สัมภาษณ์สองนักแสดงนำ ร่างทรง กับการถ่ายทอดความสมจริงที่ท้าทายศรัทธา

136

           นอกจากผู้กำกับ โต้ง บรรจง ที่ตั้งใจรังสรรค์ความหลอนขนหัวลุกใน ร่างทรง ภาพยนตร์ร่วมสร้างกับทางโปรดิวเซอร์ฝั่งเกาหลีอย่าง นา ฮง-จิน แล้ว พรีเซนเตอร์สำคัญของหนังก็คือทีมนักแสดงนำที่ต้องมารับบทหนัก ท้าทายความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์พื้นบ้านให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาผู้ชมอย่างสมจริง และสองนักแสดงหลักที่อาจไม่ได้คุ้นหน้าค่าตาผู้ชมวงกว้างเท่าไหร่นัก แต่จัดหนักจัดเต็มด้านการแสดงให้โดดเด่นและเป็นธรรมชาติ ก็คือ ญดา นริลญา กุลมงคลเพชร สาวสวยดีกรีสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป GELATO ผู้มาถ่ายทอดบท มิ้ง หญิงสาววัยรุ่นที่โดนเลือกเป็นทายาทร่างทรงของย่าบาหยัน และ ป้าเอี้ยง สวนีย์ อุทุมมา ที่เป็นทั้งนักแสดงอิสระ แอ็คติ้งโค้ช และผู้กำกับ (เน้นหนักสายละครเวที) ผู้สวมบทบาท ป้านิ่ม ร่างทรงมากประสบการณ์ที่พยายามช่วยเหลือหลานให้รอดพ้นจากเงื้อมมือที่มองไม่เห็นอย่างสุดความสามารถ

เป็นมายังไงถึงได้มาทำงานเรื่องนี้
ญดา : สำหรับหนูคือได้รับโอกาสให้ลองมาแคสท์บท ซึ่งตอนนั้นไม่รู้เลยว่าเป็นหนังของใครและใครกำกับ พอได้อ่านบทรู้สึกว่าเป็นโปรเจกต์ที่ดีจังเลย ตัวละครที่เรามาแคสท์ท้าทายความสามารถมากๆ ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ ลุ้นว่าเราจะได้บทนี้รึป่าว?
พี่เอี้ยง : เหมือนกันค่ะ ได้รับการทาบทามให้มาแคสท์บท โดยรู้แค่ว่าทางทีมอยากได้คนที่พูดภาษาอีสานได้ เป็นตัวละครแบบนี้ๆ นะ เป็นหนังของทางค่าย GDH 559 พอถึงวันที่แคสท์ เราก็ลุยอิมโพรไวซ์กันหน้างานเลย พอตอนหลังถึงได้มารู้ว่าเป็นหนัง ร่างทรง ที่คุณ โต้ง บรรจง กำกับ ก็ดีใจมากๆ ค่ะ

ทำการบ้านกับบทที่อาจจะไกลตัวเรากันยังไงบ้าง
พี่เอี้ยง : คือเราได้เห็นบทจริงๆ ในวันนัดที่มีมาร่วมอ่านบทด้วยกัน ก็เริ่มมานั่งนึกๆ ว่าคนทรงแบบไหนที่น่าจะเข้ากับคาแรคเตอร์ตัวละคร ป้านิ่ม ในเรื่องนี้ เลยนั่งเสิร์ชดูจากยูทูปว่าคนทรงมีอะไรยังไง พอดีประสบการณ์จริงที่เราเคยเจอคนทรงจริงๆ ครั้งหนึ่ง อ๋อ เขามีท่าทีประมาณนี้ๆ นะ แต่หลักๆ ตัวบทมีสเปคลักษณะท่าทีของตัวละครหลักไว้แล้ว เราก็เอามาผสมกันแล้วมาคุยกับผู้กำกับว่า ประมาณนี้ๆ โอเคมั้ย? แล้วที่ช่วยได้เยอะมากคือเรามีการทำเวิร์คชอปด้วยกัน ก็ช่วยกันพัฒนาตัวละครมาเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่ผู้กำกับให้โฟกัสมากกว่าฟอร์มความเป็นร่างทรงคือคาแรคเตอร์ป้านิ่ม สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคืออะไร เพื่อจะหามวลบางอย่างที่ส่งผลให้ตัวละครนี้
ญดา : สำหรับหนูก็พูดคุยกับพี่โต้งเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร หนูจะถามพี่โต้งหนักมากว่าตัวละครนี้มันจะเป็นยังไง พี่โต้งไกด์ว่าให้ไปทำการบ้านดูหนังสารคดีเรื่องนี้เรื่องนั้น ประมาณเล่าถึงวิถีชีวิตวัยรุ่นที่อยู่ต่างจังหวัดจริงๆ ว่าเขาคิดแบบไหนยังไง พูดยังไง เดินยังไง ดูกระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเป็น เพราะว่าตัวละคร มิ้ง เป็นตัวละครที่หนูไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย ไกลตัวมากๆ

เวิร์คชอปทั้งสองคนเข้าด้วยกันรึป่าว

ญดา : ในส่วนหนูคือมีรอบที่มาอ่านบทด้วยกัน ซึ่งมีครูเงาะเข้ามาช่วยพัฒนาเราเรื่องความเข้าใจตัวละครในครั้งแรก หลังจากนั้นก็มาทำเวิร์คชอปแยกเดี่ยวของตัวเอง เพราะตัวละครมิ้งมีการพลิกเปลี่ยน พัฒนาตัวเองเยอะมาก เยอะกว่าตัวละครอื่นๆ ด้วย ก็ต้องทำเวิร์คชอปแยกเดี่ยวกับพี่โต้งกับครูเงาะเป็นพิเศษ ซึ่งในเรื่องตัวละครนี้จะมีอาการที่แปลกประหลาด หนูก็จะรับเรฟเฟอร์เรนซ์เรื่องการแสดงท่าทางเป็นพิเศษจากทางแอ็คติ้งโค้ชด้วย กับทางทีมเกาหลีด้วย โดยเฉพาะบทของหนูจะมีนักออกแบบท่าทางของเกาหลี คุณ ปาร์คแจยุน ซึ่งเป็นมืออาชีพออกแบบท่าทางหนังสยองขวัญเกาหลีมาหลายๆ เรื่อง ก็มาช่วยเรื่องนี้ด้วย หลังจากนั้นก็ทำการซ้อมเฉพาะฉากเฉพาะซีนด้วยพร้อมๆ กับนักแสดงท่านอื่นๆ ซ้อมแบบหาการแสดงที่ใช่และสดใหม่ไปด้วยกันอีกครั้ง
พี่เอี้ยง : อยากเสริมตรงนี้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ กับการซ้อมบท คือด้วยความเป็นคนทำงานเบื้องหลังมาด้วยเลยเรียกร้องกับเรื่องนี้มากๆ (หัวเราะ) หลายๆ โปรดักชั่นมักจะเน้นให้ไปลุยหน้าเซ็ตหน้ากองฯ เลย บางทีมันทำให้ขาดอะไรไปบางอย่าง แต่ว่ากองฯ เรื่องนี้ พี่โต้งให้ความสำคัญให้คุณค่ากับการซ้อม

เล่าถึงวิถีชีวิตวัยรุ่นที่อยู่ต่างจังหวัดจริงๆ ว่าเขาคิดแบบไหนยังไง พูดยังไง เดินยังไง ดูกระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเป็น

โดยส่วนตัวทั้งคู่มีความเชื่อกับเรื่องการทรงเจ้ายังไงบ้าง
พี่เอี้ยง : แรกๆ เราก้ำกึ่งนะ คือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทีนี้ตัวเราเองเคยมีช่วงที่เกิดเรื่องที่บ้าน แล้วรู้สึกว่าลองไปปรึกษาทางร่างทรงดู เพื่อนก็แนะนำไปเจอท่านหนึ่ง สังเกตอาการท่านแล้วก็รู้สึกว่า เออ…ท่านนิ่งๆ มาก แค่มีหาวบ่อยๆ แต่ในสิ่งที่เขาทักก็ตรงหลายอย่าง เขาทักให้กลับไปดูที่บ้านต่างจังหวัดของเราว่ามีศาลที่ปล่อยร้างไว้ พอเรากลับไปดูก็มีจริงๆ นะ  แล้วตอนเข้ากองฯ เรื่องนี้ เราสองคนนี่คือไหว้ทุกสิ่งที่เจอตลอด ภูเขาต้นไม้
ญดา : ส่วนตัวหนูเองถึงจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่เรื่องของร่างทรงก็ได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กๆ จากปากของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ หนูเลยมีความเชื่อกับเรื่องทางนี้เหมือนกัน รวมทั้งเรื่องผีเรื่องวิญญาณก็เชื่อนะ ไม่กล้าลบหลู่

ในหนังมีพูดถึงความเชื่อเรื่องร่างทรงผ่านสองตัวละครสองรุ่นด้วยรึป่าว
พี่เอี้ยง : มีค่ะ ซึ่งนี่แหละที่บอกว่าเป็นการท้าทายเราทั้งคู่มากๆ นะ เพราะตัวละครทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ท้าทายความเชื่อนี้ เหมือนในหน้าหนังที่เขียนโปรโมทไว้ว่า “ท้าทายทุกความศรัทธา”
ญดา : แน่นอนค่ะว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงความเชื่อของคนสองรุ่นที่แตกต่างกัน แต่ว่าในตัวละคร มิ้ง คือสุดโต่งว่าเขาไม่เชื่อร่างทรง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ทำให้มิ้งเปลี่ยนไปยังไง ลองตามไปดูเขากันค่ะ

พอได้เข้ากองฯ ถ่ายทำจริงๆ เจอบรรยากาศจริงๆ ในโลเคชั่นที่เซ็ต การทำงานของเราเป็นอย่างไรบ้าง
ญดา :
โห หนูชื่นชมทีมงานมากๆ สร้างสรรค์โลเคชั่นออกมาสมจริงมากๆ พี่เอี้ยงยังบอกเลยว่า บ้านของมิ้งในเรื่องคือสร้างขึ้นใหม่เพื่อถ่ายทำ มันเนียนสมจริงมากๆ ดูเป็นบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริงๆ แล้วมันเอื้ออำนวยกับการทำงานของนักแสดงมากๆ ด้วย อย่างตอนที่เราซ้อมบท เราก็มีความเชื่อในตัวละครของเรา 60% แต่พอเข้าไปถ่ายจริงกับโลเคชั่น บวกกับความขลังของบรรยากาศ บวกกับนักแสดงร่วมทุกท่าน มันยิ่งทำให้การแสดงของหนูเชื่อมากขึ้น อินมากขึ้นไปอีก
พี่เอี้ยง : มันรวมไปถึงองค์ประกอบศิลป์หรือการรีเสิร์ชข้อมูลของทีมงานที่ให้เรามาก่อนหน้าที่เราจะไปออนเซ็ตอ่ะคะ ทุกคนพยายามสร้างบรรยากาศสร้างจักรวาลของเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่ทางภาพ มันส่งมาถึงใจนักแสดง เพื่อให้พาตัวละครที่แต่ละคนรับผิดชอบออกมาได้อย่างง่ายดาย แล้วทุกอย่างมันเกินคาดมาก เห็นความเต็มที่ของทีมงานแล้วเราต้องใส่เต็มอ่ะ มีผลกับการแสดงเยอะมาก เมื่อเราไปอยู่หน้าเซ็ตแล้วเจอสิ่งที่เซ็ตไว้สมบูรณ์ที่สุด จริงๆ มีหลายฉากมากที่เราประทับใจนะ เพราะองค์ประกอบศิลป์เรื่องนี้มันสมบูรณ์มาก แบบเดินเข้าไปแล้วขนลุก หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้นักแสดงก็เรียลมากๆ และเหมาะกับเรามาก บางคนยังถามว่า พี่ใส่ชุดนี้มาจากบ้านด้วยรึป่าว (หัวเราะ) ต้องบอกว่าทีมงานทำการบ้านเรื่องนี้ดีมาก งานภาพของเรื่องนี้ที่พี่ขอเสริมว่าละเอียดมาก ทุกโมเมนต์ของตัวละคร หลายซีนตัวเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะไปไหน แต่ตัวละครมันพาเราไปเอง
ญดา : อย่างในส่วนตัวละคร มิ้ง จะมีบางฉากที่ในบทไม่ได้เขียนไว้ว่าตัวละครจะไปยังไง แต่เราดันไปเจอมันตอนถ่ายจริง เพราะบรรยากาศทุกอย่างที่เซ็ตมันเอื้ออำนวยพาตัวละครไปเองจริงๆ ว่ามันคิดมันทำไปแบบนี้แบบนั้น หนูยังตกใจตัวเองเลยว่าตัวละครนี้มันคิดแบบนี้อยู่จริงๆ เหรอ ซึ่งมันเป็นครั้งแรกที่ได้รับประสบการณ์แบบนี้เลยนะ

อันที่ยากจริงๆ คือบทสวดมนต์… พอหลังๆ ทีมงานยังแอบกระซิบว่า พี่เอี้ยงช่วยท่องผิดๆ หน่อยมั๊ยมันน่ากลัวมาก

ความยากของการทำงานเรื่องนี้
พี่เอี้ยง : อันที่ยากจริงๆ คือบทสวดมนต์ อาจจะดูพื้นๆ นะ แต่ยากจริงๆ ไม่รู้ว่าทีมบทไปแสวงหามาจากไหน แล้วที่สำคัญเป็นบทสวดจริงๆ ที่เกี่ยวกับการเรียกวิญญาณ ผีสางนางไม้ ซึ่งพอหลังๆ ทีมงานยังแอบกระซิบว่า พี่เอี้ยงช่วยท่องผิดๆ หน่อยมั๊ยมันน่ากลัวมาก แต่ว่ามันสนุกท้าทายมากนะในความพยายามที่จะจำบทสวดภาษาที่เราไม่รู้ความหมายจริงๆ แล้วซีนที่ยากๆ สำหรับพี่มันท้าทายเราหมด เพราะบทมันเรียกร้องความเข้าใจและแอ็คติ้งและกล้ามเนื้อในการแสดงออกของเราทุกอย่าง มันต้องตื่นตัวตลอดเวลา แต่บอกได้คำเดียวว่าเป็นโปรดักชั่นที่มันส์มากๆ
ญดา : หนูรู้สึกว่าพี่โต้งรีเสิร์ชข้อมูลมาแน่นมาก ใส่ทุกความเชื่อจริงๆ ที่เกิดขึ้น แล้วพี่โต้งเน้นความสมจริงมากๆ แต่จริงๆ ตอนถ่ายทำก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ แต่ด้วยความขลัง ความสมจริงที่ทีมงานตั้งใจใส่เต็ม มันเลยทำให้เรื่องราวมีความขลังและขนลุกจริงๆ

ทราบว่าญดาต้องปรับตัวกับบทของมิ้งเยอะมาก
ญดา : ใช่คะ ด้วยความที่ตัวละครนี้ห่างไกลกับตัวหนูมากๆ หนูเลยต้องปรับบุคลิกตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่การพูด การเดิน บุคลิกทุกอย่าง แล้ววิถีการดำเนินชีวิตของมิ้งก็คนละทางกับหนู ก็ต้องหัดเพิ่ม เช่นการสูบบุหรี่ แล้วตัวหนูต้องลดน้ำหนัก จากช่วงครึ่งแรกต้องเพิ่มน้ำหนัก 4-5 ก.ก. แต่มาช่วงปลายๆ เรื่องต้องลดอีกเกือบ 10 กก. ภายในระยะเวลา 1 เดือน เพื่อให้สมจริงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ก็เป็นอีกอย่างที่ท้าทายตัวหนู แต่พอหนังเสร็จออกมาก็รู้สึกประทับใจมากๆ

ส่วนพี่เอี้ยงคือกับคาแรคเตอร์นี้เป็นไงบ้าง
พี่เอี้ยง :
อาจจะเป็นเพราะว่าคาแรคเตอร์ ป้านิ่ม เป็นคนอีสานด้วย รวมถึงนักแสดงร่วมอีก 3-4 ท่านในเรื่องนี้เป็นคนอีสานที่เป็นคนละสำเนียงกันหมด แต่ข้อดีคือทุกคนปรับจูนสำเนียงให้ใกล้เคียงกันได้หมด แล้วโชคดีที่ในส่วนของพี่เองได้ใช้สำเนียงอีสานของตัวเองด้วย (หัวเราะ) แล้วตัวป้านิ่มในเรื่องนี้ช่วงวัยใกล้เคียงกับตัวพี่ด้วย เลยค่อนข้างไม่ไกลตัวในการเข้าถึงตัวละครนี้มากนัก บุคลิกของป้านิ่มมีความเป็นชาวบ้านๆ ซึ่งตัวพี่เองก็คล้ายๆ กัน ที่จะหนักหนามากสุดคือความหนักอึ้งของตัวละครที่มันจะต้องแบกไปตามเรื่องที่เกิดขึ้น  แต่ว่าทีมงานทุกคนตั้งใจทำงาน ทุกคนโฟกัสถึงเป้าหมายของหนังเรื่องนี้แบบน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาก เพราะเอาจริงๆ การทำงานทุกโปรดักชั่นแหละมักมีปัญหาหน้าเซ็ตเสมอ  แต่ในกองฯ นี้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันมาก มันเวิร์คตรงนี้แหละ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานเขาด้วย
ญดา : ใช่เลยคะ ขอเสริมว่านักแสดงร่วมท่านอื่นๆ ในเรื่องนี้ทุกคนทุ่มเทมากๆ ทำให้หนูในฐานะนักแสดงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้แรงบันดาลใจจากพี่ๆ เขามาเยอะเลย รวมถึงทีมงานเบื้องหลังทุกคนก็สุดยอดมาก จริงๆ ตั้งแต่การเลือกนักแสดงของเรื่องนี้ทั้งหมดอย่างที่ พี่โต้ง บรรจง ให้สัมภาษณ์บ่อยๆ ว่าไม่อยากเลือกนักแสดงที่มีชื่อเสียงมารับบทตัวละครหลัก ก็จะเลือกนักแสดงที่ใหม่หรือคนดูไม่คุ้นมาก แล้วก็โจทย์ของการแสดงในเรื่องนี้ที่พี่โต้งบอกไว้ว่าเราต้องแสดงให้เหมือนไม่แสดง

ทุกอย่างในการถ่ายทำเรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

พี่เอี้ยง : พี่สืบ บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนังอินดี้ก็มาร่วมแสดงเรื่องนี้ด้วย หรือทีมน้องๆ ที่เป็นนักแสดงละครเวที ซึ่งเรื่องนี้ใช้บริการน้องๆ ละครเวทีหลายคนเลย ทุกคนใส่เต็มแม็กซ์มาก อย่างฉากที่เป็นการรวมคนทรงเยอะๆ เราอยู่ในฉากด้วยยังรู้สึกขนลุกอ่ะ บรรยากาศมันดูจริงมากๆ แม้กระทั่ง พี่น้อย แม่ของตัวละครมิ้งในเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แกเป็นนักแสดงละครมาหลายเรื่อง แต่ในเรื่องนี้การแสดงของแกก็น่าสนใจมากนะ จริงๆ ต้องบอกว่าทุกคนเลยนะ เหมือนมากันคนละทิศคนละทาง แต่ผู้กำกับพี่โต้งมาปรุงผสมให้ทุกคนลงตัวกลมกล่อมกับเรื่องไปหมดเป็นมวลเดียวกัน
หรือแม้กระทั่งการแสดงเรื่องนี้จะไม่มีการบล็อกกิ้งเป๊ะๆ นักแสดงจะรู้กันแค่ว่า ซีนนี้ฉากนี้จะมีเหตุการณ์นี้ๆ เกิดขึ้น แล้วพอถึงหน้าเซ็ตทุกคนลุย เราเข้าใจเลยว่าการทำงานแบบนี้ต้องใช้ผู้กำกับที่มีความชัดเจนกับไดเร็คชั่นตัวเองมากๆ แล้วก็ละเอียดมากๆ เพราะมันยากกว่าการทำงานเรื่องที่มีบทตายตัวอีกนะ คือเรื่องนี้รู้ว่าต้องการอะไรแค่ไหน บทที่มีโครงเรื่องชัดบอกว่าเรื่องนี้เราต้องพูดอะไรๆ ที่สำคัญบ้าง มีคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องสื่อสารนะ แล้วที่เหลือผู้กำกับเขาเหมือนดีไซน์มาเพื่อให้นักแสดงอยู่กับโมเมนต์นั้นๆ แล้วอิมโพรไวซ์ไปเองต่อ ในขณะที่ทีมผู้ช่วยก็จะประมาณว่า ผมไม่บรีฟอะไรมากนะ ปล่อยให้เราเป็นไปตามโมเมนต์เรื่องตอนนั้นๆ เอง นั่นคือผู้กำกับจะต้องโฟกัสกับเรามากๆ ซึ่งเหนื่อยมากนะ
ญดา : คือพี่โต้งให้อิสระกับนักแสดงมากๆ แม้ว่าจะมีการซ้อมกันมาแล้ว แต่พอถึงเวลาถ่ายจริง ทุกคนได้อิสระกับการอิมโพรไวซ์มากๆ โดยพี่โต้งจะแค่ดูว่าหลุดกรอบของเรื่องไปมั๊ย มันเลยทำให้ทุกอย่างออกมาดูสมจริงมาก อย่างมากพอสั่งเทคปั๊บ พี่โต้งจะบอกว่ามันเยอะไป หรือมันน้อยไป หรือเอาแค่นี้เลย หรือเปลี่ยนเป็นแบบนั้นกันมั๊ย แต่ทุกอย่างในการถ่ายทำเรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บางอย่างหนูยังตกใจกับตัวละครนี้เลยว่าเขามาถึงอารมณ์แบบนี้เลยเหรอ แต่เขาจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรที่ไม่จำเป็นหรือกะทันหัน
พี่เอี้ยง : แต่ไม่ได้หมายความว่าบทไม่ได้เขียนอะไรไว้นะ แต่คือวิธีการแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการเขียนทรีทเม้นท์ไว้แล้ว โดยที่คนเขียนเองก็ต้องชัดเจนว่าหัวกับปลายทางของฉากนั้นๆ จะไปต่อกันยังไง หรือไปถึงปลายทางเรื่องและตัวละครคืออะไร โดยที่เขาไม่ได้เขียนไว้เป๊ะทุกกระเบียดให้นักแสดง แต่กรอบของเรื่องยังชัดนะ เราว่าอันนี้ยากมากนะสำหรับผู้กำกับ

มีอะไรอยากเม้าท์ถึงผู้กำกับโต้ง บรรจง เพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจากความละเอียดกับงาน
ญดา :
(หัวเราะ) พี่โต้งชอบพูดในกองฯ เสมอว่า โห…มันส์มากๆ แล้วการบรีฟนักแสดงสไตล์พี่โต้ง จะแบบขอแบบดิบๆ เลยนะ ญดาพี่ขอแบบดิบๆ เถื่อนๆ เลยนะ คือแกจะมีศัพท์สไตล์แก แต่เวลาบรีฟเราแล้วเข้าใจเลยนะว่า อ่อ…อยากได้การแสดงที่ไม่ใช่จังหวะขนบการแสดงปกติเลย
พี่เอี้ยง : (หัวเราะ) คือแบบเวลาเราแสดงละครอะไรมาบ้าง ก็จะมีจังหวะหรือมีฟอร์มของการพูดหรือแอ็คติ้งอยู่บ้าง แต่พี่โต้งให้เราทำลายจังหวะหรือฟอร์มเหล่านั้นทิ้งให้หมด อย่างพี่ช่วงแรกๆ ก็ต้องทำลายจังหวะภาษาพูดของเราเองจนให้มันเป็นธรรมชาติได้นะ แต่จังหวะการแสดงนี่คือยากมาก (หัวเราะ) เพราะเรายังติดจังหวะการแสดงแบบละครบางอย่างอยู่ พี่โต้งจะคอยทักว่า สลัดมันออกเลยพี่ พี่ทำได้ แล้วพอจบแต่ละฉากแกก็จะบอกว่า โห…มันมันส์มาก ไรงี้ (หัวเราะ)
ญดา : ที่ประทับใจมากๆ คือพี่โต้งละเอียดกับงานมากๆ แกเก็บทุกเม็ดจริงๆ แล้วเหมือนแกเห็นไกลมากๆ เห็นถึงแบ็คกราวนด์เล็กๆ ไกลๆ หรือบางอย่างในการแสดงที่ตัวเรามองไม่เห็น แล้วก็คิดว่าเราทำการบ้านมาหนักละนะ แต่พี่โต้งเห็นอ่ะ ตรงนี้คือชื่นชมพี่โต้งมาก
พี่เอี้ยง : ใช่เลย พี่โต้งสายตาดีมาก มีฉากหนึ่งอยู่ในความมืด แล้วพี่ต้องเดินมาไกลมากจากนอกประตูเลยนะ กล้องตั้งอยู่ในประตูด้วยเป็นประตูกระจก แล้วพี่เดินฝ่าความมืดเข้ามา ด้วยความเป็นนักแสดง เวลาสั่งแอ็คชั่นก็เล่นเลย ปรากฏว่าพอหมดเทคนั้นพี่โต้งเดินมาหาเรา แล้วบอกว่าพี่เอี้ยง ตอนหันหน้าที่พี่เดินมาขอแบบนี้ๆ ซึ่งมันไกลมากและมืดมาก แล้วพี่โต้งดูแค่จากจอมอนิเตอร์เล็กๆ เอง นี่คือความละเอียดที่เราทึ่งมากอ่ะ

กระแสตอบรับของหนัง ร่างทรง ที่เข้าฉายในเกาหลี หลายๆ เสียงบอกเลยว่าหลอนน่ากลัวขนาดต้องปิดตาบ้าง ในฐานะนักแสดงรู้สึกยังไงบ้าง
ญดา : สำหรับหนูระดับความกลัวของทุกคนไม่เท่ากัน ในเกาหลีเองก็มีฟีดแบคทั้งน่ากลัวมากน้อยแตกต่างกันไป ในเมืองไทยเองก็น่าจะประมาณเดียวกัน แต่บวกกับความเชื่อในไทยเราเองบวกกับวัฒนธรรมของไทยที่พี่โต้งใส่เรื่องความเชื่อเหล่านี้มาเต็มๆ ก็น่าจะอินเข้าถึงกับเรื่องนี้ได้มากๆ ก็น่าสนใจว่าคนดูจะมีฟีดแบคยังไง แต่ถ้าโดยส่วนตัวหนูคือน่ากลัวมากๆ คะ แต่ก็คิดว่าสุดท้ายคนที่ได้ดูจะได้แมสเสจสำคัญที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเชื่อเราศรัทธา สิ่งนั้นมันใช่หรือเปล่า? ซึ่งในฐานะนักแสดง เราก็ได้รับคำถามนี้กลับไปเหมือนกัน
พี่เอี้ยง : พี่โต้งเคยบอกว่า หน้าที่ของหนังคือทำให้คนดูได้ถกเถียงกัน คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนี้แน่นอน ดังนั้นรีแอ็คชั่นจากผู้ชมจะเผลอปิดตาบางซีนก็คงมี แต่ใจจริงเราอยากให้เปิดตาดูแหละ (หัวเราะ) เพราะหนังตั้งใจให้คนดูติดตามเรื่องไปจนจบ

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก