พาชมสถานที่จริง ต้นแบบของ Mondstadt และ Liyue ใน Genshin Impact

2242

บทความโดย มินชินอิมแพ็คอารีน่า

สวัสดีชาว Plotter ทุกคนค่า ! เพื่อนๆ หลายคนคงจะรู้จักเกม Genshin Impact กันอยู่แล้วใช่ไหมเอ่ย อย่างที่เรารู้ๆ กันเกมนี้ไม่ได้มีดีแค่ระบบเกม ! แต่ยังมีจุดเด่นด้านอาร์ตและงานกราฟิกต่างๆ ที่ช่วยให้เกมได้รับเสียงตอบรับที่ดีเรื่องภาพสวย บรรยากาศดี ! แถมยังใช้ภาพสไตล์อนิเมะแฟนตาซีที่ผสมผสานเป็นจริงดูมีเอกลักษณ์จนเป็นที่น่าจดจำ และวันนี้เราอยากมานำเสนอในมุมของด้านการออกแบบสถานที่ในเกม ว่ามีไอเดียหรือแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง

โดยเกม Genshin Imact ในตอนนี้มีเมืองออกมาให้สำรวจทั้งหมด 2 เมืองด้วยกัน นั่นก็คือ Mondstadt และ Liyue นั่นเองค่ะ (เมืองที่สาม Inazumaกำลังจะตามมาเร็วๆ นี้) โดยทั้งสองเมืองก็มีคอนเซ็ปท์แตกต่างกันชัดเจน เนื่องจากผู้พัฒนาต้องการให้แต่ละเมืองนั้นมีสไตลด์เป็นของตัวเอง ให้คนเล่นได้สัมผัสถึงความหลากหลายในการสำรวจนั่นเอง และแน่นอนว่าต้นแบบรวมไปถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบก็ต้องต่างกันด้วย จะเป็นอย่างไร ไปชมกันเลยค่ะ ! 

Mondstadt

เมื่อเริ่มเกม เมืองที่เราจะได้ไปผจญภัยกันเป็นเมืองแรกนั่นก็คือ เมืองแห่งอิสรภาพ หรือ “มอนด์สตัดท์” ล่ะ! “บาบาทอส” คือเทพแห่งสายลมซึ่งเป็นเทพประจำเมืองนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของมอนสตัดท์เป็นเมืองที่ร่มรื่นเหมือนสายลม จุดเด่นของเมืองคือสีเขียว มีดอกไม้ และทุกคนในเมืองล้วนมีอิสรภาพ ใช้ชีวิตกันอย่างความสุขกับสิ่งที่ทำแม้ว่าจะมีอดีตอันขมขื่นซ่อนอยู่เบื้องหลัง ลึกลับดีเนอะว่าไหม ?

“เมื่อกางแผนที่โลกดู
จะรู้ว่าไม่มีเมืองไหนเลย
ที่เหมือนมอนด์สตัดท์มากไปกว่า
“เบิร์น” ซึ่งเป็นเมืองหลวง
ของสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง”

มอนด์สตัดท์เป็นเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจต่างๆ มาจากประเทศเยอรมันและสวิตเซอร์แลนด์มาผสมรวมกัน โดยสวิตเซอร์แลนด์จะมีอิมเมจเป็นประเทศที่มีความร่มเย็นและสงบสุขกับเยอรมันที่ในอดีตผ่านอะไรมามากและต้องการอิสรภาพ ในเยอรมันคำว่า Mondstadt มีความหมายว่า Moon City ด้วย ! เมื่อกางแผนที่โลกดูจะรู้ว่าไม่มีเมืองไหนเลยที่เหมือนมอนด์สตัดท์มากไปกว่า “เบิร์น” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง~

Mondstadt และ Bern

รู้ไหม ! ถ้าเอาแผนที่ของมอนด์สตัดท์และกรุงเบิร์นมาเทียบกันแล้ว จะพบว่ามีรูปร่างที่คล้ายกันมาก ! ทั้งรูปร่างของเมืองและยังมีแม่น้ำสายใหญ่เป็นส่วนประกอบของทิวทัศน์

มอนด์สตัดท์เป็นเกาะที่มีแม่น้ำล้อมรอบเมืองเอาไว้ทั้งหมด แตกต่างกับเบิร์นเล็กน้อยที่จะมีด้านหนึ่งที่เชื่อมติดกับแผ่นดินใหญ่

แม้กระทั่งทางเข้ายังมีความคล้ายกัน ! มีสะพานหินแบบยุโรปในอดีตตัดผ่านแม่น้ำเข้าสู่ใจกลางเมือง

ตึกรามบ้านช่องต่างๆได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Miltenberg” จากเยอรมัน มีกลิ่นอายของความเป็นยุคกลางปกคลุมอยู่ เป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน นิยมมุงหลังคาด้วยสีแดงดูอบอุ่นและน่ารักสุดๆ ไปเลยค่ะ

มหาวิหารส่วนใหญ่ในมอนสตัดท์ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมากจาก “Regensburg” จากเยอรมันและมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สงครามโลก ! เป็นหอคอยสูงตั้งตระหง่านที่เห็นได้แต่ไกล

โดยสภาพแวดล้อมโดยรอบของมอนสตัดท์นั้นตั้งอยู่ใจกลางของแม่น้ำที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mondsee ซึ่งเป็นทะเลสาบของประเทศออสเตรีย สิ่งที่น่าสนใจคือ Mondsee มีความหมายว่า Moon Lake ในขณะที่มอนสตัดท์มีความหมายว่า Moon City ดูเข้ากันดีใช่ม้า~

Liyue

เมื่อเราเล่นตามเนื้อเรื่องมาเรื่อยๆ จะพบกับ เมืองแห่งพัธสัญญา หรือ “หลีเยวี่ย” โดยเป็นเมืองที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน มีเทพผู้ปกป้องคือ โมแรกซ์ หรือ Rex Lapis ซึ่งมีความหมายว่า เทพแห่งหิน ทำให้มีธาตุหินเป็นธาตุประจำเมือง จุดเด่นของเมืองนี้คือเงิน แร่อำพัน งานประติมากรรมและซากปรักหักพังเก่าแก่ เมืองแห่งนี้ยังมีตำนานมากมายที่ชวนน่าค้นหาอีกด้วย ถือเป็นเมืองแห่งประวัติศาตร์เลยก็ว่าได้

“มีท่าเรือใหญ่ซึ่งมีเรือมากมาย
ออกทำการค้าขายระหว่างเมือง
เปรียบเสมือนประเทศจีน
สมัยก่อนที่มีการค้าขาย
ด้วยเรือสำเภา”

หลีเยวี่ยเป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของความเป็นจีนอยู่ชัดเจน โดยคำนี้ในภาษาจีนนั้น มีความหมายว่า Jade Moon และนอกจากเมืองนี้จะเป็นเมืองแห่งพัธสัญญาแล้ว ยังถูกเรียกว่าเป็นเมืองแห่งการค้าขายด้วยนะ ! เพราะมีท่าเรือใหญ่ซึ่งมีเรือมากมายออกทำการค้าขายระหว่างเมือง เปรียบเสมือนประเทศจีนสมัยก่อนที่มีการค้าขายด้วยเรือสำเภา

Liyue และ China

คุณ Ziyuan จากแผนกศิลปะของ miHoYo ได้เล่าว่า เขาและเพื่อนร่วมงานหลายคนมาจากจีนตะวันตกเฉียงใต้จึงได้เห็นตรงกันว่าภูมิประเทศแบบ “คาสต์” (สภาพภูมิประเทศที่เกิดจากการละลายตัวของหินปูน มีลักษณะคล้ายฟันเลื่อย) คือจุดเด่นในภูมิภาคของหลีเยวี่ย ดังนั้นทิวทัศน์ของเมืองนี้จึงมีลักษณะตะปุ่มตะปั่มเป็นหลุมบ่อนั่นเอง

สถานที่แรกที่เราเหยียบเข้ามาในหลีเยวี่ยนั้นคือ Stone Gate ซึ่งเป็นทางเดินที่มีหินขนาบทั้ง 2 ข้างทางโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Yixiantian Gap (เส้นทางเดินป่าในจีนตะวันตกเฉียงใต้)

หลังจากผ่าน Stone Gate มาแล้วเราก็จะเจอ Dihua Marsh เป็นสถานที่หนึ่งที่ถูกเรียงรายไปด้วยแม่น้ำและทะเลสาบที่มีหมอก

ผู้พัฒนาต้องการให้สถานที่นี้เป็นทิวทัศน์ที่น่าจดจำในทั้งตอนกลางคืนที่เห็นทะเลดวงดาว และตอนเช้าตรู่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามยามพระอาทิตย์ขึ้นสะท้อนกับผืนน้ำ ในอารมณ์ของศิลปะแฟนตาซีตะวันออก

ต่อมาคือ Wangshu Inn คือโรงแรมที่ถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำ เนื่องจากทีมงานทุกคนชื่นชอบภาพยนต์เรื่อง “Dragon Inn” ซึ่งเป็นภาพยนต์ศิลปะการต่อสู้ จึงหยิบมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสถานที่นี้

จุดเด่นที่ Wangshu Inn เอามาใช้เป็นแรงบันดาลใจจาก Dragon Inn คือ “เสือหมอบและมังกรซ่อนอยู่” หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถซ่อนเร้นไม่มีใครสังเกตเห็น ซึ่ง ! Wangshu Inn นั้นเป็นสถานที่ที่เป็นมากกว่าโรงแรมธรรมดายังไงล่ะ ! เป็นฐานปฏิบัติการลับที่ทำการกำจัดสัตว์ประหลาดในบริเวณโดยรอบนั่นเอง

แต่นั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ! หวังชูอินแห่งนี้ยังเป็นที่รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสต์และเนื่องจากถูกล้อมไปด้วยผืนน้ำทำให้ต้องทำโครงสร้างอาคารที่สูงมากขึ้นเพื่อหลีกหนีน้ำท่วม

“เนื่องจากถูกล้อมไปด้วยผืนน้ำ
ทำให้ต้องทำโครงสร้างอาคาร
ที่สูงมากขึ้นเพื่อหลีกหนีน้ำท่วม”

       ทีมงานทุกคนจึงคิดว่าสิ่งก่อสร้างนี้ควรจะโดดเด่นเมื่อมองจากระยะไกล อ้างอิงมาจากวัดเก่าแก่และวัด Xuankong ในมณฑล Hunyuan มณฑล Shanxi

ที่หลีเยวี่ยสถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า Luhua Pool ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Jade Pool (สระหยก) ใน Huanglong ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกตั้งอยู่ที่เมือง Songpan ประเทศจีน โดยสระหยกมีตำนานเล่าขานเรื่องมังกรเหลือง ซึ่งเกิดจากความบังเอิญที่น้ำกัดเซาะหินปูนจนเป็นลวดลายคล้ายเกล็ดมังกร

“เกิดจากความบังเอิญ
ที่น้ำกัดเซาะหินปูน
จนเป็นลวดลายคล้ายเกล็ดมังกร”

ภูเขาหลายแห่งในหลีเยวี่ยยังได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Zhangjiajie ในประเทศจีน ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นยอดเขาหินทรายขนาดใหญ่จนแทบสูงเสียดฟ้า มีหมอกปกคลุมคล้ายกับการวาดภาพวิวจากพู่กันจีน

และขอจบด้วยเทศกาลของหลีเยวี่ยที่ชื่อว่า The Lantern Rites ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Lantern Festival ของประเทศจีน ! ซึ่งจัดเป็นวันแรกที่พระจันทร์เต็มดวงในปีนั้นหรือก็คือวันตรุษจีนนั่นเอง โดยจะมีการปล่อยโคมกระดาษขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนกัน เป็นเทศกาลที่สวยสุดๆ ไปเลยเนอะ~

________________________________________

เป็นยังไงกันบ้างล่ะคะกับสถานที่จริงที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจส่งต่อให้เหล่านักเล่นเกมกันอีกทอดหนึ่ง หวังว่าบทความนี้จะสามารถทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงที่มาของทิวทัศน์ที่สวยงามในเกม รวมไปถึงแนวคิดต่างๆ ที่เหล่าทีมงานได้บรรจงใส่เข้ามาได้อย่างละเมียดละไม จนรู้สึกได้เลยว่าการเล่นเกมๆ หนึ่งในยุคนี้นั้น หากเราสังเกตุและมองลึกลงไปสิ่งที่เราจะได้รับอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิงอย่างเดียวก็เป็นได้ ว่ามั้ยค่ะ ! 

สุดท้ายนี้อยากขอขอบคุณพี่น้องชาว Plotter ทุกคนที่ให้ความสนใจและเข้ามาอ่านบทความนี้นะคะ ! หากมีอะไรผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วยค่ะ แล้วจะนำไปปรับปรุงในภายหลังแน่นอน !

อ้างอิง

https://theaxo.com/2020/genshin-impact-real-world-locations/
https://mundogenshinimpact.com/noticias/que-ciudad-seria-mondstadt/
https://genshin-impact.fandom.com/th/wiki/Teyvat
https://youtu.be/TAlKhARUcoYhttps://genshin.mihoyo.com/en/news/detail/3149
https://www.resetera.com/threads/genshin-impact-news-and-discussion-pre-registration-started.153158/page-30

Shares