โลกของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

549

(โดย บดินทร์ เทพรัตน์ คัดเลือกมาจากบทความในนิตยสาร Starpics เมื่อปี 2011 และบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2015)

Knowing Apichatpong Weerasethakul and his works from his own words

หากจะพูดถึงผู้กำกับชาวไทยซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ แน่นอนว่า อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ย่อมเป็นชื่ออันดับต้นๆ ที่หลายคนคิดถึง ด้วยความที่เขาสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการหนังไทยด้วยการคว้ารางวัลปาล์มทองคำที่เทศกาลหนังเมืองคานส์จากหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ มาได้ (และหนังเรื่องนี้ยังคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยม-ผู้กำกับ-เขียนบทยอดเยี่ยม จากสตาร์พิคส์ไทยฟิล์มอวอร์ด ครั้งที่ 8 ด้วย) และเพิ่งจะคว้ารางวัล Jury Prize มาได้เป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรกจากหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด! เมื่อปี 2004) จากผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Memoria ท่ามกลางเสียงปรบมือสดุดี และสปีชอันแรงกล้าที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต

ถึงแม้ว่าหนังของเขาจะสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย และมีแฟนหนังที่ติดตามผลงานของเขาไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากผู้ชมหลายท่านจะไม่รู้สึกอินไปกับหนังของเขา มิหนำซ้ำยังมองว่าหนังของเขาเป็นเหมือนยาขมหรือยานอนหลับชั้นดี เหตุเพราะหนังของเขามีลักษณะเชิงทดลองค่อนข้างสูง, เปิดช่องว่างให้คนดูตีความเอง อีกทั้งมีการดำเนินเรื่องแบบเนิบช้าและอาศัยสมาธิอย่างมากในการติดตามเรื่อง จนทำให้หนังของเขาไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ซึ่งหากผู้ชมไม่ชอบก็เกลียดกันไปเลย แต่ถ้าเราละวางรสนิยมทางศิลปะส่วนตัวเอาไว้ก่อน แล้วหันไปมองถึงความสามารถ, ความกล้าหาญ และความทุ่มเทของศิลปินในการผลักดันงานของเขาไปให้สุดทาง ก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณจะรู้สึกชื่นชมตัวเขาและความสำเร็จของเขาทั้งที่ไม่เคยชอบหนังของเขาเลย

หลายครั้งเวลามีคนถามว่าหนังของเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร เขามักจะเงียบแทนคำตอบด้วยต้องการโยนคำถามนั้นไปให้ผู้ชมคิดและตีความกันเอง จึงทำให้คำอธิบายที่มีต่อหนังของเขามักจะออกมาจากปลายปากกาของนักวิจารณ์หนังหรือนักวิชาการมากกว่า ซึ่งมีโอกาสน้อยยิ่งกว่าน้อยที่เขาจะอธิบายถึงผลงานของเขาด้วยปากคำของเขาเอง ซึ่งโอกาสพิเศษอันน้อยนิดได้ปรากฏขึ้นมาแล้วในงานเสวนา “โลกส่วนตัวของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งจัดขึ้นที่ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันศุกร์ที่ 28 มกราคม ปี พ.ศ.2554 ซึ่งตัวอภิชาติพงศ์เองได้พูดถึงเบื้องหลังแนวคิดโดยรวมตลอดชีวิตการทำงานของเขา โดยเขาได้ออกตัวว่าเนื้อหาในการเสวนาครั้งนี้จะเน้นไปที่อารมณ์และความทรงจำมากกว่าหลักเกณฑ์ทฤษฎี ซึ่งทางผู้เขียนเห็นว่าการเสวนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก จึงขออนุญาตเก็บเอาใจความสำคัญมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ผ่านบทความนี้ และขอขอบคุณทางคุณ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, คุณปฐวี วิรานุวัตร และภาควิชาฟิสิกส์ ผู้จัดงานมา ณ โอกาสนี้ด้วย

ชีวิตส่วนตัว

วัยเด็ก

ตอนเด็กผมอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในกะลา เพราะใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ 3 ที่ ได้แก่ บ้านในโรงพยาบาล เนื่องจากผมมีพ่อแม่เป็นหมอ, โรงเรียน ซึ่งเราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร และ โรงหนัง ซึ่งสถานที่ที่ที่เราชอบมากที่สุดก็คือโรงหนัง เพราะเหมือนว่าเราได้หลบเข้าไปในความมืด ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนชอบความมืด ความมืดมันเป็นเหมือนเกราะป้องกันตัวผมเองเนื่องจากผมเป็นคนขี้อาย ผมไม่ชอบการพูดเลยตั้งแต่เด็ก เวลาพูดต่อหน้าสาธารณะก็จะรู้สึกเคอะเขินทุกครั้ง แต่ทุกวันนี้ก็คิดว่าสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ดีขึ้นแล้ว

พอขึ้นมหาวิทยาลัย ผมก็เลือกเรียนทางด้านสถาปัตย์ เพราะผมชอบทางด้านสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นจะมีวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับจิตวิทยา ซึ่งอาจารย์เขาก็จะถามเด็กแต่ละคนว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกเขาว่าอยากเป็นคนทำหนัง ปรากฏว่าทุกคนในห้องอึ้ง อาจารย์แกก็บอกกลับมาว่า อภิชาติพงศ์ คนเรามีความฝันได้นะ แต่บางครั้งเราก็ควรมองถึงความเป็นจริงด้วย” ซึ่งเราก็คิดในใจว่า เป็นอาจารย์พูดแบบนี้ได้ไงวะ (หัวเราะ) คือถ้าเราอยากจะว่ายน้ำไปถึงจุดนั้นให้ได้มันก็เรื่องของเรา แต่อาจารย์ไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางความตั้งใจของเราหรือทำให้เราเสียกำลังใจ แต่ถึงตอนนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณเขาในแง่ของการเป็นสิ่งที่ช่วยท้าทายตัวเราจนเราสามารถทำมันได้สำเร็จ

 

การศึกษาในอเมริกา

หลังจากเรียนจบ ผมก็ไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์ที่สถาบันศิลปะชิคาโก้ อเมริกา ซึ่งผมมองว่าภาพยนตร์มีความเชื่อมโยงกับสถาปัตย์ ได้แก่ ภาพยนตร์คือการที่คนดูต้องเข้าไปหาพื้นที่จากจุด A เคลื่อนไปจุด B โดยใช้เวลา ซึ่งสถาปนิกเองก็เป็นคนที่ทำหน้าที่ออกแบบพื้นที่และเวลาเช่นเดียวกัน ซึ่งการเรียนสถาปัตย์ 5 ปีที่ ม.ขอนแก่น นั้นช่วยผมได้เยอะมากไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการมองโลกหรือการมองภาพยนตร์ โดยการเรียนที่อเมริกานั้นมีความแตกต่างจากที่บ้านเรามากในเรื่องของการให้อิสระ จำได้ว่าเข้าชั้นเรียนวันแรกนี่ อาจารย์ที่มาสอนใส่กางเกงขาสั้นมีผ้าโพกหัวสีแดงมาเลย เราก็ช็อคไปเลยว่าเขาเป็นอาจารย์หรือนี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เราก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวกันไป ซึ่งข้อดีของระบบการศึกษาอเมริกันก็คือ เขาจะเน้นว่าคุณจะทำอะไรก็ทำไปเหอะ แล้วเขาจะพยายามหาจุดเด่นของคุณออกมา ซึ่งเขาจะไม่วิจารณ์ว่าผลงานของเราดีหรือไม่ดี แต่เขาจะผลักดันให้เราค้นหาตัวเองให้เจอให้ได้ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผมเหมือนกัน

ข้อดีของระบบการศึกษาอเมริกันก็คือ คุณจะทำอะไรก็ทำไปเหอะ แล้วเขาจะพยายามหาจุดเด่นของคุณออกมา เขาจะไม่วิจารณ์ว่าผลงานของเราดีหรือไม่ดี แต่เขาจะผลักดันให้เราค้นหาตัวเองให้เจอให้ได้

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมค้นพบหนังทดลองอเมริกัน มีหลายคนบอกว่าหนังของผมมีรากมาจากหนังยุโรป แต่ความจริงไม่ใช่ ที่จริงแล้วหนังของผมมีรากมาจากหนังทดลองอเมริกันยุค 60-70 ซึ่งจะเน้นไปที่การทำหนังด้วยตัวเอง ใช้ทุนต่ำ ไม่ต้องการคนเยอะ นั่งอยู่ในห้องมืดทำงานคนเดียว ซึ่งพอเจอแบบนี้เราก็รู้สึกเลยว่าตรงกับสิ่งที่เราต้องการพอดี เพราะเราไม่ชอบเจอคน อยากอยู่ในห้องมืดคนเดียว ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่นั่นปี 1994-1997 ผมได้ทำหนังทดลองไปหลายเรื่องมาก ซึ่งตอนนั้นก็ปฏิญาณตนไว้เลยว่าจะขอทำหนังทดลองในรูปแบบ 16 มม. สีขาวดำไปตลอดชีวิต แต่พอกลับเมืองไทยก็ต้องเปลี่ยนแปลงปฏิญาณตัวเองจนได้เนื่องจากระบบเมืองไทยไม่เอื้อให้กับการทำงานของเราสักเท่าไร บางทีเราอาจจะไปเป็นอาจารย์ได้ แต่ติดที่ผมไม่อยากสอนคน แถมเมืองไทยยังไม่มีอุปกรณ์ที่รองรับระบบฟิล์ม 16 มม. เราจึงปรับตัวโดยเปลี่ยนไปใช้วีดิโอและฟิล์ม 35 มม.แทน

 

ผลงานหนังขนาดยาว

ดอกฟ้าในมือมาร (Mysterious Object at Noon) พ.ศ. 2543

หนังยาวที่ผมทำเรื่องแรกคือ ดอกฟ้าในมือมาร เป็นหนังในระบบ 16 มม. ขาวดำ ใช้ทีมงานทั้งหมด 5 คน ทุนมาจากเงินของครอบครัวเราเองและทุนจากต่างชาติซึ่งเราหาทางอินเตอร์เน็ท แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องถ่ายไปหยุดไปอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเงินทุนไม่พอ แต่ด้วยโครงสร้างของหนังที่มีลักษณะเป็นบท เป็น chapter ทำให้ยืดหยุ่นได้ง่าย เงินหมดเราก็หยุดถ่าย เงินมาก็เริ่มถ่ายอีกที

ช่วงนั้นผมสนใจในเรื่อง Fact vs Fiction ซึ่งบางทีก็เหมือนมีเส้นบางๆ คั่นอยู่ โดยหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเกมในยุค 1920 ซึ่งศิลปินกลุ่ม Surrealist นิยมเล่นกันในบาร์ กติกาคือ ผู้เล่นจะวาดภาพอะไรมาสักอย่าง แล้วพับกระดาษไว้ เหลือแต่ส่วนปลายของรูปโผล่มาแล้วก็ยื่นให้คนอื่นๆ วาดต่อ สุดท้ายพอคลี่ภาพออกมาก็จะกลายเป็นภาพไร้สาระที่ร่วมมือกันวาดโดยหลายๆ คน ซึ่งเราพยายามเอาหลักการนี้มาปรับใช้ให้เข้ากับภาพยนตร์ โดยขั้นต้นเรากำหนดให้ตัวเอกของเรื่องชื่อว่า ครูดอกฟ้า จากนั้นก็ตระเวนหาคนที่จะช่วยเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ โดยบอกคนที่จะเล่าเรื่องว่าแต่เดิมมันมีเรื่องตอนท้ายมาแบบนี้นะ ช่วยเล่าต่อให้หน่อย โดยมีข้อแม้ว่า ต้องเล่าแต่เรื่องแต่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เรื่องก็จะถูกหักเหไปเรื่อยๆ ตามพื้นที่และลักษณะของคนเล่าแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านความเชื่อ ศาสนา อายุ และมุมมองต่อโลก เนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ สุดท้ายเราเลยได้เรื่องยาวมาหนึ่งเรื่องที่มีลักษณะเละ เพราะผู้เล่าเขาเล่าโดยไม่รู้ว่าเรื่องช่วงต้นๆ เป็นไง แล้วหนังเรื่องนี้มันเริ่มต้นที่กรุงเทพ เชียงราย ขอนแก่น แล้วไปจบลงที่เด็กที่เกาะปันหยีซึ่งเล่าว่า ครูดอกฟ้าถูกเสือกิน เราก็คิดในใจว่า ชิบหาย ตัวละครหลักตายแล้วทำไงดีวะ (หัวเราะ) ก็เลยจบเรื่องแค่นั้น แล้วก็ถ่ายทำบรรยากาศที่นั่นต่อ จากนั้นก็ถ่ายฟิคชั่นที่อยุธยาแทรกเข้าไป ทำเป็นสารคดีการเล่าเรื่อง

สิ่งที่ผมสนใจในการทำหนังคือ หลายครั้งที่เราไม่ได้เขียนเรื่องเอง เพราะส่วนตัวแล้วผมไม่ใช่นักเขียน ผมเป็นคนทำหนัง และหลายครั้งที่เราได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งหลายๆ ที่ อย่างหนังเรื่องนี้คนแต่งเรื่องก็คือคนที่เราพบเจอระหว่างทาง ซึ่งนั่นทำให้เราทำตัวเป็นเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับเรื่องของคนอื่นแล้วเอามาต่อยอดความคิดของเราอีกที ซึ่งหากจะเปรียบผู้กำกับเป็นเหมือนกัปตัน การทำหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับว่าเราทิ้งความเป็นกัปตัน ทิ้งความเป็นเจ้าของเรื่องหรือ Auteurship ไป

 

สุดเสน่หา (Blissfully Yours) พ.ศ. 2545

2 ปีต่อมา พอเราเริ่มรู้สึกว่าฟิล์ม 16 มม.ขาวดำ ท่าจะเอาตัวไม่รอด เราก็เลยขบถตัวเองเปลี่ยนมาทำหนังสี 35 มม. แทน ในช่วงนั้นหนังเรื่อง สุริโยไท และ บางระจัน กำลังออกฉาย ซึ่งหนังกลุ่มนั้นมีเนื้อเรื่องเกี่ยวการสู้รบในอดีตของพม่ากับไทย มีการมองพม่าเป็นศัตรู ซึ่งเหมือนเป็นการสร้างลัทธิชาตินิยมจากภาพยนตร์ เราก็มองว่าจะทำไปทำบ้าอะไร (หัวเราะ) เพราะมันยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นไปอีกโดยที่ไม่ได้อะไรขึ้นมา เราก็เลยอยากทำเรื่องของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการสร้างชาติ ซึ่งก็ออกมาเป็น สุดเสน่หา เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง 2 คน และชาวพม่าซึ่งแอบหลบเข้ามาทางเขตชายแดน ผ่านมุมมองที่ว่า ตัวละครพม่าในเรื่องเป็นแค่วัตถุความใคร่ของผู้หญิงสองคน และเป็นเหมือนวิญญาณที่เข้ามาแล้วผ่านไปเฉยๆ

หนังเรื่องนี้เป็นการเปิดประตูให้เราได้สัมผัสถึงความงามของธรรมชาติเป็นครั้งแรก และเราก็รู้สึกหลงใหลไปกับมันจวบจนถึงตอนนี้ ซึ่งหนังเรื่องนี้จำเป็นต้องพึ่งแดดและธรรมชาติอย่างสูง มีหลายครั้งที่แดดไม่ออก ทำให้เราได้แต่นั่งรอ เล่นไพ่ หรือทำอะไรฆ่าเวลา 2-3 วันโดยที่ไม่ได้ถ่ายเลยสักฉาก ซึ่งนั่นทำให้เราเห็นถึงบรรยากาศของป่าที่เปลี่ยนไปตั้งแต่เช้าถึงเย็น ได้เห็นว่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อสีเขียวสีส้มของธรรมชาติในป่าอย่างไรบ้าง เหมือนว่าเราสัมผัสได้ถึงมันและทำให้รู้ว่าป่ามันมีเสน่ห์ในแต่ละเวลา ด้วยความที่เราอยากให้ป่าเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังของเราด้วย ทำให้เราต้องใช้เวลาคุยกับช่างภาพบ่อยครั้งมาก

หนังเรื่องนี้สื่อถึงความเพิกเฉยของคนในพื้นที่ทางด้านการเมือง และเน้นไปที่ประเด็นว่าความสุขพื้นฐานของคนคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นการกิน ขี้ การมีเพศสัมพันธ์ การนอน หรือแม้กระทั่งความรัก จะเห็นว่าตอนที่พวกเขาเข้าป่าไปตอนแรกดูมีความสุขดี แต่พอตอนหลังถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่พอเราเสนอภาพในลักษณะของเวลาจริง (real time) จนเกิดแรงกดดันของเวลา นั่นก็ทำให้เราได้เห็นความทุกข์ของตัวละครทั้งการถูกขังอยู่ในป่า และการหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเองและเรื่องของอดีต ซึ่งตัวละครชาวพม่าในเรื่องนี้ทำให้สิ่งเหล่านี้ตกตะกอนขึ้นมา

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมได้ทำงานกับป้าเจน ซึ่งตามบทแล้วไม่ควรได้เล่นเพราะตอนแรกเราตั้งลักษณะคาแรคเตอร์เอาไว้ที่อายุ 20 กว่าถึง 30 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วป้าเจนแกเป็นตัวประกอบมากๆ ประเภทเดินผ่านกล้อง ซึ่งเวลาแกเอารูปนักแสดงมาให้เราพิจารณา แกก็แอบแนบรูปของตัวเองมาด้วยทุกครั้งโดยเปลี่ยนเมคอัพไปเรื่อยๆ เราก็มองว่าคนนี้คุ้นๆ แกก็บอกว่าป้าเองจ้ะ (หัวเราะ) จนทำให้เรารู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย ก็เลยร่วมงานกับแกมาจนถึงทุกวันนี้

 

สัตว์ประหลาด! (Topical Malady) พ.ศ. 2547

 

หลังจากหลงเสน่ห์ป่าในเรื่องก่อน เรื่องต่อมาเราก็อยากทำเกี่ยวกับป่าให้มากขึ้น ซึ่งจะสังเกตว่าครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้จะเป็นฉากตอนกลางวันเสียเป็นส่วนใหญ่ มีแสงสว่างมาก แต่พอตอนหลังเมื่อตัวละครถูกพาเข้าไปในป่า ก็จะเปลี่ยนเป็นความมืดเสียเป็นส่วนมาก แล้วก็มีการเปลี่ยนมุมมองจากด้านร่างกายในครึ่งแรกไปเป็นด้านจิตใจในครึ่งหลัง ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าได้ร่วมเดินทางไปกับตัวละครด้วย

หนังแต่ละเรื่องของผมจะมีคอนเซปต์อยู่แค่ไม่กี่บรรทัด อย่าง สุดเสน่หา ก็เป็นเรื่องของความสุขและภาพยนตร์เพราะผมใส่ความเป็นภาพยนตร์ลงไปสูง ส่วน สัตว์ประหลาด! เป็นคอนเซปต์เกี่ยวกับความรักและความทรงจำ ซึ่งผมถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มืดสุดแล้ว ทั้งในแง่ของเรื่องส่วนตัว เพราะตอนนั้นชีวิตผมกำลังล้มเหลวในแง่ของคนทำหนังที่ไม่รู้จะยึดเป็นอาชีพได้ไหมและแง่ของความรักที่พังกระจุยกระจาย เราจึงใส่พลังงานทั้งหมดลงไปในหนังเรื่องนี้

 

หัวใจทรนง (The Adventure of Iron Pussy) พ.ศ. 2547

ระหว่างนั้นยังมีขยะชิ้นหนึ่งที่ผมเคยทำ แต่จริงๆ เป็นขยะที่ดีและผมชอบ เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมสนใจ เหตุที่เรียกหนังเรื่องนี้ว่าขยะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คนเรามักจะมองอย่างนั้น ในเรื่องนี้ผมได้ร่วมงานกับคุณ ไมเคิล เชาวนาศัย ซึ่งเคยทำหนังสั้น ไอออน พุสซี่ เองมาแล้ว 3 ภาคแล้วเขาก็เล่นเป็นตัว ไอออน พุสซี่ เองด้วย

หนังชุดนี้มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับฮีโร่ที่กลางวันเป็นผู้ชาย กลางคืนแปลงกายเป็นผู้หญิง ออกไปต่อสู้กับผู้ร้ายแถวสีลมเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับสาวเต้นอะโกโก้หรือกลุ่มแรงงานทางเพศ ซึ่งเราก็ปรึกษากับไมเคิลว่า จะขอพาไอออนพุสซี่ย้อนอดีตกลับไปในหนังเก่า ยุคที่ผู้หญิงเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ จะลุกขึ้นมาเตะต่อยไม่ได้ เหมือนเราสร้างบทมาให้ ไอออนพุซซี่ แต่ปรับบทโดยนำเอาความทรงจำที่มีต่อหนังเก่าๆ ทั้งไทยและเทศหรือละครทีวีที่เราเคยดูมาใส่เข้าไปแทน แต่ใช่ว่าจะเน้นขบขันกันอย่างเดียว เพราะในขณะเดียวกันเราก็แฝงประเด็นเรื่องทางเพศในเชิงจริงจังลงไปด้วย นอกจากนั้นถ้าใครเคยได้ดูงานศิลปะหรือวีดิโอของผมก็จะเห็นว่า งานบางชิ้นของผมมีแนวคิดแบบเดียวกับหนังเรื่องนี้ นั่นคือการนำเอาการ์ตูน ละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ มาเปลี่ยนโฉมหน้าหรือสภาวะจากที่ควรจะเป็นให้แตกต่างไปจากเดิม

 

แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) พ.ศ. 2549

แสงศตวรรษ เป็นเรื่องของพ่อแม่ผมเอง องค์ประกอบหลายสิ่งในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวมาก เป็นสิ่งที่มี Reference มาจากเรื่องของตัวผมเอง อย่างสถานที่ถ่ายทำฉากครึ่งหลังก็เป็นที่ที่พ่อผมไปทำกายภาพบำบัดบ่อยครั้งก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ซึ่งคนดูก็ไม่รู้หรอก แต่ว่าจุดประสงค์ของเราคือ เราพยายามสร้างงานที่ใส่เรื่องราวของตัวเองเข้าไปแต่ในขณะเดียวกันก็มีตัวเชื่อมบางอย่างที่เปิดโอกาสให้คนดูได้ใช้จินตนาการและประสบการณ์ของตัวเองด้วย

อย่างที่รู้กันว่าหนังเรื่องนี้มีส่วนทำให้เกิดองค์กร free thai cinema movement หรือ เครือข่ายเพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ไทย เพราะว่าหนังเรื่องนี้เกิดปัญหากับกองเซนเซอร์ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่กรมตำรวจ ซึ่งเราก็เดินเรื่องแบบคนทำหนังอิสระ ไม่ได้ไปแบบคนที่มาจากสตูดิโอ ตอนนั้นเราไม่รู้กฎอะไรก็เลยทำไปตามระเบียบที่เขียนไว้ แต่เราก็เหมือนกับโดนแกล้งหรือโดนเขม่นมา เราได้ยื่นเรื่องสองครั้ง ครั้งแรกที่คำร้องไม่ผ่านผมไม่ได้ไป พอครั้งที่สองผมไป เขาก็ให้เราเข้าไปนั่งฟังผลการพิจารณาในห้องประชุม ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเป็นศาลเตี้ยเล็กๆ มีคณะกรรมการพิจารณาพร้อมด้วยอนุกรรมการอย่างตัวแทนจากองค์กรสงฆ์ แพทยสภา ตัวแทนจากสื่อ อาจารย์สอนภาพยนตร์ แล้วก็มีตำรวจในเครื่องแบบนั่งอยู่หัวโต๊ะเลย พอพวกเขาดูหนังจบแล้วก็ถามเราว่า ทำไมคุณทำหนังที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเอาซะเลย อย่างแพทยสภาเขาก็บอกเราว่า ทำไมไม่สร้างหนังให้แพทย์ไปช่วยเหลือคนตอนเย็น เราก็แย้งว่า เฮ้ย เราทำหนังเรื่องเกี่ยวกับคนนะ ไม่ได้ทำหนังเรื่องพระเจ้าหรือโฆษณาชวนเชื่อให้สถาบันใดสถาบันหนึ่ง เรื่องพระก็อีกอย่าง เขาก็ถามเราว่าทำไมในหนังถึงมีฉากพระเล่นกีตาร์ เราก็ตอบว่าก็เพราะมันเป็นเรื่องของคน ซึ่งในใจเราก็คิดว่าเดี๋ยวพาไปดูพระที่พาผู้ชายไปนอนในกุฏิซะหรอก และสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมากที่สุด มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งซึ่งขออนุญาตไม่บอกชื่อแล้วกันนะ เขาบอกว่า อภิชาติพงศ์ คุณควรไปเรียนทำภาพยนตร์ใหม่นะ สิ่งที่คุณทำไม่ได้เรียกภาพยนตร์ ซึ่งในตอนนั้นเราก็อยากชกหน้าเขามากๆ (หัวเราะ) แต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายเราก็ทำตัวเป็นคนเรียบร้อยตามสไตล์

ซึ่งต่อมามันก็เกิดแรงต้านระบบที่ไม่เป็นธรรม ทางเราก็รวมกลุ่มกับมูลนิธิหนังไทย จัดงานเสวนา ช่วยกันผลักดัน จนสุดท้ายกฎหมายเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีคำสั่งให้กองเซนเซอร์ย้ายจากกรมตำรวจไปอยู่ในความดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม แล้วจากนั้นก็มีระบบเรตติ้งขึ้นมา แต่น่าเศร้าที่ทุกวันนี้มันก็ยังคงมีปัญหาอยู่เหมือนเดิม สาเหตุเพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่คนใช้กฎหมายต่างหาก มันเป็นเรื่องของความกลัว และผู้มีอำนาจเขามองว่าทุกคนนั้นอยู่ใต้เขาและเขามีหน้าที่ที่จะปกป้องเรา จนส่งผลให้เกิดการปิดตาปิดหูปิดความคิดประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเราก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป

 

ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) พ.ศ. 2553

หนังเรื่องนี้มีประเด็นเกี่ยวกับผีที่ไม่ยอมตาย ความเชื่อ วิญญาณที่เปลี่ยนสถานะและที่อยู่อาศัย คอนเซ็ปต์ของลุงบุญมีนั้นผมทำเพื่อเป็นการคารวะภาพยนตร์สมัยเก่า ซึ่งฟิล์มหนังแต่ละม้วนของหนังเรื่องนี้ก็จะไม่เหมือนกัน บางม้วนก็ทำเลียนแบบหนังเก่าซึ่งจะมีโคลสอัพ มีรีแอคชั่นของนักแสดงมาก ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่ค่อยเจอจากหนังเรื่องก่อนๆ ของผม

หนังเรื่องนี้มันเริ่มต้นมาจากการที่ผมได้รับทุนมาทำงานศิลปะเชิงภาพยนตร์จากประเทศเยอรมันและอังกฤษ ซึ่งถือเป็นทุนในแนวทางที่ค่อนข้างใหม่ เพราะส่วนใหญ่สองโลกนี้จะแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกัน ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะทำงานศิลปะอะไร แต่เรามีคีย์เวิร์ดเป็นคำว่า ภาคอีสาน อยู่แล้ว ทำให้ผมตัดสินใจออกเดินทางไปภาคอีสานเพื่อ research โดยนำทีมงานและนักแสดงไปด้วย ทั้งที่ถ้าเป็นคนทำหนังคนอื่นอาจจะไปคนเดียว เพราะผมต้องการให้ทีมงานทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก เพื่อที่เวลาทำงานเราจะได้มีจุดยืนร่วมกัน มีประสบการณ์ร่วมกัน และสามารถเชื่อมกันผ่านทางตัวงานได้

ผมเริ่มออกเดินทางที่บ้านเกิดของผม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งตึกรามบ้านช่องที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจนส่งผลต่อสถาปัตยกรรมของเมืองจนเกิดเป็นทัศนอุจาด และอีกเรื่องที่ผมติดใจก็คือ ผีที่ตายแต่ไม่ยอมตาย นั่นทำให้ผมคิดถึง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีช่วง 2502-2506 ที่มาจากทหาร ซึ่งหากใครนึกภาพเขาไม่ออก ก็ให้ลองคิดถึงภาพ คิมจองอิล ผู้นำของเกาหลีเหนือดู ซึ่งถึงแม้เขาจะเป็นคนนำความเจริญเข้ามาในบ้านเรามากมาย แต่สุดท้ายพอเขาตายไปก็มีหลักฐานว่าเขาโกงกินเงินของรัฐ 2.8 พันล้านบาทซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก ไปให้เมียนอกสมรสของเขาเป็นร้อยๆ คน มีอนุสาวรีย์รำลึกถึงเขาทั้งที่โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้วเขาเป็นคนที่ไม่น่าเคารพ แต่สุดท้ายความทรงจำของเราก็ถูกบังคับและการศึกษาของเราก็ถูกบิดเบือน จนทำให้เราสามารถเคารพผีที่ไม่ควรเคารพอย่างจอมพลสฤษดิ์ได้

อีกเรื่องที่ผมติดใจก็คือ ผีที่ตายแต่ไม่ยอมตาย นั่นทำให้ผมคิดถึง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีช่วง 2502-2506 ที่มาจากทหาร

และที่ขอนแก่นนั้น ผมก็ได้หนังสือ คนระลึกชาติของ พระศรีปริยัติเวที มา ซึ่งมีตัวเอกชื่อว่า ลุงบุญมี ในเล่มนี้เขียนถึงกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสามารถระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นเด็กผู้ชายที่ตกต้นไม้ตายมาก่อน เธอกลับไปหาครอบครัวเดิมและสามารถบอกชื่อทุกคนได้ถูกหมด อีกทั้งเธอยังเลือกอาหารที่เด็กชายคนนั้นชอบกิน จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอระลึกชาติได้จริง แต่ก็เกิดเป็นความขัดแย้งเล็กๆ เมื่อแม่ในชาติใหม่ของเธอซึ่งหวงในตัวเธอไม่ยอมให้เธอกลับไปหาแม่ในชาติเดิม แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังแอบไปหาและช่วยเหลือครอบครัวเก่าบ่อยๆ อยู่ ซึ่งเรื่องนี้มันกระทบใจผมที่สนใจในเรื่องความทรงจำส่วนตัวอยู่แล้ว และผมก็คิดว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีกลไกทางธรรมชาติในการทำให้เราลืมเหตุการณ์เมื่อชาติที่แล้วไปหมด เพราะถ้าเราจำได้ เราก็คงกลับไปหาพ่อแม่ในอดีตของเราหรือตามไปล้างแค้นศัตรูที่เคยทำกับเราไว้เมื่อชาติก่อน ซึ่งถึงตอนนั้นโลกก็คงวุ่นวายน่าดู แต่สิ่งที่ irony ก็คือ แม้จะยังไม่ข้ามชาติ แต่คนบางคนก็ยังลืมเหตุการณ์ไปแล้วนี่น่ะสิ

จากนั้นเราก็เดินทางไปต่อที่หนองคาย ซึ่งเราได้พบกับสภาพน้ำท่วมที่รัฐไม่สนใจ ซึ่งสร้างความเศร้าใจให้ผมเพราะมันเชื่อมโยงกับโปรเจ็คต์แม่น้ำโขงซึ่งผมกำลังจับอยู่ตอนนี้ ระหว่างเดินทางเราก็ไปพบกับคนระลึกชาติได้อีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าทำไมคนระลึกชาติได้ถึงอยู่ที่อีสานเยอะมาก แล้วจากนั้นเราก็ไปคุยกับพ่อป้าเจนซึ่งเคยทำงานเป็นคนฉายหนังเร่เพื่อต่อต้านอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต และที่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า คอมมิวนิสต์ ในการเดินทางครั้งนี้

จากนั้นเราก็เดินทางไปตามหาลุงบุญมี ตัวเอกในหนังสือ คนระลึกชาติ โดยเดินทางไปถึงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ได้คุยกับคนที่หนีเข้าป่าเพื่อไปเรียนรู้ลัทธิคอมมิวนิสต์ถึงประเทศลาว ได้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงของหนังและอุดมการณ์ในสมัยก่อน และจากนั้นเราไปที่หมู่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์เสียงปืนแตกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นครั้งแรก เราก็เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์และพูดคุยรายละเอียดกับคนในพื้นที่

และหลังจากนั้นไม่ว่าเราจะไปสำรวจที่จังหวัดไหนกันต่อ เราก็จะต้องกลับมาที่บ้านนาบัวทุกครั้ง เนื่องจากเป็นที่ที่เราไม่สามารถลืมได้ด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความทรงจำอันเลวร้ายของคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งถูกรังแกโดยรัฐ ที่มีทั้งถูกทหารข่มขู่ ทำร้าย ข่มขืน ถูกขโมยวัวควาย บางคนถูกฆ่าตายก็มี แถมมีการให้ชาวบ้ายดื่มน้ำสาบานว่าฉันจะไม่ยุ่งกับคอมมิวนิสต์ไม่งั้นขอให้มีอันเป็นไป ซึ่งโหดร้ายมากเพราะเป็นการเอาความเชื่อของชาวบ้านมาทำร้ายชาวบ้านเอง นอกจากนั้นยังมีทหารมาตรวจการเข้าออกของคนในหมู่บ้านโดยต้องให้ทุกคนกลับมาก่อน 4 โมงเย็น ซึ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกเหมือนติดคุกในหมู่บ้านของตัวเอง มีการคาดคั้นให้ชาวบ้านบอกเบาะแสถึงพรรคคอมมิวนิสต์มิฉะนั้นจะถูกทำร้าย และถึงทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับการชำระและผู้กระทำผิดก็ยังไม่เคยถูกลงโทษ ซึ่งในหนังจะเห็นว่าลุงบุญมีจำได้หลายชาติมาก แต่คนในหมู่บ้านนี้กลับไม่อยากจำเหตุการณ์ที่โหดร้ายในชาตินี้ เหมือนเป็นความทรงจำที่ถูกกดเอาไว้ ซึ่งคิดแล้วมันเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจมาก

เนื่องจากผมเป็นคนนอก ผมเลยเลือกอยู่ในหมู่บ้านนี้เพื่อศึกษาข้อมูลไปเรื่อยๆ และทำโครงการงานศิลปะร่วมกับวัยรุ่นผู้ชายในหมู่บ้าน สาเหตุที่ต้องเป็นวัยรุ่นก็เพราะผมรู้สึกเชื่อมโยงได้ เหตุเพราะเขามีความสนใจในสิ่งใหม่ๆ ทั้งเพลงแฟชั่น อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ประสบกับเหตุการณ์โดยตรง เป็นแค่ผู้รับประสบการณ์มือสองเช่นเดียวกับผม และสาเหตุที่ต้องเป็นผู้ชายก็เพราะในอดีต หมู่บ้านนี้จะมีแต่เด็กและผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่หนีเข้าป่าเพราะทนความรุนแรงที่มาจากทหารปราบคอมมิวนิสต์ไม่ได้ บวกกับตำนานของหมู่บ้านนี้เกี่ยวกับผีแม่ม่ายที่ทำให้ผู้ชายหายไปจากหมู่บ้าน จึงทำให้เราเกิดแนวคิดเป็นคอนเซปต์ อยากนำเอาผู้ชายกลับคืนสู่หมู่บ้าน และงานศิลปะที่เกิดขึ้นก็คือ ยานอวกาศจำลองซึ่งสื่อถึงการหลบหนีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ แล้วตัวยานอวกาศนี้ก็งอกเป็นงานศิลปะต่างๆ มากมาย ทั้งภาพถ่ายและหนังสั้นซึ่งผมเคยนำมาจัดแสดงในงานเทศกาล Primitives ของผมมาแล้ว

หลังจากตามหามานาน ในที่สุดผมก็พบกับลุงบุญมีตัวจริงจนได้ และสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเป็นอย่างมากก็คือ ลุงบุญมีตัวจริงหน้าคล้ายพ่อผมมาก แถมยังมีใบหน้าคล้ายกับผู้กำกับไต้หวันที่ผมเคารพอย่าง อู๋เฉ้าเฉียน อีกด้วย และด้วยประสบการณ์ที่เจอทั้งหมด ทำให้เกิดมาเป็นหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ อย่างที่ทุกท่านได้เห็นในตอนนี้

 

รักที่ขอนแก่น (Cemetery of Splendour) พ.ศ. 2558

เป็นเรื่องของกลุ่มทหารที่ป่วยเป็นโรคลึกลับ ทำให้นอนหลับบนเตียงอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีแม่บ้านที่แต่งงานแล้วแต่รู้สึกเหงา ก็เลยมาเป็นอาสาสมัครคอยดูแลทหารที่โรงพยาบาล เธอรู้สึกผูกพันกับทหารคนหนึ่ง ทั้งสองคนนั้นก็เลยแชร์ความฝันร่วมกัน เนื้อเรื่องหลักๆ ก็มีอยู่แค่นี้ แต่หนังมันจะเน้นไปที่อารมณ์และเส้นคาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับความฝันมากกว่า

ไอเดียของหนังเรื่องนี้มาจากหลายที่ ที่ชัดๆ คือข่าวที่เกิดขึ้นที่ รพ.ทหาร จ.อุตรดิตถ์ มีทหารกลุ่มหนึ่งป่วยเป็นโรคติดต่อลึกลับจนโรงพยาบาลต้องปิดพื้นที่บางส่วนเป็นเขตกักกันโรค แต่ตอนหลังเขาก็มีการเปิดเผยนะว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ผมชอบความคลุมเครือในช่วงก่อนหน้านั้นซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วผมอยากให้เรื่องราวเกิดขึ้นในโรงพยาบาลด้วย เพราะมันเป็นสถานที่ที่ผมเติบโตมา

นอกจากนั้น ผมยังสนใจเรื่องของการนอนและความฝันที่เกิดขึ้นตอนนอน ตั้งแต่สมัยทำนิทรรศการศิลปะ“Primitive ปลุกผี” ที่มีเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นนอนหลับฝัน แถมแฟนของผมยังเป็นคนนอนตลอดเวลาแล้วฝันเยอะมาก ก็เลยพยายามเชื่อมโยงการนอนเข้ากับเรื่องราวต่างๆ เช่น ชีวะในสมองหรือเรื่องของสังคม ทำไมคนเราต้องฝัน เกิดอะไรขึ้นตอนที่เราฝันอยู่

ความจริงหนังของผมพูดถึงความเลือนลางระหว่างความจริงกับความฝันและความจริงกับความไม่จริงมาตั้งแต่เรื่อง สัตว์ประหลาด! แล้ว แต่ รักที่ขอนแก่น มีการรีเสิร์ชเยอะขึ้น ส่งทีมงานไปสัมภาษณ์หมอ อ่านหนังสือค้นคว้าโดยเน้นไปที่เรื่องโรค Sleeping Sickness ซึ่งทำให้คนไข้หลับไปเรื่อยๆ ไม่ยอมตื่นที่เกิดขึ้นในอัฟริกาและเกิดขึ้นกับทหารในช่วงสงครามโลก นอกจากนั้นผมยังสนใจเรื่อง PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) ซึ่งเกี่ยวกับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนังที่ออกมาก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นคว้ามาเท่าไรนะ

นอกจากนั้นก็มีเส้นเรื่องของป้าเจนซึ่งผมนำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับแกจริงๆ ใส่ลงไปในหนังด้วย ทำให้หนังมันมีความเป็นไดอารี่ที่บันทึกเรื่องราวของคนที่อยู่รอบตัวผม ป้าเจนเป็นคนที่มีอิทธิพลกับผมมากในช่วงหลังๆ เหมือนแกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ในช่วงที่ผมทำหนังหรืองานศิลปะ ก็มักจะให้แกเข้ามามีส่วนร่วมและทุกครั้งที่พัฒนาบทก็จะให้แกมาช่วยดูว่าบทที่แกจะได้เล่นเป็นอย่างไร ซึ่งมันช่วยได้มากหากพี่ได้รู้ตั้งแต่ตอนเขียนบทว่าตัวละครนี้จะมีรูปร่างหน้าตา มีลักษณะนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาหนังของผมไม่ได้เดินหน้าด้วยตัวละครสักเท่าไรแต่จะเน้นไปที่บรรยากาศในเรื่อง แต่ รักที่ขอนแก่น จะมีความเป็น Character – Driven มากกว่าเรื่องอื่นๆ โดยป้าเจนเป็นคนขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด ส่วนตัวละครอื่นๆ จะเป็นคนที่อยู่ล้อมรอบตัวป้าเจนอีกที ป้าเจนจะเด่นมาก ผมว่าเด่นกว่า เคท บลังเชทท์ ใน Carol เสียอีก (หัวเราะ) อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจากเดิมคือ หนังเรื่องก่อนๆ ของพี่จะค่อนข้างเงียบ แต่เรื่องนี้เป็นหนังที่พูดเยอะมาก พูดตลอดเวลา

 

หนังสั้น-โครงการศิลปะ

บ้านผีสิง (Haunted Houses)

เป็นหนังสั้นซึ่งผมทำก่อนที่จะมาทำหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด! โดยเรานำเอาบทละครเรื่อง บ่วงหงส์ ทางช่อง 5 ซึ่งเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลา แล้วก็มีผู้ชายลึกลับฐานะดีคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ซึ่งตัวละครในเรื่องนี้มักจะอยู่ในคฤหาสน์และแต่งตัวหรูหรากันทุกคน สิ่งที่ผมทำคือ ดูดเอาเรื่องราวส่วนหนึ่งจากละคร โดยให้ผู้ช่วยจดรายละเอียดทุกอย่างใน 1 ชั่วโมงว่าตัวละครนี้พูดว่าอะไรและมุมกล้องในตอนนั้นเป็นอย่างไรโดยละเอียด เราแบ่งบทเป็น 13 หน้า ไปที่หมู่บ้านในจังหวัดขอนแก่น แล้วเอาบทไปแจกบ้านละ 1 หน้า ขอความร่วมมือจากคนในแต่ละบ้านว่าช่วยให้เล่นละครตามบทให้หน่อย ไอเดียของหนังคือ เราสลับให้ชาวบ้านที่จากเดิมคือผู้รับสาร เปลี่ยนมาเป็นคนเล่นละครผ่านจินตนาการของเขาเอง โดยปล่อยให้เขาได้แสดงในสิ่งที่เขาอยากเป็น อย่างเช่นอยากเป็น เคน ธีรเดช เป็นต้น ซึ่งนั่นก็ก่อให้เกิดเป็นความลักลั่นเคอะเขิน ซึ่งพอเปลี่ยนบ้านไป หน้าของตัวละครและสภาพของบ้านก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย จนทำให้คนดูต้องติดตามเนื้อเรื่องผ่านชื่อตัวละครเท่านั้น และจากนั้นผมยังแตกแนวคิดไปเป็นโครงการอีกอัน คือ เอาละครเรื่อง เลือดหงส์ ไปให้คนญี่ปุ่นช่วยทำ และผมก็ได้นำไปรวมไว้ในผลงานวีดิโอจัดวางโครงการ Narratives ของผมด้วย สาเหตุที่ตั้งชื่อเรื่องว่า บ้านผีสิง เพราะผมมองว่าช่วงละครหลังข่าว เป็นช่วงเวลาที่คนทั่วประเทศโดนสิ่งที่ประกอบขึ้นมาในเมืองหลวงสิงทั่วประเทศ จนเกิดเป็นความบิดเบี้ยว อย่างทางสถาปัตยกรรมช่วงหลังๆ ก็จะเห็นได้ว่า มีบ้านเสาโรมันผุดมามากมาย ซึ่งเกิดจากคนดูคิดว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีฐานะอย่างที่เห็นในละคร เป็นต้น

 

B-day concert

เป็นคอนเสิร์ตซึ่งจัดที่ราชมังคลากีฬาสถานเพื่อปิดท้ายค่ายเพลงเบเกอรี่มิวสิคก่อนที่จะเลิกรากันไป ซึ่งผมรับหน้าที่ทำภาพเคลื่อนไหวแนว live action บนจอ โดยแบ่งงานกับ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ที่ทำด้านอนิเมชั่น คอนเสิร์ตมีความยาว 7 ชม.ครึ่ง ซึ่งยาวอ้วกแตกมาก จึงถือเป็นความท้าทายมากว่าจะทำอย่างไรให้ภาพมันอยู่นานๆ ได้ ความยากอีกอย่างคือ จอบนเวทีคอนเสิร์ตนั้นยาวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากคุณวิชญ์ที่เป็นผู้ออกแบบเกิดอารมณ์อยากท้าทาย ซึ่งถือเป็นความยาวที่ขัดกับความเคยชินของคนทำวีดิโอว่าขนาดภาพจะต้องเป็นอัตราส่วน 4:3 หรือ 16:9 ทำให้เวลาถ่ายทำผมต้องใช้ 4-5 กล้องมาต่อกัน ซึ่งคอนเซปต์ของภาพนั้น พอพูดถึง 10 ปีค่ายเบเกอรี่ ก่อนที่จะหายไป เราก็มองไปที่เรื่องของการเติบโต วิวัฒนาการ ซึ่งจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตก็คือน้ำ จากสัตว์น้ำเปลี่ยนมาเป็นสัตว์ประหลาดจนมาถึงยุคของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ไปถ่ายใต้น้ำ โดยใช้แท็งก์น้ำเล็กๆ ธรรมดา ซึ่งพอขยายภาพก็ออกมาเป็นภาพที่น่าดู แล้วก็มีการใช้ภาพในเชิงนามธรรม แต่เบื้องหลังจริงๆ แล้วเส้นที่พลิ้วไหวไปมานั้นทำมาจาก ซ่าหริ่ม (หัวเราะ) นอกจากนั้นแล้วผมก็ยังใส่สิ่งที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวเอาไว้ด้วยอย่าง วิวัฒนาการของภาพยนตร์ รวมไปถึงดาราเก่าเข้าไปด้วย

เพลงสรรเสริญ (The Anthem)

เป็นโปรเจคต์หนังสั้นที่เข้าฉายในโรงหนังทั่วไปในอังกฤษด้วยทุนของประเทศเขา โดยถือเป็นหนังเซอร์ไพรส์คนดูซึ่งบางทีนั่งดูหนังอยู่ดีๆ ก็มีหนังเรื่องนี้โผล่ขึ้นมาแทรกกลางเรื่อง ซึ่งจุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้เราทำขึ้นมาเพื่อสรรเสริญให้กับภาพยนตร์ มีศิลปินทำโครงการนี้ร่วมกัน 5-6 คน และจะเวียนฉายของแต่ละคนสลับกันไปเรื่อยๆ โดยในหนังของผมจะเชื่อมโยงถึงการสรรเสริญในประเทศเราด้วย ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีการสรรเสริญ ขึ้นบ้านใหม่ก็ต้องมีพิธีปักเสาบ้าน จะทำหนังก็ต้องมีพิธีเปิดกล้อง จะปลูกข้าวก็ต้องมีพิธีพระแม่โคสพ ดังนั้นเราก็ควรจะมีพิธีสรรเสริญก่อนที่จะดูหนังเหมือนกัน เหมือนเป็นเพลงสรรเสริญภาพยนตร์เพื่อที่จะให้พลังงานแก่คนดู ประมาณว่าหนังจะเน่ายังไงพอคนดูได้รับพลังงานเข้าไปแล้ว หนังเรื่องนั้นก็จะกลับกลายเป็นหนังที่ดีได้ทันที

 

คนเรืองแสง (Luminous People)

เรื่องนี้เป็นการย้อนรอยกลับไปที่แม่น้ำโขง ซึ่งผมเคยเอากระดูกของพ่อผมไปลอยอังคาร 1 ปีต่อมาผมก็กลับไปที่เดิมพร้อมกับทีมงานและนักแสดงเพื่อจำลองเหตุการณ์นั้นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วผมก็สร้างเรื่องจากความทรงจำในครึ่งแรกและเปลี่ยนไปเป็นเรื่องจากจินตนาการในครึ่งหลัง โดยถ่ายทำระหว่างแล่นเรือทั้งหมด 3 วัน ซึ่งจุดประสงค์ของผมคือ ต้องการที่จะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับความทรงจำ โดยชีวิตผมนั้นเหมือนมีอยู่ 2 ครอบครัว นั่นก็คือครอบครัวจริงและครอบครัวในวงการภาพยนตร์ ซึ่งชีวิตภาพยนตร์ก็เหมือนชีวิตที่ขนานไปกับชีวิตจริงของเรา อย่างป้าเจนเราก็มองเขาเป็นเหมือนแม่และเรียกเขาว่าแม่ ซึ่งเราก็พยายามเชื่อมเส้นแบ่งเหล่านี้เข้าหากัน

 

คำถามจากผู้ชม/ผู้สัมภาษณ์

คุณบอกว่าคุณเป็นคนขี้อาย ชอบอยู่คนเดียว แต่คุณก็เข้ามาในวงการหนังซึ่งใช้ทีมงานมหาศาลและต้องชยุ่งเกี่ยวกับสังคมค่อนข้างสูง อยากทราบว่าคุณมีวิธีจัดการชีวิตยังไง

มันอยู่ที่การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะตอนแรกผมก็กะว่าทำหนังคนเดียวนั่นแหละ หรืออย่างตอนทำ ดอกฟ้าในมือมาร ก็ทำกันแค่ 5 คน แต่ เหมือนกับว่าความต้องการของเรามากขึ้นทั้งด้านภาพด้านเทคโนโลยี จนต้องมีทีมงานมาช่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคิดไปแล้วการทำหนังถือเป็นอาชีพที่มหัศจรรย์มาก จากคนที่ขี้อายแต่เป็นเพราะเรารักหนังทำให้สุดท้ายเรากล้าที่จะติดต่อกับคนหลากหลายมาก ตั้งแต่คนออกแบบเสื้อผ้า คนออกแบบฉาก จนไปถึงนักกฎหมาย โลกของหนังมันเป็นโลกที่ใหญ่มากจนไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยคนคนเดียว ผมมองว่าภาพยนตร์มันก็เหมือนไดอารี่ เป็นความภาคภูมิใจของเราในแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ผมทำขึ้นเลย แม้กระทั่งหนังอย่าง Iron Pussy ก็ตาม เวลามีใครมาจัดเทศกาลหนังของผมแล้วผมบอกให้เขานำเอา Iron Pussy ไปฉายด้วย ก็จะมีคนตกใจว่าให้ฉายเรื่องนี้ด้วยหรือ ผมก็บอกว่าทำไมล่ะ ก็มันเป็นหนึ่งในความสนใจในชีวิตของผมด้วยเหมือนกันนี่

ผมมองว่าภาพยนตร์มันก็เหมือนไดอารี่ เป็นความภาคภูมิใจของเราในแต่ละช่วงชีวิต

มีประเด็นไหนที่คุณอยากเอามาทำเป็นหนังแต่ทำไม่ได้บ้างไหม

มีเรื่องการเมืองหลายเรื่องที่เราพูดไม่ได้ และทุกคนก็พูดไม่ได้ ซึ่งก็น่าคิดว่าขนาดประเทศที่เสรีภาพถูกกดมากๆ อย่างประเทศจีน เขายังทำหนังการเมืองออกมาได้มากมายหลากหลาย บางเรื่องแม้จะโดนแบนในประเทศแต่ก็ได้ออกไปฉายที่เมืองนอก แต่ทำไมหนังของไทยกลับออกมาหน่อมแน้มซะแบบนั้น ซึ่งผมว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องระบบการศึกษาของไทยที่ให้ความรู้แบบถูกตัดทอน อีกประเด็นคือในสังคมไทยนั้น ศิลปะกับการเมืองไม่ได้อยู่คู่กันแต่แรกแบบประเทศจีน ซึ่งพอคิดไปคิดมาก็เหมือนเป็นการจุดประเด็นให้เราอยากทำหนังแนวนี้ เพียงแต่จะทำออกมายังไงไม่ให้หนังออกมาเป็นบทความทางวิชาการ ซึ่งถึงตอนนี้ผมก็ยังตีโจทย์ไม่ออกเหมือนกัน

ขอถามอะไรที่เข้าเหตุการณ์หน่อยนะครับ คิดว่าประเทศไทยจะมีการปฏิวัติทางศิลปะหรือเปล่าครับ

ถ้าเราสามารถทำหนังเกี่ยวกับสังคมไทยได้อย่างตรงไปตรงมา นั่นก็ถือเป็นการปฏิวัติแล้ว แต่เราทำไม่ได้เพราะมันมีกฎหมายห้ามสร้างความไม่สงบต่อบ้านเมือง แถมคุกเมืองไทยก็ไม่น่าอยู่ด้วย (หัวเราะ)

ความจริงในโลกภาพยนตร์หรือในโลกของคนสร้างหนังนั้นเป็นอย่างไร มันแตกต่างจากโลกความเป็นจริงอย่างไร

โลกในภาพยนตร์น่ะมันไม่มีจริงหรอก ภาพยนตร์มันก็เป็นแค่ภาพสองมิติแล้วก็แสง ไม่มีทางที่หนังจะสามารถเสนอความจริงล้วนๆ ได้ หรืออย่างสารคดีก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นความจริง อย่างเวลาเราดูช่อง Discovery หรือ National Geographic นั้น มันก็เป็นของปลอม เป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งนั้น อย่างแค่การแพนกล้องนั่นก็แทนสายตาของคนทำแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตัดต่อตรงนั้น ทุกอย่างมันถูกกลั่นกรองมาแล้วอีกที ด้วยเหตุนี้ภาพยนตร์เป็นสื่อที่อันตรายสำหรับผู้นำมาก และในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์มากเช่นกันในแง่การสร้างความเชื่อ หนังเป็นแค่ภาพเสมือนไม่ใช่ภาพจริง เป็นการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความหลัง แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นแค่อารมณ์ที่เราอยากถ่ายทอดออกไปให้คนดูเท่านั้น อีกมุมนึงที่อยากพูดถึงก็คือ การทำงานของสมอง คือในยุคนี้เราเติบโตมากับภาพเคลื่อนไหว สมองเราจะคิดภาพเหมือนภาพยนตร์ อย่างตอนที่เราเดทครั้งแรก ลองย้อนคิดกลับไปสิ ภาพในหัวเรามันเป็นภาพยนตร์มากเลยนะ ทั้งภาพสโลว์โมชั่น โฟกัสที่มือจับแก้วน้ำ เห็นดวงตาแบบโคลสอัพ แบบนี้เป็นต้น

ถ้าดูจากเครดิตหนังจะเห็นว่า ผู้ออกทุนให้หนังของคุณนั้นมีเยอะมาก ซึ่งนายทุนแต่ละคนก็มีความต้องการมากมาย เช่น อยากให้ดูง่ายขึ้น สนุกขึ้น ไม่ทราบว่าคุณรักษาสมดุลระหว่างตัวตนในงานของคุณและความต้องการของนายทุนได้อย่างไร

เรื่องแบบนี้มันก็เหมือนกับการหาแฟน หาใครสักคนที่คิดว่าสิ่งที่เราทำร่วมกันเป็นสิ่งที่มีค่า การที่หนังของผมมีพาร์ทเนอร์เยอะนั้น เป็นเพราะแต่ละคนไม่ได้ออกเยอะ ต่างคนต่างช่วยกันออก ซึ่งผมมองว่าศิลปะมันเป็นเรื่องปัจเจกของคนทำ สิ่งที่ผมทำมันไม่เชิงรักษาสมดุลหรอก เพราะสุดท้ายผมก็ทำหนังอย่างที่ผมอยากทำน่ะแหละ เพียงแต่เราอาจต้องหาทุนจากหลายๆ ที่เท่านั้นเอง แต่จะว่าไปหนังยุโรปหลายเรื่องโหดกว่านี้อีกนะ ดูโคมไฟเฉยๆ 20 นาที ปัจเจกยิ่งกว่าผมทำอีก เขายังหาทุนได้เลย

ผมรู้สึกว่าตัวละครของคุณเรียบร้อยมาก พูดเพราะมาก ไม่แสดงอารมณ์ ทำให้ผมอดนึกถึงหนังของ รัตน์ เปสตันยี เรื่อง โรงแรมนรก ไม่ได้ ที่ขนาดคนร้ายก็พูดเพราะ อยากทราบว่าทำไมหนังของคุณถึงมีบทสนทนา ตัวละคร เป็นเส้นตรงราบเรียบเหมือนไม่ได้แสดงขนาดนั้น

ผมว่านักแสดงเขาก็แสดงอยู่นะ แต่มันเป็นเรื่องของเฟรมภาพมากกว่า นั่นคือ พอเราไม่โคลสอัพและไม่มีดนตรีเสริม มันก็เลยไม่มีตัวช่วยไง บางทีพอเราไปดู trick ของหนังดราม่าฮอลลีวูด เราจะพบว่าจริงๆ มันไม่มีอะไรเลยนะ กล้องโคลสอัพตัวละคร มีดนตรีช่วย ก็เลยลวงเหมือนว่าเขาแอ็คชั่นเยอะ แต่จริงๆ ถ้าเรามูฟกล้องออกมาก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรเลย

การที่เทคโนโลยีโลกยุคใหม่ก้าวไกล เครื่องมือราคาถูกลง คนเราทำหนังได้ง่ายขึ้น มีผลอะไรต่อคุณภาพของหนังทุกวันนี้หรือเปล่าครับ

ขอไม่พูดถึงคุณภาพแล้วกัน เพราะคุณภาพเป็นมุมมองของแต่ละคน บางทีเราชอบแต่คนอื่นไม่ชอบก็ได้ แต่แน่นอนว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบของการสร้างหนัง การดูหนัง การจัดจำหน่ายหนังด้วย ที่น่าสังเกตก็คือ สมาธิของคนดูสมัยนี้จะสั้นลง อีกอย่างก็คือเรื่องของความไม่จีรัง คนที่เกิดยุคคอมพิวเตอร์ เวลาคลิกปิดหน้าต่างก็หายไปไม่มีร่องรอย แต่ว่าเรายังยึดติดกับหนังสือ ซีดีหรือสิ่งต่างๆ ที่มันหายไปไม่ได้ สรุปก็คือ หนังทุกวันนี้ก็จะภาพเร็วขึ้น แล้วก็เรื่องการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่มีคนบอกว่าถ้าเอาหนังในปัจจุบันไปฉายให้คนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เขาก็จะดูไม่รู้เรื่อง

น่าสังเกตว่าหนังของคุณมักจะใช้นักแสดงซ้ำไปซ้ำมา อย่างป้าเจน คุณโต้ง และบุคลิกของตัวละครทั้งสองท่านก็มักจะออกมาซ้ำๆ กันทุกเรื่อง อยากทราบว่าถ้านักแสดงอย่าง เคน ธีรเดช หรือ อนันดา มาขอเล่นหนังของคุณ คุณจะยอมให้พวกเขาเล่นไหม

อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าหนังเป็นเหมือนไดอารี่ ความคิดของป้าเจนหรือของโต้งก็มีส่วนในการพัฒนาบทหนังด้วย เหมือนเราลงเรือลำเดียวกัน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาไปเรื่อยๆ ซึ่งมันสำคัญสำหรับผม และอย่างเวลาคนนอกเข้ามาก็จะค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะดาราที่จะเอารังสีหรือเรื่องส่วนตัวของเขาเข้ามาด้วยจนส่งผลกระทบต่อหนังของผม แต่พูดถึง เคน ธีรเดช ก็น่าสนใจนะ (หัวเราะ) อย่างเรื่องล่าสุด ผมมีโครงการจะทำหนังกับดาราอย่าง ทิลด้า สวินตัน ก็ยังคิดหาวิธีอยู่ว่าจะให้ทำให้รังสีดาราของเขานั้นหายไปยังไง ซึ่งก็ต้องอยู่ที่การสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งผมต้องทำลายความเป็นดาราและความเกร็งในการมองเขาเป็นดาราให้มันหายไปให้ได้

อย่างเรื่องล่าสุด ผมจะทำหนังกับดาราอย่าง ทิลด้า สวินตัน… ผมก็ต้องทำลายความเป็นดาราและความเกร็งในการมองเขาเป็นดาราให้มันหายไปให้ได้

แล้วในทางกลับกันล่ะครับ อย่างนักแสดงหน้าใหม่ที่เอาชาวบ้านคนธรรมดาที่ไม่เคยเล่นหนังมาก่อนมาเล่น คุณมีวิธีทำลายกำแพงนั้น ให้นักแสดงไม่กลัวกล้องยังไง

วิธีการคัดเลือกนักแสดงนั้นมันไม่ง่ายเพราะต้องผ่านการกลั่นกรอง อย่างมาสมัคร 200 คนเราอาจจะเอาแค่ 3 คน ซึ่งมันอยู่ที่การสัมภาษณ์และบุคลิกของเขา ด่านแรกคือ เขาต้องโกหกเก่ง สร้างสถานการณ์แล้วโกหกให้เราเชื่อได้ การแสดงให้เป็นธรรมชาติมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะแค่เดินจากจุดหนึ่งไปจุดสอง ถ้ามีกล้องมาจับ ตัวนักแสดงก็แข็งแล้ว มันถึงต้องมีเวิร์คชอป ต้องมีกล้องจับเขาตลอดเวลาเพื่อไม่ให้หน้าเขาแข็ง แล้วก็การที่เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ ทำให้เขามีเวลาอยู่กับเราเยอะ จนรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัว ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย การแสดงที่ออกมาก็จะเป็นธรรมชาติ

หลายคนมองว่าวงการภาพยนตร์ไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง คุณมองสถานการณ์นี้อย่างไร

มันก็จริงนะ แต่มันก็เป็นเหมือนคลื่นที่มีขึ้นมีลง มันอาจจะถึงจุดที่ตลาดไม่ตอบโจทย์คนดูแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้างไม่สามารถโยนความผิดให้คนดูได้เลยว่าทำไมไม่ดูหนังฉัน มันอยู่ที่ว่าคุณทำสินค้าออกมาแล้วคุณต้องหาจุดขาย ดึงผู้เสพให้มาสนใจผลงานคุณให้ได้ จริงๆ แล้วพี่ว่า การล้มมีประโยชน์มากนะในแง่ที่ว่ามันทำให้ผู้สร้างหนังย้อนกลับมามองตัวเอง หันมาทบทวนผลงานที่ทำอยู่ว่าจุดขายของเราอยู่ที่ไหน ลูกค้าเราอยู่ที่ไหนบ้าง

ทางออกจากปัญหานี้อย่างหนึ่ง คือการขยายตลาดหนังออกไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น เช่น อาเซียน เราต้องคิดว่าเราทำหนังเพื่อโลก ไม่ใช่ทำเพื่อคนดูที่ไทยอย่างเดียว เมื่อนั้นความเสี่ยงในการเจ็บตัวจะน้อยลง อย่าง รักที่ขอนแก่น ก็มีบริษัทที่ลงทุนแห่งหนึ่งเป็นของมาเลเซีย ซึ่งเวลาเขาซื้อหนัง เขาจะกว้านซื้อในหลายรูปแบบ และจะเอาสิทธิ์ทั้งภูมิภาคเลย ทำให้ไม่จำกัดความเสี่ยงอยู่แค่ที่เดียว

ด้วยบรรยากาศเสรีภาพทางการแสดงออกที่ลดลงในตอนนี้ ส่งผลต่อคนทำงานศิลปะอย่างไรบ้างครับ

มันมีอยู่สองแง่นะ ในแง่หนึ่งมันก็บังคับให้คนทำงานศิลปะคิดลึกขึ้น มองหามุมว่าจะพูดอะไรผ่านวิธีไหนมากขึ้น ทำให้เกิดสิ่งที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่แง่ที่สอง มันก็ทำให้ศิลปินเกิดคำถามว่า นี่กูเป็นศิลปินแน่หรือเปล่า ทำไมถึงแสดงออกในสิ่งที่คิดตรงๆ ไม่ได้ ซึ่งก็จะเกิดความท้อขึ้น พี่มองว่าแง่ที่สองนั้นมันขึ้นมาเบียดบังแง่แรกมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่าแง่แรกมันกลายเป็นการแสแสร้งหรือเปล่า เพราะศิลปินพยายามเอาสัญลักษณ์มาใส่มากเสียจนงานมันไม่เพียว (pure – บริสุทธิ์) โดยใช้เหตุผลว่ามันเป็นการสะท้อนสังคมผ่านสัญลักษณ์ แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้วที่คุณต้องใส่สัญลักษณ์เป็นเพราะคุณไม่มีเสรีภาพต่างหาก ซึ่งเราก็ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า การไม่มีเสรีภาพกับการทำงานศิลปะมันอยู่คู่กันได้ไหม

ในแง่หนึ่งมันก็บังคับให้คนทำงานศิลปะคิดลึกขึ้น มองหามุมว่าจะพูดอะไรผ่านวิธีไหนมากขึ้น ทำให้เกิดสิ่งที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่แง่ที่สอง มันก็ทำให้ศิลปินเกิดคำถามว่า นี่กูเป็นศิลปินแน่หรือเปล่า ทำไมถึงแสดงออกในสิ่งที่คิดตรงๆ ไม่ได้

มีบางคนเคยบอกว่า บางทีเผด็จการก็ส่งผลให้ศิลปินสามารถสร้างผลงานที่น่าสนใจออกมาได้ เช่น หนังอิหร่าน หรือหนังของผู้กำกับจีนรุ่นที่ 5

คิดแบบนั้นมันเหมือนกึ่งๆ ข้ออ้างนะ ถ้าเราไม่มีเผด็จการมันจะไม่มีอะไรที่สร้างสรรค์เกิดขึ้นมาเลยหรือ หรือบางที การไม่มีศิลปะที่ดีๆ มันอาจเกิดจากสาเหตุอื่นหรือเปล่า เช่น ขาดระบบความคิดหรือขาด facility ที่แข็งแรงพอในการเกื้อหนุนศิลปะ มันไม่เกี่ยวกับถูกกดหรือไม่ถูกกดทั้งหมด บางทีก็ใช่ การถูกกดมันทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าศิลปะจะงอกเงยในพื้นที่แบบนั้นเท่านั้นอย่างเดียวซะที่ไหน อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวพี่เองพี่ชอบที่จะทำงานในพื้นที่ที่ไม่สมบูรณ์ ยุโรปไม่ได้ให้แรงบันดาลใจเท่าเอเชียหรืออเมริกาใต้ โดยที่เผด็จการเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความไม่สมบูรณ์ในบางพื้นที่ของที่เหล่านี้

คุณมองสังคมการเมืองในยุคนี้ว่าเป็นอย่างไร

แย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเราตาไม่มืดบอดเกินไปก็พอมองเห็นได้ว่าประเทศไทยมันค่อยๆ ลงเหวอยู่ แต่มันน่ากลัวที่หลายคนกลับมองไม่เห็นมัน เห็นได้ชัดๆ เลยว่าคนเราใช้ 2 มาตรฐานในการตัดสินอะไรบางอย่าง มันเลยน่ากลัวว่าคนที่มีการศึกษาบางส่วนพยายามปิดตา ซึ่งเป็นผลมาจากความกลัวต่างๆ เช่น กลัวทักษิณ จนยอมให้อีกกลุ่มมาแทน ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าวิธีการและความโปร่งใสมันไม่มี มันแสดงให้เห็นว่านอกจากความรักทำให้คนตาบอดแล้ว ความเชื่อยังทำให้คนตาบอดด้วย

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก