บรรจง ปิสัญธนะกูล กับ ร่างทรง (The Medium) ความท้าทายที่อาจเป็นก้าวแรกของ ‘บรรจง Horror’

51

หนึ่งในผู้กำกับฝีมือดีที่ทำผลงานมาหลากหลายแนว แถมยังประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่อง ไม่ว่าจะเป็น พี่มาก..พระโขนง (๒๕๕๖) ที่ขึ้นแท่นหนังทำรายได้สูงสุดของ GTH , กวนมึนโฮ (๒๕๕๓) หนังโรแมนติกคอเมดี้อารมณ์ยียวนที่อิงกระแสเกาหลีฟีเวอร์ , แฟนเดย์ (๒๕๕๙) หนังรักที่พลิกโฉมและบทบาทของ เต๋อ ฉันทวิชญ์ ให้กลายเป็นหนุ่มเนิร์ดจนแทบจำไม่ได้ นอกจากนั้นเขายังเคยกำกับหนังสั้นสยองปนฮาอย่าง คนกลาง ใน สี่แพร่ง (๒๕๕๑) และ คนกอง ใน ห้าแพร่ง (๒๕๕๒) ด้วย

หลังจากลองทำหนังครบรสมานานถึง 13 ปี พี่โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ก็ได้โอกาสหวนคืนสู่แนวทางที่เขาเคยเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับด้วย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (๒๕๔๗ กำกับร่วมกับ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) และ แฝด (๒๕๕๐) นั่นคือสยองขวัญแบบดรามาจริงจัง และยังท้าทายตัวเองขึ้นไปอีกเมื่อ ร่างทรง (The Medium) ผลงานล่าสุดนี้เป็นโปรเจ็คร่วมสร้างกับทาง Showbox Entertainment ของประเทศเกาหลีใต้ และมีโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง นา ฮง-จิน ผู้กำกับมือฉมังจาก The Wailing (2016) หนังสยองขวัญแนวลัทธิคนทรงที่โด่งดังไปทั่วโลก

ร่างทรง (The Medium) ออกฉายท้าทายโสตประสาทของผู้ชมเกาหลีใต้ไปแล้ว โดยเป็นที่เลื่องลือในความน่ากลัวจนต้องเปิดไฟดู และคว้ารางวัล Best Feature Film จากเทศกาลภาพยนตร์ Bucheon International Fantastic Film Festival ซึ่งก่อนที่คนไทยเราจะได้ร่วมพิสูจน์ความสยองของเรื่องราวคนทรงเจ้าจากภาคอีสานในโรงภาพยนตร์ 28 ตุลาคมนี้ ลองมาฟังปากคำของหนึ่งในผู้กำกับไทยที่กำลังจะสร้างชื่อและปักธงลงบนแผนที่โลก

โปรเจ็คร่วมทุนนี้เป็นมายังไง ทำไมเค้าถึงเลือกพี่โต้ง

จริงๆ มันเริ่มมาจากเจอกันเมื่อ 6 ปีก่อน มีงาน Cinema Diverse ที่หอศิลป์ เค้าให้เลือกหนังเรื่องอะไรก็ได้เลย แล้วเค้าจะพยายามเชิญผู้กำกับมา เราก็เลือกเรื่อง The Chaser (2008) หนังเรื่องแรกของ นา ฮง-จิน แต่ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเค้าจะมา ปรากฏว่าเค้ามาเฉยเลย ก็เลยเจอกันรู้จักกัน แล้วก็เอาผลงานเราให้เค้ากลับบ้านไป ดีวีดี ก็ไม่รู้ว่าเค้าเคยดูรึเปล่า ตอนนั้นไม่ได้ถาม (หัวเราะ) พอเวลาผ่านไป 3-4 ปี เค้าก็ตามหาเรา เหมือนทาง Showbox ตามหาเรา ก็เลยได้คุยกันแล้วเค้าก็ส่งเรื่องมา เป็นเรื่องที่ตอนแรกเป็นบทเกาหลีก่อนครับ แล้วเค้ารู้สึกว่า develop ไปมาแล้วมันน่าจะมี element คล้าย The Wailing (2016) ไปหน่อย เค้าก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย หรือเปลี่ยนประเทศไปเลย แล้วก็ชวนคนต่างชาติมา แล้วอยู่ๆ ก็คิดถึงเรา เค้าเหมือนเคยดู ชัตเตอร์ , แฝด เพราะว่า ชัตเตอร์ กับ แฝด คนเกาหลีค่อนข้างเป็นที่รู้จัก เพราะมันฉายวงกว้างพอสมควร อย่างเรื่อง แฝด ตอนฉายในเกาหลีตั้งชื่อว่า Syams ก็คือคำว่า สยาม , แฝดสยาม นี่แหละ เค้าก็โปรโมทดีนะครับ ตอนนั้นได้เงินร้อยกว่าล้านเลย มากกว่าเมืองไทยอีก

The Chaser (2008)
นา ฮง-จิน

แสดงว่าบทเริ่มต้นจากเกาหลีแล้วมาเปลี่ยนให้เป็นไทย

เค้าบอกว่า คุณลองจัดการ localized ตอนแรกเราก็นึกว่าแค่แปลงให้เป็นไทย แต่ keep ของเค้าไว้ให้หมด แต่พอทำไปทำมา เค้าบอก ไม่เลย develop ได้เต็มที่ คือตอนแรกเราไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เค้าก็ยิงคอมเมนต์มาเลย เราก็ เอ๊ย นี่มันยิงสคริปต์ตัวเองนี่หว่า เราก็เลย อ๋อ แสดงว่าอย่างนี้เค้าให้เปลี่ยนอะไรก็ได้เลยนี่หว่า ซึ่งก็ดี เราก็เลยเปลี่ยนเยอะมาก แต่ในแง่โครงสร้าง มันก็ยังคล้ายๆ เดิม 70% เหมือนเดิม เพียงแต่รายละเอียดแล้วก็แนวคิดใหญ่ที่ครอบหนังอาจจะเปลี่ยนไป เพราะมันจะเป็นความเชื่อของไทย

ที่บอกว่า ตอนแรกบทม้นเหมือน The Wailing นี่คือยังไง

คือใน The Wailing มันมีตัวละครสำคัญตัวนึงที่เป็นร่างทรง แต่เรื่องนี้มันจะเน้นที่การถ่ายทอดทางสายเลือด ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เหมือน The Wailing หรอก เพียงแค่พอบรรยากาศมันเป็นร่างทรง เหตุการณ์เกิดที่ต่างจังหวัดเหมือนกัน มันก็น่าจะมีกลิ่น The Wailing ซะเยอะ เค้าเลยคิดว่าเปลี่ยนชาติไปเลยดีกว่า เพื่อให้มันตื่นเต้นที่สุด

The Wailing (2016)

เท่ากับว่าเรื่องนี้พี่โต้งก็เข้าไปเขียนบทด้วย

ก็มีผม มีเต๋อ ฉันทวิชญ์ แล้วก็มีคุณศิววุฒิ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ดึงมาช่วยเขียนบทและรีเสิร์ชด้วยเลย เพราะหนังเรื่องนี้ดีเทลมันยากมากๆ แล้วผมก็คิดล่วงหน้าไปว่า ถ้าผู้ช่วยไม่เคยไปรีเสิร์ชด้วยกัน แล้วมันจะเตรียมงานได้ยังไงวะ ยากมาก

รีเสิร์ชในที่นี้คือไปลงพื้นที่

ใช่ครับ ไปตั้งแต่เหนือยันอีสานเลย ไปหลายทริปมาก น่าจะประมาณ 3-4 ทริป แล้วก็มีรีเสิร์ชทางออนไลน์ ทางสัมภาษณ์ ใช้เวลาเยอะมากๆ เป็นปีๆ

ทางเกาหลีเค้าเข้ามาดูในช่วงนี้ด้วยมั้ย

เค้าจะอ่านแค่บท อ่านทรีทเมนต์ แล้วก็ถกกันไปมา ซึ่งตอนทรีทเมนต์จะไฟนอลก็มีการบินไปเกาหลีทีนึง ไปเจอกัน ช่วงปลาย 2019 ก่อนโควิด จริงๆ ผมเจอคุณ นา ฮง-จิน ที่เกาหลี 3 ครั้งนะก่อนจะเกิดโปรเจ็คนี้ ครั้งแรกก็มาบิวด์ก่อนมาชวน ครั้งที่สองเริ่มคุยเรื่องสัญญาโน่นนี่ ครั้งที่สามไปคุยบท

คือจริง ๆ เค้าควรจะมา แต่พอเกิดโควิด ทุกอย่างก็เลยเปลี่ยนไปหมด ระบบมันจะเหมือนฮอลลีวู้ด คือเค้าจะได้ดูฟุตเทจ daily ทุกวันว่าได้ถ่ายช็อตอะไรไปบ้าง แล้วก็มีคำถามบ้าง มีคอมเมนต์บ้าง เราก็จะปรับกันไป

ความเป็นไทยกับความเป็นเกาหลี ที่พี่โต้งได้สัมผัสจากการทำงาน มีอะไรที่แตกต่างกันมั้ย

            ผมว่าหนังเกาหลี อุตสาหกรรมเค้าแข็งแรงมาก ๆ คือเค้าพัฒนามาสุดแล้ว ในแง่สเกลงานสร้างอะไรต่าง ๆนานา อย่างเค้ามาเห็นเราทำงานในสโคปแบบนี้ แล้วเราทำได้แบบ โห เราใช้วันถ่ายที่น้อยกว่าเค้าเยอะมาก แล้วเราทำได้สำเร็จ จริงๆ หนังเรื่อง ร่างทรง ก็ใช้ทุนสร้างมากกว่าหนังไทยทั่วไปเยอะแล้วนะ แต่เราได้วันถ่ายที่ไม่เยอะขนาดเค้า อย่าง Parasite มันถ่ายกัน 70-80 วัน The Wailing ถ่าย 100 วันเลย (หัวเราะ) แล้วเราถ่ายได้ในเวลาไม่ถึง 28 วัน คุณ นา ฮง-จิน พูดเลยว่า ไม่มีใครถ่ายเร็วเท่าคุณหรอก (หัวเราะ) ในเกาหลีไม่มีใครถ่ายได้เร็วไวเท่าคุณ แต่ว่าสำหรับหนังไทยถือว่าเรามีเวลาที่เยอะมากแล้วนะ บางคนถ่ายสิบกว่าวันเอง แต่อย่างที่บอกแหละว่า คนเรามันโตมาด้วยอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน

ผมรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรเยอะ โดยเฉพาะวิธีคิดหลายๆ อย่าง อย่างเกาหลีเค้าจะคอยคอมเมนต์โน่นนี่ คุณ นา ฮง-จิน เค้าดูละเอียดถึงขั้นคอมเมนต์ท่านอนตัวละครเลยอ่ะ (หัวเราะ)

อย่าง Parasite มันถ่ายกัน 70-80 วัน The Wailing ถ่าย 100 วัน แล้วเราถ่ายได้ในเวลาไม่ถึง 28 วัน คุณ นาฮง-จิน พูดเลยว่า ไม่มีใครถ่ายเร็วเท่าคุณหรอก

แล้วส่วนใหญ่เค้าโอเคมั้ย

ก็มี reshoot บ้าง แต่โดยรวมมันอาจจะเป็นบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย อย่างเขาบอกว่า คนเกาหลีจะไม่ทำอะไรแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ก็มีบ้าง คือเรื่องนี้พอมันเป็นการตามถ่ายร่างทรงเพศหญิงด้วย มันเลยมีเรื่องนิดหน่อยที่ต้องถกเถียงกัน และก็ต้องเลี่ยงบ้าง เพราะมันจะมีอาการผู้หญิงบางอย่างที่สปอยล์ไม่ได้ แต่ผมมองว่าในฐานะคนทำ คนที่อยากตามถ่ายชีวิตแบบนี้ ด้วยความที่มันมีจิตด้านมืดบางอย่าง มันน่าจะอยากบันทึกให้หมด ซึ่งเส้นแบ่งตรงนี้แหละที่เราต้องคุยกันดี ๆ

ทีมโปรดักชั่นนี่เป็นไทยแค่ไหน

ไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ก็ทีมผม

ตอนทำ เราต้องคิดมั้ยว่าทำให้ชาติไหนดู

ไม่นะครับ เราก็จะทำตามที่เราเข้าใจ เป็นหนังไทยที่มันเวิร์คที่สุดสำหรับการรับรู้แบบไทยนี่แหละ แต่เราก็รู้สึกว่าอาวุธลับของเราคือ เรามี นา ฮง-จิน คอยเช็คให้อยู่แล้ว เค้าก็จะคอมเมนต์ในแง่ว่า เค้าคิดว่าคนดูทั้งโลกจะคิดยังไง หนังเรื่องนี้สุดท้ายแล้วมันเป็น world cinema อยู่แล้วครับ เพราะว่ามันถูกออกแบบมาให้เดินทางอยู่แล้ว คนจะได้ดูในหลายๆ ประเทศ

มันแปลกมากอยู่แล้วที่เราพูดไทยนะ กำกับโดยคนไทย แต่สุดท้ายแล้วตลาดหลักด้วยซ้ำนะคือเกาหลีก่อน แล้วค่อยเป็นประเทศอื่นๆ เทศกาลยุโรปอะไรต่าง ๆ นานา

แล้วเค้ามีโจทย์ว่าเราต้องขายความเป็นไทยยังไงมั้ย

ไม่มีครับ เราเลือกเองหมดเลย ผมก็เดินทางไปโน่นนี่ แล้วบอกเค้าว่าอยากให้มันเกิดที่อีสาน เอาภาพให้เค้าดู ให้เห็นความ rich ของวัฒนธรรมแบบอีสานต่าง ๆ นานา แล้วเราก็ค่อย ๆ สร้างโลกของมันน่ะ บ้านเป็นยังไง ทีที่ตั้งรูปเคารพ กระทั่งว่าเป็นร่างทรงแบบมีรูปเคารพมั้ย เป็นแบบไหนยังไง ผมก็เลือกเองหมดเลย เพราะว่าเมืองไทยมีร่างทรงหลายดีกรีมาก ๆ มีแบบนี้แบบนั้น ตั้งรูปเคารพแบบนึง อันนึงไม่มีรูปปั้นก็มี เราก็เลือกแบบที่รู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับหนังและมีพลังที่สุด

ซึ่งพอเค้าได้เห็นภาพต่าง ๆ นานา เค้าก็ดูตื่นเต้นนะครับ ส่วนใหญ่ก็ชอบ มีซีนที่เค้ากังวล เค้าก็จะกดดันมาก่อนหน้าเลย อย่างบอกว่าซีนพิธีกรรมย่าบาหยัน เค้าหวังว่ามันจะใหญ่พอนะ แล้วก็ซีนพิธีไล่ผีตอนจบ เค้าก็พิมพ์มาว่า I hope it’s big enough ทุกคนก็จะแบบว่าขนหัวลุก ชิบหายแล้ว (หัวเราะ)

การนำเสนอของ ร่างทรง ที่เป็นกึ่งๆ สารคดี เวลากำกับต้องทำยังไงให้เหมือนไม่มีคนกำกับ

จริงๆ มันเป็นอีกอันนึงที่ผมหนักใจนะตอนที่เห็นในบท เพราะมันมีมาตั้งแต่สคริปต์แรกแล้วว่าเป็นสไตล์นี้ แล้วเรารู้สึกว่ามันยากว่ะ แล้วมันก็ทำกันมาเยอะมาก โดยเฉพาะหนังอเมริกันทุนต่ำทั้งหลาย ทำมาเยอะมากๆ นะวิธีนี้ แต่พอเราค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เราก็เจอทางในแบบของเราเอง คือเรารู้สึกว่าเราจะ treat มันให้เป็นแค่วิธีการ สไตล์การเล่าเฉยๆ หมายถึงว่า ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาหลอกคนดูว่ามันเป็นความจริงขนาดนั้นก็ได้ แต่ว่าเราจะถ่ายสไตล์นี้เพื่อให้หนังได้อรรถรสที่สุด พอคิดอย่างนั้นเราก็ เออว่ะ ไอ้พาร์ทตอนแรกที่มันเป็นสารคดีตามถ่ายชีวิตร่างทรงแบบจริงจัง เราสามารถปั้นปราณีตแค่ไหนก็ได้ เพราะมันยังไม่เกิดเรื่องสยองขวัญ แต่พอเกิดเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ มันก็ค่อย ๆ จริงขึ้นเรื่อยๆ น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ ก็เป็นโจทย์ที่ทำให้เครียดนะเพราะมันยากมาก แต่ก็สนุกดีได้ทำอะไรใหม่ ๆ

เรามี challenge ว่าทำยังไงให้ทีมงานตากล้องของเราเนี่ยเหมือนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

มีซีนไหนที่ถ่ายทำยากๆ บ้าง

โห เรื่องนี้ผมจะบ่นในกอง ฯ ตลอดเวลาเลยว่า ทำไมมันมีแต่ซีนยาก ๆ วะ (หัวเราะ) คือมันยากแทบทุกวันเลย ด้วยความที่เราเลือกวิธีการถ่ายทำแบบนี้ด้วยที่เน้นความสมจริงที่สุด คือเรามี challenge ว่าทำยังไงให้ทีมงานตากล้องของเราเนี่ยเหมือนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันต้องคิดกันหลายมิติมาก ๆ เลย แล้วก็มันมีซีนระทึกขวัญที่ไม่ใช่ผีโผล่ เยอะมาก เราต้องทำให้มันได้อรรถรสที่สุด โห แล้วมีแต่ซีนความบ้าคลั่ง ความเหนื่อยยาก เทคนิคมากมาย การแสดงก็ยากมาก

แต่ซีนที่ยากที่สุดน่าจะมีสองสามอัน คือพิธีกรรมที่กราบไหว้ย่าบาหยัน งานใหญ่ครั้งแรก ผมอยากจะให้พิธีมันดูขลังที่สุด เรา brainstorm กันจนถึงนาทีสุดท้ายเลยว่าจะยังไง เพลงที่ร้องก็ต้องแต่งขึ้นใหม่ source มันเยอะมาก ๆ เราต้องหาแรงบันดาลใจโน่นนี่แล้วทำขึ้นใหม่หมดเลย

อีกซีนนึงน่าจะเป็นซีนการปราบผีที่อยู่ในหนังตัวอย่าง ที่บอกว่า มึงเป็นใคร ก็เป็นซีนที่ tense มาก กำกับยากมากๆ แล้วก็พิธีตอนจบที่มันใหญ่โต แล้วก็ไปกันใหญ่ คอนโทรลยาก

การแสดงของเรื่องนี้ท้าทายแค่ไหน

คือบทมันค่อนข้างหนักหนาอยู่แล้วฮะ มีทั้งดรามา ทั้งความน่ากลัว ทั้งอาการเหนือมนุษย์ แล้วที่สำคัญคือเราอยากให้มันสมจริงมากๆ ถึงแม้ว่ามันเป็น fiction เราก็เลยทดลองการทำงานแบบใหม่โดยการเขียนบทแค่คร่าว ๆ แล้วให้เป็นอิมโพรไวซ์หมดแล้ว เรามีแค่คีย์เวิร์ด แล้วก็ทำงานกับนักแสดงแบบหนักมาก ๆ ว่าเค้าคิดยังไง เค้าจะพูดยังไง แล้วก็มีการทดลองหน้ากองค่อนข้างเยอะ

เป้าหมายตั้งแต่ตอนที่เริ่มคิดบทได้ เริ่มคิดได้ว่าจะตีความยังไง เราก็รู้เลยว่าหนังเรื่องนี้ต้องไม่ใช้ดารา คือเป็นนักแสดงที่ดูธรรมดา เป็นชาวบ้าน แล้วก็ห้ามเป็นดาราดัง ถึงแม้จะเคยเล่นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย โอกาสที่คนเหล่านี้ ที่หน้าตาเหมือนเป็นชาวบ้านปกติ ไม่ได้สวยหล่อ และอยู่ในวัยแบบห้าหกสิบแล้วเนี่ย จะได้เป็นตัวเมนในเรื่อง น่าจะมีน้อยเรื่องมาก ๆ เลยนะฮะของหนังไทย เราเลยรู้สึกว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญเลย ถ้าหนังเรื่องนี้สำเร็จ ผมอยากจะให้คนในวัยเหล่านี้ มีที่ทางและมีบทบาทที่โดดเด่น ให้คนมองเห็นว่า โห จริงๆ ในประเทศเรายังมียอดฝีมืออยู่มากมายก่ายกอง ถ้ามีบทที่ต่อยอดขยายให้พวกเขาเหล่านั้นได้ ผมคงจะรู้สึกดีมาก ๆ เหมือนคล้ายๆ ตอนที่ผมทำ สี่แพร่ง แล้วเอาสี่คนนั้นมาเล่น ที่ไม่ใช่พระเอกหล่อๆ เป็นตัวฮาๆ แต่เรารู้สึกว่าเราทำให้เค้าดังซะจนได้เป็นพรีเซนเตอร์ เราก็ตื่นเต้นมาก

ถ้าหนังเรื่องนี้สำเร็จ ผมอยากจะให้คนในวัยเหล่านี้ มีที่ทางและมีบทบาทที่โดดเด่น ให้คนมองเห็นว่า โห จริงๆ ในประเทศเรายังมียอดฝีมืออยู่มากมายก่ายกอง

มีการเอาร่างทรงจริง ๆ มาเข้าฉากบ้างมั้ย

ไม่มีเลยฮะ ตอนแรกก็เคยคิดว่าจะเอามาเหมือนกันนะ แล้วก็รู้สึกว่าอย่าดีกว่า (หัวเราะ) เราหา ref มากกว่า อย่างซีนที่เป็นการรวมตัวของร่างทรง 30-40 ชีวิต เราก็ให้นักแสดงทุกคนทำการบ้านมาก่อนเลยแล้วอัดวิดีโอมาให้เราดูว่า อาการผีเข้าแบบไหนที่เราอยากได้ ทำการบ้านกันเยอะเลยครับ

แล้วในกองถ่ายมีอาถรรพ์อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย

ไม่มีเลย อาจจะเกี่ยวว่าผมก็มัวแต่เครียดกับการทำหนังอย่างเดียว แค่นั้นก็ไม่คิดถึงเรื่องอื่นแล้ว คือไม่ว่า UFO จะมาข้างๆ ก็คงไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ มัวแต่แบบ ดียังวะๆ นาฮง-จิน จะชอบมั้ย แค่นี้ก็นอยด์แล้ว (หัวเราะ) เพราะพอเค้ามาไม่ได้ก็เหมือนแบบต้องเดาใจกันน่ะ ว่าเราเห็นภาพตรงกันมั้ย

เรื่องนี้เป็นการกลับมาทำหนังสยองขวัญอีกครั้งในรอบ 13 ปี เป็นอย่างไรบ้าง

คือถึงแม้ว่าจะไม่มีโปรเจ็ค ร่างทรง ผมก็รู้สึกว่าผมอยากกลับมาทำหนังสยองขวัญแบบซีเรียสจริงจังที่ไม่ปนคอเมดี้ปนรสชาติอื่น พอดีเริ่มกลับมาหลงใหลหนังสยองขวัญยุคหลังนี่ละฮะ ยุคที่เราเริ่มได้ดูหนังแปลกๆ ใหม่ๆ ที่มันเน้นบรรยากาศมากๆ ความน่ากลัวในแบบที่ไม่ได้เหมือนยุคแรกๆ ที่เราทำหนังผี เราก็กลับมาตื่นเต้นอีกครั้งนึง

เหมือนหนังของ แอรี แอสเตอร์ อย่าง Midsommar เอย Hereditary เอย หรือแบบ It Follows เอย หนังยุคหลังๆ ที่ผมตื่นเต้นมาก หรือกระทั่ง The Wailing นี่แหละเรื่องสำคัญเลย มันมีความน่ากลัวในบรรยากาศที่ไม่ต้องหวือหวาแบบสมัยก่อนก็ได้ แต่มันสร้างบรรยากาศให้เราระแวง ไม่ไว้วางใจตลอดเวลา รู้สึกว่าเป็นเหมือนอีกสเต็ปหนึ่งของหนังสยองขวัญที่เราอยากท้าทายตัวเอง

Midsommar (2019)
Hereditary (2018)
It Follows (2014)
The Wailing (2016)

อย่างฟีดแบ็คที่บอกว่าคนเกาหลีกลัวมาก ต้องเปิดไฟดู จริงๆ หนังสยองขวัญเกาหลีเค้าก็น่ากลัวอยู่นะ พี่โต้งคิดว่าหนังสยองขวัญไทยกับเกาหลีมันแตกต่างยังไง อันไหนน่ากลัวกว่า

ก็แล้วแต่เรื่องนะ อาจจะเพราะหลัง ๆ เนี่ย หนังสยองขวัญที่เป็นหนังผีเลยมันหายาก ทางฝั่งเอเชียมันน้อยลงมากๆ สังเกตว่าสมัยก่อนหนังผีไทยออกมาเยอะมากๆ เลยนะ แต่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลยแล้วก็น้อยลงเรื่อย ๆ เกาหลีเองก็ด้วย หลังจาก ตู้ซ่อนผี แต่ก่อนหนังผีเกาหลีออกแทบทุกเดือน เดี๋ยวนี้ก็แทบจะไม่มีเลย เพราะว่ามันกลายสภาพเป็นหนังทริลเลอร์กันหมดแล้ว อาจจะเป็นเหตุผลทางบ็อกซ์ออฟฟิศด้วยว่าหนังแบบนี้มันทำเงินมากกว่า

Gonjiam: Haunted Asylum (2018)

หนังผีเกาหลีมีบ้างแต่น้อย อย่างของ Showbox เองก็มีเรื่องนึงชื่อ Gonjiam ซึ่งแบบ หูย น่ากลัวมาก สนุกมากด้วย เป็นแบบหนังผีกึ่งเรียลลิตี้ แต่ว่าก็ใช้คำว่า หาได้ยาก หมายถึงไม่ได้เยอะขนาดนั้นละ มันก็เลยหาหนังผีที่โดดเด่นได้ไม่เยอะมั้ง พอเป็นชื่อ นา ฮง-จิน แล้วดึงผมเข้าไปร่วมด้วย มันก็เลยเป็นที่พูดถึงพอสมควร

เรื่องการทรงเจ้าเข้าผี มันมีในเกาหลีด้วยใช่มั้ย

มีแบบจริงจังด้วย เกาหลีเค้าเชื่อสุด ๆ เลย เป็นตุเป็นตะมาก เผลอๆ เชื่อกว่าเราอีก (หัวเราะ) เหมือนมันฝังรากลึกมานานแล้วเหมือนกันนะไอ้ความเชื่อเรื่องนี้ ถ้าใครจำได้จะมีคดีอื้อฉาวของประธานาธิบดีเค้า ที่มีเรื่อง scandal ว่าเอาเงินไปให้หมอดูร่างทรงนี่แหละ ซึ่งร่างทรงคนนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีหญิงคนนี้มากๆ จนกระทั่งโดนประท้วงขับไล่เลยล่ะ เรื่องใหญ่มาก

คือหลังๆ เกาหลีเค้าจะมีศาสนาคริสต์เยอะ จะเห็นว่าไอ้หนังผีเข้าทั้งหลายของเกาหลี จะเป็นการไล่ผีแบบ the exorcist หมดเลย แบบบาทหลวงมาไล่ ซึ่งก็งงเหมือนกันว่าทำไมเค้าถึงเชื่อในร่างทรงมากๆ เหมือนความเชื่อเรื่อง spiritual มันก็จะมาจากพวกนี้แหละฮะ เหมือนคนเกาหลีเชื่อเรื่องผีกันมากๆ

คิดว่าคนไทยดูหนังเรื่องนี้แล้วจะกลัวเท่าคนเกาหลีมั้ย หรือกลัวมากกว่า

ผมว่าหนังเรื่องนี้มันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่หนังผีแบบ traditional คือข้อแรกเลย มันไม่ใช่ผีที่เป็นแบบคนตายมาหลอก ที่คนดูทั่วไปจะกลัว แบบเห็นมาตลอด 20-30 ปีหนังผีทุกวันนี้ คือหนังเรื่องนี้ไม่มีแบบนั้นเลย ไม่มีคนตาย วิญญาณปรากฏอะไรแบบนั้นเลย แต่เป็นเรื่องความน่ากลัวของการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแปลว่ามันมีดรามาในความเข้มข้นในนั้น แล้วก็มีความน่ากลัวในอีกรสหนึ่งเลย ซึ่งผมเองตื่นเต้นที่ได้ทำนะครับ แล้วก็ชอบมัน แต่เรารู้แต่แรกแล้ว เอาจริงๆ คิดตั้งแต่ตอนทำเลยว่า ฟีดแบ็คน่าจะเป็นแนวเป็นที่ถกเถียง ด้วยความที่มันมีความกล้าหาญจะไปสุดในบางซีน แล้วก็เป็นอย่างงั้นจริง ๆ คือมันก็จะมีการถกเถียงกัน สมมติถ้าคนดูออกมาแล้วเถียงกัน เฮ้ย ซีนนี้เป็นยังไงวะ ฉากนั้นคืออะไรวะ มึงกลัวอันไหน หรือมึงไม่กลัวเลย สำหรับผมคือสำเร็จแล้วนะฮะ ขอให้หนังเรื่องนี้กระตุ้นคุณในอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ว่าคุณดูแล้ว โห ไม่เห็นได้ดูอะไรเลย เบื่อมากเลย หรือแบบเคยเห็นมาหมดแล้ว ไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างนั้นน่ะผมล้มเหลว แต่ถ้าคุณรู้สึกอะไรกับมันรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง แปลว่าหนังเรื่องนี้น่าจะตรงเป้าหมายที่ผมกับคุณ นา ฮง-จิน อยากให้เป็น

เอาจริงๆ คิดตั้งแต่ตอนทำเลยว่า ฟีดแบ็คน่าจะเป็นแนวเป็นที่ถกเถียง ด้วยความที่มันมีความกล้าหาญจะไปสุดในบางซีน

หลังจากนี้มีหนังแนวไหนที่อยากทำอีกมั้ย

ผมอยากทำทริลเลอร์เต็มตัวเหมือนกันนะ กำลังหาไอเดีย กำลังพัฒนาอยู่ จริงๆ หนังสยองขวัญก็ยังมีที่ทางให้ลอง ขึ้นอยู่กับเรื่องมากกว่า คือสมมติถ้าต่างชาติที่ติดตามผมเฉพาะหนังผี พอมาเห็น filmography ก็จะเหวอแดกไปหน่อย เพราะว่าคุณทำ กวนมึนโฮ คุณทำ แฟนเดย์ ด้วย เค้าคงคิดว่า ไอ้คนนี้มันยังไงวะ (หัวเราะ)

คือสำหรับผมเองเนี่ย มันขึ้นอยู่กับไอเดียล้วนๆ เลยว่าเรื่องนั้นมันทำให้ผมตื่นเต้นมั้ย แล้วก็อยากจะทำมันมั้ย เหมือนกับเป็นเฟสในชีวิตมากกว่า อย่างตอนที่จบ คนกอง ห้าแพร่ง ผมก็รู้สึก เอ๊ย อยากลองทำรอมคอมดูว่ะ เพราะจีดีเอชได้ชื่อว่ารอมคอมเค้าโดดเด่น แล้วถ้าเราทำ มันจะต่างจาก พี่เอส (คมกฤษ ตรีวิมล) , พี่ต้น (นิธิวัฒน์ ธราธร) ได้ป่าววะ คือเราชอบ เพื่อนสนิท ชอบ Seasons Change มาก แต่เราคิดว่าเราก็ไม่เหมือนเค้านะ หรืออย่างตอน พี่มากฯ เราก็บอกว่า เฮ้ย เราพักก่อนดีกว่า เราไปทำโรแมนติกที่ตัวละครมันแบบ โห ดาร์กว่ะ ดาร์กขึ้นกว่าหนังรอมคอมทุกเรื่องของจีดีเอช มันเป็นเหมือนสเต็ปที่เราคิดว่า อะไรน้อที่จะตื่นเต้นและท้าทายตัวเองในเวลานั้นมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่แคร์แนวอ่ะ ขึ้นอยู่กับว่าตัวเรื่องมันแข็งแรงมั้ย มีอะไรท้าทาย แค่นั้นเลย

ฟังดูเหมือนกับว่ายังอยากจะลองแนวสยองขวัญอยู่

ใช่ครับ รู้สึกว่ายังมีความท้าทายอีกเยอะเลย โดยเฉพาะในตลาดโลก คือหลังจากตัดหนังเรื่องนี้เสร็จแล้ว คุณ นา ฮง-จิน ก็บอกว่า เออ เค้าแฮ็ปปี้กับมันนะ แล้วเค้าก็พูดว่า หนังเรื่องนี้จะ put your name on the map of the world แล้วก็พูดเล่นว่า อย่าลืมกูนะ (หัวเราะ) เราก็รู้สึกว่า โห แค่ทำงานกับคุณเราก็ดีใจจะแย่แล้ว ไม่ว่าฟีดแบ็คมันจะเป็นยังไง เราก็รู้สึกว่าเราได้เรียนรู้เยอะมากๆ

แล้วเราก็เลยคิดว่า เออว่ะ ในฐานะตลาดโลก เรายังเด็กใหม่มากๆ คนก็อาจจะกำลังเพิ่งเริ่มหันมาจับตามองด้วยการที่เรากำลังเกาะชายผ้าเหลืองนาฮงจินอยู่ตอนเนี้ย (หัวเราะ) คือถ้าเราเดินไปอีกสักก้าวสองก้าวในแนวที่แบบ บรรจง Horror นะ มันจะเป็นยังไงวะ (หัวเราะ) เหมือนลายเซ็นเรา หวังว่าจะเกิดขึ้นได้ ก็น่าสนุกดี ถ้าเราจะสร้าง กรุยทางใหม่ๆ ขึ้นมา

ถ้าเราเดินไปอีกสักก้าวสองก้าวในแนวที่แบบ บรรจง Horror นะ มันจะเป็นยังไงวะ

ไสยศาสตร์ก็อาจเป็นจุดขายใหม่ได้ ?

จริงๆ ผมว่าโลกสยองขวัญของไทยมันมีมิติเยอะมากเลยนะที่ไม่ใช่แค่ผีมาหลอก คือพอทำ ร่างทรง แล้วเราค้นพบว่ามันสำรวจเรื่องศรัทธาคนนี่หว่า มันมีอะไรให้ไป คือจะเห็นว่าหนังสยองขวัญหลังมันมากับดรามาที่จริงจังมาก ๆ ที่ไม่ใช่แค่ผีมาหลอกแล้วจบไป หรือว่าพอเราอายุเยอะขึ้น เราก็สนใจมิติทางด้านตัวละคร ปมชีวิต อะไรต่าง ๆ นานาที่มากกว่าแค่ผีมาหลอกอยู่แล้วแหละ แค่ว่าถ้ามันเบลนด์เรื่องนี้เข้ากันได้ มันก็คงจะยิ่งแข็งแรง

มีโครงการจะไปฮอลลีวู้ดมั้ย

จริง ๆ ก็มีการพูดคุยมาตลอดนะครับ แต่ผมว่าเป็นเรื่องของโอกาสและโปรเจ็คที่เหมาะสมมากกว่า ต้องรอดูว่ามีโปรเจ็คเหมาะ ๆ มั้ย

ช่วงที่ผ่านมาเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ของหลาย ๆ วงการรวมถึงภาพยนตร์ พี่โต้งคิดยังไงกับอนาคตของการทำหนังหรือวงการหนังไทยว่าควรจะไปทางไหน

ผมว่าวงการหนังไทย เอาตรง ๆ ก็ suffer มาตลอดนะครับ มันก็ลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวดีก็ดีเป็นเรื่องๆ ไป แต่ 90% ก็ยังล้มเหลวอยู่ ขณะเดียวกันมันก็ยังมีหนังที่สร้างชื่อเสียงมากมาย ผมว่ามันก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของวงการ คือจะบอกว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนเลย ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะครับ เค้าก็สนับสนุนบ้าง แต่ว่ามันก็ยังไม่ใช่การสนับสนุนที่ลงลึก แล้วก็เริ่มต้นจากความเข้าใจจริงๆ คือส่วนมากเค้าก็มีทุนอะไรให้แหละ แต่ว่ามันไม่ได้เริ่มมาจาก day 1 น่ะฮะ เหมือนมีการประกวดบทหนังโน่นนี่ สุดท้ายก็ไม่เห็นมีการสร้างออกมาเลย มันไม่เหมือนเกาหลีหรือบางประเทศที่ โอ้โห มันสนับสนุนให้ทุนโน่นนี่แล้วก็ต้องเห็นความต่อเนื่อง ดูแลอย่างเข้าอกเข้าใจจริง ๆ อย่างปลายทางเงี้ย การมาควบคุมเรื่องลิขสิทธิ์ โอ้โห ไม่มีเลย กลายเป็นปัญหาอย่างรุนแรงมาก ๆ ในขณะที่เกาหลีตอนนี้ ถ้าคนเกาหลีด้วยกันเอง ไม่ดูเถื่อนกันแล้ว เพราะว่าโทษเค้ารุนแรงมาก ๆ อุตสาหกรรมหนังเค้าเลยอยู่ได้ คือมันต้องการการดูแลอย่างครบวงจร และในแง่บุคลากรไทยเองก็ยังขาดนะผมว่า พอมันขาด ความสำเร็จมันเลยต่อเนื่องไม่ได้ คือสิ่งเหล่านี้มันต้องผ่านการเรียนรู้ การเติบโต เพื่อที่จะกระจายไปสู่ความหลากหลาย ของไทยมันแบบแค่เอาให้รอด มันก็เหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว แล้วยังถูกซ้ำเติมจากเรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องโน้นเรื่องนี้อีก คนไทยด้วยกันอีก เอาจริง ๆ ผมไม่ค่อยมีหวังนะ ทางเดียวคือเราก็ต้องเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเองเท่านั้นเลย

แล้วคิดยังไงกับสตรีมมิ่ง

ผมมองว่าเป็นโอกาสนะครับ แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะทำลายการดูหนังในจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ไป เพราะรู้สึกว่า เออ มนุษย์เรามันก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแหละ บางอย่าง แต่ขณะเดียวกัน เมจิกในการดูหนังจอใหญ่ก็ยังมี แต่ผมเชื่อว่าหนังที่มันจะประสบความสำเร็จในการฉายแบบปกติในโรงหนัง มันอาจจะต้องสุดทางในทางใดทางหนึ่ง คือหนังที่กลาง ๆ น่ะมันอาจจะยากขึ้นนิดนึง แต่สมมติถ้าไปสุดทาง ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นฟอร์มยักษ์อะไรนะ แต่หมายถึงว่า ถ้าคุณจะอาร์ตมาก ๆ คนก็แห่มาดู แต่ถ้าหนังรอมคอมดูเบา ๆ เป้าหมายมันอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว สตรีมมิ่งอาจจะเป็นคำตอบบางส่วนหรือเปล่า

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก