย ก็ยิ่งทำให้มินดี้ถือไพ่สูสีกับไอ้หน้าผีคนใหม่แห่งวู้ดส์โบโร่ได้มากกว่าใครเพื่อน

 

แอมเบอร์ ฟรีแมน (รับบทโดย ไมกี้ เมดิสัน)

แฟนสาวของทาร่า เธอคือเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมายังเมืองวู้ดส์โบโร่ และอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าของ ‘สตู มาเกอร์’ (บ้านเลขที่ 261 ซอยเทอร์เนอร์) หนึ่งในฆาตกรที่ร่วมกันสังหารเหยื่อกับบิลลี่จากหนังภาคแรก ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของคดีฆาตกรรมวูดส์โบโร่สุดสะเทือนขวัญในอดีต แอมเบอร์เป็นวัยรุ่นที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เธอก็ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง Stab แถมยังหมกหมุ่นกับมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หรือไม่แน่ว่าหลังจากคืนสยองนั้น มันอาจจะทำให้แอมเบอร์ได้ลิ้มรสถึงความจริงที่เกิดขึ้นในหนัง Stab และเปลี่ยนเธอจากเหยื่อให้กลายเป็นฆาตกรไอ้หน้าผีขึ้นมาแทน?

 

ลิฟ แมกเคนซี่ย์ (รับบทโดย โซเนีย เบน แอมเมอร์)

แฟนสาวสุดเซ็กซี่ของแชด ซึ่งถูกเตือนจากเจ้าหน้าที่จูดี้ว่า การเล่นแอป FindMyFam ของเธอกับแฟนหนุ่มนั้นเสี่ยงที่จะถูกฆาตกรไอ้หน้าผีติดตามได้ง่าย ไหนจะการโดนตามราวีจากแฟนเก่าที่ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับแชดที่เริ่มระแวงว่าเธออาจจะเป็นฆาตกรตัวจริงก็ดูท่าจะแย่ลงเรื่อยๆ แต่ลิฟก็ตั้งใจพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่ และพยายามนำเสนอว่าตนนั้นฉลาดกว่าที่ทุกคนคิด


ตัวละครที่ขาดไม่ได้

โกสต์เฟซ หรือ ไอ้หน้าผี (ให้เสียงโดย โรเจอร์ แอล. แจ็กสัน)

ฆาตกรสวมหน้ากากผีที่มีความรู้เรื่องหนังสยองขวัญเต็มคลัง และชอบเล่นสนุกทายปัญหากับเหยื่อ ไปจนถึงวางแผนหลอกล่อให้เหยื่อติดกับได้อย่างแม่นยำ เขามีความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วไม่ลังเลราวกับผีจริงๆ และในบางครั้งก็มีผู้ช่วยคอยไล่เชือดเหยื่อได้ทันท่วงที ด้วยอาวุธคือมีดปลายแหลมขนาดเหมาะมือ แถมยังมีลูกเล่นที่ต้องมีตลอด คือเครื่องเปลี่ยนเสียงเพื่อใช้หลอกล่อคนดูมาตลอดทุกภาค ซึ่งตัวจริงของเขาหรือเธอนั้นสุดท้ายแล้วก็เป็นคนที่ตัวละครในเรื่องทุกคนรู้จักเสมอ


แถม ตัวละครที่ได้กลับมา

จูดี้ ฮิกส์ (รับบทโดย มาร์ลีย์ เชลตัน)

นายอำเภอหญิงประจำเมืองวู้ดส์โบโร่ที่มารับช่วงต่อจากดิวอี้ที่เกษียณตัวเองไปในปี 2011 (หลังเหตุการณ์ใน Scream 4) จูดี้รู้สึกไม่พอใจที่แซมกลับมายังวู้ดส์โบโร่ เพราะในอดีตเธอต้องคอยจัดการกับแซมตอนเป็นวัยรุ่นเหลวแหลกหลังจากได้รู้ว่าใครคือพ่อที่แท้จริง แล้วเมื่อการโจมตีเริ่มขึ้นอีกครั้ง จูดี้ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายของเธอและเพื่อนๆ ของเขาเหล่านั้นต้องปลอดภัย


ตัวละครที่อาจจะได้กลับมา

บิลลี่ ลูมิส (รับบทโดย สกีต อูลริช)

แฟนหนุ่มสมัยมัธยมของซิดนี่ย์ ที่เปิดเผยตัวว่าเขานี่แหละคือคนฆ่าแม่ของเธอ ซึ่งในภาคนี้บิลลี่ก็ยังมีสายเลือดที่เกิดขึ้นจากความคึกคะนองช่วงวัยรุ่นกับหญิงสาวลึกลับคนหนึ่ง นั่นคือแซมผู้เป็นลูกสาว และเป็นเพราะบิลลี่นี่เองที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องสูญสลายมานับแต่นั้น ฉะนั้นไม่แน่ว่าพ่อคนนี้อาจจะกลับมาในรูปแบบของฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนแซมแบบตัวเป็นๆ

สตู มาเกอร์ (รับบทโดย แมทธิว ลิลลาร์ด)

เพื่อนสนิทของบิลลี่ที่เป็นคนหัวอ่อน และโดนหลอกล่อให้ร่วมแผนฆาตกรรมแม่ของซิดนี่ย์และอีกหลายชีวิตในหนังภาคแรก ซึ่งแฟนๆ สันนิษฐานกันว่าแท้จริงแล้วสตูอาจจะยังไม่ตาย เพราะอย่างที่เห็น เขาโดนซิดนี่ย์ผลักโทรทัศน์ลงใส่หน้า และนั่นก็มีโอกาสมากพอที่สตูจะรอดชีวิตมาได้ แต่จะจริงหรือไม่นั้นก็ต้องไปรอชมกันเอาเอง

 

มาร์ก กินเคด (รับบทโดย แพทริก เดมป์ซีย์)

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมือง ลอส แองเจลิส ที่มีส่วนสำคัญในการสืบหาตัวฆาตกรที่สังหารนักแสดงและทีมงานภาพยนตร์เรื่องดังที่สร้างเรื่องจริงของคดีฆาตกรรมในเมืองวู้ดส์โบ่โร่เรื่อง Stab 3 มาร์กได้รับบาดเจ็บขณะต่อสู้กับโรมันจนเกือบเอาตัวไม่รอดในช่วงท้ายเรื่อง แต่ด้วยความเป็นพระเอกที่ถูกสร้างมาเพื่อคู่กันกับซิดนี่ย์ ก็ทำให้เขาได้ลงเอยกับเธอและแต่งงานสร้างขีวิตครอบครัวด้วยกัน ซึ่งแฟนๆ อาจจะมีหวังได้เห็นมาร์กกลับมารับเชิญในหนังภาคนี้ด้วยก็เป็นได้

 

เคอร์บี้ รีด (รับบทโดย เฮย์เดน แพเนตเทียร์)

นักเรียนมัธยมที่ปรากฏตัวครั้งแรกในหนัง Scream 4 เธอคือผู้รอบรู้เรื่องภาพยนตร์และสามารถเอาชนะคำถามสุดหินของฆาตกรไอ้หน้าผีได้สำเร็จ แต่กลับโดนโกงพลิกเกมถูกเชือดเสียแทน และในภาคนี้คนดูจะได้รับรู้ถึงชะตากรรมของเธอว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลังจากเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญในครั้งนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน


อุทิศแด่ตำนาน

จักรวาลของ Scream ขยับขยายมาจนถึงภาค 4 ในปี 2011 ที่ยังมีแฟนคลับติดตามอย่างเหนียวแน่น ก่อนที่ เวส คราเวน จะเสียชีวิตด้วยมะเร็งสมองในวัย 76 ปีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมปี 2015 ปิดตำนานสุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญอีกคนหนึ่งของโลกไปตลอดกาล ซึ่งตัวเขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกภาพยนตร์แนวเชือด จากการเขียนบทและกำกับ A Nightmare on Elm Street ภาคแรกในปี 1984 ซึ่งให้กำเนิดตัวละครปิศาจฝันร้ายอย่าง เฟรดดี ครูเกอร์ และดึง จอห์นนี เดปป์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังซึ่งสมัยนั้นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาร่วมแสดง ขณะที่ผลงานในปัจจุบัน เขาเซ็นสัญญาร่วมผลิตซีรีส์ละครโทรทัศน์หลายเรื่อง รวมทั้ง Scream และมีผลงานนิยายสยองขวัญอีกหลายเรื่องด้วยกัน คราเวนเองยังเคยกล่าวว่า หนังตระกูล American Horror Films เป็นผลงานที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิด American Dream ที่พยายามทำให้ผู้คนเชื่อว่าสังคมเต็มไปด้วยสิ่งที่ดีงาม เพราะความเป็นจริงแล้วยังมีคนไม่น้อยที่มองว่า สิ่งที่ก่อเกิดสังคมของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความโหดร้าย

ทั้งนี้ หลังจากครอบครัวของคราเวนประกาศการเสียชีวิตของเขา ดารานักแสดงจำนวนมากได้ออกมาแสดงความอาลัยบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์ หนึ่งในตัวเอกหญิงของแฟรนไชส์นี้ที่ได้โพสต์คำไว้อาลัยว่า “วันนี้โลกได้สูญเสียชายผู้ยิ่งใหญ่, เพื่อนและครูของฉัน เวส คราเวน” เช่นเดียวกันกับ โรส แม็กโกแวน ซึ่งร่วมแสดงใน Scream ภาคแรกก็ได้โพสต์ข้อความว่า “ขอขอบคุณสำหรับการเป็นชายผู้ใจดีที่สุด, เป็นสุภาพบุรุษที่สุด และหนึ่งในชายที่ฉลาดที่สุดที่ฉันรู้จัก ได้โปรดขอให้มีการหักมุมด้วยเถิด”

คราเวนเองยังเคยกล่าวว่า หนังตระกูล American Horror Films เป็นผลงานที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิด American Dream ที่พยายามทำให้ผู้คนเชื่อว่าสังคมเต็มไปด้วยสิ่งที่ดีงาม

การอำลาบทบาทผู้กำกับของคราเวนด้วย Scream 4 เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายนั้น กลายเป็นการส่งไม้ต่ออย่างไม่ตั้งใจให้กับคู่หูผู้กำกับดาวรุ่ง เบ็ตติเนลลิ-โอลปิน และ กิลเล็ตต์ ได้โชว์ฝีมือเพื่อแสดงความเทิดทูนต่อคราเวนอย่างสุดหัวใจ “เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในงานทั้งหมดของ เวส คราเวน คือข้อพิสูจน์ว่าเราสามารถทำในสิ่งที่เราอยากจะทำได้ และเต็มที่กับมันโดยไม่ยอมให้อุปสรรคะไรมาขวางกั้น รวมถึงการผลักดันผลงานของตนไปข้างหน้าและสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการ ดังนั้น พอได้มาทำ Scream ผมจึงคิดเสมอว่าเราต้องไม่ทำให้เวสผิดหวัง เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของผมกับกิลเล็ตต์ คือการแสดงความเคารพรัก 100 เปอร์เซนต์ต่อปรมาจารย์ท่านนี้ครับ”

ทางด้านโปรดิวเซอร์วิลเลี่ยมสันก็ขอทิ้งท้ายว่า ตอนจบของหนังภาคนี้จะปรากฏข้อความ For Wes พร้อมกับได้ยินเสียงนกร้องเบาๆ แทรกเข้ามา เพราะตัวจริงของคราเวนนั้น เขาเป็นนักดูนกตัวยงและมีความกระตือรือร้นในการทำงานตลอดเวลา “แฟรนไชส์หนังที่เริ่มต้นเมื่อเกือบจะ 25 ปีที่แล้วตอนที่ผมเขียนหนังเรื่องนี้ และ เวส คราเวน ได้ทำให้มีชีวิตขึ้นมา ผมคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะสร้างแรงบันดาลใจและมีแฟนๆ มากมายถึงเพียงนี้ ผมตื่นเต้นเสมอที่ได้กลับไปเมืองวู้ดส์โบโร่ และได้กรีดร้องอีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าเวสก็คงจะอยู่บนฟ้าและมองลงมาด้วยความภูมิใจกับหนังเรื่องนี้เช่นกัน”


เกร็ดเชือด

– เป็น Scream ภาคแรกที่ตัวละครนำไม่ใช่ ซิดนี่ย์ เพรสค็อตต์ ของ เนฟ แคมป์เบลล์ แต่เป็นตัวละครใหม่ชื่อ แซม คาร์เพนเตอร์ ของ เมลิสซ่า เบอร์เรร่า แทน รวมถึงแรงจูงใจของฆาตกรก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปมชีวิตของซิดนี่ย์อีกต่อไป

– หนึ่งในวิดีโอโปรโมตของหนังภาคนี้ีที่มีชื่อว่า Scream: Return to Woodsboro อ้างอิงถึงหนังสมมุติเรื่อง Stab 3: Return to Woodsboro ที่เป็นฉากหลังสำคัญของภาพยนตร์ Scream 3 ในปี 2000

– ความจริงที่ว่า ตัวละคร ดิวอี้ ไม่เคยพูดถึงน้องสาวที่ชื่อ ทาทั่ม (โรส แม็กโกเวน) นั้นถูกแฟนหนังวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด และมันทำให้เธอเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในหนังชุดนี้ แต่ใน Scream ภาคใหม่ เราจะได้เห็นโกศที่เก็บเศษขี้เถ้าและกระดูกของเธอปรากฏอยู่ในบ้านของดิวอี้ด้วย

– นักแสดงหญิงดาวรุ่ง เมลิสซ่า เบอร์เรร่า (แซม) ถึงกับปล่อยโฮทันทีหลังสั่งคัตในวันแรกของการถ่ายทำ เพราะหนึ่งคือเธอต้องเข้าฉากกับ เนฟ แคมป์เบลล์ และ คอร์ตนี่ย์ ค็อกซ์ และสองคือความรู้สึกตื้นตันใจที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในแฟรนไชส์สุดโด่งดังพร้อมกับนักแสดงที่เป็นไอคอนของหนังชุดนี้

– ในภาพยนตร์ Scream สองภาคแรก มีช็อตสำคัญสั้นๆ ที่เผยให้เห็นฆาตกรไอ้หน้าผีแสดงการคุกคามถึงผู้ชมก่อนขึ้นเครดิตจบ ซึ่งในหนังภาคล่าสุด เจ้าฆาตกรหน้าผีจะได้ฉายแสงอย่างมีเกียรติด้วยการเช็ดใบมีดของเขาพร้อมกับก้มศีรษะอย่างเคารพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ตำนานสยองขวัญ เวส คราเวน ที่หล่อเลี้ยงชีวิตแฟนสยองขวัญตลอดหลายปีที่ผ่านมา

– เดิมที หน้ากากของไอ้หน้าผีได้รับการแจ้งว่าจะถูกออกแบบขึ้นใหม่สำหรับหนังภาคนี้โดยเฉพาะ แท้จริงแล้วมันคือหน้ากากของตัวละครฆาตกรที่เอาไปใช้ในหนังสมมติเรื่อง Stab 8 ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่นำไปสู่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน Scream ภาคล่าสุด

มาร์ลีย์ เชลตัน เซ็นสัญญาสำหรับหนังภาคเดียวก่อนที่ Scream 4 จะเริ่มเปิดกล้อง เนื่องจากตามเดิมนั้นตัวละครของเธอถูกเขียนให้ตายในช่วงไคลแม็กซ์ของหนัง แต่ได้มีการแก้ตอนจบใหม่พร้อมกับเปลี่ยนแปลงให้เธอเป็นผู้รอดชีวิต ทำให้บท จูดี้ ของเธอเป็นหนึ่งในตัวละครของแฟรนไชส์นี้เพียงไม่กี่ตัวที่ได้กลับมามีบทบาทในหนังภาคต่อ

– นามสกุล คาร์เพนเตอร์ ของตัวละครแซมและทาร่า เป็นการแสดงความเคารพต่อ จอห์น คาร์เพนเตอร์ ผู้กำกับหนังสยองขวัญระดับตำนานอีกคนของโลกจาก Halloween (1978) และเมื่อเนื้อหาของหนังภาคนี้ได้เปิดเผยว่า แซมคือลูกสาวของ บิลลี่ ลูมิส ชื่อที่ถูกต้องของเธอก็คือ แซม ลูมิส ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอังกฤษ โดนัลด์ เพลเซนซ์ เคยแสดงไว้ในหนังเรื่องดังกล่าวนั่นเอง

– บท มินดี้ ของนักแสดงหญิง จัสมิน ซาวอย บราวน์ คือตัวละครที่เป็นชาวเพศทางเลือกคนแรกของแฟรนไชส์ Scream อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับตัวจริงของบราวน์ที่เป็นชาวเควียร์เหมือนกับตัวละครของเธอ

– ฆาตกรโกสต์เฟซหรือไอ้หน้าผี ในหนังภาคนี้ตั้งใจทำตามกฎของ รีเควล (Requel) ซึ่งหมายถึง หนังภาคต่อที่ย้อนกลับไปสู่รากเหง้าดั้งเดิมของหนังภาคแรกในแฟรนไชส์ และเป็นเทรนด์ใหม่ในแวดวงหนังสยองขวัญแนวไล่เชือดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง มีตัวอย่างให้เห็นชัดๆ คือ Halloween (2018) หรือ Candyman (2021)

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก