Sound Of Metal (2020) นักดนตรีผู้ต้องมาอยู่ในโลกไร้เสียง

212

โดย จักษณา อุตราศรี

ความคิดแรกผู้คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงความพิการ มักจะนึกภาพออกในแง่ความพิการทางกายภาพซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนและต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการดำเนินชีวิต เช่น แขนขาขาดจนต้องใส่แขนขาเทียมหรือนั่งรถเข็น หรือตาบอดที่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยนำทาง แต่สำหรับอาการหูหนวกแล้ว มันเป็นอาการที่มีหลากหลายมุมมองและมิติด้วยกัน เพราะเราไม่สามารถปรายตามองแวบเดียวแล้วรู้ได้เลย แถมพวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ แทบไม่ต้องการช่วยเหลืออะไร สิ่งที่แยกคนหูหนวกกับคนธรรมดาคือภาษามือที่เป็นภาษาที่คนกลุ่มนี้ใช้แทนการพูดคุยปากเปล่า (แต่บางคนก็สามารถพูดได้หากหูหนวกในภายหลัง)

แต่หลายคนอาจยอมตายหากรับรู้ว่าตนเองจะไม่ได้ยินเสียงอีกต่อไป โดยเฉพาะผู้มีอาชีพที่ต้องใช้หูทำงาน เช่น นักดนตรี ซึ่งคือสิ่งที่ตัวเอกของเรื่องอย่างรูเบนต้องเผชิญใน Sound Of Metal (2020) – ภาพยนตร์ที่จะพาเราเข้าสู่โลกและวัฒนธรรมของกลุ่มคนหูหนวกซึ่งมองว่าอาการที่ตนเองมีไม่ใช่ความพิการ  

ทันทีที่การได้ยินของรูเบน (ริซ อาห์เมด) เปลี่ยนไป ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่เมื่อทำอย่างไรก็ไม่หายจากอาการนี้ เขาจึงตัดสินใจไปหาหมอทันที ซึ่งเป็นไม่น่าแปลกใจกับการตัดสินใจนี้เมื่อผู้ชมได้รับรู้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่ารูเบนเป็นมือกลองวงดนตรีเมทัล Blackgammon ที่ก่อตั้งด้วยกันกับ ลู (โอลิเวีย คุก) นักร้องนำและมือกีตาร์แฟนสาวของเขา และกำลังออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ การได้ยินเสียงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับรูเบน

ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มรับรู้ว่าเขากำลังสูญเสียการได้ยิน และการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมที่อาจสามารถช่วยเขาได้ก็มีราคาแพงและต้องออกเงินจ่ายเองเพราะประกันไม่ครอบคลุมการผ่าตัดนี้ จึงเกิดอาการหัวเสียและพยายามดันทุรังเล่นคอนเสิร์ตต่อไป แต่ด้วยความเป็นห่วงจากลูหลังเธอทราบเรื่องนี้ ประกอบกับเขาเป็นอดีตผู้ติดยาเสพติดซึ่งไม่แตะมันมาได้ 4 ปี เธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะกลับไปเล่นยาอีก เขาจึงได้ไปยังศูนย์พักพิงของกลุ่มคนหูหนวกซึ่งรักษาอาการเสพติดด้วยความช่วยเหลือจาก เฮคเตอร์ ผู้ให้ความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้ติดยาเสพติดนิรนาม

รูเบนพบกับโจ (พอล เรซี กับบทแจ้งเกิด) ผู้ดูแลศูนย์พักพิงแห่งนี้ซึ่งสูญเสียการได้ยินเพราะระเบิดในสงครามเวียดนาม ผู้บอกกฎหลาย ๆ อย่างในการอยู่ที่นี่ในตอนแรกจนเขาปฏิเสธที่จะอยู่ แต่เพราะความกังวลปนเป็นห่วงของแฟนสาว เธอขอร้องให้รูเบนกลับไปยังศูนย์พักพิง กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการหัดใช้ชีวิตที่ไร้เสียงของรูเบน

งานกำกับชิ้นแรกของ ดาริอุส มาร์เดอร์ ที่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นรู้จักจากมือเขียนบทร่วมกับคนอื่น ๆ ใน The Place Beyond the Pines (2012) หนังเรื่องนี้เองเขาก็มีส่วนร่วมในการเขียนบทเช่นเดียวกัน เมื่อดูหนังจบ เราสามารถพูดได้ว่า Sound of Metal ถูกสร้างมาเพื่อให้คนได้ยินเป็นปกติเข้าใจโลกของคนหูหนวก โดยผลักให้ผู้ชมอยู่ในตำแหน่งเดียวกับตัวละครอย่างรูเบนผ่านการออกแบบเสียงในเรื่องที่สมควรใส่หูฟังหรือรับชมในระบบเสียงดี ๆ อีกทั้งนักแสดงเกือบทั้งหมดเป็นคนหูหนวกจริง ๆ อีกด้วย (ยกเว้นพอล เรซีที่ได้ยินเป็นปกติ แต่พ่อแม่เขานั้นเป็นคนหูหนวก แถมตัวเขาเองยังเป็นสมาชิกของ Deaf West Theatre ซึ่งเป็นกลุ่มนักแสดงโรงละครหูหนวกด้วย เขาจึงคุ้นเคยกับสังคมนี้เป็นอย่างดีและสามารถใช้ภาษามือได้อย่างคล่องแคล่ว)

สังเกตได้ว่าตอนแรกที่การได้ยินของรูเบนยังดีอยู่ เสียงต่าง ๆ ก็ฟังดูเป็นเสียงธรรมดาทั่วไปที่เราได้ยินเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลองดังระหึ่ม เสียงกีตาร์แผดสาดและเสียงกรีดร้องของลู แต่เมื่อรูเบนเริ่มสูญเสียการได้ยินไปทีละนิด เสียงจากหนังจะเริ่มไม่ชัดเจนตาม เริ่มต้นตั้งแต่อื้ออึง มีเสียงวิ้ง จนกระทั่งไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวละครอื่นในเรื่องพูดอะไร หากไม่ได้อ่านคำบรรยายภาพแบบ Close Caption ที่บรรยายเสียงที่เกิดขึ้น ตัดสลับกับโลกของคนทั่วไปซึ่งยังได้ยินเสียงชัดเจนและเป็นปกติ

พอชายหนุ่มไปพักอยู่ในศูนย์พักพิง ผู้ชมก็ได้กลายเป็นคนนอกพร้อมกับรูเบนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่และยังไม่ได้เรียนภาษามือ อาศัยคำบรรยายใต้ภาพที่ไม่บอกให้เราทราบในสิ่งที่คนอื่น ๆ พูดผ่านภาษามือ เปรียบเสมือนว่าเราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้

ที่สำคัญ หนังไม่ได้ทำให้รูเบนเป็นคนดีโดยฉับพลัน ใครก็ตามที่ทำงานด้านเสียงมาเกือบทั้งชีวิต คงไม่สามารถรับได้ทันทีหากพบว่าส่วนประกอบของร่างกายที่เคยใช้งานได้ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป พฤติกรรมคงไม่ต่างไปจากรูเบนที่เก้ ๆ กัง ๆ เข้ากับใครไม่ได้ในศูนย์พักพิง รวมถึงโมโหในชะตาชีวิตที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้

เพราะเขาอยู่ในโลกของเสียงมาตลอดชีวิต โลกที่ไร้เสียงจึงเป็นโลกที่แปลกประหลาดสำหรับเขา

“คุณไม่ต้องซ่อมอะไรที่นี่” คือประโยคที่โจพูดกับรูเบนหลังพบว่าอีกฝ่ายพยายามซ่อมหลังคาของศูนย์พักพิง ประหนึ่งเป็นสารฉบับแรกของกลุ่มคนหูหนวกต่อคนทั่วไปที่ได้ดูหนังเรื่องนี้

บ่อยครั้ง ภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักใช้ความพิการเป็นเครื่องมือในการสร้างอารมณ์ให้แก่ผู้ชม สร้างภาพให้เป็นอุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามมันให้ได้ หากผ่านพ้นมาได้ รางวัลที่มักได้รับคือการแก้ไขหรือ ‘ซ่อม’ ความพิการที่มีอยู่ หรือก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Inspiration Porn ที่เอาคนพิการมาใช้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั่วไป

แต่ใน Sound of Metal เราจะเห็นได้ว่าตัวหนังทำให้อาการหูหนวกเป็นแค่ลักษณะของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ความพิการ โดยบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับอาการนี้ หรือมีอาการในภายหลังเช่นเดียวกับรูเบนและโจ 

แม้ว่ารูเบนเริ่มใช้ภาษามือและเข้ากับคนอื่น ๆ ในศูนย์พักพิงได้แล้ว สังเกตได้ผ่านคำบรรยายภาพที่เริ่มบรรยายภาษามือให้คนดูรับทราบ พร้อมเรียนรู้จะอยู่กับความเงียบหลังถูกส่งให้อยู่ในห้องที่มีสมุดที่เขียนอะไรก็ได้ลงไปในยามเช้าตรู่ แต่เมื่อโจถามถึงความสนใจที่จะอยู่และทำงานในศูนย์พักพิงนี้ต่อ รูเบนจึงเริ่มคิดถึงอนาคตในภายภาคหน้า แล้วยิ่งพอเห็นคลิปของลูซึ่งทำการแสดงเดี่ยวอยู่ที่ฝรั่งเศส ความเชื่อที่ว่าอาการหนูหนวกเป็นสิ่งผิดปกติและสมควรได้รับการแก้ไขเน้นย้ำอยู่ภายในหัวรูเบนอีกครั้ง

เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคและได้รางวัลเป็นการซ่อมความพิการที่มีอยู่ รูเบนตัดสินใจขายทั้งรถบ้าน กลองชุด และอุปกรณ์ดนตรีต่าง ๆ มาเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม การกระทำครั้งนี้ถือว่าเป็นการตบหน้าคนในกลุ่มอย่างมาก ดังนั้นพอรูเบนกลับมาหาโจเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้งทั้งด้านการเงินและที่พักอาศัย รอเวลาเปิดใช้งานประสาทหูเทียม โจจึงปฏิเสธให้ความช่วยเหลือพร้อมกล่าวว่า “ทุกคนที่นี่ล้วนเชื่อว่าการหูหนวกไม่ใช่ความพิการ ไม่ใช่สิ่งที่ควรแก้ไข” เป็นสารฉบับที่สองที่ตรงไปตรงมากว่าครั้งแรกที่ส่งให้คนดู

การพยายามซ่อมแซ่มของรูเบนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขา

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากมองดูว่าชื่อเรื่อง Sound of Metal นั้น สามารถแปลได้สองแบบด้วยกัน คือเสียงของดนตรีเมทัลและเสียงของเหล็ก

เพราะทันทีที่รูเบนเปิดใช้งานประสาทหูเทียม เขาค้นพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้ได้ยินดั่งปกติ ตรงกันข้าม เขากลับได้ยินเสียงต่าง ๆ แตกพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกัน ซึ่งเขาต้องเผชิญกับอะไรแบบนี้ตลอดเวลาที่อยู่ในฝรั่งเศสเพื่อไปหาแฟนสาวของเขา ไม่แม้แต่จะสามารถชื่นชมเสียงเพลงและเสียงร้องที่ลูร้องกับพ่อของเธอได้ในงานปาร์ตี้ได้

มิหนำซ้ำลูยังเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่แฟนสาวคนเก่าที่รูเบนรู้จักอีกต่อไป ปฏิกิริยาของเธอซึ่งลุกลี้ลุกลนเมื่อเขาเอ่ยถึงชีวิตแบบเดิมในการตะลอนทัวร์ไปเรื่อย (หากสังเกตในฉากแรก ๆ เราจะพบว่าตรงแขนลูมีรอยกรีดแขนอยู่ บ่งบอกว่าเธอมีอาการทำร้ายตัวเอง) รูเบนจึงรับรู้ว่าหลายสิ่งไม่เป็นเหมือนเก่าอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินของเขาที่ไม่มีทางเหมือนเดิม เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคน

รูเบนผู้ดิ้นรนสู้กับโชคชะตาของตัวเองมาตลอดทั้งเรื่องแล้วพบว่าตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว เขาเลยเลือกถอนเครื่องแปลงสัญญาณออก ลาโลกของเสียงที่เขาอยู่ด้วยมาตลอดชีวิต โอบรับความเงียบที่เข้ามาแทนที่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา และสำหรับผู้ชมแล้ว การเดินทางในครั้งนี้ก็จบลงด้วยการโอบรับและเข้าใจโลกของคนหูหนวกเช่นเดียวกัน

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก