4 KINGS ย้อนรอยยุคเด็กช่างกับวีรกรรมเพื่อเพื่อนเพื่อสถาบัน

44331

4KINGS อาชีวะ ยุค 90’s ภาพยนตร์ไทยสะท้อนปัญหาสังคมวัยรุ่นในยุค 90s ผ่านชีวิตเด็กวัยศึกษาระดับอาชีวะหรือเด็กช่างกล ผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องแรกของ พุฒิ พุฒิพงษ์ นาคทอง ผู้กำกับเลือดอาชีวะตัวจริง ซึ่งเปิดเผยว่าเขาใช้เวลา 7 ปีในการพัฒนาบทจากหนังสั้นจนกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยผ่านการพูดคุยกับสมาคมศิษย์เก่าอาชีวะของทั้ง 4 สถาบันเพื่อขออนุญาตใช้ชื่อมาสร้างภาพยนตร์ การหานักแสดงและการหานายทุน และได้ค่ายเนรมิตหนังฟิล์มมาเป็นผู้อำนวยการสร้าง พร้อมด้วยโปรดิวเซอร์ ทอม  ฐณะวัฒน์ ธรรมปรีชาพงศ์ มาร่วมสนับสนุนผลักดันให้เกิดโปรเจกต์หนังเรื่องนี้โดยสมบูรณ์

พุฒิพงษ์ นาคทอง ผู้กำกับเลือดอาชีวะตัวจริง

ผมจบจากวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ผมเรียนช่างมา แล้วช่วงนั้นพฤติกรรมคือตีกันหนักมาก มีข่าวเสียชีวิตเยอะมาก พอฟังบ่อยๆ ก็รู้สึกว่าเป็นแผลในใจ ทำไมคนมองเด็กช่างดูก้าวร้าว เกเร ไม่มีอนาคต ทุกคนสาปส่ง มองเด็กช่างไม่มีอะไรดี ก็เลยอยากทำหนังในมุมมองของเด็กช่างขึ้นมา เป็นหนังที่เล่าจากสายตาของผมจริงๆ หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้ทำขึ้นเพื่อสนองตัณหาชอบความรุนแรง หรือเพราะความอยากเท่ห์แต่อย่างใด มันเป็นโปรเจกต์หนังที่ผมอยากทำขึ้นมาเพื่อเป็นอุทาหรณ์สะท้อนสังคม โดยถ่ายทอดผ่านชีวิตเด็กอาชีวะยุค 90s กลุ่มหนึ่ง ตีแผ่บทเรียนชีวิตที่พวกเค้าได้พบเจอ ตัวอย่างบทเรียนชีวิตที่ก้าวผิดเหล่านี้”

4KINGS อาชีวะ ยุค 90’s เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่มเด็กวัยรุ่นอาชีวะจาก 4 สถาบัน ได้แก่ กนกอาชีวะ, ช่างกลบุรณพนธ์, เทคโนโลยีประชาชล (ดัดแปลงจากชื่อจริง เทคโนโลยีประชาชื่น) และ อินทรอาชีวะศึกษา ถึงแม้ภาพยนตร์จะอิงชื่อโรงเรียนจริงเกือบทั้งหมด แต่ว่าเรื่องราวในหนังเป็นเรื่องแต่งขึ้นจากประสบการณ์ของผู้กำกับพุฒิพงษ์

“เรื่องราวที่ผมเขียนอ้างอิงชื่อโรงเรียน ชื่อตัวละคร และเรื่องราวของบุคคลจริงๆ ที่เคยเกิดขึ้นจริงประมาณ 20% นอกนั้นเป็นเรื่องราวของผมทั้งหมดที่ได้เจอตอนเรียนอาชีวะ โดยเป็นเรื่องที่เกิดกับตัวผมและเพื่อนผม เป็นสิ่งที่พวกผมได้สัมผัสมาจริงๆ แล้วมาเล่าต่อให้ฟังกัน โดยปัจจุบันสถาบันทั้งหมดได้ปิดตัวหมดแล้ว สมัยก่อน 4 สถาบันนี้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันจริงอยู่บ่อยครั้ง แต่โปรเจกต์นี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นให้ศิษย์เก่าจากทั้ง 4 สถาบันนี้กลับมาสานความสัมพันธ์กันใหม่อีกครั้ง จนเกิดเป็นงานฟุตบอลประเพณี 4 Kings ขึ้นมาในชีวิตจริง”

ตอนแรก 4 โรงเรียนนี้ยังไม่รวมตัวกัน ยังไม่เปิดใจซึ่งกันและกัน ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเลี้ยงของอินทรฯ ผมก็เข้าไปเดี่ยวๆ เลยครับ ศิษย์เก่าทุกคนเข้ามารุมถามผมว่า ‘มาทำอะไร’ ผมก็บอกว่าอยากทำหนังเลยมาขอข้อมูลหน่อย วันแรกเขาลองใจ เอามีดดายหญ้ามาจ่อคอผม แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรนะครับ แล้วพอไปแต่ละโรงเรียนก็จะเจอเรื่องราวคล้ายๆ กัน มีเรื่องให้ลองใจตลอด พี่ๆ เขาก็ถามว่า ‘จะทำหนังไปเพื่ออะไร’ ผมก็ถามกลับว่า ‘ทุกวันนี้พี่มีความสุขไหมที่พี่ๆ เคยทำความรุนแรง เคยทำเรื่องผิดพลาด พี่มีความสุข หรือมีความทุกข์มากกว่ากัน’ เขาก็นิ่ง ผมก็เลยบอกว่าอยากทำหนังที่ทำให้คนดูได้ฉุกคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความรุนแรงได้”

ผมอยากให้ตัดคำว่า เด็กช่าง เด็กอาชีวะ ออกไป แล้วมองว่าพวกเขาคือวัยรุ่นธรรมดาทั่วไปที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยรุ่นที่แสดงพฤติกรรมผิดๆ ฉะนั้น 4KINGS จึงเป็นหนังวัยรุ่นที่อยากแสดงให้เห็นความคึกคะนองของวัยรุ่น ซึ่งแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน เด็กช่างกลุ่มนี้แสดงออกแบบนี้ เด็กทั่วไปก็จะแสดงออกแบบหนึ่ง เราตั้งใจให้ดูในหนังว่า การแสดงออกผิดๆ มันทำให้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาบ้าง แล้วเพราะคำว่า พวกพ้อง สำคัญต่อวัยรุ่น ไม่ว่าวัยรุ่นยุคสมัยไหนๆ ทุกประเทศเป็นเหมือนกันหมด คือไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเพื่อน เพราะมันคือช่วงเวลาที่เราอยู่กับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เราไปโรงเรียนทุกวัน อยู่กับเพื่อน 5 วัน แต่อยู่กับพ่อแม่แค่ 2 วัน เอาจริงๆ สมัยก่อนการตีกันถี่กว่านี้มากครับ แทบจะตีกัน เช้า-เย็น ทุกวันเลย เพียงว่าแต่ความรุนแรงจะน้อย ปัจจุบันความถี่มันน้อยลงก็จริง แต่ความรุนแรงมันสูงมาก โอกาสที่จะเสียชีวิตสูงมาก สมัยนี้คือเอาเป็นเอาตาย แต่อย่างที่บอกครับ อยากให้ตัดคำว่า อาชีวะ ออกไป เพราะความรุนแรงมันไม่ได้มีแค่เด็กช่าง เราจะเห็นว่า เด็กแว้น เด็กร้านเกม หรือเด็ก ม.ปลาย ก็เกิดความรุนแรงเหมือนกันหมด”

ผมอยากให้ตัดคำว่า เด็กช่าง เด็กอาชีวะ ออกไป แล้วมองว่าพวกเขาคือวัยรุ่นธรรมดาทั่วไปที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยรุ่นที่แสดงพฤติกรรมผิดๆ 

รวมพลนักแสดงสุดเซอร์ในบทบาทเด็กอาชีวะสุดเกรียน

4KINGS อาชีวะ ยุค 90’s จัดเต็มทัพนักแสดงนำวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มนักแสดงอินดี้มาดเข้ม ทั้ง เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ, โจ๊ก อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ, จ๋าย อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, ทู  สิราษฎร์ อินทรโชติ, ณัฏฐ์ กิจจริต, ภูมิ รังษีธนานนท์, บิ๊ก  อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล หรือ บิ๊ก D Gerrard, เนโกะ  เนรัญชรา เลิศประเสริฐ

เป้  อารักษ์ อมรศุภศิริ : รับบท ดา

เด็กหนุ่มจากอินทรอาชีวะศึกษา ที่มีนิสัยสุขุม ใจกว้าง รักเพื่อน มีความเป็นผู้นำ

“ตัวละคร ดา ได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนคนหนึ่งของผู้กำกับพุฒิครับ ถึงแม้ชื่อจะมาจากพี่ดาตัวจริง แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องราว พี่ดา อินทร ตัวจริงเท่าไหร่ แม้กระทั่งตัวละครอื่นอย่างพี่รูแปงหรือพี่บิลลี่ก็คนละรุ่นกัน แต่หนังเอาทั้ง 3 คนมารวมในไทม์ไลน์เดียวกันเฉยๆ คาแรคเตอร์ของดาในหนัง ผู้กำกับพุฒิเขาตีความว่า เป็นหัวโจก หัวหน้าแก๊ง ชอบความรุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีความสดใส โอบอ้อมอารีกับเพื่อนฝูง เวลาอยู่กับแม่ก็เป็นเหมือนเด็กกุ๊กกิ๊กไปเลย ซึ่งนั่นคือมนุษย์จริงๆ ที่ไม่ได้ดุตลอดเวลา เขาอยู่กับแม่ก็จะยิ้มแย้ม ทำตัวบ๊องแบ๊ว แต่พอไปต่อยก็พร้อมอัดเลย ในขณะที่อยู่กับเพื่อนก็เป็นเหมือนพี่ชาย ให้ความนับถือ อยู่กับแฟนก็เป็นเหมือนพ่อ เป็นผู้ใหญ่ คอยสั่งสอนแฟน ตอนผมหาคาแรคเตอร์พี่ดาตัวจริง ผมแทบไม่เจอวิดีโอพี่เขาเลยนะ ใน YouTube ก็มีเพียงคลิปที่เขาโดนยิงเสียชีวิต พุฒิก็เลยถามว่าไปบ้านพี่ดาไหม พอไปบ้านพี่ดาแถวสะพานใหม่ ไปเจอภรรยาของเขา ก็ไปเจออีกคาแรคเตอร์ทางกายภาพที่นำมาใช้ในเรื่องนี้ด้วย”

“ตอนเวิร์กช็อปเราอยากให้คาแรคเตอร์ตัวละครนี้ชัดรอบด้านจริงๆ  ผมรู้สึกว่าความเป็นเพื่อนของกลุ่มอินทรต้องแน่นกว่านี้ ก็เลยชวนภูมิไปดูคอนเสิร์ตของจ๋าย ตามอยู่ 2-3 วัน เลยชวนไปนอนบ้านจ๋ายเลย ช่วงถ่ายหนังก็แฮงค์เอ้าท์กันบ่อยมาก เพราะเราอยากสนิทแบบเพื่อนจริงๆ บางทีเวิร์คช็อปอย่างเดียวมันไม่พอครับ เราต้องการอะไรแบบนี้ด้วย เพราะตัวละครดา กับ บิลลี่ รูแปง ในเรื่องต้องสนิทกันมาก ทีนี้พอตัวจริงสนิทกัน ตอนถ่ายก็ไม่ต้องพยายามกันแล้ว เราอยากไปถ่ายหนังเพราะอยากไปเจอเพื่อนๆ คนอื่นในแก๊ง การถ่ายทำก็สนุกขึ้นมากครับ เหมือนเราเป็นเพื่อนกันจริงๆ”

 

จ๋าย  อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี (นักดนตรีและนักร้องนำวงไททศมิตร) :  รับบท บิลลี่

เด็กหนุ่มจากอินทรอาชีวะศึกษาที่มีนิสัยนิ่งเงียบ เก็บกด แต่ก็โผงผาง บ้าดีเดือด

“ผมได้รับการทาบทามจากผู้กำกับพี่พุฒิ เหมือนเคยฟังเพลงผ่านวงแล้วเห็นเอเนอร์จี้อะไรบางอย่างในการแสดงโชว์ ก็เลยนัดคุยกัน ปรากฏว่าประสบการณ์ส่วนตัวค่อนข้างตรงกับตัวละคร เลยได้มาร่วมในโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมห่างการแสดงไปนานมากและไม่เคยผ่านภาพยนตร์ ทำให้กลัวว่าทำได้ไม่ดี แต่พอรู้ว่ามีพี่เป้เล่นด้วยก็เลยตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัว สบายใจได้ว่ามีพี่เป้ให้คำปรึกษา (หัวเราะ) แต่ตัวพี่บิลลี่เองยังมีชีวิตอยู่จริง ในบทก็แค่เอาชื่อมาสร้างเป็นตัวละครเฉยๆ ไม่ได้อิงจากตัวจริงเท่าไหร่ หนังทั้งหมดแทบจะดำเนินเรื่องผ่านบิลลี่เป็นหลัก เขาเป็นตัวแทนของเด็กที่ได้รับความกดดันจากครอบครัว เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว เขาก็ต้องหาสิ่งเติมเต็มจากทางอื่น นั่นก็คือเพื่อน ฉะนั้นเพื่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญเดียวในชีวิตที่เขาต้องรักษา ต้องปกป้อง ส่งผลให้บิลลี่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งต่างๆ ครับ การแสดงเป็นเด็กเลือดร้อน ผมว่าผู้ชายทุกคนมีอารมณ์นั้นในตัวอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยาก ความยากคือความละเอียดอ่อนในการแสดงมากกว่า จะทำยังไงให้ดูเชื่อว่าเราเป็นเด็ก ทั้งๆ ที่ตัวจริงไม่เด็ก ส่วนมุมการเป็นเด็กช่าง ผมว่าไม่ยาก เพราะคาแรคเตอร์เราไปทางนั้นแล้ว ความยากคือบิลลี่ต้องแบกดราม่าและความละเอียดอ่อนภายในจิตใจของวัยที่เผชิญอยู่มากกว่า”

 

ภูมิ รังษีธนานนท์ : รับบท รูแปง

เด็กหนุ่มเจ้าสำราญที่เกิดมาในครอบครัวเพียบพร้อม แต่ใช้เงินเลี้ยงดูอย่างเดียว ทำให้เขาขาดแคลนความอบอุ่น จึงเลือกทดแทนด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความผูกพันจากเพื่อนฝูง

“รูแปงในหนังเป็นคนสนุกสนานสุดๆ แบบกวนมาก ความยากในการแสดงคือการต้องแยกแยะตอนที่ต้องกวน และบางจังหวะที่ต้องซีเรียส หรือแบบว่าจังหวะซีเรียสมากๆ เราก็ต้องรักษาคาแรคเตอร์ความกวนเอาไว้ตลอด เพราะหนังค่อนข้างซีเรียสนะ แต่ผมต้องสนุก ทำให้เพื่อนๆ มีรอยยิ้มได้ในจังหวะที่เครียดๆ ก็ค่อนข้างท้าทายนิดนึงครับ แต่ปรับตัวไม่ยากนะเพราะเคยผ่านวัยรุ่นมาก่อน เอาความเป็นวัยรุ่นสมัยก่อนที่เราเป็นมาใส่ในตัวละครตัวนี้ ทั้งประสบการณ์ส่วนตัวและนิสัยส่วนตัวใช้ผสมๆ กันครับ ถึงแม้ผมจะไม่มีประสบการณ์ทางด้านเรียนช่าง แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการเปิดประสบการณ์มากๆ ผู้กำกับทำได้เหมือนจริง เช่น ฉากคอนเสิร์ตผมไม่รู้ว่ามันมีแบบนี้ด้วย แบบเด็กช่างโยนเสื้อช็อปในงาน เดินร้องเพลงสถาบัน พวกวัฒนธรรมเด็กช่างจ๋าๆ แม้กระทั่งอาวุธ ฉาก หรือพร็อพก็แปลกใหม่ รวมไปถึงการโหนรถเมล์ ใส่แว่นเรย์แบนด์ที่กลายเป็นแฟชั่น ก็แปลกดี มันต่างจากหนังอันธพาลแบบอื่น”

 

 

โจ๊ก  อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ : รับบท มด

เด็กหนุ่มจากเทคโนโลยีประชาชล พูดน้อยต่อยหนัก อาศัยในโลกสีเทาดำมาตั้งแต่เกิด จึงมักแสดงออกด้วยความรุนแรง

ตัวละคร มด จะมีวิธีคิดของเขาเอง แตกต่างจากแก๊งอินทรมาก แต่เรื่องที่เขายอมกันไม่ได้ก็คือเรื่องโรงเรียนหรือสถาบัน ศักดิ์ศรี ก็เลยเกิดเป็นสตอร์รี่ของสถาบันที่ตีกัน และเรื่องราวที่ตามมาของแต่ละบุคคล หนังค่อนข้างชัดเจนนะ แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ชัดๆ อยู่แล้ว บทของมดไม่ได้ตรงอะไรกับชีวิตผมอยู่แล้ว และวิธีการแสดงออกก็เป็นในแบบของเขา ก็ไม่ได้ยากและก็ไม่ได้ง่ายอะไร เรามีการเวิร์คช็อปกันก่อนด้วย เจอคนที่ต้องปะทะด้วย มันก็คือการทำการบ้านก่อนถ่ายทำครับ โดยรวมเราคิดว่าผู้กับพุฒิเลือกนักแสดงแต่ละคนมาตรงกับบทได้ครึ่งหนึ่งอยู่แล้วนะ แล้วมาบวกกับที่เหลือว่านักแสดงจะทำอะไรให้เขาได้บ้าง จะแสดงแล้วเป็นแบบไหน เพื่อมาปรับกันตอนโปรดักชั่นจริง”

 

ณัฏฐ์ กิจจริต : รับบท โอ๋

เด็กหนุ่มเทคโนโลยีประชาชล นิสัยยียวนกวนประสาท อารมณ์ดีเมื่ออยู่กับเพื่อนๆ แต่เจ็บปวดกับครอบครัวที่พ่อแม่ให้เวลากับการงาน แถมยังเอาอกเอาใจน้องชายมากกว่า ทำให้เขาคิดว่ามีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่เข้าใจ

“ตัวละคร โอ๋ชล จะเข้าบทกับ มด ที่พี่โจ๊กแสดง สองคนนี้มีความบู๊กับบุ๋นอยู่ด้วยกัน เป็นสองคนที่อยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกแข็งแรง คือมดจะไม่ฟังใครเลยนอกจากโอ๋ ส่วนโอ๋ก็จะมีความเคารพมดมากในเรื่องต่อยตี ถ้าสังเกตในเรื่อง เราจะยืนอยู่ข้างหลังมดเสมอ เป็นความเคารพซึ่งกันและกัน แต่สถานการณ์ไหนเราต้องพูด มดก็จะฟัง ผมรู้สึกว่าโอ๋มีความเป็นมนุษย์เยอะมาก เขาจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างเต็มไปหมด เช่น ตีแต่ไม่ถึงตาย ไม่อยู่ในยุนิฟอร์มไม่ตี มีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้เขาแตกต่างจากมด เพราะมดคือเอาให้ร่วง เอาให้ตาย อย่างตอนเวิร์คช็อปมันมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ มดเหมือนเป็นคนออกล่าพื้นที่ แต่โอ๋จะมีพื้นที่ของเขาที่คนอื่นอย่าเข้ามา อย่าล้ำเส้น ตีแล้วไล่ออกไปได้ คือจบ สองตัวละครนี้จะแตกต่างตรงนี้ ซึ่งผมว่าสนุกดีในการหาบาลานซ์นะ สำหรับผมต้องปรับตัวเยอะมาก (หัวเราะ) เพราะผมโดนติงตั้งแต่การออกเสียงแล้ว ส่วนตัวผมเป็นคนพูดเบา พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พอเป็นเด็กช่างมันต้องมีความแข็งแรงบางอย่าง ต้องเข้าใจโลกบางอย่างของเด็กกลุ่มนี้ ผมเลยโดนเวิร์คช็อปการแสดงออกทางสายตาและน้ำเสียงหนักมาก”

 

ทู  สิราษฎร์ อินทรโชติ : รับบท เอก

เด็กหนุ่มมาดกวน ขี้เก๊ก จากช่างกลบุรณพนธ์ มักแสดงความแข็งแกร่งออกมา เพื่อปกปิดความอ่อนแอข้างในจิตใจ

“ผมไม่เคยตีใคร ไม่เคยต่อยใคร ไม่เคยมีเรื่องกับใครเลย ก็เลยกลัวกับสถานการณ์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งพอมาเป็นนักแสดงก็จะขาสั่นหน่อยๆ อยากออกจากสถานการณ์นั้น ซึ่งผมใช้เวลาปรับตัวตลอดเวลาเลย เพราะในหนังต้องแสดงออกมาว่าไม่กลัว ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนะว่าทำไมคนต้องตีกัน และก็ไม่แน่ใจว่าในหนังแสดงออกไปอย่างไร ต้องขอบคุณ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) แอ็คติ้งโค้ชที่ช่วยให้เราเข้าใจความคิดตัวละคร รวมไปถึงการต้องแสดงออกผ่านร่างกาย เช่น ร่างกายที่หวงอาณาเขตต้องทำยังไง ร่างกายเวลาเราโกรธเป็นอย่างไร ร่างกายอยากลองเชิงต้องทำแบบไหน ทุกอย่างให้ร่างกายนำพาไปครับ”

“พอมาได้รับบทหนึ่งในเด็กช่างในเรื่องนี้ สิ่งที่ผมสัมผัสได้แน่ๆ เลยคือคำว่า ศักดิ์ศรี จริงๆ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเลย มันไม่จำเป็นขนาดนั้น ความรุนแรงเป็นทางเลือกผิดๆ ในชีวิต แต่ละคนมีทางเลือกแตกต่างกันไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีโอกาสปรับตัว ก็อย่าไปดั้นด้นกลับไปทำแบบเดิมซ้ำอีก ถ้ามีโอกาสดีๆ ก็รับเอาไว้ดีกว่าครับ”

 

บิ๊ก  อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล หรือ บิ๊ก D Gerrard : รับบท ทายาท

เด็กบ้านที่เติบโตมาในชุมชนสลัมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ทำให้ขาดคนอบรมสั่งสอน มักจะแสดงอารมณ์และพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้ชีวิตตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ตอนเห็นโปรเจกต์นี้เปิดรับสมัครนักแสดงก็เลยมาสมัครแคสต์บทด้วยเพราะอยากลอง อยากทำอะไรเกี่ยวกับการแสดงมาตั้งนานแล้ว ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมโปรเจกต์นี้ ผมรับบทเป็น พี่ยาท ครับ เป็นเด็กบ้านที่ขายยาและเล่นยา พูดง่ายๆ ก็คือเด็กแว้นนั่นแหละ เป็นคาแรคเตอร์ที่เด็กช่างไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าเด็กช่างทำเซียน ก็เลยเป็นฝั่งที่ไม่ถูกกัน โดยเสน่ห์ของตัวละครนี้คือ เป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยในเรื่องอารมณ์ เหมือนเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของตัวละครนี้นะ พอได้มาแสดงจริงๆ สำหรับผมไม่ยากนะ ถ้าเราเข้าใจมิติของตัวละคร ลองจินตนาการว่าเราเป็นคนคนนั้นจะทำยังไง ส่วนตัวติดใจนะ ชอบการแสดงเลย ผมว่าสนุกดี ถ้ามีงานอื่นเข้ามาก็อยากสนใจ อยากจะลองท้าทายในบทบาทอื่นๆ ดูบ้างครับ”

 

เนโกะ เนรัญชรา เลิศประเสริฐ : รับบท อุ๊

เด็กสาวพาณิชย์ที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวตำรวจ ทำให้ถูกบังคับและตีกรอบทุกๆ อย่างจนไม่เป็นตัวเอง ก่อนเธอจะพบกับ ดา ที่เข้ามาเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

“เนมาจากการแคสต์ค่ะ ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่า 4KINGS คืออะไร เลยไปลองอ่านประวัติในอินเทอร์เน็ต อ่านไปอ่านมาก็รู้สึกว่าสนุกดี อยากรู้เรื่องราวต่อ ได้คุยกับพี่พุฒิผู้กำกับในวันเวิร์คชอป แกก็เล่าทุกอย่างให้ฟัง พอรู้รายละเอียดลึกๆ แล้วก็ยิ่งสนุก อยากให้ถึงวันถ่ายจริงเร็วๆ คาแรคเตอร์อุ๊เป็นเด็กพาณิชย์ที่เติบโตในครอบครัวตำรวจ ทำให้ไม่ชอบ ดาเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้เป็นคนที่เชื่อฟังครอบครัวมากๆ แต่พอดาเข้ามา อุ๊ก็รู้สึกว่าได้ปลดปล่อย ได้เป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น ตอนมาเวิร์คช็อปได้ใส่ชุดเด็กพาณิชย์เป็นครั้งแรกด้วย รู้สึกเลยว่ามันเดินยากมากนะ แล้วเวลาตีกัน เด็กพาณิชย์วิ่งหนีกันยังไงนะ แม้หนังจะไม่ได้พูดถึงเด็กผู้หญิงที่เรียนพาณิชย์มากนัก แต่เราก็มีกลุ่มเพื่อน เลยไปค้นหาว่าผู้หญิงสมัยนั้นเค้าคุยอะไรกัน สนใจอะไร เอาไว้เป็นแบ็คกราวด์ให้ตัวเราเองด้วย”

“หนังพูดถึงชีวิตผู้ชาย แต่ตัวละครของเนเป็นหนึ่งข้อพิสูจน์เรื่องความรับผิดชอบ และการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อเกิดอะไรขึ้น คนที่อยู่ข้างเราก็คือครอบครัว คนที่หวังดีกับเราก็คือครอบครัวจริงๆ เราจะเห็นว่า ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวมันส่งผลถึงครอบครัวขนาดไหน ฉะนั้นหนังมันแฝงเรื่องราวไว้เยอะมาก ไม่ใช่แง่คิดเรื่องการตีกัน แต่คือสภาพสังคมโดยรวมเลย ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราค่ะ”

  • สัมภาษณ์โดย ยวิษฐา (ติดตามอ่านแบบเล่มได้ในนิตยสาร ดาราภาพ Starpics ฉบับที่ 918)

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก