CAPOTE (2005) midnight in the garden of good and evil

67

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 839 เดือนมีนาคม 2014)

ช่วงเวลาน่าจะอยู่ราวๆ เที่ยงหรือบ่ายต้นๆ ของวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ในนิวยอร์ก ก่อนหน้าการแข่งขันซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 48 ระหว่าง ซีแอทเทิ่ล ซีฮอว์คส์ กับ เดนเวอร์ บรองโก้ส์ จะเริ่มต้นในอีกไม่กี่ชั่วโมง-ที่ข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ได้รับการเผยแพร่ออกไปทั้งในทางสื่อสารมวลชนและทางสื่อสังคมออนไลน์ (สำหรับในบ้านเรา มันคือเช้ามืดของวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์) ไม่ต้องสงสัยว่า-ปฏิกิริยาของทุกคนที่ได้รับทราบข่าวร้ายนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง

มันเริ่มต้นจากความไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง (ทั้ง ๆ ที่สามัญสำนึกน่าจะบอกกับเราได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครควรจะนำมาล้อเล่น) ตามมาด้วยความรู้สึกช็อค ความโศกเศร้าสูญเสียและอาลัยอาวรณ์

และภายหลังจากที่ฝุ่นควันอันตลบอบอวลของข่าวร้ายค่อย ๆ เจือจาง มันก็มาถึงช่วงของการสำรวจตรวจสอบ ‘ซากปรักหักพังและสิ่งที่หลงเหลือ’ ตลอดจนการรำลึกและแสดงความอาลัยรักต่อผู้วายชนม์ ไม่มากไม่น้อย นั่นคือตอนที่พวกเราในฐานะผู้ชมภาพยนตร์-น่าจะอนุมานได้ว่า ความเสียหายทั้งใหญ่หลวงและมหาศาลเหลือเกิน

อย่างหนึ่งที่แน่ ๆ ก็คือ โอกาสที่พวกเราจะได้ดื่มด่ำและชื่นชมทักษะความสามารถของเขาในผลงานที่จะได้รับการสร้างสรรค์ในภายภาคหน้า-ก็ถูกปล้นเอาไปต่อหน้าต่อตา แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้และป่วยการที่จะตั้งคำถามแบบนี้ แต่เชื่อว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยก็คงอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าหากชีวิตไม่เล่นตลกกับฮอฟฟ์แมน หรือสมมติว่า ‘อุบัติเหตุไม่คาดฝัน’ แบบนี้ไม่เกิดขึ้น ผู้ชมจะได้เห็นฝีไม้ลายมือทางการแสดงอันเฉียบคมและจัดจ้านในบทบาทต่างๆ ที่เขาจะได้รับ-อีกมากมายมหาศาลเพียงใด ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในผลงานการแสดงทั้งหลายทั้งปวงที่เขาฝากไว้ให้กับผู้ชม มันก็ยิ่งทำให้ตระหนักได้ว่า การสูญเสียนักแสดงที่อาจกล่าวได้ว่าเก่งกาจที่สุดในบรรดานักแสดงรุ่นราวคราวเดียวกัน-เป็นเรื่องที่นอกจากประเมินค่าไม่ได้แล้ว ตัวเขายังเป็นนักแสดงที่หาใครมาทดแทนไม่ได้อีกด้วย

ข้อมูลระบุว่า ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน แสดงหนังทั้งในฐานะบทนำและบทสมทบ-สิริรวมจนถึงตอนที่เขาเสียชีวิต ราวๆ ห้าสิบเรื่องภายใต้กรอบเวลายี่สิบกว่าปี ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เยอะทีเดียว และมันบอกโดยอ้อมถึงความที่เขาเป็นที่ต้องการตัวของใครต่อใคร แต่ปริมาณย่อมไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ และใครลองไล่เรียงรายชื่อหนังที่เขาแสดงตลอดจนบทบาทที่ได้รับ-ก็จะพบว่า มันไม่ใช่บทในแบบที่จะสร้างความนิยมชมชอบให้กับตัวเขาซักเท่าใด

ความปราดเปรื่องทางการแสดงของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ไม่ได้จำกัดอยู่กับข้อเท็จจริงเพียงแค่เขาสวมบทบาทตัวละครจำพวกที่ผู้ชมจะไม่มีวันชื่นชอบหรือหลงไหลได้ปลื้ม… แต่ทั้งหมดทั้งมวลของบทบาทที่ผู้ชมไม่มีวันเห็นดีเห็นงามและกดไลค์เหล่านั้น-ไม่เคยตื้นเขินหรือมีเพียงแค่มิติเดียว

หรือพูดง่าย ๆ ว่าบทบาทการแสดงที่สำคัญ ๆ ของฮอฟฟ์แมนส่วนใหญ่ มักจะเป็นบทที่นอกจากไม่มีความเป็นพระเอก หรือวีรบุรุษที่น่าชื่นชมยกย่องเหมือนกับบทบาทที่นักแสดงอย่าง ทอม ครูซ, บรูซ วิลลิส, วิน ดีเซล, วิลล์ สมิธ (และอีกมาก) มักจะเลือกและได้รับ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด-ล้วนสะท้อนถึงด้านที่อ่อนแอ, ความเจ็บไข้ได้ป่วย, ความชั่วร้าย และในหลายกรณี ความอัปลักษณ์ในบุคลิกตัวละคร และผู้ชมสามารถมองเห็นแง่มุมเหล่านี้ย้อนกลับไปไกลนับตั้งแต่ในหนังเรื่อง Scent of a Woman (1992) ที่เขาสวมบทเด็กนักเรียนมัธยมที่ล่วงรู้ความลับบางอย่างที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน และเลือกหนทางของการเอาตัวรอด หรือในหนังเรื่อง Happiness (1998) ฮอฟฟ์แมนแสดงเป็นหนุ่มโรคจิตที่ชอบโทรศัพท์ลามกไปหาหญิงสาวที่หลงใหลใฝ่ฝัน, ในหนังเรื่อง Boogie Nights (1997) เขาแสดงเป็นทีมงานในกองถ่ายหนังหนังโป๊ที่หลงรักพระเอกหนุ่มของเรื่อง และในห้วงเวลาที่จนตรอกสุดๆ ของตัวละคร เขาถึงกับอ้อนวอนขอให้ตัวเองได้จุมพิตชายหนุ่ม-ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ฝ่ายหลังมองไม่เห็นคุณค่าและความหมายของเขาแม้แต่นิดเดียว

Scent of a Woman (1992)
Happiness (1998)
Boogie Nights (1997)

หรือในหนังช่วงหลังๆ อาทิเรื่อง Doubt (2008) ฮอฟฟ์แมนเล่นเป็นบาทหลวงที่เผชิญกับข้อกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศลูกศิษย์วัดของตัวเอง และพูดอย่างไม่เข้านอกออกใน มันเป็นข้อกล่าวหาที่นอกจากไม่ได้เลื่อนลอย ยังรองรับไว้ด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือทีเดียว ในหนังเรื่อง The Master (2012) ฮอฟฟ์แมนแสดงเป็นเจ้าลัทธิความเชื่อผู้ซึ่งยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ความน่าฉงนว่าเขาเป็นของจริงหรือกำมะลอ-ก็เกาะกุมความรู้สึกนึกคิดของผู้ชมอย่างชนิดสลัดไม่หลุดมากขึ้นทุกที

Doubt (2008)
The Master (2012)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความปราดเปรื่องทางการแสดงของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ไม่ได้จำกัดอยู่กับข้อเท็จจริงเพียงแค่เขาสวมบทบาทตัวละครจำพวกที่ผู้ชมจะไม่มีวันชื่นชอบหรือหลงไหลได้ปลื้ม -จนกระทั่งกลายเป็นความสามารถเฉพาะทาง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของบทบาทที่ผู้ชมไม่มีวันเห็นดีเห็นงามและกดไลค์เหล่านั้น-ไม่เคยตื้นเขินหรือมีเพียงแค่มิติเดียว ข้อสำคัญก็คือ ไม่ว่าแคแร็คเตอร์เหล่านั้นจะสะท้อนถึงความเลวทรามต่ำช้า สภาวะทางจิตที่บิดเบี้ยวแปรปรวน หรือมโนธรรมที่เคลือบแคลงน่าสงสัยอย่างไร ผู้ชมก็มักจะสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชน และนั่นส่งผลให้บุคลิกตัวละครเหล่านั้น-ไม่เคยสูญเสียความหนักแน่น ความน่าเชื่อถือ และความสมจริง กระทั่งมีคำกล่าวที่ว่า ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน สามารถจะแสดงเป็นอะไรก็ได้ และจะไม่มีปัญหาในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชมคล้อยตาม (แม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นอกเห็นใจ)

ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน สามารถจะแสดงเป็นอะไรก็ได้ และจะไม่มีปัญหาในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชมคล้อยตาม (แม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นอกเห็นใจ)

และแน่นอนว่าบทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้มากที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเขา ก็คือการแสดงเป็น ทรูแมน คาโพตี้ นักเขียนนามอุโฆษ-ในหนังเรื่อง Capote (2005) ผลงานกำกับของ เบนเน็ทท์ มิลเลอร์ อย่างที่แฟนๆ รับรู้เป็นอย่างดีว่า นี่คือบทที่ส่งให้เขาชนะรางวัลออสการ์ในสาขาผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยม และสามารถกล่าวในแบบที่เปิดกว้างให้คนที่ไม่เห็นด้วย-โต้แย้งได้ว่า นี่คือแอ็คติ้งที่ดีที่สุดของฮอฟฟ์แมน

แต่ไม่ว่าสมมติฐานดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนในแบบฉันทานุมัติหรือไม่อย่างไร นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฮอฟฟ์แมนสวมบทบาทตัวละครที่ผู้ชมจะไม่มีวันมองด้วยสายตาชื่นชม ตัวหนังสร้างจากหนังสือชีวประวัติชื่อเรื่องเดียวกัน เขียนโดย เจอรัลด์ คลาร์ แต่ Capote ก็ไม่ได้มีความเป็นหนัง biopic ในแบบที่ฮอลลีวู้ดนิยมสร้างซักเท่าใด กล่าวคือมันไม่ได้พยายามบอกเล่าหรือถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญในช่วงชีวิตของ ทรูแมน คาโพตี้ เฉพาะเพียงแค่ในด้านกว้าง เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันมีความเป็นหนังที่เรียกว่า character study หรือมุ่งให้ผู้ชมได้มองเห็นตัวตนจริงๆ ของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ ตลอดจนการเปิดเผยให้ได้รับรู้ห้วงคิดคำนึง ตื้นลึกหนาบาง หรืออีกนัยหนึ่ง ธาตุแท้ของตัวละครอย่างจำเพาะเจาะลึก

ในตอนที่หนังของ เบนเน็ทท์ มิลเลอร์ พาผู้ชมไปพบกับตัวละครหลักของเรื่อง อาจเรียกได้ว่าเขาอยู่ในช่วงเอ็นจอยความสำเร็จจากการเขียนนิยายขนาดสั้นเรื่อง Breakfast at Tiffany’s ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 1958 หรือราวหนึ่งปีก่อนหน้า และมันสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก กระนั้นก็ตาม สมมติว่าจะต้องสรุปเค้าโครงเรื่องคร่าวๆ ของสิ่งที่หนังเรื่อง Capote บอกเล่า มันก็คือ เบื้องหลัง (หรืออีกนัยหนึ่ง ‘the making of’) ของการเขียนหนังสือแนวสารคดีหรือ nonfiction ที่ใช้ชื่อว่า In Cold Blood ซึ่งเมื่อได้รับการตีพิมพ์ในปี 1965 มันไม่เพียงกลายเป็นหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ ทว่ายังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือแนวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง (true crime) ที่ดีที่สุด อีกทั้งมันยังส่งให้ ทรูแมน คาโพตี้ กลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของอเมริกา

แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรี ๆ มูลค่าหรือราคาค่างวดที่ ‘ทรูแมน’ ต้องจ่าย-เพื่อให้งานเขียนชิ้นโบว์แดงเล่มนี้สำเร็จลุล่วง ก็นับว่าแพงลิบลิ่ว อย่างที่หนังขึ้นข้อความตัวหนังสือไว้ในตอนท้ายว่า หลังจาก In Cold Blood เขาก็ไม่ได้ผลิตงานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มอีกเลย (นั่นไม่นับ Answered Prayers: The Unfinished Novel ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นนิยายที่เขียนไม่เสร็จ และยังตีพิมพ์หลังจากที่เขาลาโลกนี้ไปแล้ว) แต่นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อคำนึงว่า สิ่งที่เจ้าตัวต้องแลกจริงๆ ในการผลักดันให้หนังสือ In Cold Blood มี ‘บทสรุป’ ของมัน-ก็คือ จิตวิญญาณและมโนสำนึกของตัวเขาเองที่ตกอยู่ในสภาพบุบสลายและได้รับความบอบช้ำอย่างรุนแรง

มูลเหตุของเรื่องทั้งหมด และมันถูกใช้เป็นสถานการณ์เริ่มต้นของหนังเรื่อง Capote ก็คือเหตุฆาตกรรมอันน่าตกตะลึงในเดือนพฤศจิกายน ปี 1959 ณ เมืองเล็กๆ ที่ชื่อฮอลคอมบ์ รัฐแคนซัส เมื่ออดีตผู้ต้องขังสองคนที่ชื่อ เพอร์รี่ สมิธ กับ ริชาร์ด ฮิคค็อค บุกเข้าไปในบ้านสองชั้นกลางทุ่งโล่งกว้างของครอบครัวคลัทเตอร์ ซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในชุมชน และสังหารสมาชิกทุกคนซึ่งประกอบด้วยพ่อ, แม่, ลูกสาวและลูกชาย ด้วยการระเบิดกระสุนที่ใบหน้าของพวกเขาอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ก่อนที่ทั้งสองจะหลบหนีไป

หนังบอกให้รู้ว่า ทรูแมนได้เห็นข่าวดังกล่าวในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำพาให้เขากับเพื่อนสนิท เนลล์ ฮาร์เปอร์ ลี (ผู้เขียนนิยายคลาสสิกเรื่อง To Kill a Mockingbird และสวมบทบาทโดย แคทเธอริน คีเนอร์) เดินทางมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เพื่อสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลสำหรับการเขียนบทความเกี่ยวกับกรณีสะเทือนขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ด้วยจุดประสงค์เพื่อบอกคนอ่านให้ได้รับทราบว่า พฤติกรรมสุดแสนป่าเถื่อนครั้งนี้กระทบความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม หลังจากรวบรวมข้อมูล พบปะพูดคุยกับชาวเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และเมื่อสองฆาตกรถูกจับได้ เขาก็ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์ (หรือพูดให้แจ้งชัด เข้าไปคลุกคลีตีโมงจนกลายเป็นคนสนิทสนมคุ้นเคย) กรอบในการเขียนหนังสือของทรูแมนก็แปรเปลี่ยนจากบทความในนิตยสารกลายเป็นหนังสือที่เจ้าตัวเรียกในภายหลังว่า nonfiction novel หรือวรรณกรรมเชิงสารคดี

เป็นไปได้ว่าสำหรับผู้ชมที่ไม่เคยรู้จัก ทรูแมน คาโพตี้-อาจจะด่วนสรุปไปได้ว่าแอ็คติ้งของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน-ออกจะดูดัดจริต เสแสร้งแกล้งทำ ไม่เป็นธรรมชาติ เดชะบุญที่พวกเราอยู่ในยุคสมัยที่เว็บไซต์อย่างยูทูบ-สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างชนิดปลิดทิ้ง และคลิพต่างๆ ที่แสดงถึงการปรากฏตัวของทรูแมนในต่างกรรมและวาระ-ก็ตอกย้ำว่าฮอฟฟ์แมนสามารถทำให้ภาพลักษณ์ของทรูแมนบนจอเงินกับตัวจริง-สอดประสานกลมกลืนกลายเป็นหนึ่งเดียว อย่างน้อยที่สุด การเลียนแบบบุคลิกอันฉูดฉาดทางกายภาพก็นับได้ว่าละม้ายคล้ายคลึงแทบทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียว  (อาทิ ท่าทางตุ้งติ้ง และวิธีพูดที่ดู ‘กระแดะ’ นิดๆ ตามวิสัยของคนที่เป็นโฮโมเซ็กฌ่วลจำนวนไม่น้อยมักแสดงออกให้เห็น) แต่สัมผัสอันพิเศษมากไปกว่านั้น ก็คือการเผยให้ผู้ชมได้เห็นด้านที่ละเอียดและอ่อนไหวเปราะบางของตัวละคร

ทรูแมน คาโพตี้ ตัวจริง

แต่ไม่ว่าตัวตนจริงๆ ของ ทรูแมน คาโพตี้ จะเป็นอย่างไร หนังของเบนเน็ทท์และการแสดงของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ก็วาดให้ผู้ชมได้เห็นภาพลักษณ์ของเจ้าตัวในสองสามบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หนึ่งก็คือทรูแมนผู้ซึ่งหลงรักตัวเอง ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น หรืออยู่ในความสนใจของคนหมู่มาก และเหนืออื่นใด มีสถานะเป็น ‘เซเล็บ’ หนังให้ผู้ชมได้เห็นสถานการณ์ทำนองนี้ไม่น้อยกว่าสามหรือสี่ครั้ง หนึ่งในนั้นได้แก่ฉากในช่วงต้นที่หนังใช้เพื่อแนะนำตัวละคร

อีกด้านหนึ่งก็คือ ทรูแมนผู้ซึ่งไม่อาจหลอมรวมกับสังคมรอบข้าง หรืออีกนัยหนึ่ง แปลกแยก ทั้งในความเป็นโฮโมเซ็กฌ่วลซึ่งถูกแสดงออกอย่างแทบจะไม่ปิดอำพราง ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้ว มันน่าจะเป็นเรื่องที่คนในสังคมช่วงนั้นไม่ให้การยอมรับ ไปจนถึงภูมิหลังส่วนตัวจากการที่เขาเติบโตในลักษณะที่เรียกได้ว่าถูกเลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ นอกจากไม่เคยได้รับอบอุ่นจากผู้เป็นแม่ ในช่วงหนึ่ง ทรูแมนเล่าให้ฟังว่า แม่ชอบออกไปเที่ยวกับพวกผู้ชาย และขังเขาไว้ในห้องพักของโรงแรมเพียงลำพัง ไม่ว่าเขาจะกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวเพียงใด พนักงานโรงแรมก็ถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เปิดประตู

เป็นด้วยเงื่อนไขอย่างหลังนี่เองที่เชื่อมโยงให้เขากับ เพอร์รี่ สมิธ (คลิฟตั้น คอลลินส์ จูเนียร์) หนึ่งในสองฆาตกรผู้ซึ่งมีช่วงชีวิตวัยเด็กอันแสนยากลำบากและขาดความอบอุ่น-กลายเป็นคนหัวอกเดียวกัน อันที่จริง ผู้ชมถึงกับได้ยินทรูแมนพูดออกมาตรงๆ ทั้งกับเพอร์รี่ (“มานึก ๆ ดู เราทั้งสองคนไม่ได้แตกต่างกันซักเท่าไหร่เลย“) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเนลล์ เมื่อเขาพยายามอธิบายให้เพื่อนรักได้มองเห็นว่า กำพืดและรากเหง้าระหว่างเขากับเพอร์รี่-ช่างละม้ายคล้ายคลึง ผิดกันก็เพียงแต่ผลลัพธ์ในบั้นปลายเท่านั้น ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับหนทางที่แต่ละคนเลือก “มันเหมือนกับฉันและเพอร์รี่เติบโตในบ้านหลังเดียวกัน จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง เพอร์รี่เลือกออกมาจากบ้านทางประตูด้านหลัง ส่วนฉันออกมาทางด้านหน้า

แต่มากยิ่งไปกว่านั้น และผู้ชมก็คงจับสังเกตได้ไม่ยากเย็น-ก็คือ ความผูกพันระหว่างคาโพตี้กับเพอร์รี่แอบแฝงนัยทางเพศ แม้หนังจะบอกให้ได้รับรู้ว่าตัวนักเขียนก็มีแฟนหนุ่ม (บรูซ กรีนวู้ด) เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว และบางที มันบอกโดยอ้อมถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นในห้วงคำนึงของตัวละครที่ใครก็หยั่งไม่ถึงจริงๆ

ไม่ว่าจะอย่างไร ในบรรดามิติอันซับซ้อนในตัวทรูแมน อะไรก็อาจจะไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับความทะเยอทะยานของตัวเขาเอง และในแง่มุมหนึ่ง มันทั้ง ‘ฉ้อฉล’ และปล้นเอาคุณงามความดีแทบทุกอย่างในตัวเขา หรือแม้กระทั่งบดขยี้จิตวิญญาณของตัวละคร

หนังอาจจะไม่ได้บอกตรง ๆ ตั้งแต่เริ่มแรก แต่น่าเชื่อว่าในทันทีที่เขาได้เห็นข่าวฆาตกรรมอันน่าสยดสยอง ณ เมืองฮอลคอมบ์ สัญชาตญาณก็น่าจะบอกกับเจ้าตัวได้ว่า นี่คือวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับการทดลองเขียนหนังสือแนวใหม่ที่ผู้ชมได้ยินเขาเอ่ยถึงในบทสนทนาต้นเรื่อง นั่นก็คือ การเขียนในแบบซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาต่อสิ่งที่เขียน (หรือที่เขาใช้คำว่า honest) และไม่ต้องพึ่งพาวรรณศิลป์หรือพรรณนาโวหารเหมือนนวนิยาย หรือตามที่เขาเรียกมันในภายหลังว่า nonficition อย่างไรก็ตาม ยิ่งผู้ชมได้พบและรู้จักกับทรูแมนมากเท่าใด ความ honest ที่เขาอ้างถึง-ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยและชวนให้กังขามากขึ้นทุกที

ข้อที่ต้องระบุก็คือ ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ความคาดหวังและความใฝ่ฝันของทรูแมนว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างปรากฏการณ์และเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้ง-ก็ยิ่งขยายขนาดใหญ่โต (“เวลาที่ฉันนึกว่าหนังสือเล่มนี้มันจะออกมาดีแค่ไหน มันก็แทบจะทำให้ฉันหายใจไม่ออกเลยทีเดียว”) และตรงไหนซักแห่งที่หนังให้เห็นว่าเขาก้าวข้ามเส้นของการเป็น ‘นักเขียน/นักหนังสือพิมพ์’ ที่ควรจะต้องวางตัวแบบมีระยะห่างและนำเสนอสิ่งละอันพันละน้อยตามข้อเท็จจริง-ด้วยการนำพาตัวเองไป ‘ยุ่งเหยิง’ กับคดีความ ตั้งแต่การติดสินบนพัสดีเพื่อให้เขาสามารถเข้านอกออกในทัณฑสถานได้สะดวกโยธิน, การสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ต้องหาโดยเฉพาะ เพอร์รี่ สมิธ ตลอดจนพยายามเกลี้ยกล่อมและหว่านล้อมให้ชายหนุ่มยอมเปิดเผยตัวตน ไปจนถึงการจัดหาทนายความเพื่อให้ ‘เส้นตาย’ เขยิบห่างออกไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่สมมติว่าทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองอันเป็นปกติของมัน ผู้ต้องหาทั้งสองก็คงถูกแขวนคอไปเนิ่นนานแล้ว

ส่วนที่เย้ยหยันอย่างถึงที่สุด และมันกลายเป็นอารมณ์ขันที่ใครก็คงหัวเราะไม่ออก-ก็คือภายหลังจากที่คดีความส่อเค้าว่าอาจจะยืดเยื้อและไม่มีวี่แววจบสิ้น โดยเฉพาะเมื่อศาลฎีกามีคำสั่ง ‘ทุเลาการบังคับคดี’ และดูประหนึ่งว่า พวกเขาอาจจะรอดพ้นการประหารชีวิต ปรากฏว่า ความช่วยเหลือจากทรูแมนก็ยุติลงโดยปริยายและด้วยเจตนา แน่นอนว่านั่นเกิดขึ้นภายหลังจากที่เขาเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างจาก เพอร์รี่ สมิธ ไปเกือบหมดแล้ว นับตั้งแต่สมุดไดอารี่ มิตรภาพ ไปจนถึงการ (เกลี้ยกล่อมและหลอกล่อให้เขา) เปิดเผย ‘รายละเอียดอันน่าขนพองสยองเกล้า’ ในค่ำคืนวันเกิดเหตุ และอย่างเดียวที่ทรูแมนเฝ้าคอย-ก็คือตอนจบของเรื่อง ซึ่งมันไม่ยอมมาถึงซักที จากที่หนังให้เห็น ยิ่งเวลาเนิ่นนานออกไป เจ้าตัวตกก็ยิ่งอยู่ในภาวะทั้งซึมเศร้า ทุรนทุรายและทุกข์ทรมาน (“ถ้าพวกเขาอุทธรณ์ชนะอีกครั้ง ฉันคงต้องกลายเป็นบ้าไปจริงๆ แน่ๆ” ทรูแมนเอ่ยในช่วงหนึ่งด้วยน้ำเสียงอันเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และมันทำให้เราตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้พูดเล่น) มองในแง่มุมหนึ่ง การบอกปัดคำร้องขอความช่วยเหลือของเพอร์รี่ครั้งแล้วครั้งเล่าให้เขาจัดหาทนายคนใหม่ให้-ก็คือการที่ทรูแมนพยายามเขียนตอนจบของเรื่องด้วยตัวของเขาเอง

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า นักแสดงที่ฝีไม้ลายมืออ่อนด้อย เข้าไม่ถึงบทบาทและแก่นแท้ของตัวละครก็น่าที่จะทำให้ ทรูแมน คาโพตี้ กลายเป็นคนตลบแตลงปลิ้นปล้อน, นักฉวยโอกาสที่น่ารังเกียจ หรือแม้กระทั่งปิศาจร้าย-อย่างไม่ยากเย็น เพราะพฤติกรรมหลายครั้งหลายคราของตัวละครเอื้ออำนวยให้สรุปได้แบบนั้น แต่ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ไม่ได้ทำให้ ทรูแมน คาโพตี้ เป็นตัวละครที่ตื้นเขินและอ่านได้ง่ายดาย และหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเขาเต็มไปด้วยความกำกวมและคลุมเครือ ทั้งคำพูดคำจาและการแสดงออกของเขา-ก้ำกึ่งและคาบลูกคาบดอกระหว่างการหมายความเช่นนั้นจริงๆ หรือแอบแฝงไว้ด้วยวาระซ่อนเร้น

เป็นต้นว่าตอนที่เขาบอกกับเพอร์รี่ในช่วงที่เพิ่งจะพบและรู้จักกันใหม่ๆ ทำนองว่า ถ้าหากเขาต้องจากไปโดยไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจชายหนุ่ม โลกก็คงจะมองฝ่ายหลังว่าเป็นคนชั่วร้าย และเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น-มันก็แฝงไว้ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออาทร และผู้ชมสามารถเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาในความจริงใจและห่วงใยของตัวละคร ทว่าในอีกพักใหญ่ๆ หลังจากนั้น เมื่อเพอร์รี่จับได้ว่าทรูแมน-โกหกเกี่ยวกับหนังสือที่เจ้าตัวบอกว่ายังไม่ได้เขียน และไม่ได้ตั้งแม้แต่ชื่อเรื่อง (แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม) อากัปกิริยาของทรูแมนก็ไม่ได้บ่งบอกถึงความพิรุธ หรืออย่างน้อย เขาก็ซ่อนมันไว้ได้อย่างมิดชิด ข้อสำคัญก็คือ ทรูแมนไม่เพียงเอาตัวรอดจากภาวะจวนเจียนเช่นนั้นได้อย่างแนบเนียน เขายังสามารถทำให้เพอร์รี่ (และอาจรวมถึงคนดู) หวนกลับมาเชื่ออีกครั้งว่าเขาไม่ได้เล่นเล่ห์เพทุบายหรืออะไร และเปี่ยมด้วยความจริงใจ (“ฉันไม่อาจเสแสร้งแกล้งตีสนิทเป็นเพื่อนของเธอ เพราะด้วยความสัตย์ ฉันอยากจะเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆ”)

ตัวตนที่แท้จริงของ ทรูแมน คาโพตี้ คืออะไรกันแน่ ระหว่างคนที่กระหายชื่อเสียงและความสำเร็จจนอะไรก็มาขัดขวางไม่ได้ กับคนที่ลึกๆ แล้วเชื่อว่าแม้แต่ฆาตกรที่ใจทมิฬหินชาติก็สมควรได้รับโอกาสและความเป็นธรรมในการอธิบายห้วงคิดคำนึงของตัวเอง คำตอบตามที่ผู้ชมสามารถสรุปได้จากการถ่ายทอดบทบาทของฮอฟฟ์แมน-ก็คือ ทรูแมน คาโพตี้ เป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันและในห้วงเวลาเดียวกัน

คำถามที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ ในที่สุดแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของ ทรูแมน คาโพตี้ คืออะไรกันแน่ ระหว่างคนที่กระหายชื่อเสียงและความสำเร็จจนอะไรก็มาขัดขวางไม่ได้ และนั่นรวมถึงมนุษยธรรมและมิตรภาพ กับคนที่ลึกๆ แล้วเชื่อว่าแม้แต่ฆาตกรที่ใจทมิฬหินชาติก็สมควรได้รับโอกาสและความเป็นธรรมในการอธิบายห้วงคิดคำนึงของตัวเอง น่าเชื่อว่าคำตอบตามที่ผู้ชมสามารถสรุปได้จากการถ่ายทอดบทบาทของฮอฟฟ์แมนได้อย่างโน้มน้าวชักจูง-ก็คือ ทรูแมน คาโพตี้ เป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันและในห้วงเวลาเดียวกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ด้านมืดและด้านสว่างนี้ดำรงอยู่ในบุคลิกของตัวนักเขียนอย่างคุมเชิง ไม่มีฝ่ายใดลดราวาศอกหรือเพลี่ยงพล้ำให้แก่กัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นที่มันจะประสานงา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินคาดเดาว่าในที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จากการตะลุมบอนระหว่างด้านสว่างกับด้านมืด ด้านที่สะท้อนความเป็นมนุษย์กับปิศาจร้าย-จะสร้างความวินาศสันตะโรกับชีวิตที่หลงเหลือของทรูแมนเพียงใด

อย่างที่ข้อมูลระบุไว้นั่นเอง ในที่สุด ทั้ง ริชาร์ด ฮิคค็อค และ เพอร์รี่ สมิธ ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ทว่าหนังบอกเป็นนัยว่า ไม่ใช่ศาลสูงของรัฐแคนซัสเท่านั้นที่หยิบยื่นความตายให้กับสองฆาตกร แต่ทรูแมนก็ร่วมอยู่ในขบวนการนั้นด้วย เหนืออื่นใด สิ่งที่เขาทำกับเพอร์รี่ (รวมถึงฮิคค็อค) แทบจะเรียกเป็นอย่างอื่นไมได้ นอกจากการฆ่าในอีกรูปแบบหนึ่ง ‘ด้วยความเลือดเย็น’ ซึ่งในที่สุดของที่สุดแล้ว หนังก็บอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้รอดพ้นความผิดบาปนี้ไปได้อย่างลอยนวล

แม้ว่าจนแล้วจนรอด ผู้ชมก็คงจะไม่มีวันรู้ได้ว่า ทรูแมน คาโพตี้ ตัวจริง-เป็นอย่างที่หนังของ เบนเน็ทท์ มิลเลอร์ ตีความและถ่ายทอดหรือไม่ แต่อย่างน้อย หนังก็สะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่จะทำความเข้าใจตัวบุคคล ซึ่งไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด ตรงตามความเป็นจริงหรือคลาดเคลื่อน นี่คือหนังแนวศึกษาบุคลิกตัวละครที่ลงเอยด้วยครบถ้วน หนักแน่นและรอบด้านที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอีกครั้งหนึ่ง แอ็คติ้งของ ฟิลิพ ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมนในหนังเรื่องนี้ ก็ช่างประณีต พิถีพิถัน ละเอียดและอ่อนไหว ยิ่งเมื่อคำนึงว่า ‘เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้’ อีกต่อไปแล้ว สถานะของบทบาทนี้ ก็อาจเทียบเคียงได้กับการเป็นอนุสาวรีย์ทางการแสดง

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก