ARNOLD SCHWARZENEGGER’S TOP MOVIE MOMENTS ช่วงเวลาเด็ดบนจอของอาร์โนลด์

1142

โดย IRON GIRL

(บทความจากนิตยสาร Starpics ฉบับ 854 ประจำเดือนกรกฏาคม 2015)

แม้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะจดจำเฮียอาร์นี่ หรือ อาร์โนลด์ ซวาร์เชน็กเกอร์ ได้จากประโยคเด็ด “I’ll be back” ในหนังชุดหุ่นยนต์คนเหล็กย้อนเวลา แต่ที่จริงแล้วด้วยวัย 70 โลดโผนโจนทะยานอยู่ในฮอลลีวู้ดมายาวนานกว่า 40 ปี มีหนังในเครดิตกว่า 50 เรื่อง แถมเคยดอดไปเล่นการเมืองจนได้เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่หลายปีนั้น อาร์โนลด์ก็มีผลงานเด็ดๆ โมเมนต์โดนๆ ในภาพยนตร์อีกมากมายหลายเรื่องที่ทำให้เขาคนนี้ไม่ได้ไปแล้วไปลับจากความทรงจำ

ล่าสุดเขาจะ ‘กลับมา’ อีกครั้งใน Killing Gunther หนังแอ็คชั่น / คอเมดี้ ว่าด้วยมือปืนฝีมือฉกาจที่สุดในโลกซึ่งกำลังถูกกลุ่มนักฆ่ามือโปรฯ รวมหัวกันกำจัด พล็อตก็มีแค่ราวๆ นี้ แต่ที่เด็ดสะระตี่คือความบ้าบ๊องต๊องฮาของป๋าอาร์โนลด์ในหนังตัวอย่างนั้นจัดเต็มชนิดไม่แคร์วัยหลัก 7 กันเลยทีเดียว (หาดูได้ที่ www.youtube.com/watch?v=GeLp9-k9-LQ) ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ทาราน คิลแลม นักแสดงตลกจากรายการ Saturday Night Live และเคยเล่นใน The Heat (2013), Teenage Mutant Ninja Turtles (2014) รวมถึงหนังออสการ์อย่าง 12 Years a Slave (2012) ด้วย ซึ่งเขายังเขียนบทและร่วมแสดงกับทีมดาราคุ้นหน้าอย่าง โคบี้ สมัลเดอร์ส (มาเรีย ฮิลล์ จากหนังซูเปอร์ฮีโร่ Marvel และเป็นภรรยาของคิลแลม), อลิสัน โทลแมน (ซีรี่ส์ Fargo)

เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง เราขอพาไปย้อนดูช่วงเวลาเด็ดๆ บนจอของอาร์โนลด์ก่อนหน้านี้กันเลย

 

ช่วงเวลาโหดสัส – COMMANDO (1985)

หนังแอ็คชั่นดุเดือดเลือดพล่านตามสไตล์หนังยุค ’80 ที่มีครบองค์ประชุมทั้งการตะลุยดงผู้ร้ายและกวาดเรียบมันทั้งกองกำลังด้วยตัวคนเดียว, ปืนกระบอกโตและระเบิดตูมตาม, ฉากแอ็คชั่นกลางอากาศแบบสโลว์โมชั่น, คำคมเจ๋งๆ, และเลือดเนื้อที่สาดกระจาย อาร์โนลด์ในบท จอห์น แมทริกซ์ บุรุษสุดฉกาจที่พบว่าลูกสาว (รับบทโดย อาลิสสา มิลาโน ตอนเด็ก) ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ ตะแกจึงตามไปจัดการเองถึงที่เกาะลับของเหล่าวายร้าย

หนังเรื่องนี้ว่ากันว่าเป็นการสังหารหมู่คนจำนวนมากที่สุดบนจอหนังของอาร์โนลด์เลยทีเดียว (ไม่ทราบตัวเลขแน่นอน บางแหล่งข่าวบอกว่า 105 ศพ) ส่วนใหญ่ตายเพราะโดนยิงพรุนซึ่งนับว่าเดชะบุญแล้ว เพราะยังมีที่ซวยกว่านั้น รายแรกตามบทคือทหารที่ไปแหย่กล้ามปูด้วยการตัดแขนพระเอกของเราข้างหนึ่ง แต่ก็ถูกอาร์โนลด์เอาแขนข้างที่เจ็บฟาดเข้าให้เต็มเหนี่ยวพร้อมบอกว่า “อยากได้มือช่วยมั้ย?” (Need a hand?) อย่างไรก็ตาม ฉากนี้ถูกพิจารณาว่าโหดเกินเลยไม่ได้รับการถ่ายทำ

แต่รายที่ตายอย่างโหดจนกลายเป็นฉากเด็ดฉากจำก็คือ เบนเน็ตต์ ตัวร้ายหลักที่ต่อสู้กับอาร์โนลด์ในตอนท้ายเรื่อง เมื่อเห็นว่ามือเปล่าเอาพระเอกของเราไม่ลงแล้ว เขาเลยกะจะสอยด้วยปืนกล แต่ยังไม่ทันเหนี่ยวไก  พ่อคนเหล็กก็ไปงัดเอาท่อเหล็กข้างกำแพงมาเสียบทะลุยอดอกเข้าให้ พร้อมกับไอควันที่โขมงโฉงเฉงออกมาจากท่อ ช่วยชงมุกให้อาร์โนล์ตบประโยคฮุคที่ว่า “Let off some steam, Bennett” (แปลตรงๆว่า “เอาไอน้ำออกจากตัวซะมั่งนะแก” หรือถ้าแปลเป็นสำนวนคือ “มีชีวิตชีวาหน่อยสิตัวเธอ”)

 

ช่วงเวลามหาเหน่อ (และเหวอ) – HERCULES IN NEW YORK (1969)

นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกของอาร์โนลด์ ซวาชเน็กเกอร์ aka อาร์โนลด์ สตรอง ‘มิสเตอร์ยูนิเวอร์ส’ ชื่อที่ใช้สมัยเพิ่งก้าวจากเวทีเพาะกายมาสู่สป็อตไลท์ของโรงหนังเลยทีเดียว เพื่อรับบทลูกเทพ เฮอร์คิวลิส (เรียกได้ว่าเขานี่แหละคือดาราคนแรกๆ ที่เล่นบทนี้ ก่อนหน้า เดอะร็อค หรือพระเอกคนไหน) เรื่องราวว่าด้วยเฮอร์คิวลิสที่จับพลัดจับผลูถูกบิดาซีอุสส่งมายังโลกที่มหานครนิวยอร์ค และได้เริ่มต้นการผจญภัยเพื่อค้นหารักแท้และเส้นทางสู่การเป็นนักมวยปล้ำอาชีพอย่างอิรุงตุงนัง ไปพัวพันกับแก๊งมาเฟีย จนซีอุสที่เฝ้ามองอยู่รู้สึกคันไม้คันมือต้องส่งเทพมาตามกลับสวรรค์

นี่คือผลงานหนังเปิดตัวที่อาร์โนลด์ไม่ปลื้มนักและอาจถึงขั้นเสียใจที่หลงผิดไปเล่น เพราะมันได้เรทติ้งแค่ 20% จากเว็บมะเขือเน่า แถมอาร์โนลด์ที่อายุแค่ 22 ปีในตอนนั้นยังมีสำเนียงเหน่อจ๋าแบบคนออสเตรีย จนหนังต้องใช้วิธีพากย์ทับบทพูดทั้งหมดของเขาตอนที่ออกฉาย กระทั่งมีการทำเวอร์ชั่นเสียงออริจินัลออกมาในปี 2000 เมื่อตอนที่เฮียแกดังแล้ว

อย่างไรก็ตาม ฉากเด็ดของหนังที่นับว่าเหวอจนน่าจดจำ ก็คือฉากที่เฮอร์คิวลิสกำลังเกี้ยวสาวอยู่บนรถม้าเปิดประทุนในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค ขณะที่มีรายงานว่าหมีตัวหนึ่งได้หลุดออกมา นำไปสู่การต่อสู้มือเปล่ากับหมี (ที่ดูยังไงก็เป็นคนใส่ชุดหุ่น) ที่อาร์โนลด์กอดรัดฟัดเหวี่ยงประเคนกำปั้นใส่จนเจ้าหมีเคราะห์ร้ายแน่นิ่งไป ส่วนสาวเจ้าก็กรี๊ดแบบเฟคๆ จนสลบคาเก้าอี้รถม้า คลอด้วยดนตรีประกอบที่แสนรื่นรมย์!

 

ช่วงเวลาสุดไซไฟ-แฟนตาซี – TOTAL ROCALL (1990)

ผลงานหนังของผู้กำกับ พอล เวอร์โฮเว่น ที่สร้างจากเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของ ฟิลิปป์ เค. ดิ๊ก เรื่องนี้ร่ำลือกันว่าเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยที่มันออกฉาย และไม่เพียงแค่ฉากนมสามเต้าที่ใครต่อใครจำกันได้เท่านั้น แต่มันยังเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นต่อสู้เพื่อไล่ล่าหาความจริงของตัวละคร (ในแบบของ Matrix ผสมกับสายลับ Bourne) ภาพชีวิตความเป็นอยู่บนดาวอังคารและโลกอนาคตที่สุดแสนแฟนตาซี ไปจนถึงการสับขาหลอกคนดูให้ต้องทึ่งและอึ้งกิมกี่

อาร์โนลด์รับบท ดั๊ก เควด คนงานก่อสร้างที่มักฝันถึงดาวอังคารอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาตัดสินใจไปใช้บริการปลูกฝังความทรงจำเรื่องการท่องเที่ยวบนดาวอังคารกับบริษัท Rekall แต่กลับได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเองนั้นไม่ใช่ ดั๊ก เควด แต่เป็นอดีตสายลับจากดาวอังคารที่หลบหนีมาพร้อมกับลบความทรงจำ และคราวนี้เขาต้องกลับไปไล่ล่าหาความจริง…บนดาวอังคาร

หนังดังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความมันส์และฉากที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของอาร์โนลด์กับผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นภรรยา (รับบทโดย ชารอน สโตน), อาร์โนลด์ทะเลาะกับหุ่นยนตร์ขับรถแท็กซี่, อาร์โนลด์เอาเครื่องติดตามตัวออกจากจมูก, อาร์โนลด์ปลอมตัวเป็นสาวอัปลักษณ์ร่างยักษ์ ฯลฯ แต่ฉากเด็ดอันหนึ่งที่มักถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ ก็คือ การที่เขาหลอกให้เหล่าผู้ร้าย (และคนดู) เชื่อว่าตัวเองโดนรุมยิงตายไปแล้ว ก่อนที่จะลุกขึ้นมาชี้หน้าหัวเราะเยาะและเดินหายวับไปในรูปแบบของภาพกราฟฟิค

 

ช่วงเวลาสุดฟิน – PUMPING IRON (1977)

นี่ไม่ใช่หนังที่อาร์โนลด์แสดงบทบาทอะไรหรอก แต่อาจเรียกได้ว่าเขาแสดงเป็นตัวเองซะมากกว่า เพราะมันคือหนังสารคดี (กึ่งเขียนบท) ที่ว่าด้วยการรักษาตำแหน่ง มิสเตอร์ ยูนิเวิร์ส และ มิสเตอร์ โอลิมเปีย แชมเปี้ยนนักเพาะกายห้าสมัยของอาร์โนลด์ในปี 1975 ต่างหาก

จะว่าไปมันคงไม่ใช่หนังที่คนทั่วๆไป – ซึ่งไม่ได้พิสมัยการอัพกล้ามให้บวมใหญ่จนเส้นเลือดปูนโปน ทาน้ำมันอวดเบ่งกันบนเวที – จะอินไปด้วยได้สักเท่าไหร่ มันจึงเหมือนมุ่งเอาใจเหล่าสาวกนักเพาะกายที่มีอาร์โนลด์เป็นไอดอลในดวงใจเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์มีฉากเด็ดวรรคทองของอาร์โนลด์ซุกซ่อนอยู่ในนี้ นั่นก็คือตอนที่เขาบรรยายถึงความรู้สึก ‘ฟิน’ ที่ได้จากการปั๊มกล้ามอย่างเห็นภาพว่า

“เวลาเข้ายิมผมรู้สึกเหมือนมีเซ็กส์กับผู้หญิง เหมือนผมเสร็จสมอารมณ์หมายในยิม ในบ้าน หลังเวทีตอนที่ผมยกเวท บนเวทีต่อหน้าผู้ชมเป็นพันๆ เหมือนผมได้ฟินทั้งวันและคืน มันยอดเยี่ยมใช่ม้า เหมือนผมอยู่ในสวรรค์”

โอเค เก็ทนะ!

 

ช่วงเวลาสาวแตก – JUNIOR (1994)

ใครจะไปคิดว่าอดีตแชมเปี้ยนนักกล้ามอย่างอาร์โนลด์จะกลายมาเป็นสาวท้องฮอร์โมนกระฉูดได้ แต่พอคนมันดัง บทอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ และนี่คือหนังคอเมดี้ประเภทที่ชอบเอาดาราดังมารับบทสลับเพศ (แนวเดียวกับ โรบิน วิลเลียมส์ ใน Mrs. Doubtfire และ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ ใน Nutty Professor) ซึ่งเหมือนไม่มีอะไรมากนอกจากขายความฮาที่ผู้ชายตัวเบ้อเริ่มมาทำตัวลักเพศ แต่ด้วยฝีมือการกำกับของ อีวาน ไรท์แมน (Ghostbusters) กับการแสดงที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างน่าทึ่งของอาร์โนลด์นั้น ก็ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงชั้นดีสำหรับครอบครัว ถึงขั้นที่ โรเจอร์ อีเบิร์ต ให้สามดาวครึ่ง พร้อมกับชมอาร์โนลด์ว่า ‘เพอร์เฟ็คท์’

อาร์โนลด์รับบทนักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยยาต้านการแท้งร่วมกับคู่หู (รับบทโดย แดนนี่ เดอ วิโต) แต่พอเงินทุนของพวกเขาถูกถอน ด็อกเตอร์กล้ามใหญ่เลยตัดสินใจทำการทดลองกับตัวเองมันซะเลย นำมาซึ่งผลข้างเคียงนั่นคือการเข้าถึงความรู้สึกของเพศแม่ จนเขาชักติดใจและผูกพันกับลูกในท้องเข้าไปทุกที

ฉากเด็ดที่คุณจะได้พบเห็นในหนังเรื่องนี้นั้นมีมากมาย ไล่ตั้งแต่ตอนที่อาร์โนลด์จ้องมองแท่งสีฟ้าตรวจการตั้งครรภ์แล้วพูดว่า “ฉันท้อง” แต่พาร์ทที่เด็ดสะระตี่นั้นคงต้องยกให้กับช่วงมองทาจ (montage) ประกอบเพลง ที่แสดงให้เห็นการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ของอาร์โนลด์ ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ร่วมฝึกหายใจตอนคลอดท่ามกลางบรรดาสาวท้อง เป็นต้น

 

ช่วงเวลาป่าเถื่อน – CONAN THE BARBARIAN (1982)

อย่าลืมว่าก่อนจะมาเป็นคนเหล็กนั้น เฮียอาร์โนลด์ของเราเคยเป็นคนถ่อย เอ๊ย คนเถื่อน มาก่อนในบท โคแนน นักรบยุคบาบาเรียนที่หวังจะฝึกปรือวิทยายุทธ เพื่อออกเดินทางไปแก้แค้นให้กับชนเผ่าซิมเมอเรียนและพ่อแม่ของตัวเองที่ถูกฆ่าล้างโคตรโดยนักเวทย์จอมชั่วร้าย เขาต้องผ่านการผจญภัยในดินแดนก่อนยุคศิวิไลซ์ที่เต็มไปด้วยอันตรายและมนตรา

นี่คือต้นแบบของหนังผจญภัยแนว Sword and Sorcery (ดาบและเวทมนตร์) ที่สร้างจากตัวละครดังในนิยายราคาถูกของอเมริกา (Pulp Fiction) ช่วงยุค’ 30 หนังโกยรายได้ทั่วโลกไปไม่ต่ำกว่าร้อยล้านเหรียญฯ แม้จะถูกนักวิจารณ์กระหน่ำด่าในเรื่องความรุนแรงและแอ็คติ้งของอาร์โนลด์ แต่โคแนนก็กลายเป็นฮีโร่ขวัญใจวัยรุ่นหนุ่มๆ ยุคนั้น จนมีภาคต่อตามมาในชื่อ Conan the Destroyer ปี 1984

แม้จะมีอารมณ์แบบหนังเกรดบี แต่อาร์โนลด์ก็ทุ่มสุดตัวด้วยการเล่นฉากสตันท์เองเกือบหมด และฝึกใช้ดาบสองประเภทในหนัง และแม้ว่ากระบวนการตัดต่อที่ยาวนานกว่าหนึ่งปีจะตัดทอนฉากรุนแรงออกไปมากมาย แต่ก็ยังเหลือฉากหนึ่งที่ดูกึ่งขำกึ่งโหด (และกึ่งสยิว) นั่นคือตอนที่โคแนนไปมีเซ็กส์ร้อนแรงกับนางแม่มด เพื่ออบอุ่นร่างกาย(?) และล้วงข้อมูลฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่นั้น นางแม่มดก็ค่อยๆ เปลี่ยนร่างเป็นอสูร โคแนนถึงกับตาถลึงและรีบชิ่งด้วยการเหวี่ยงตัวเธอใส่เตาผิงข้างๆ แทนฟืนมันซะเลย!

ช่างป่าเถื่อนและร้อนแรงจริงจริ๊ง

 

ช่วงเวลารักเด็ก? – KINDERGARTEN COP (1990)

ช่วงยุค ’90 คือช่วงเวลาแห่งการเล่นหนังครอบครัวของอาร์โนลด์ก็ว่าได้ และนี่คือผลงานเรื่องแรกๆ ที่ให้ภาพขัดแย้งของเขาหลังแจ้งเกิดจากบทนำในหนังอย่าง Terminator, Predator, Total Recall กับการเป็นคุณครูร่างบึ้กที่ถูกรายล้อมไปด้วยเด็กๆ อนุบาล

นี่เป็นอีกหนึ่งการร่วมงานของอาร์โนลด์กับ อีวาน ไรท์แมน ผู้กำกับที่เปลี่ยนลุคและบทบาทให้กับอาร์โนลด์บ่อยครั้งที่สุดก็ว่าได้ (เป็นคนท้องใน Juniors และแฝดตามหาฝาใน Twins) คราวนี้เขาให้อาร์โนลด์เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบสุดแกร่งที่ต้องมาทำภารกิจที่โหดหินที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นคือการแฝงกายไปเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาลเพื่อสืบหาเบาะแสของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดตัวเอ้

แน่นอนว่าการได้เป็นคุณพ่อในชีวิตจริงเมื่อปี 1989 นั้นเป็นชนวนที่ทำให้อาร์โนลด์สนใจในบทหนังเรื่องนี้ โดยเขาได้ตั้งเงื่อนไขในการมารับบทว่าต้องให้ อีวาน ไรท์แมน เป็นผู้กำกับ ต้องมีธีมเกี่ยวกับฟิตเนส บ้านที่แตกแยก เด็กที่ถูกทำร้าย และชีวิตครอบครัวลงไปในบทด้วย ซึ่งฉากเด็ดนอกเหนือจากการที่ดาราคนเหล็กวิ่งไล่จับเด็กๆ เล่นเกมและอ่านนิทาน ฉากที่ใครต่อใครต้องจำได้ก็คือ เมื่ออาร์โนลด์เจอเด็กป่วนซะจนเขาปรี๊ดแตก ต้องตะโกนออกมาด้วยสำเนียงออสเตรียแท้ๆ ว่า ‘เงียบซะที๊!’ (ต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่อาร์โนลด์พูดด้วยสำเนียงออสเตรียอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาแบบขัดกับเชื้อชาติของตัวละครอย่างไร้ซึ่งคำอธิบาย หนังเรื่องนี้มีการอธิบายเหตุผลไว้ในเรื่องด้วย)

 

ช่วงเวลาล้อเลียนตัวเอง – LAST ACTION HERO (1993)

หนังเรื่องนี้อาจไม่ดังแถมยังแป้กในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ก็นับว่า Last Action Hero มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือการเอาอาร์โนลด์ไปโลดแล่นในโลกคู่ขนานของหนังแอ็คชั่น ที่ล้อเลียนและยำใหญ่สารพัดตัวละครดังจากหนังเรื่องต่างๆ

เรื่องราวของเด็กชาย แดนนี่ มาดิแกน ผู้ชอบหนีโรงเรียนไปขลุกอยู่ในโรงหนัง แต่แล้ววันหนึ่ง แดนนี่ได้หลุดเข้าไปในโลกของหนังแอ็คชั่นเรื่องโปรดด้วยอิทธิฤทธิ์ของตั๋วหนังวิเศษ และกลายเป็นผู้ร่วมทางกับฮีโร่ขวัญใจของเขา แจ็ค สเลเตอร์ (อาร์โนลด์)

หนังจิกกัดสูตรสำเร็จของหนังแอ็คชั่นให้ได้ฮากันกระจาย (แขกรับเชิญมีแม้กระทั่งหุ่น T-1000 จาก Terminator 2) อาร์โนลด์รับบทเป็นฮีโร่ในจอและนักแสดงนอกจอ พร้อมนั่งแท่น executive producer ของหนัง กำกับโดย จอห์น แม็คเทียร์แนน เจ้าของผลงานอย่าง Predator, Die Hard จึงไม่น่าแปลกใจที่มีมุกเสียดสีหนังแอ็คชั่นต่างๆ ออกมาได้อารมณ์

โมเมนต์เด็ดของหนังขอยกให้ฉากในจินตนาการสุดบรรเจิดของเจ้าหนูแดนนี่ ที่มโนให้อาร์โนลด์ไปเป็นอัศวินควบม้ายิงปืนอยู่ในโลกวรรณกรรมสุดคลาสสิคอย่าง Hamlet การได้เห็นดาราคนเหล็กคาบซิการ์รำพันประโยคเด็ดของเช็คสเปียร์ ก่อนที่ฉากหลังสีขาวดำจะระเบิดตูมนั้น มันช่างน่าดูซะนี่กระไร

 

ช่วงเวลาโรแมนติก? – TRUE LIES (1994)

True Lies ไม่ใช่หนังดีที่สุดแต่เป็นหนังที่ดูสนุกมากที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน อย่างไม่ต้องสงสัย! มันเหมือนกับหนังแอ็คชั่นสายลับอย่าง เจมส์ บอนด์ เวอร์ชั่นมีลูกมีเมียและมีอารมณ์ขันแบบครอบครัว เป็นหนังคอเมดี้เรท R ที่หาดูได้ยากแล้วในโลกภาพยนตร์ทุกวันนี้ และหนึ่งในความมันส์ฮาที่อัดแน่นอยู่ในหนัง ทุกคนต้องจดจำฉากนี้ได้ไม่มากก็น้อย เมื่อตัวละครของอาร์โนลด์ถูกยั่วยวนด้วยการเต้นรูดเสาสุดเซ็กซี่ (ปนปาหี่) ของภรรยาตัวเอง (เจมี่ ลี เคอร์ติส กับหนึ่งในการแสดงแห่งชีวิต) ที่แอบมาเป็นสปายนางนกต่อเพราะคิดว่าเขาเป็นคนอื่น

อันที่จริงตั้งแต่เป็นพระเอกในหนังแอ็คชั่นมามากมายหลายเรื่อง อาร์โนลด์ก็เคยถูกรุกเร้าจากตัวละครสาวๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่คนเหล็กของเราจะโต้กลับอย่างแมนๆ (เพราะภาพลักษณ์ไม่ค่อยเอื้อให้กับความโรแมนติก) สำหรับฉากนี้ก็เริ่มต้นด้วยความขบขัน ก่อนที่จะกลายเป็นความเซ็กซี่เย้ายวน แล้วจึงค่อยหันมาสู่ความโรแมนติก เมื่ออาร์โนลด์ใช้ดอกกุหลาบลูบไล้ไปตามใบหน้าและเนื้อตัวของภรรยาที่กำลังหลับตาอยู่อย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะลงท้ายแบบเอาฮาอีกครั้งเมื่อเขาถูกคุณเธอเล่นงานซะน่วม ก่อนจะพบว่า ต๊ายตาย! นี่มันสามีของชั้นนี่นา นี่แหละหนา ความโรแมนติกในแบบของคนเหล็ก!

 

ช่วงเวลาเป็นตัวร้าย – BATMAN & ROBIN (1997)

ไม่บ่อยนักที่คนอย่างอาร์โนลด์จะได้รับบทผู้ร้าย (เพราะเขาคงเป็นผู้ร้ายที่ยากจะต่อกร) และเรื่องหนึ่งที่ได้ชื่อว่าอาร์โนลด์ให้เกียรติมาเป็นวิลเลน ก็คือหนังแบทแมนเวอร์ชั่นฉูดฉาดของผู้กำกับ โจเอล ชูมัคเกอร์ เรื่องนี้ ในบทของ มิสเตอร์ฟรีซ นักวิทยาศาสตร์ที่หวังจะทำการทดลองเพื่อหาทางรักษาภรรยาสุดที่รัก แต่กลับได้รับอุบัติเหตุจนกลายมาเป็นตัวร้ายในชุดสูทน้ำแข็ง

เนื่องจากว่าแบทแมนภาคนี้เป็นภาคที่ใช้ตัวละครเปลืองมาก ฝ่ายร้ายมีทั้งมิสเตอร์ฟรีซและ พอยซั่น ไอวี่ (รับบทโดย อูม่า เธอร์แมน) ส่วนฝ่ายพระเอกก็มีทั้งแบทแมน โรบิน และแบทเกิร์ล ทำให้บทบาทของแต่ละคนบนหน้าจอถูกเฉลี่ยกันไป (พร้อมโดนถมด้วยคอสตูมมากสีสันและการแสดงแบบการ์ตูน) บทร้ายของอาร์โนลด์ในหนังเรื่องนี้จึงไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงนักนอกจากลุคสีฟ้าแบบโฟรเซ่น (ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เอลซ่าก็ได้ ใครจะไปรู้) อีกอย่างคือเขาเหมือนเป็นตัวร้ายที่ยังคงคุณธรรมอยู่ เพราะมิสเตอร์ฟรีซก็แค่อยากกู้ชีพภรรยาสุดที่รัก และเปลี่ยนขั้วมาเป็นพันธมิตรกับฝ่ายพระเอกในท้ายที่สุด

ฉากเด็ดของเรื่องจึงน่าจะอยู่บรรดาประโยคเด็ดของมิสเตอร์ฟรีซ ที่ทีมงานพยายามจะเล่นคำให้เข้ากับลุควายร้ายน้ำแข็งเสียเหลือเกิน เช่น “Freeze”, “Ice to see You”, “Cool Party” เป็นต้น

 

ช่วงเวลา ‘I’LL BE BACK’ – THE TERMINATOR (1984) ฯลฯ

ประโยคเด็ดโมเมนต์ดังที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดของอาร์โนลด์ และตัวเขาเองก็พูดประโยคนี้ (หรืออะไรทำนองนี้) บ่อยเหลือเกินบนจอหนัง และดูท่าว่าจะได้พูดไปอีกนานแสนนาน จนถึงกับมีคนรวบรวมทำเป็นสถิติไว้ในวิกิพีเดีย และอยู่ในอันดับที่ 37 ประโยคเด็ดในหนังของ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes ที่จัดโดยสมาคมภาพยนตร์อเมริกันเลยทีเดียว มาดูกันซิว่าประโยคนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ในหนังชุดคนเหล็ก อาร์โนลด์พูดประโยค “I’ll be back” ครั้งแรกใน The Terminator (1984) ตามบทที่ตัวละครหุ่นนักฆ่าของเขาพยายามเข้าไปจัดการเป้าหมาย ซารา คอนเนอร์ ในสถานีตำรวจ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นไว้ไม่ให้เข้า เขาเลยพูดประโยคนี้ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับขับรถทะลุประตูมันเข้าไปเลย

อาร์โนลด์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องหลังฉากนี้เขามีปัญหากับการออกเสียงคำว่า ‘I’ll’ ไม่น้อย และเคยถามผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ว่าขอเปลี่ยนเป็น “I will be back” แทนได้มั้ย ซึ่งคาเมรอนไม่ให้ แต่ก็บอกเขาว่าช็อตนี้จะถ่ายกันหลายครั้ง และเลือกเทคที่ดีที่สุดมาใช้ในหนัง อาร์โนลด์จึงพยายามพูดไว้หลายๆ แบบ

และที่จริงแล้ว อาร์โนลด์ก็เคยพูดประโยคคล้ายกันนี้มาตั้งแต่หนังเรื่องก่อนๆ หน้าของเขา ได้แก่

  • ใน Commando (1985) พูดกับตัวร้ายว่า “I’ll be back, Bennett!” ส่วนตัวร้ายก็ตอบว่า “I’ll be ready, John.”
  • ใน Raw Deal (1986) พูดว่า “I’ll be right back”
  • ใน The Running Man (1987) พูดกับพิธีกรรายการต่อสู้เรียลลิตี้ที่เขาเป็นนักสู้ว่า “Killian, I’ll be back” ส่วนพิธีกรที่ไม่คิดว่าเขาจะอยู่รอดไปได้นานก็ตอบว่า “Only in a rerun”
  • ใน Twins (1988) พูดกับหมอที่ทำการทดลองเขาว่า “If you lying to me, I’ll be back!”
  • ใน Kindergarten Cop (1990) พูดกับเด็กนักเรียนหลังเขากลับมาจาก รพ. ในช่วงท้ายเรื่องว่า “I’m back!”
  • ใน Last Action Hero (1993) มีประโยคนี้ถึงสามครั้ง ครั้งแรก “I’ll be back…. Ha! You didn’t know I was going to say that, did you?!?” ครั้งที่สอง “I’ll be back. I know. I know.” และครั้งที่สาม เป็นตัวร้ายพูด และอาร์โนลด์ก็ตอบว่า “The hell you will”
  • ใน Junior (1994) เขาพูดกับตัวละครเพื่อนว่า “It’s nice to be back…”
  • ใน Eraser (1996) ไม่มีอยู่ในหนัง แต่ในช่วง climatic shootout ตัวละครของเขาพูดว่า “I’ll be right out”
  • ใน Jingle All The Way (1996) พูดกับภรรยาในเรื่องว่า “I’ll be back with the doll later”
  • ใน The 6th Day (2000) พูดกับคนในร้านขายของว่า “I might be back” และคนนั้นก็ตอบว่า “Oh, you’ll be back”
  • ใน The Expendables 2 (2012) อาร์โนลด์ในบท เทรนช์ เมาเซอร์ พูดตอนมาช่วยทีมเอ็กซ์เพนเดเบิลที่ติดอยู่ในเหมืองว่า “I’m back” และต่อมาหลังฉากท้ายเรื่อง เขาก็พูดกับ มิสเตอร์ เชิร์ช ตัวละครของบรูซ วิลลิส ว่า “I’ll be back” ซึ่งเชิร์ชก็ตอบว่า “You’ll been back enough, I’ll be back.” (แกกลับมาพอแล้ว ข้าสิวะจะกลับมา) ตัวละครของอาร์โนลด์เลยยกประโยคเด็ดจากหนังชุด Die Hard ของวิลลิสมาตอบกลับว่า “Yippee-ki-yay”

นอกจากนั้น อาร์โนลด์ยังมีอีกเวอร์ชั่นของประโยคเด็ดนี้ คือ “Hasta la vista, baby” ซึ่งเป็นคำอำลาภาษาสเปนที่แปลได้ว่า “จนกว่าจะเจอกันอีก” ซึ่งตัวละครคนเหล็กของเขาพูดเอาไว้ในหนัง Terminator 2: Judgement Day (1991)

เพราะฉะนั้น ก็จงมั่นใจได้ว่า เขาจะกลับมา!

 

ดูอาร์โนลด์เล่นเป็นอาร์โนลด์!

ในช่วงที่โปรโมทหนังเรื่อง Maggie (2015) หนังดรามาที่อาร์โนลด์รับบทพ่อที่มีลูกสาวเป็นซอมบี้ อดีตผู้ว่าคนเหล็กของเราได้ไปออกรายการ The Late Night Show และเล่นฉากล้อเลียนหนังดังเรื่องต่างๆ ของเขาเองร่วมกับพิธีกรสุดฮา เจมส์ คอร์เดน ซึ่งหลายเรื่องในลิสต์นี้ก็มีอยู่ในนั้นด้วย

หาชมได้ที่ Youtube เสิร์ชคำว่า “Arnold Acts Out His Films In 6 Minutes”  รับรองฮากระจาย!

Shares