GHOSTBUSTERS: AFTERLIFE ทิศทางใหม่ (แต่หัวใจเดิม) ของบริษัทกำจัดผี

212

บทความโดย บดินทร์ เทพรัตน์ 

Ghostbusters (1984) หรือ “บริษัทกำจัดผี” เป็นหนังฮิตในระดับปรากฏการณ์ของยุค 80 ซึ่งอยู่ในความทรงจำของผู้ชมหลายคน มันกลายเป็นแฟรนไชส์ที่ต่อยอดเป็นสื่อต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังภาคต่อกับภาคแยก, ซีรีส์อนิเมชั่นทางทีวี, วีดิโอเกมส์, นิยาย, หนังสือการ์ตูน รวมถึงสินค้าเมอร์แชนไดส์ที่ทำรายได้มหาศาล

แต่หนังกับซีรีส์ที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่มีเรื่องไหนที่ประสบความสำเร็จหรือสร้างปรากฏการณ์ได้เทียบเท่าหนังต้นฉบับ และด้วยระยะเวลาการสร้างที่ทิ้งห่าง ทำให้แฟรนไชส์นี้เริ่มเลือนหายไปจากกระแส

แต่ในปีนี้ บริษัทกำจัดผีได้กลับมาสร้างกระแสอีกครั้งด้วยหนังอย่าง Ghostbusters: Afterlife ผลงานของผู้กำกับฝีมือดีที่เคยเข้าชิงออสการ์อย่าง เจสัน ไรท์แมน (Juno, Up in the Air) นอกจากนั้นเขายังเป็นลูกชายของ อีวาน ไรท์แมน ซึ่งเป็นผู้กำกับหนัง Ghostbusters ต้นฉบับอีกด้วย

ด้วยความที่หนังภาคใหม่มีองค์ประกอบหลายอย่างที่แตกต่างไปจากหนังต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครหน้าใหม่, ฉากหลังที่เปลี่ยนเป็นชนบท (เวอร์ชั่นก่อนๆ ล้วนมีฉากหลังเป็นนิวยอร์ค), โทนหนังที่ค่อนข้างซีเรียส (เวอร์ชั่นก่อนๆ ล้วนเป็นหนังตลก) ฯลฯ จึงได้รับเสียงวิจารณ์จากแฟนหนังส่วนใหญ่ แต่จากคอมเมนต์ของผู้ที่ได้รับชมแล้วล้วนบอกว่า มันยังคงรักษาหัวใจและจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Ghostbusters เอาไว้ได้เป็นอย่างดี


Ghostbusters (1984) จุดเริ่มต้นปรากฏการณ์ภาพยนตร์

(จากซ้าย) ฮาโรลด์ รามิส , เออร์นี่ ฮัดสัน , บิล เมอร์เรย์ , แดน แอคครอยด์ ทีมบริษัทกำจัดผีต้นตำรับ

เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในนิวยอร์คถูกไล่ออกจากงาน พวกเขารวมตัวกันเปิด “บริษัทกำจัดผี” รับจ้างสืบสวนและจัดการปัญหาที่เกิดจากผีและสิ่งลี้ลับ สมาชิกในทีมประกอบด้วย ปีเตอร์ เวงค์แมน (บิล เมอร์เรย์), เรย์ สแตนส์ (แดน แอครอยด์), อีกอน สเปงเกอร์ (ฮาโรลด์ รามิส), วินสตัน เซดเดมอร์ (เออร์นี ฮัดสัน)

บริษัทกำจัดผีมีเอกลักษณ์ที่ยูนิฟอร์มและโลโก้อันแสนสะดุดตา, ออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในสถานีดับเพลิงร้าง, อาวุธอย่างปืนจับผีโปรตอนแพ็ค และรถ ECTO-1 จากจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ ต่อมาพวกเขากลับต้องรับมือกับบรรดาภูตผีปีศาจมากอิทธิฤทธิ์ที่สร้างความเสียหายให้กับคนทั้งเมือง

นี่คือเนื้อเรื่องย่อของ Ghostbusters หนังที่ประสบความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ทั้งทางด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การผสมผสานแนวหนังที่หลากหลายอย่างหนังผีสยองขวัญ ลึกลับ แอ็คชั่นผจญภัย แฟนตาซี ตลก เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บวกกับองค์ประกอบอย่างวิชวลเอฟเฟคต์สุดล้ำ ทีมนักแสดงที่เล่นกันได้เข้าขา และเพลงประกอบสุดติดหู

จุดกำเนิดของหนังเรื่องนี้มาจากไอเดียของ แดน แอครอยด์ ผู้รับหน้าที่เขียนบทและแสดงนำในหนัง แอครอยด์โด่งดังมาจาก Saturday Night Live หรือ SNL รายการตลกทางทีวีสุดฮิตในอเมริกาซึ่งยังคงออกอากาศจนถึงตอนนี้ มันเป็นรายการที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมและสร้างนักแสดงตลกขึ้นมาประดับวงการมากมาย หลังแอครอยด์ออกจากรายการดังกล่าว เขาก็ได้ร่วมแสดงและเขียนบทหนังชื่อดังหลายเรื่อง ซึ่ง Ghostbusters ถือเป็นผลงานเรื่องที่โด่งดังที่สุดของเขา

“ผมสนใจเรื่องผีและสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก เพราะได้รับอิทธิพลมาจากปู่กับพ่อที่เป็นนักเขียนเรื่องแนวนี้ ผมจึงเกิดไอเดียอยากสร้างหนังผีที่นำแสดงโดยนักแสดงตลกชื่อดังแบบที่พบได้ในหนังยุค 30” แอครอยด์กล่าว “บวกกับผมกำลังสนใจควอนตัมฟิสิกส์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำลังมาแรงในตอนนั้น ผมเลยนำไอเดียทั้งสองอย่างนี้มารวมกัน จนกลายเป็นเรื่องราวของกลุ่มนักปราบผีด้วยวิทยาศาสตร์”

(ซ้าย) แดน แอคครอยด์ ถ่ายกับ ริค มอรานิส (กลาง) ที่มาร่วมเขียนบท (แบบไม่ได้เครดิต) และร่วมแสดง กับ อีวาน ไรท์แมน (ขวา) ผู้กำกับ

แอครอยด์ตั้งใจให้บทดังกล่าวออกมาเป็นหนังคู่หูที่เขาร่วมแสดงกับ จอห์น เบลูชี่ (นักแสดงตลกจาก SNL ซึ่งเคยร่วมงานกับแอครอยด์ใน The Blue Brothers) แต่เบลูชี่กลับเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้เขาปรับบทให้ตัวละครนำมีลักษณะเป็นทีม จากนั้นก็ได้สตูดิโอโคลัมเบียมาเป็นผู้ออกทุนสร้างและมี อิวาน ไรท์แมน มารับหน้าที่กำกับ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยกำกับหนังตลกสุดฮิตที่แสดงโดยนักแสดงจาก SNL อย่าง Meatballs (1979) กับ Stripes (1981) มาแล้ว

ไรท์แมนเสนอให้แอครอยด์แก้บทหนัง จากเดิมที่เป็นหนังไซไฟทุนสูงที่มีฉากหลังอยู่ในโลกอนาคตและเต็มไปด้วยเอฟเฟคต์อลังการ โดยปรับให้อยู่ในโลกที่สมจริงในยุคปัจจุบัน ส่วนตัวเอกของเรื่องก็ไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นคนทำงานธรรมดาที่ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงได้ไม่ยาก

ต่อมา ฮาโรลด์ รามิส นักแสดงตลก/มือเขียนบท ที่เคยร่วมงานกับไรท์แมนใน Stripes ก็มาเสริมทีมในตำแหน่งร่วมเขียนบทและแสดง ส่วนบทนำของเรื่องตกเป็นของ บิลล์ เมอร์เรย์ นักแสดงจาก SNL ซึ่งกำลังดังระเบิดจากหนังฮิตหลายเรื่อง แต่ติดปัญหาอยู่ที่เมอร์เรย์มักไม่ยอมเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการจนกว่าจะถึงเส้นตายสุดท้าย ทำให้ทีมงานต้องลุ้นกันว่าเขาจะปรากฏตัวในกองถ่ายตามที่เขาให้สัญญาปากเปล่าหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายเขาก็ปรากฏตัวท่ามกลางความโล่งใจของทีมงาน

เบื้องหลังการถ่ายทำ

หลังจากได้นักแสดงอย่าง ซิกอร์นีย์ วีเวอร์, เออร์นี ฮัดสัน, ริค มอรานิส, แอนนี่ พอตต์ มาเสริมทีมแล้ว หนังก็ได้ไฟเขียวให้ถ่ายทำท่ามกลางปัญหามากมาย ทั้งเดดไลน์ที่รีบเร่ง, งานออกแบบผีกับงานสร้างเอฟเฟคต์จำนวนมากแต่กลับหาทีมงานทำไม่ได้เพราะสตูดิโอเอฟเฟคต์ส่วนใหญ่ในตอนนั้นงานล้นมือ (จนสตูดิโอต้องออกเงินให้ศิลปินเอฟเฟคต์ทีมหนึงเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะ), ชื่อ Ghostbusters ที่เคยถูกหนังเรื่องอื่นใช้ไปแล้วและผู้สร้างยังไม่สามารถเคลียร์ลิขสิทธิ์ได้, การที่ผู้บริหารสตูดิโอไม่เชื่อใจหนังเรื่องนี้สักเท่าไร

ก่อนหนังฉาย หลายคนวิเคราะห์ว่ามันจะออกมาล้มเหลว เนื่องจากมันเป็นหนังทุนสูงแต่กลับมีนักแสดงนำเป็นนักแสดงตลกจากรายการทีวี,  ผู้กำกับไม่เคยทำหนังเน้นเอฟเฟคต์, เนื้อเรื่องมีความแปลกประหลาด, ผลตอบรับในตอนฉายรอบทดลองออกมาไม่ดีนัก

แต่พอเข้าฉายจริง หนังกลับฮิตถล่มทลายจนทำรายได้อันดับหนึ่งบ๊อกซ์ออฟฟิศ 10 สัปดาห์, กลายเป็นหนังตลกที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล, ติด Top 10 หนังที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และส่งอิทธิพลต่อหนังในยุคหลังจนถึงตอนนี้

Ghostbusters II (1989)

ต่อมาได้มีการสร้างภาคต่ออย่าง Ghostbusters II (1989) ซึ่งยังคงได้ผู้กำกับ ผู้เขียนบท นักแสดง และทีมงานเดิมกลับมาร่วมงานกัน แต่หนังกลับประสบความสำเร็จน้อยกว่าภาคแรกทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ “สาเหตุเกิดจากบรรยากาศของโลกภาพยนตร์ได้เปลี่ยนไป ผู้คนตื่นเต้นกับหนัง Batman จนมองว่า Ghostbusters เชยไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังภูมิใจกับหนังเรื่องดังกล่าว” ไรท์แมนกล่าว

หลังจากนั้นตลอดยุค 1990-2010 ได้มีความพยายามสร้างหนังภาคต่อของ Ghostbusters หลายครั้งซึ่งมีการเขียนบทเตรียมไว้แล้ว ส่วนทางสตูดิโอ ผู้กำกับ ทีมงาน และนักแสดงส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะกลับมา แต่ติดตรงที่ บิลล์ เมอร์เรย์ ปฏิเสธทุกครั้ง จนกระทั่ง ฮาโรลด์ รามิส ผู้ร่วมเขียนบทและนักแสดงนำเสียชีวิตลงในปี 2014 โครงการสร้างภาคต่อที่ใช้ทีมนักแสดงนำเดิมจึงยุติลง

Ghostbusters (2016) บริษัทกำจัดผีเวอร์ชั่นผู้หญิง

หลังจากนั้นแผนการก็เปลี่ยนเป็นสร้างหนังรีบู๊ทที่เริ่มจักรวาลใหม่และเปลี่ยนตัวละครนำใหม่หมด ซึ่งออกมาเป็น Ghostbusters (2016) ของผู้กำกับ พอล ฟีก (Bridesmaids, The Heat) โดยเปลี่ยนให้ทีมบริษัทกำจัดผีเป็นผู้หญิงทั้งหมด ส่วนนักแสดงในหนังต้นฉบับหลายคนก็กลับมาแสดงรับเชิญแต่เป็นบทบาทใหม่ หนังโดนโจมตีอย่างมากจากแฟนหนังและทำรายได้น่าผิดหวัง (ซึ่งน่าเสียดายเพราะที่จริงหนังสนุกและมีคุณภาพโอเค) ส่งผลให้หลายโครงการที่เชื่อมโยงกับหนังปี 2016 ต้องถูกยกเลิก และอนาคตของแฟรนไชส์นี้กลับสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง

จนกระทั่งผู้สร้างได้ปรับเปลี่ยนแฟรนไชส์นี้ไปในทิศทางที่หลายคนคาดไม่ถึงอย่างการเป็นหนังครอบครัว ด้วยหนังภาคใหม่อย่าง Ghostbusters: Afterlife ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี


Ghostbusters: Afterlife กับการเป็นหนังครอบครัว

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ใน Ghostbusters II เป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งบริษัทกำจัดผีถูกลืมเลือนไปจากสังคม และกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่มักถูกพูดถึงในยูทูปหรือพ็อดแคสต์

ตัวเอกของเรื่องได้แก่ครอบครัวซึ่งประกอบด้วยแม่เลี้ยงเดี่ยว แคลลี่ (แครี่ คูน), ลูกชาย เทรเวอร์ (ฟินน์ วูล์ฟฮาร์ด) และลูกสาว ฟีบี้ (แม็คเคนนา เกรซ) พวกเขาย้ายจากเมืองใหญ่ไปอยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างซัมเมอร์วิลล์ รัฐโอคลาโฮมา ซึ่งพ่อที่ห่างเหินของแคลลี่ผู้ล่วงลับไปแล้วทิ้งไว้ให้ มันเป็นบ้านที่ห่างไกลผู้คนและแทบไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้พวกเขาเบื่อและต้องปรับตัวอย่างมาก

ฟีบี้พบว่าที่จริงแล้วตาของเธอคือ อีกอน สเปงเลอร์ สมาชิกของบริษัทกำจัดผี ผู้ย้ายมาใช้ชีวิตแบบเก็บตัวที่นี่โดยทำการทดลองและจัดการเรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติบางอย่าง ฟีบี้พยายามสืบสวนปริศนาดังกล่าวโดยร่วมทีมกับพี่ชายของเธอ เทรเวอร์, เพื่อนของเธออย่าง พ็อดแคสต์ (โลแกน คิม), ลัคกี้ (เซเลสเต้ โอคอนเนอร์) หญิงสาวที่เทรเวอร์แอบชอบ และครูของฟีบี้อย่าง มิสเตอร์กรูเบอร์สัน (พอล รัดด์) เบาะแสต่างๆ ได้นำพวกเขาไปสู่เหมืองร้างในเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของพ่อมด ไอโว แชนดอร์ (ตัวร้ายในหนังต้นฉบับ) ซึ่งเหมืองแห่งนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่องในเมืองนี้อย่างเป็นปริศนา ทั้งที่ไม่มีจุดไหนในเมืองอยู่ใกล้เส้นแผ่นดินไหวเลย

ข้างต้นคือเนื้อหาของ Ghostbusters: Afterlife ซึ่งความเป็นหนังครอบครัวของหนังเรื่องนี้ เห็นได้ทั้งจาก ‘ในจอ’ – เนื่องจากเนื้อหาพูดถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและมรดกที่ส่งต่อระหว่างรุ่น และ ‘นอกจอ’ – จากการที่หนังเรื่องนี้เป็นการร่วมมือกันของผู้กำกับสองพ่อลูก

คนพ่อได้แก่ อีวาน ไรท์แมน ผู้กำกับสายหนังสตูดิโอบล็อกบัสเตอร์ เจ้าของผลงานอย่าง Ghostbusters, Ghostbusters II และหนังอย่าง Stripes (1981), Twins (1988), Kindergarten Cops (1990), Dave (1993), Junior (1994), Six Days Seven Nights (1998), No Strings Attached (2011) เป็นต้น โดยเขารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Ghostbusters: Afterlife ด้วย

คนลูกได้แก่ เจสัน ไรท์แมน ผู้กำกับ Ghostbusters: Afterlife แม้จะเป็นผู้กำกับเหมือนพ่อ แต่เขาก็เลือกเส้นทางที่แตกต่างด้วยการกำกับ/เขียนบท หนังอิสระฟอร์มเล็กที่เน้นความลึกซึ้งของตัวละครมากกว่าเนื้อหาไฮคอนเซปต์หรือซีจีอลังการ เช่น Thank You for Smoking (2005), Juno (2007), Up in the Air (2009), Young Adult (2011), Tully (2018) เป็นต้น ทำให้ Ghostbusters: Afterlife ถือเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสูงที่เต็มไปด้วยซีจีเรื่องแรกของเขา

เจสัน ไรท์แมน (ซ้าย) กับ อีวาน ไรท์แมน (ขวา)

แม้เส้นทางการทำงานจะแตกต่าง แต่เส้นทางชีวิตของเจสันก็มีความเกี่ยวพันกับ Ghostbusters มากกว่าที่หลายคนคิด “มันไม่ใช่แค่หนังโปรด แต่มันคือส่วนหนึ่งในชีวิตผม ผมเคยไปกองถ่ายหนังเรื่องนี้หลายครั้ง เคยแสดงบทเล็กๆ ใน Ghostbusters II เคยนั่งดูหนังฉบับตัดต่อแรกๆ เคยเก็บสะสมหนังสือการ์ตูนและของสะสมของ Ghostbusters เต็มไปหมด และตอนที่ปิ๊งสาวครั้งแรกผมก็พาเธอไปกองถ่าย Ghostbusters II“ เจสันกล่าว “มันเป็นหนังที่ส่งอิทธิพลต่อผมเป็นเวลาหลายปี และช่วยก่อร่างสร้างมุมมองของผมที่มีต่อภาพยนตร์”

แต่ที่ผ่านมา เจสันกลับไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างหนังชุดนี้ “พ่อมักถามผมอยู่เสมอว่า เมื่อไรผมจะสร้างหนัง Ghostbusters ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับที่คนอื่นมักถามผม แต่ผมก็ปฏิเสธตลอด เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องราวที่ผมต้องการบอกเล่า มันเป็นเรื่องราวของพ่อผม และผมก็ไม่อยากก้าวเข้าไปในเงาของเขา”

เจสันเริ่มเปลี่ยนความคิดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่ออยู่ๆ ก็มีภาพผุดขึ้นมาในหัวของเขา “ภาพแรกเป็นภาพเด็กหญิงอายุประมาณ 12 ขวบในทุ่งข้าวโพด เธอถือโปรตอนแพ็คและยิงออกไปจนระเบิดเป็นป๊อปคอร์น ภาพที่สองเป็นวัยรุ่นผู้ชายอายุประมาณ 16 ปี ขับรถ ECTO-1 อยู่กลางทุ่งข้าวสาลี มันเป็นภาพที่ไม่ได้นำไปสู่สิ่งใด จนกระทั่ง ฮาโรลด์ รามิส เสียชีวิตในปี 2014 ผมก็ได้นำภาพดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับความคิดที่ว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาคือครอบครัวสแปงเลอร์ ‘ และมันได้นำไปสู่เรื่องราวของครอบครัวต่างรุ่นที่เชื่อมโยงกัน”

“เราต้องการทำเรื่องราวของ Ghostbusters ให้สดใหม่และขยายขอบเขตออกไปให้กว้างกว่าเดิม ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกลุ่มคนที่ทำธุรกิจบริษัทกำจัดผีเสมอไป”

เขาเริ่มพัฒนาโปรเจคต์ในปี 2018 โดยเขียนบทร่วมมือกับ กิล คีแนน (ผู้กำกับ/เขียนบท Monster House, A Boy Called Christmas) จุดมุ่งหมายของทั้งคู่คือการพาเรื่องราวไปสู่ทิศทางใหม่ๆ แต่ก็ใส่องค์ประกอบคุ้นเคยที่ชวนให้ผู้คนคิดถึงหนังต้นฉบับด้วย หนังเล่าเรื่องราวต่อเนื่องจากหนัง Ghostbusters กับ Ghostbusters II  โดยข้ามเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Ghostbusters (2016) ไป

“หนังต้นฉบับมีแนวทางและองค์ประกอบที่หลากหลาย สามารถมองได้หลายแง่มุม ในสายตาเด็กๆ มันเป็นหนังผีที่น่ากลัว คนบางกลุ่มอาจมองเป็นหนังตลกของนักแสดงจาก SNL คนบางกลุ่มอาจมองเป็นหนังไซไฟ ซึ่งในหนังเวอร์ชั่นใหม่ เราพยายามรักษาสมดุลขององค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นดีเอ็นเอที่ปรากฏในหนังต้นฉบับ” ไรท์แมนกล่าว

หนังที่ส่งอิทธิพลต่อไอเดียของพวกเขา ได้แก่ Star Wars ภาคใหม่อย่าง The Force Awakens และ The Last Jedi ซึ่งเข้าฉายในช่วงที่พวกเขากำลังเขียนบท “สิ่งที่ทีมผู้สร้างและผู้กำกับของ Star Wars ทำนั้นยอดเยี่ยมมาก คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นแฟนพันธุ์แท้และความรักที่มีต่อหนังชุดดังกล่าวของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังว่าผู้ชมจะสัมผัสได้ใน Ghostbusters: Afterlife เช่นกัน” ไรท์แมนกล่าว “นอกจากนั้นผมยังชื่นชม Ghostbusters ( 2016) ตรงความพยายามใส่องค์ประกอบที่แตกต่างไปจากความคาดหวังของผู้ชม เช่น การสร้างกลุ่มตัวละครหลักขึ้นมาใหม่และเป็นผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าใครก็เป็นบริษัทกำจัดผีได้ และเราพยายามทำในสิ่งเดียวกันนั่นคือการสร้างความแตกต่าง”

ผมยังชื่นชม Ghostbusters (2016) ตรงความพยายามใส่องค์ประกอบที่แตกต่างไปจากความคาดหวังของผู้ชม… ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใครก็เป็นบริษัทกำจัดผีได้ และเราพยายามทำในสิ่งเดียวกันนั่นคือการสร้างความแตกต่าง

การสร้างทิศทางใหม่ของหนังภาคนี้ คือการสร้างตัวละครหลักขึ้นมาใหม่ (ส่วนตัวละครต้นฉบับโผล่มาในบทรับเชิญ หรือไม่ก็ถูกอ้างอิงถึง) รวมถึงเปลี่ยนฉากหลังเป็นชนบทอันห่างไกล ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมาก เพราะที่ผ่านมาแฟรนไชส์ Ghostbusters มีฉากหลังเป็นเมืองนิวยอร์คมาโดยตลอด ซึ่งมันไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังที่ไม่สลักสำคัญ แต่นิวยอร์คถูกขับเน้นจนเป็นเหมือนอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ

“เราต้องการทำเรื่องราวของ Ghostbusters ให้สดใหม่และขยายขอบเขตออกไปให้กว้างกว่าเดิม การเปลี่ยนฉากหลังและตัวละครนำจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเรื่องราวของ Ghostbusters นั้นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกลุ่มคนที่ทำธุรกิจบริษัทกำจัดผีเสมอไป” ไรท์แมนให้เหตุผล ซึ่งเขาเลือกที่จะเปิดด้วยเรื่องราวที่แตกต่าง ก่อนจะค่อยๆ เผยองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับ Ghostbusters ทีละน้อย

สำหรับการทำงานกับพ่อของเขา เจสัน ไรท์แมน กล่าวว่า  “อีวานไม่ได้เป็นโปรดิวเซอร์ที่สั่งงานอยู่ไกลๆ แต่เขามาอยู่ที่กองถ่ายและให้คำปรึกษาทุกวัน เขาเป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมที่สุดทางด้านการเป็นนักเล่าเรื่องและยังช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกของหนังชุดนี้ เช่น ผีสไลเมอร์ควรมีเฉดสีแบบไหนกันแน่”

เจสัน กำกับพ่อของเขา อิวาน ไรท์แมน ที่มาแสดงรับเชิญในฉากหนึ่งของหนัง

“Ghostbusters ไม่ได้เป็นแค่หนังของพ่อผม แต่มันคือหนังที่ผู้ชมหลายคนรักและรู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกในการทำหนังของผมที่ต้องแบกภาระใหญ่และความคาดหวังมากขนาดนี้ แต่มันก็ไม่ต่างจากตัวละครใน Ghostbusters: Afterlife ซึ่งพวกเขาต้องรวบรวมความมั่นใจในการหยิบโปรตอนแพ็คของคนรุ่นก่อนขึ้นมาแล้วพยายามทำให้ดีที่สุด”

ในขณะที่ อีวาน ไรท์แมน ได้กล่าวว่า “การที่ลูกชายของผมตกลงทำหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งของขวัญที่ดีที่สุดที่ลูกชายมอบให้แก่พ่อของเขา ซึ่งสิ่งที่เขาทำนั้นมันสดใหม่และน่าตื่นเต้นมาก” เขากล่าวเสริมว่า “ในการส่งไม้ต่อให้คนอื่น สิ่งที่ผมควรทำคือการปล่อยวางมุมมองของตัวเองแล้วมอบความไว้วางใจให้เขา ซึ่งต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าผมจะทำได้ แต่โชคดีที่ผมกับเจสันเคยร่วมงานกันมาแล้วใน Up in the Air ซึ่งผมเป็นโปรดิวเซอร์ ทำให้เรามีประสบการณ์และรู้วิธีทำงานด้วยกันเป็นอย่างดี”


นักกำจัดผีทีมใหม่

ฟีบี้ เด็กหญิงสุดเนิร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์

ผู้รับบทนำในภาคนี้ไม่ใช่นักแสดงตลกวัย 30 กว่าปีแบบในหนังต้นฉบับอีกต่อไป แต่เป็นเด็กผู้หญิงซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนไปอีกขั้ว ฟีบี้เป็นหลานของ อีกอน สเปงเลอร์ (สมาชิกบริษัทกำจัดผีในหนังต้นฉบับ) ซึ่งเธอได้สืบทอดความสามารถ บุคลิกลักษณะ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาจากตาของเธอ จนกล่าวได้ว่าเธอเป็นเหมือนอีกอนในเวอร์ชั่นเด็กผู้หญิง

ผู้รับบทนี้ได้แก่นักแสดงหญิงวัย 15 ปี แม็คเคนน่า เกรซ (Gifted, Annabelle Comes Home, ซีรีส์ The Handmaid’s Tale) ผู้มีอายุน้อยเกินกว่าจะเคยพบกับ แฮโรลด์ รามิส แต่เธอก็เตรียมตัวด้วยการดูหนังต้นฉบับหลายครั้ง และอ่านหนังสือชีวประวัติของรามิสซึ่งเขียนโดยลูกสาวของเขา เกรซกล่าวว่า “ฟีบี้เป็นคนแปลกประหลาดและเข้ากับใครได้ยาก เธอพยายามค้นหาตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง จนพบว่าเธอมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลในตำนานที่ถูกหลงลืมจากสังคมไปแล้ว” ส่วน เจสัน ไรท์แมน กล่าวว่า ”ฟีบี้เหมือนอีกอนตรงที่พวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเชื่อมโยงและสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น แต่พวกเขาก็มีมันสมองที่ชาญฉลาด และลึกๆ แล้วเป็นคนที่ตลกมาก”

แคลลี่ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ผู้รับบทนี้ แคร์รี่ คูน (Gone Girl, The Nest, ซีรีส์ The Leftovers) เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเจสัน “ข้อกังวลเดียวของเจสันคือ เขากลัวว่าฉันจะตลกไม่พอ เขาจึงไปถามผู้กำกับคนอื่นๆ ที่เคยร่วมงานกับฉันว่าฉันเป็นคนตลกหรือเปล่า” คูนกล่าว ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้เพราะที่ผ่านมาเธอมักรับบทบาทดราม่าหนักๆ อยู่เสมอ แต่หนังเรื่องนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เธอจะได้รับบทที่ปลดปล่อยตัวเอง “แคลลี่ไม่ได้เป็นเหมือนแม่ในหนังผีหรือหนังสยองขวัญทั่วไป แต่เธอเป็นตัวละครที่มีความลึกซึ้ง มีทั้งความแข็งแกร่งและข้อบกพร่อง ซึ่งชวนให้คิดถึงตัวละครหญิงในหนังต้นฉบับอย่าง ดาน่า บาร์เร็ตต์ ซึ่งรับบทโดย ซิกอร์นีย์ วีเวอร์”

หนังยังโฟกัสไปยังความสัมพันธ์ที่มีปัญหาระหว่างลูกสาวกับพ่อ “หนังแสดงให้เห็นภาพของอีกอนซึ่งเป็นฮีโร่และเป็นที่รักของผู้ชมในอีกแง่มุมนึง ว่าเขาอาจไม่ใช่พ่อที่ดีสักเท่าไร ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความรุ่มรวยและลึกซึ้งให้กับเรื่องราวเดิมที่มีอยู่ และเป็นการเพิ่มประเด็นเรื่องครอบครัวซึ่งผู้ชมเชื่อมโยงและเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงเป็นการเพิ่มระดับอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในแฟรนไชส์หนังที่หลายคนคุ้นเคย เพื่อไม่ให้มันมีแค่เรื่องราวของการจับผีเท่านั้น

เทรเวอร์ เด็กหนุ่มผู้ชอบเครื่องยนต์กลไก

เทรเวอร์ เป็นลูกชายวัยรุ่นของแคลลี่และพี่ชายของฟีบี้ หลังจากย้ายไปที่เมืองเล็กๆ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ตามจีบหญิงสาวที่เขาแอบปิ๊ง แต่ก็แบ่งความสนใจไปให้เครื่องยนต์กลไก ซึ่งนั่นรวมถึงรถยนต์ ECTO-1 ที่ตาของเขาทิ้งไว้

ผู้รับบทนี้ได้แก่ ฟินน์ วูล์ฟฮาร์ด (ซีรีส์ Stranger Things) ผู้เคยแต่งคอสเพลย์เป็นทีมบริษัทกำจัดผีมาแล้วในซีรีส์ดังกล่าวซีซั่นที่สอง “การที่ผมเคยแต่งยูนิฟอร์มดังกล่าว ทำให้ผมกังวลว่าผู้กำกับจะไม่ยอมเจอผม แต่สุดท้ายผมก็ได้รับเลือก” วูล์ฟฮาร์ดกล่าว “เทรเวอร์เป็นคนขี้เหงาและไม่ค่อยมีเพื่อน แต่การที่เขาเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์กลไก ทำให้เขาได้ไปอยู่หลังพวงมาลัยของ ECTO-1 ซึ่งถือเป็นรถระดับไอคอนของโลกภาพยนตร์”

มิสเตอร์กรูเบอร์สัน คุณครูผู้หลงใหลในยุค 80

มิสเตอร์กรูเบอร์สันเป็นครูวิทยาศาสตร์ของฟีบี้ที่หลงใหลในยุค 80 และยังจดจำบริษัทกำจัดผีได้ เช่นเดียวกับผู้รับบทนี้คือ พอล รัดด์ (Ant – Man, The 40-Year-Old Virgin) ที่บอกว่า Ghostbusters ต้นฉบับเป็นหนังในดวงใจที่ทำให้เขาตกหลุมรักโลกภาพยนตร์ในช่วงวัยรุ่น และเขาก็เห็นถึงลักษณะที่เชื่อมโยงกันในหนังภาคใหม่ “ผมเติบโตมากับการดูหนังประเภทเดียวกับ Ghostbusters ซึ่งมีความมหัศจรรย์และมีคุณภาพเหนือกาลเวลา แต่ในตอนนี้กลับไม่ค่อยมีใครสร้างหนังประเภทนี้สักเท่าไร Ghostbusters: Afterlife จึงเหมือนพาผมกลับไปยังช่วงเวลานั้น”

เพื่อนร่วมผจญภัย

Lucky
Podcast

นอกจากนั้น หนังยังมีนักแสดงหน้าใหม่มารับบทตัวละครที่ร่วมผจญภัยไปด้วย ได้แก่ เซเลสเต้ โอ คอนเนอร์ (Selah and the Spades) ในบท ลัคกี้ หญิงสาวที่เทรเวอร์แอบชอบ และ โลแกน คิม ในบท พ็อดแคสต์ เพื่อนของฟีบี้ ซึ่งได้ฉายามาจากการชอบทำพ็อดแคสต์ และที่พิเศษสุด คือหนังได้นักแสดงจาก Ghostbusters ต้นฉบับอย่าง บิลล์ เมอร์เรย์, แดน แอครอยด์, เออร์นี ฮัดสัน (3 สมาชิกของบริษัทกำจัดผี), ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ (นางเอกของเรื่อง) และ แอนนี พอตส์ (ผู้รับบทเลขาฯ) มาแสดงรับเชิญในบทบาทเดิม

“เมื่อก่อนผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับพ่อและได้กำกับนักแสดงกลุ่มเดียวกันนี้ ตอนแรกผมกังวลว่าจะทำให้ต้นฉบับเสียของหรือเปล่า แต่ต่อมาผมก็เริ่มเข้าใจว่า มันไม่ต่างจากการที่เราสนุกกับของเล่น Ghostbusters หรือการที่เราคอสเพลย์เป็นตัวละครในวัยเด็ก ซึ่งก็คือการใส่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ลงไปในสิ่งที่เราชื่นชอบ”


การสร้างโลกของบริษัทกำจัดผีขึ้นมาอีกครั้ง

เพื่อให้หนังภาคใหม่มีความเชื่อมโยงกับภาคเก่า ทีมงานจึงนำงานออกแบบของหนังต้นฉบับอย่างผีและองค์ประกอบเหนือธรรมชาติมาทบทวนเพื่อดัดแปลงหรือสานต่อ ซึ่งผีใน Ghostbusters ต้นฉบับที่หลายคนจำได้ก็อาทิ สไลเมอร์ ผีรูปร่างเหมือนหัวหอมตัวเขียวจอมเขมือบและปล่อยเมือกได้, มาร์ชเมลโลวแมน ปีศาจหน้าตาน่ารักตัวยักษ์จอมทำลายเมือง, ผีหญิงชราในห้องสมุด, หมาปีศาจ เป็นต้น

“ผีในหนังต้นฉบับมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนผู้ชมจดจำมันได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความหลากหลายจนยากที่จะหาเอกภาพ ทำให้ทีมงานต้องมาคิดวิเคราะห์กันนานว่า ผีและปีศาจในจักรวาลของ Ghostbusters ควรออกมาเป็นอย่างไรเพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียในการออกแบบ” เจสัน ไรท์แมนกล่าว “แต่เราก็มีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงบางอย่างเพื่อเซอร์ไพรส์ผู้ชม”

หนังยังนำองค์ประกอบเก่าๆ ที่หลายคนคุ้นเคยกลับมา ได้แก่ โปรตอนแพ็ค อุปกรณ์พลังงานแบบสะพายที่ใช้สำหรับจับและกักผี ซึ่งผู้สร้างหนังได้นำอุปกรณ์ของจริงในหนังต้นฉบับมาสแกนรูปร่างแล้วทำการจำลองขึ้นใหม่ให้เหมือนจริงที่สุดในระดับมิลลิเมตร นอกจากนั้นยังมีการจำลองรอยบอบช้ำขีดข่วนที่คาดว่าน่าจะเกิดจากอายุการใช้งานและการต่อสู้ลงไปด้วย

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นได้แก่ ECTO-1 รถคาดิลแลคที่ถูกดัดแปลงให้เป็นรถประจำการของบริษัทกำจัดผี ซึ่งการสร้างขึ้นมาใหม่ในหนังภาคนี้เป็นเรื่องที่ชวนให้ปาดเหงื่อ เนื่องจากรถรุ่นต้นแบบเหลืออยู่แค่ไม่กี่คันในปัจจุบันนี้

สำหรับเทคนิคพิเศษในหนัง ผู้สร้างยืนยันจะใช้เอฟเฟคต์ของจริงให้มากที่สุดแทนที่จะใช้แต่ซีจีล้วนๆ เช่น หมาปีศาจซึ่งเคยถูกสร้างด้วยเทคนิค animatronics (หุ่นยนต์กลไก) ในหนังต้นฉบับก็ยังคงถูกสร้างด้วยเทคนิคเดิมในหนังภาคใหม่ด้วย รวมถึงการสร้างฉากต่างๆ ซึ่งพยายามสร้างขึ้นมาจริงๆ ให้มากที่สุด เช่น บ้านอันซับซ้อนของอีกอน และทุ่งข้าวโพดที่อยู่บริเวณบ้าน

แต่สิ่งที่ เจสัน ไรท์แมน ต้องการให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็คือฉากแอ็คชั่นที่ตื่นเต้นหวือหวามากขึ้น “ในหนังต้นฉบับ ทีมบริษัทกำจัดผีมักจะยืนนิ่งอยู่ข้างๆ กันตอนยิงโปรตอนแพ็ค ในหนังภาคนี้ ผมต้องการเห็นฉากแอ็คชั่นที่มีไดนามิคมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือฉากขับรถไล่ล่าผีที่ความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกำกับมาเลย”


อนาคตของบริษัทกำจัดผี

จากเดิมที่หนังมีกำหนดฉายในอเมริกาวันที่ 10 ก.ค. 2020 แต่ด้วยสถานการณ์โควิดทำให้หนังเลื่อนฉายถึง 4 ครั้ง จนสุดท้ายหนังเข้าฉายในวันที่ 19 พ.ย. 2021 (ส่วนในไทยเข้าฉาย ม.ค. 2022) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยทำรายได้ทั่วโลกไป 174 ล้านเหรียญ ส่วนเสียงวิจารณ์ก็ออกมาน่าพอใจ (แต่มีบางคนมองว่าหนังพยายาม tribute ภาคก่อนๆ มากเกินไป) ทำให้ไม่น่าแปลกใจถ้าสตูดิโอจะเตรียมการภาคต่อเอาไว้แล้ว

“ผมยังไม่มีแผนการที่จะกลับมากำกับ Ghostbusters ภาคหลังจากนี้ แต่หนังภาคล่าสุดนี้ก็ได้ปูทางไปสู่เรื่องราวของ Ghostbusters ที่ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่า Ghostbusters: Afterlife จะไม่ใช่หนังชุดนี้เรื่องสุดท้ายที่ผู้ชมจะได้เห็น” ไรท์แทนกล่าว


จักรวาลกำจัดผี

นอกเหนือจากหนัง Ghostbusters ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด 4 เรื่องแล้ว แฟรนไชส์นี้ยังขยายไปยังสื่อต่างๆ ดังนี้

วีดิโอเกมส์

วีดิโอเกมส์ Ghostbusters (1984) ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วหลังหนังฉาย 6 สัปดาห์ ซึ่งฮิตจนมีเกมจากหนังตามมาหลายเรื่อง จากนั้นได้มีวีดิโอเกมส์ Ghostbusters: The Video Game (2009) ซึ่งเล่าเรื่องราวหลังจากหนัง Ghostbusters II ตามมาซึ่งฮิตระเบิดเช่นกัน โดยตัวเกมส์ได้นักแสดงในหนังต้นฉบับกลับมาให้เสียงพากย์ และได้แอครอยด์กับรามิสมาช่วยดูแลเนื้อเรื่อง

นิยาย

 

เนื้อเรื่องในหนังต้นฉบับถูกนำมาเขียนเป็นนิยายโดย แลร์รี่ ไมลน์ ซึ่งตีพิมพ์ในปีเดียวกับที่หนังฉาย หลังจากนั้นก็มีทั้งวรรณกรรมและกราฟฟิคโนเวลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกำจัดผีออกมามากมาย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 100 เล่ม

ซีรีส์อนิเมชั่นทางทีวี

สื่อที่ช่วยขยายฐานแฟนคลับให้กับบริษัทกำจัดผีอย่างมาก (โดยเฉพาะผู้ชมอายุน้อย) ได้แก่ ซีรีส์ The Real Ghostbusters (1986-1991) ที่สร้างสรรค์โดยรามิสกับแอครอยด์ ซึ่งฮิตระเบิด โดยมีตัวละครหลักเดียวกับหนังต้นฉบับ หลังจากนั้นได้มีการสร้างซีรีส์อนิเมชั่นภาคต่ออย่าง The Extreme Ghostbusters (1997) ซึ่งเปลี่ยนตัวละครหลักเป็นเหล่านักกำจัดผีรุ่นใหม่

หนังสือการ์ตูน

มีการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูน The Real Ghostbusters (1988-1992) ออกมา ซึ่งประสบความสำร็จอย่างมากเช่นกัน


อ้างอิงข้อมูลจาก – นิตยสาร Total Film, นิตยสาร Empire, นิตยสาร Entertainment Weekly, นิตยสาร Variety, เวบไซต์ indiewire, เวบไซต์ collider, ซีรีส์สารคดี The Movies That Made Us ตอน Ghostbusters

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก