รวมทฤษฏีสมคบคิดจากเหล่าการ์ตูนดัง !

276

บทความและภาพประกอบ โดย ข้าวแมวยักษ์

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาว Plotter เพื่อนๆ เคยคิดกันไหมคะว่าการ์ตูนบางเรื่องอาจจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ?

จริงอยู่ที่ว่าการ์ตูนนั้นเป็นสิ่งที่เราดูเพื่อความบันเทิงและความสนุสนาน แต่ในบางครั้งภายใต้ความสนุกสนานมันก็สอดแทรกปรัชญาหรือข้อคิดต่างๆ ให้เราได้คิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามต่อการกระทำของตัวละครในเรื่องนั้นๆ และไม่แน่ว่า… หากวิเคราะห์ลึกลงไปๆ มันอาจจะมีบางสิ่งที่สอดแทรกลึกลงไปอีก !! สิ่งนั้นถูกเรียกว่า ทฤษฏีสมคบคิด หรือ Conspiracy Theory นั่นเอง !!!

What’s Conspiracy Theory ! ทฤษฏีสมคบคิดคืออะไร?

ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ก็คือระบบความคิดของคนหรือกลุ่มคน ที่นำเหตุการณ์หรือเรื่องเล่ามาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะตีความและอธิบายเหตุการณ์นั้นๆ ในมุมมองที่ต่างออกไป โดยมีข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนหรืออาจจะมีเหตุผลความเชื่อบางส่วนมาสนับสนุนทั้งในบริบทของสังคม วัฒนธรรม ศาสนาและการเมือง

มีนักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Miami ที่นำโดย Joseph E. Uscinski และ Joseph M. Parent ที่ได้เขียนหนังสือเรื่อง American Conspiracy Theories ในปี 2014 ที่ได้สำรวจคนอเมริกาพบว่า 3 ใน 4 เคยเชื่อว่า “โอบามา” ไม่ได้เป็นคนอเมริกัน และเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช อยู่เบื้องหลังแผนวินาศกรรมระดับโลก

และงานวิจัยพบว่า คนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมมีแนวโน้มเชื่อทฤษฎีสมคบคิดว่า 42% คนที่จบระดับปริญญาตรีเชื่อในเรื่องดังกล่าว 23% และในคนที่มีการศึกษาสูง 1 ใน 5 มีความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดรวมถึงเขาเหล่านั้นจะต้องมีหน้าที่ถ่ายทอดในทฤษฎีดังกล่าวในยังคนรุ่นใหม่หรืออยู่ในตำแหน่งที่สามารถบังคับใช้อำนาจให้กับสังคมได้

“แม้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้จะมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูลอยู่น้อยมาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะปักใจเชื่อโดยไม่สงสัยหรือตั้งคำถามแม้สักนิด ซึ่งในหลายกรณีก็สร้างความเสียหายขึ้นในวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง”

ศ.ดร.สเตฟาน เลวานโดวสกี ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของสหราชอาณาจักรชี้ว่า ทฤษฎีสมคบคิดเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อพยายามหลีกหนี “ความจริงที่รับฟังได้ยาก” ของคนกลุ่มที่ปฏิเสธไม่ยอมรับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือกรณีที่คนสูบบุหรี่ไม่สู้จะเชื่อถือข่าวสารเรื่องพิษภัยต่อสุขภาพจากบุหรี่เท่าใดนัก โดยมักจะกล่าวหาว่าเป็นข่าวลวงที่รัฐบาลสร้างขึ้น

 

แล้วทำไมเราถึงเชื่อทฤษฏีสมคบคิดกันนะ??

“นรก สวรรค์ บุญบาป
และโลกหลังความตาย
จัดว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด
เช่นเดียวกัน”

หลายคนเชื่อใน นรก สวรรค์ บุญบาป และโลกหลังความตาย ซึ่งจัดว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดเช่นเดียวกัน นั่นอาจมองได้ว่าต้นตอของความเชื่อหลายๆ อย่าง อาจจะมาจากเรื่องราวฝังใจจากจิตนาการในวัยเด็ก ผ่านความคิดแบบอันตนิยม (Teleological thinking ) ซึ่งมองว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ เกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ร่วมกับความคิดปฏิเสธวิทยาศาสตร์ หรือการปฏิเสธความจริงที่รับได้ยาก ฉะนั้นแล้ว เรื่องราวที่ปะติดปะต่อแล้วน่าสนใจ กระตุ้นความแฟนตาซีในวัยเด็ก จะทำให้คนๆ นั้นเชื่อได้ง่าย แม้จะมีข้อพิสูจน์ออกมาบอกว่าไม่ใช่ก็ตาม

ทฤษฏีสมคบคิดจากการ์ตูนที่คาดไม่ถึง

ทฤษฏีสมคบคิด(Conspiracy Theory) สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า ทฤษฏีแฟนพันธุ์แท้ (Fan Theories) คือการที่สาวกของสื่อบันเทิงใดๆ ได้คิดลงลึกหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในสื่อบันเทิงนั้นๆ เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์ว่าคุณเป็นแฟนตัวยงของสื่อบันเทิงที่คุณชอบจริงๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ วิดิโอเกม หรือแม้แต่เนื้อเพลงก็ยังได้

“ทฤษฏีสมคบคิด
สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า
ทฤษฏีแฟนพันธุ์แท้ “

แน่นอนว่าทฤษฏีที่นำเสนอไม่ได้กล่าวขึ้นออกมาลอยๆ แต่มีการนำเสนอหลักฐาน ข้อสังเกตต่างๆ มายืนยันทฤษฏีดังกล่าว ทำให้มันมีน้ำหนักมากขึ้น น่าคล้อยตามมากขึ้นด้วย เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

โดเรม่อน

การ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ 10 ปี ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ กับเรื่องราวของหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่มาจากศตวรรษที่ 22 นามโดราเอม่อน และผองเพื่อนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ กับไอเท็มของวิเศษที่มาจากอนาคต ที่ทำให้พวกเรานั้นได้สนุกหรรษากัน

หลังจาก ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ หนึ่งในผู้สร้างสรรค์ผลงานนี้ได้จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539)ทำให้เกิดกระแสอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ “ตอนจบของโดเรม่อน” นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 2 แบบ และ ต่างก็อ้างว่า ตอนจบทั้ง 2 แบบนั้น ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง ทำเอาแฟนๆ โดเรม่อนทั้งในญี่ปุ่นและในบ้านเรานั้นต่างก็รู้สึกสับสนว่าตอนจบที่แท้จริงเป็นแบบไหนกันแน่ ถึงลูกศิษย์ของ อ.ฟูจิโกะ จะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริงแล้วทั้ง 2 แบบเลยก็ตาม

ตอนจบแบบแรก แบบประทับใจ

บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นทั่วไป โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นชั้น 2 ไปที่ห้องของเขา โดเรมอนกำลังนอนอยู่ในห้อง เหมือนปกติทุกๆ วัน โนบิตะปลุกโดเรม่อนเพื่อชวนไปเล่นกัน แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น โนบิตะคิดว่า โดเรม่อนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ 2-3 ชั่วโมงต่อมา เมื่อโนบิตะกลับถึงบ้าน เขาพบว่าโดเรมอนยังนอนอยู่นิ่งที่เดิม โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป

“ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา ”

เขาพยายามจะปลุกโดเรม่อน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรม่อน แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามแค่ไหน ก็ทำให้โดเรม่อนตื่นขึ้นมาไม่ได้ ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ โดเรม่อนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา !! เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะ.. ใช่แล้ว! ไทม์แมชชีนนั่นเอง โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีนไปในอนาคต ไปหา โดเรมี่ น้องสาวของโดเรม่อน โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี่ และพาเธอกลับมากับเขากลับมาในปี 1998

หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998 โดเรมีก็เริ่มตรวจระบบต่างๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า.. “แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด” โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า “แบตเตอรี่หรือ?? โดเรม่อนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหมงั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ รีบเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมทีสิ”

แต่ ..โดเรมีส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ??”
“อะ… อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง???”
โดเรมีตอบว่า..”ก็ แบตเตอรี่หลักของ โดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว ซึ่งแต่เดิมโดเรม่อนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไปเมื่อหลายปีมาแล้ว
“ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง”
“แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ” โนบิตะสงสัย

“ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ”

“อะไรนะ?????? ”
“แล้วเธอยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ”
โนบิตะร้องไห้ แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดร้อง และบอกโดเรมีจังว่า
“โดเรมี ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรม่อนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ”
โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรม่อนไปนอนในตู้ของโดเรม่อนตามเดิม

ปี ค.ศ.2010 โนบิตะโตขึ้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไปและเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรม่อน เขาบอกชิซูกะและทุก ๆ คนว่า โดเรม่อนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้วและจะไม่สามารถได้พบกับโดเรม่อนได้อีกต่อไป

ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน…

โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวันเขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขาเพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย นั่นเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องของสามีเธอ และเมื่อชิซูกะเข้าไป เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่เธอเห็นเพื่อนเก่าของเธอ ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
“โดเรมอน”
โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ
“ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ..”
โนบิตะเปิดสวิตช์หลักของโดเรมอน โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้ ด้วยความยินดี
ขณะที่โดเรมอนลืมตาขึ้นมาและมองไปรอบๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
“โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?”

แบบที่สอง จบลงอย่างน่าเศร้าใจ

โนบิตะตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล เมื่อมองไปก็พบพ่อแม่และเพื่อนๆ ของเขาทุกคนยืนอยู่รอบเตียงของเขา เขาจึงถามถึงโดเรม่อน แต่ทุกคนกลับปฏิเสธว่าไม่รู้จัก และบอกกับโนบิตะว่า โนบิตะหลับไปนานมากเนื่องจากอาการป่วย โนบิตะจึงนึกย้อนไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโดเรม่อน และบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันของเขา โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง เขาต้องนอนโรงพยาบาลตลอดเวลา จากนั้นไม่นานเขาก็หลับไป

ต่อมาพ่อแม่ของโนบิตะและเพื่อนๆ นั้นกำลังร้องไห้อยู่ภายในงานศพของโนบิตะ ที่จากไปก่อนวัยอันควรเนื่องจาอาการป่วย การที่เขาฝันถึงโดเรม่อนและเรื่องราวการผจญภัยต่างๆ นั้น เป็นเพราะเขารู้ว่า เขาจะต้องตายไปในอีกไม่นาน เขาจึงต้องการที่จะมีเพื่อนรักและได้ผจนภัยอย่างสนุกสนาน

แต่ตอนจบของทั้งสองแบบนั้นก็เป็นเพียงโดจินชิที่ถูกเขียนขึ้นจากแฟนตัวยงของโดเรมอนเท่านั้นเพราะ ตอนจบแบบที่ อ.ฟูจิโกะเป็นคนแต่งเองจริงๆ นั้นไม่ใช่ 2 แบบข้างต้น โดยทีแรกอาจารย์ตั้งใจจะเขียนตอนนี้ให้เป็นตอนจบจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ชื่อว่า ลาก่อน โดเรม่อน(หาอ่านได้ในเล่มที่ 6 ตอนสุดท้าย) แต่ก็มีกระแสจากคนอ่านให้อาจารย์กลับมาเขียนโดเรม่อนต่อ และอาจารย์ก็ตอบรับกระแสจากแฟนๆ ด้วยการเขียนตอนที่ชื่อว่า น้ำยาโกหก ซึ่งเป็นตอนที่โดเรม่อนกลับมาหาโนบิตะอีกครั้ง (ตอนแรกของเล่ม 7) และจากนั้นเป็นต้นมา โดเรม่อนก็มีทีท่าจะเป็นการ์ตูนไม่มีวันจบอีกเรื่องหนึ่ง

“ฉากที่อาจารย์หมดสติ
ขณะเขียนการ์ตูนอยู่
ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น
เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติ
ขณะกำลังร่างต้นฉบับโดเรม่อน”

และมีหลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอกว่า อ.ฟูจิโกะ ไม่เคยคิดที่จะเขียนตอนจบ 2 แบบที่ว่านั่นเลย จากหนังสือการ์ตูนอัตชีวประวัติของ ฟูจิโกะ ฟูจิโกะ ที่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอาจารย์ ว่า เขาต้องการให้เด็กๆ ที่มีความสุขกับโดเรม่อนนั้นมีความสุขให้เต็มที่ และ ฉากที่อาจารย์หมดสติขณะเขียนการ์ตูนอยู่ก่อนไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลนั้น เป็นตอนที่อาจารย์เป็นลมหมดสติขณะกำลังร่างต้นฉบับโดเรม่อนตอนพิเศษตะลุยเมืองตุ๊กตาไขลานนั้นเอง

ชินจังจอมป่วน(Crayon Shin-chan :クレヨンしんちゃん)

สงสัยกันใช่ไหมว่าการ์ตูนเด็ก ที่มีความฮาจนดูไร้แก่นสารอย่างชินจังนั้นจะมีทฤษฏสมคบคิดอะไร การ์ตูนชินจังจอมแก่นหรือ คุเรยองชินจัง นั้นก็มีทฤษฏีสมคบคิดที่โด่งดังอยู่เช่นกัน

โดยทฤษฏีนั้นได้บอกว่าชินจังนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยมีเรื่องเล่าว่า ในเช้าวันหนึ่ง ครอบครัวโนฮาระ ได้ออกไปเดินเล่นกัน แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิด มีรถกำลังจะพุ่งชนฮิมาวาริน้องสาวของชินจัง และในตอนนั้นชินจันได้เข้าไปช่วยฮิมาวาริไว้ จนตัวเองนั้นเป็นคนถูกรถชนเสียชีวิตเอง มิซาเอะ ผู้เป็นแม่รับไม่ได้กับการจากไปของชินจัง และวันหนึ่งหลังจากนั้น มิซาเอะได้บังเอิญพบกับสีเทียนของชินจัง จึงนำสีเทียนนั้นมาวาดภาพเล่าเรื่องราวของชินจังไว้เพื่อระลึกถึงเขา และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง เครยอง(สีเทียน)ชินจังนั้นเอง

และยังมีเรื่องราวที่มากกว่านั้นอีกด้วยนะ โดยว่ากันว่าแท้จริงแล้วชินจังนั้นมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง (น้องชายของชินจังนั้นปรากฏตัวในมังงะตอนที่ 1-25 แต่ไม่ปราฏตัวในอนิเมะ) น้องชายคนนี้ของชินจังนั้นถูกมิซาเอะผู้เป็นแม่เลี้ยงดูอย่างประคบประหงม จึงทำให้ชินจังเกิดความอิจฉาและชอบแกล้งน้องชายของเขาอยู่บ่อยๆ แล้ววันหนึงน้องชายของชินจังก็เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต หลังจากที่น้องชายของชินจังเสียชีวิต ชินจังมักจะได้ยินเสียงของน้องชายพูดกับเขาว่า ชินจังมาเอะ ชินจังมาเอะ ที่แปลว่า ชินจังด้านหน้า ชินจังด้านหน้า วันหนึ่งขณะชินจังกำลังจะข้ามถนนชินจังก็ได้ยินเสียงของน้องชายถึงทำให้ชินจังชะงัก จากนั้นไม่กี่วินาทีก็มีรถพุ่งผ่านหน้าของชนจังไปอย่างรวดเร็ว เหตุการนั้นทำให้ชินจังคิดว่าวิณญาณน้องชายนั้นกำลังคุ้มครองเขาอยู่

“น้องชายของเขากำลังพูดกับเขาว่า
ชินจิมาอิ ที่แปลว่า
ไปตายซะ ต่างหาก”

เมื่อถึงเหตุการ์นที่ชินจังเข้าไปช่วยฮิมาวาริ ชินจังนั้นก็ได้ยินเสียงของน้องชายเขาอีกครั้งเขาจึงตั้งใจฟังจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วน้องชายของเขาไม่ได้พูดว่า ชินจังมาเอะ แต่น้องชายของเขา กำลังพูดกับเขาว่า ชินจิมาอิ ที่แปลว่า ไปตายซะ ต่างหาก หลังจากนั้นชินจังก็โดนรถชนเสียชีวิต…

ซึ่งทฤษฎีทั้งหมดที่ว่ามานี้ยังไม่มีการยืนยันหรือปฏิเสธจากทีมงานแต่อย่างใดเป็นเพียง เรื่องเล่าจากเหล่าแฟนๆ ของเรื่องนี้อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ จะเชื่อไม่เชื่อก็ตามแต่เลย

 

คอลเลจ หมาน้อยผู้กล้าหาญ (Courage The Cowardly Dog)

“เจ้าหมาโง่แกทำให้ฉันดูแย่ !” ประโยคสุดคลาสสิคของการ์ตูนเด็กแนวดาร์คแฟนตาซีอย่าง คอลเลจหมาน้อยผู้กล้าหาญ หรือ เรื่องราวของคอลเลจหมาน้อยที่ถูกคุณยายผู้แสนใจดีอย่างเมอร์เรียลเก็บมาเลี้ยงและมีอุสทิส สามีของคุณยายผู้ที่ไม่ชอบคอลเลจและมักจะดุด่าคอลเลจเสมอ ทั้งหมดนั้นอาศัยอยู่ในเมืองโนว์แวร์ที่ห่างไกลผู้คนและมักเกิดเรื่องราวประหลาดๆ อยู่เสมอ คอลเลจจึงต้องหาวิธีเพื่อจะปกป้องครอบครัวของมัน แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ตัวประหลาดหรือเรื่องราวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับคอลเลจนั้นมันเกิดมาได้ยังไงหรือแท้จริงแล้วมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ??

มีทฤษฏีหนึ่งที่แฟนๆ ของเจ้าหมาน้องคอลเลจได้คิดขึ้นมา โดยทฤษฏีนั้นได้กล่าวว่า เรื่องราวภายในการ์ตูนนั้นถูกสร้างขึ้นจากมุมมองของเจ้าหมาน้อยขี้กลัว ที่ไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกเลยเนื่องจากเจ้าของทั้งสองคนของมันอายุมากแล้ว ดังนั้นในมุมมองของเจ้าหมาถึงสิ่งธรรมดาต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ถูกมันจินตนาการเป็นเรื่องราวที่เหนือธรรมชาติไปได้ซะงั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฏีหนึ่งกล่าวว่า เจ้าคอลเลจนั้นวิกลจริต ! โดยทฤษฏีนี้อ้างอิงมาจากตอน “อวสานของคอลเลจหมาน้อยผู้กล้าหาญ” ภาคแรกนั้นเอง เป็นเรื่องราวของวายร้ายชื่อว่า เรฟฟูชีนี่ ที่มาหลอกให้เมอร์เรียลกับอุสทิสนั้นไปเป็นนักแสดง แต่เรฟฟูชินี่ดันสาปให้เมอร์เรียลและอุสทิสเป็นหุ่นกระบอกไร้ชีวิต ถึงแม้ในตอนจบคอลเลจจะจัดการเจ้าวายร้ายได้ แต่เมอร์เรียลและอุสทิสก็ไม่กลับมามีชีวิตดังเดิม ในตอนจบคอลเลจไดเชิดหุ่นกระบอกของเจ้าของทั้งสองและทำเหมือนเจ้าของมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนกับว่าคอลเลจยังติดอยู่ในวังวนของความทรงจำที่มีต่อเจ้าของของมันแม้ทั้งสองจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม นั่นจึงกลายเป็นข้อสังเกตุให้เกิดทฤษฏีนี้ขึ้นมา

Chowder

“กินได้อีก กินได้อีก ชาวน์เดอร์กินได้อีก” เนื้อเพลงติดหูของการ์ตูนยุค 2000s กับเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งชื่อ ชาวน์เดอร์ ที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นกุ๊กผู้ยิ่งใหญ่จึงมาฝากตัวเรียนทำอาหารกับ มู ที่เป็นกุ๊กประสบการณ์สูงและมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง ภายในร้านก็มี ทรัฟเฟิล ภรรยาของมู และ ชานิสเซล ที่พูดภาษาคนไม่ได้ อาศัยอยู่ด้วย โดยภายในเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องราวการฝึกทำอาหารของชาวน์เดอร์ ที่แสนจะเปิ่นฮา

แต่ชาวน์เดอร์นั้นก็มีทฤษฏีและเรื่องราวที่แสนน่ากลัว เช่น จะเป็นยังไงถ้าชาวน์เดอร์มีอีกตัวตนที่ซุกซ่อนอยู่ โดยมีข้อมูลจากวงในที่หลุดมาจากทีมโปรดิวเซอร์ ผู้สร้างการ์ตูนหลายเรื่อง เช่น Flapjack, The Amazing World of Gumball, และ Chowder ซึ่งข้อมูลที่ว่านั้นคือข่าวลือของ “ชาวน์เดอร์ตอนสยองขวัญ” ที่เตรียมสร้างรับฮาโลวีนนั่นเอง

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า วันธรรมดาวันหนึ่งของชาวน์เดอร์ที่กำลังฝึกทำอาหารอยู่ในครัวตัวคนเดียว แต่โทนของเรื่องนั้นจะแปลกไปจากปกติทั้งภาพแบ็คกราวน์ที่เต็มไปด้วยหมอกควัญและเครื่องครัวที่เต็มไปด้วยเลือด และชาวน์เดอร์ที่ดูหงุดหงิดได้มากกว่าปกติ จากนั้นมูอาจารย์ของชาวน์เดอร์ก็เดินเข้ามาและเริ่มดุด่าชาวน์เดอร์ที่ทำควันฟุ้งไปทั่วห้อง แต่ในครั้งนี้ชาวน์เดอร์ก็เกิดคุ้มคลั่งเขาผลักมูจนเสียหลักล้มเข้าไปในเตาอบและปิดฝาเตาพร้อมกับปรับอุณหภูมิให้ร้อนที่สุดทันที !

เมื่อมูเริ่มจะสุกได้ที่ชาวน์เดอร์ก็นำมูออกมาพักให้เนื้อเย็นลงและทำการควักเครื่องในออกมาทีละส่วนและกินอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากที่ชาวน์เดอร์กินส่วนสุดท้ายนั่นคือสมองของมู ที่เขาเชื่อว่าเมื่อเขากินมันเข้าไปแล้วจะทำอาหารเก่งเหมือนกับมูอาจารย์ของเขานั้นเอง เขาก็เดินไปเปิดหม้อที่ต้มซุปกระดูกไว้ เผยให้เห็นว่าภายในหม้อนั้นมีโครงกระดูกที่รูปร่างเหมือนกับ ทรัฟเฟิลและชนิสเซลอยู่ นั้นหมายความว่าชาวน์เดอร์ได้จับทรัฟเฟิลละชนิสเซลมาต้มเป็นซุปกระดูกอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว !!

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนั้นอาจเกิดจากที่ชาวน์เดอร์เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใคร โดยมีตอนหนึ่งที่ชาวน์เดอร์สังสัยและพยายามตามหาว่าจริงๆ แล้วตัวเขาเป็นใครกันแน่ จนไปพบเข้ากับพ่อมดผู้ที่ปลุกตัวตนอีกด้านของชาวน์เดอร์ขึ้นมานั่นเอง..

Power Puff Girls

” น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรค์เพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทรเนียมเติมสราพิเศษอีกอย่างลงไปในสวนผสมโยไม่ตั้งใจ สารเคมีเอ็กซ์! “

ประโยคคุ้นหูในวัยเด็กที่ได้ยินแล้วต้องรีบมานั่งดู Power Puff Girls การ์ตูนยอดฮิตแนวซุปเปอร์ฮีโร และแน่นอนว่าการ์ตูนขวัญใจของใครหลายๆ คน เรื่องนี้ก็มีทฤษฏีที่น่าสนใจอยู่อย่างหลากหลายเช่นกัน

เริ่มกันด้วยทฤษฏีสุดเบสิกที่กล่าว่า การผจนภัยต่อสู้กับเหล่าร้ายของสามสาวนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องในจินตนารของเด็กๆ ที่ทำเพื่อฆ่าเวลาเพียงเท่านั้น โดยศาสตราจารย์ยูโทรเนียมนั้นเป็นเพียงคุณพ่อที่เป็นเภสัชกร และตัวร้ายหลักของเรื่อง โมโจโจโจ้ นั้น คือพี่ชายของสามสาว ที่ยอมเข้ามาเล่นเป็นตัวร้ายเพื่อให้สาวๆ เล่นเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ และตัวร้ายอีกตัวที่มีชื่อว่า ฮิม (Him) โดยฮิมนั้นคือลุงของสาวๆ ที่เป็นเกย์และผิดใจกับศาสตราจารย์ยูโทรเนียมจนขอให้สาวๆ นั้นห้ามเข้าใกล้เขา อีกทั้งยังไม่เคยเรียกชื่อของพี่ชายตัวเองด้วยชื่อเลยสักครั้ง

POWERPUFF GIRLS, THE, Buttercup, Blossom, Bubbles, 2002 (c) Warner Brothers. Courtesy Everett Collection.

และอีกหนึ่งทฤษฏีนั้นคือทฤษฏีเกี่ยวกับตอนจบของ Power Puff Girls ที่ไม่ได้จบแบบ Happy Ending ได้มีปรากฏภาพของโลกคู่ขนานเป็นโลกที่ไม่มีสามสาว Power Puff Girls และเมืองทาวส์วิวที่ล่มสลาย นั้นหมายความว่า สามสาวนั้นไม่สามารถปกป้องเมื่องไว้ได้ โดยภาพนี้มาจากการ์ตูนอีกเรื่องที่ชื่อว่า ซามูไรแจ๊ค โดยมีคนตั้งข้อสังเกตุว่า ซามูไรแจ๊คนั้นมีหน้าตาคล้ายกับศาสตราจารย์ยูโทรเนียมนั้นเอง โดยแฟนๆ ที่ตั้งทฤษฏีนี้ได้บอกว่า ซามูไรแจ๊คนั้นคือศาสตราจารย์ยูโทรเนียมที่ผันตัวมาเป็นซามูไรหลังโลกล่มสลายเพื่อแก้แค้นให้กับสามสาวยังไงล่ะ !?

“ซามูไรแจ๊คนั้นคือ
ศาสตราจารย์ยูโทรเนียม
ที่ผันตัวมาเป็นซามูไร
หลังโลกล่มสลาย”

The Amazing World of Gumball

อนิเมชั่นจากการ์ตูนเน็ตเวิร์ค ที่นำโดยเจ้าแมวสีฟ้า ชื่อ กัมบอล เวทเทอร์สัน และปลาทอง ดาร์วิน เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวันสุดป่วงของกัมบอลและดาร์วิน ซึ่งความสำเร็จของเรื่องราวสุดฮาของทั้งสองได้ถูกขนานนามว่าเป็นการ์ตูนตลกแห่งยุคเลยทีเดียว

“ดาร์วินนั้น
มีตัวตนจริงๆ เป็นปีศาจ !?”

ส่วนทฤษฏีที่น่าสนใจของการ์ตูนนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดาร์วินเจ้าปลาทองคู่หูของกัมบอลที่เหล่าแฟนๆ นั้นเชื่อกันว่า ดาร์วินนั้นมีตัวตนจริงๆ เป็นปีศาจ !? โดยมีหลักฐานอ้างอิงจากตอนตอนหนึ่งในอนิเมชั่นที่เล่าถึงต้นกำเนิดของดาร์วิน โดยพ่อของกัมบอล ริชชาร์ท เวทเทอร์สัน นั้นได้พบดาร์วินบนรถตู้สีแดงปริศนาที่เป็นคันเดียวกับที่เขาได้เต่าปีศาจมา ตอนที่เขากำลังจะนำดาร์วินกลับไป เจ้าของร้านได้พูดกับเขาว่า จงระวัง เจ้าปลาตัวนั้นมีอาถรรพ์บางอย่างอยู๋ โดยภายในเรื่อง เรามักจะเห็นบางมุมของดาร์วินที่มีนิสัยอารมณ์ร้อนและก้าวร้าว จึงทำให้แฟนๆ สันนิษฐานว่าดาร์วินนั้นคือบุตรของปีศาจที่ถูกทอดทิ้งแต่โชคดีที่เขาได้รับความรักจากกัมบอลจึงทำให้เขามีนิสัยดีนั่นเอง

Adventure Time

“ผจญภัยขอให้มีเพื่อนพากันท่องไปในโลกกว้าง” เพลงเปิดสุดน่ารักของ Adventure Time การ์ตูนที่มีเรื่องราวการผจญภัยในโลกสุดแฟนตาซีของฟิน (Finn) และเจค(Jake) โดย Adventure Time นั้นดำเนินเรื่องโดยแฝงอีสเตอร์เอ๊กไว้มากมาย และเรื่องนี้ยังได้แรงบันดาลใจมาจากเกม ดันเจียนแอนด์ดรากอน และเกมอื่นๆ อีกด้วย

ซึ่งนั่นก็ทำให้เรามักจะได้เห็นบรรยากาศการตะลุยดันเจี้ยนการต่อสู้กับสัตว์ประหลาย และระหว่างทางตัวละครมักจะได้พบกับไอเทมและของวิเศษต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับบรรยากาศภายในเกมได้บ่อยครั้งภายในเรื่องอีกด้วย
ด้วยความที่ Adventure Time เป็นการ์ตูนในดวงใจของหลายๆ คน แฟนๆ ก็ได้คิดทฤษฏีและเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย

“โลกที่ฟินน์และเจคอยู่นั้น
เป็นส่วนหนึ่งบนโลกของเรานั่นเอง”

โดยทฤษฏีหนึ่งกล่าวว่า โลกที่ฟินน์และเจคอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งบนโลกของเรานั่นเอง ที่ล่มสลายจากสงครามมหาเห็ด เมื่อหลายพันปีก่อน ซึ่งสถานที่ที่สันนิษฐานกันนั้นคือ เมืองแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง โดยมีหลักฐานประกอบทฤษฏีนี้ คือ ตัวละครนั้นต่างพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน

และยังมีรถขายอาหารที่มีป้ายทะเบียนรถที่คลายกับป้ายทะเบียนรถแบบเก่าของแคลิฟอร์เนียร์ นอกจากนี้ยังมีป้ายบอกทางที่เขียนว่า 101 โดยสามารถสันนิษฐานได้ว่า นั้นเป็นเส้นทางที่ไปยังทางด่วน 101 ที่เป็นทางด่วนเส้นสำคัญของเมืองแคลิฟอร์เนีย โดยทฤษฏีนี้อ้างว่า สงครามมหาเห็ดนั้นเกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นระหว่างปี 80-90 แต่สงครามเย็นนั้นรุนแรงจนเกิดการทำลายล้างขึ้น ส่งผลให้โลกล่มสลายจนเป็นโลกที่ไร้ซึ่งมนุษย์นั้นเอง

อีกทฤษฏีหนึ่งที่แฟนๆ อยากให้มันเป็นจริงมากที่สุดนั้นคือทฤษฏีที่เชื่อมโยง Adventure Time กับ The Marvelous Misadventures of Flapjack โดยผู้สร้างอนิเมชั่นเรื่อง Adventure Time นั้นเคยเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ดให้กับเรื่อง The Marvelous Misadventures of Flapjack ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้นมีหลายจุดที่เชื่อมโยงกันจริงๆ นั้นคือ สงครามมหาเห็ดที่ได้ทำลายล้างโลกไป มีเมืองบางเมืองที่ได้รับความเสียหายไม่มากนักและยังเหลือเทคโนโลยีต่างๆ มากกว่าดินแดนอูว์(Land of Ooo) ดินแดนของฟินน์และเจค ซึ่งนั้นคือเมืองสตอร์มอลอง ฮาร์เบอร์ (Stormalong Harbor)ที่อยู่ในเรื่อง Flapjack นั้นเอง

ซึ่งจุดเชื่อมโยงนั้น อยู่ในจุดหมายหลักของเรื่อง Flapjack ที่ต้องการตามหาเกาะแคนดี้ โดยแฟนๆ ว่ากันว่า เกาะแคนดี้ที่ Flapjack นั้นตามหาอาจจะเป็น อาณาจักรแคนดี้คิงด้อม ที่เจ้าหญิงบับเบิ้ลกั้มพ์เป็นผู้ปกครองอยู่

ทฤษฏีต่อมาเป็นทฤษฏีที่มีความน่ารักมากทฤษฏีหนึ่งเลยก็ว่าได้ นั้นคือทฤษฏีที่บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของฟินน์และพ่อของเขาที่เล่นเกมด้วยกัน ซึ่งฟินน์นั้นคือเด็กน้อยคนหนึ่งและเจคนั้นคือพ่อของเขาที่คอยสอนเรื่องศีลธรรมต่างๆ และให้บทเรียนเขาอยู่ตลอดนั่นเอง

The Marvelous Misadventures of Flapjack

การผจญภัยของหนุ่มน้อยที่ชื่อแฟล็ปแจ็คและกัปตัน เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาที่ไม่เครียดสบายๆ และเป็นการ์ตูนแนวตลก ผจญภัย และแน่นอนว่าแฟนการ์ตูนเรื่อง Flapjack นั้น ก็มีทฤษฏีและข้อสงสัยเช่นกัน

ทฤษฏีแรกเป็นทฤษฏีที่ว่าด้วยประวัติของแฟล็ปแจ็ค โดยแฟนๆ ต่างตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติของแฟล็ปแจ็คนั้นมีความคลุมเครืออยู่เป็นอย่างมาก โดยทฤษฏีนี้ได้อธิบายต้นกำเนิดของแฟล็ปแจ็คโดยเชื่อมโยงกับคนๆ หนึ่งนั่นคือ บับบี้ วาฬที่เก็บแฟล็ปแจ็คมาเลี้ยงนั้นเอง โดยบับบี้นั้นจะเลี่ยงที่จะพูดถึงต้นกำเนิดของแฟล็ปแจ็คอีกทั้งยังพยายามบ่ายเบี่ยงเมื่อแฟล็ปแจ็คถามถึงต้นกำเนิดของตัวเองอีกด้วย ถึงบางครั้งแม้บับบี้จะบอกแต่หลายๆ อย่างก็ดูไม่สมเหตุสมผลซักเท่าไร

“บับบี้ต้องโกหกแฟล็ปแจ็คนั้น
อาจเป็นเพราะว่าเขานั้น
เป็นคนฆ่าพ่อแม่ของแฟล็ปแจ็คซะเอง !!”

โดยตอนที่บอกนั้น คือตอน Oh Brother ! บับบี้ได้เล่าว่าเขานั้นไปเจอแฟล็ปแจ็คอยู่บนเตียงสาหร่ายกลางมหาสมุทร ซึงมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ซึ่งเหตุผลที่ทำให้บับบี้ต้องโกหกแฟล็ปแจ็คนั้นอาจเป็นเพราะว่าเขานั้นเป็นคน ฆ่าพ่อแม่ของแฟล็ปแจ็ค ซะเอง !! โดยใช้วิธีการพุ่งชนให้เรือแตกและปล่อยให้พวกเขาจมลงไปใต้มหาสมุทรก่อนจะชิงนำแฟล็ปแจ็คมาเป็นลูกเลี้ยงนั้นเอง.. ซึงสาเหตุเกิดจากตัวบับบี้นั้นมีปัญหาทำให้เขานั้นมีลูกไม่ได้ ประกอบกับตอนนั้นเรือของแฟล็ปแจ๊คได้แล่นผ่านมาพอดี

Wall-E

เรื่องราวสุดอบอุ่นหัวใจของเจ้าหุ่นยนต์ วอลล์อี หุ่นยนต์เก็บขยะที่เหลือเพียงตัวเดียวบนโลกและหุ่นยนต์ท่องอวกาศ อีฟ และใช่ค่ะ.. เรื่องราวอนิเมชั่นสุดแสนอบอุ่นหัวใจนี้ก็มีทฤษฏีที่คาดไม่ถึงอยู่เช่นกัน

ทฤษฏีนี้เกิดจากการตั้งคำถามว่าแล้วหุ่นยนต์เพื่อนๆ ของวอลล์อีล่ะ ไปไหนกันหมด.. เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ซึ่งภายในเรื่องเรามักเห็นเศษซากร่างกายของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับวอลล์อี กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ แล้วทำไมวอลล์อีถึงยังใช้งานได้ทั้งๆ เพื่อนๆ เขาต่างผุพังกันไปหมด ?

“วอลล์อีนั้นเกิดโปรแกรมขัดข้อง
จึงทำให้เขา
ฆ่าเพื่อนๆ ของเขา”

ทฤษฏีนี้มาจากเว็บ Reddit โดยมีข้อสันนิษฐานว่า วอลล์อีนั้นเกิดโปรแกรมขัดข้องจึงทำให้เขา ฆ่าเพื่อนๆ ของเขามายาวนานกว่า 700 ปี นั้นเป็นเหตุผลที่ทำไมบนโลกถึงยังมีขยะมากมายและเหลือยังวอลล์อีตัวเดียวที่ทำหน้าที่ทำความสะอาดโลก

จุดสังเกตุที่ทำให้มีแนวโน้มสนับสนุนทฤษฏีนี้นั้นคือ ในตอนต้นของเรื่อง วอลล์อีนั้นถอดชิ้นส่วนของเพื่อนที่ตายไปโดยไม่ได้รู้สึอะไรเลยและนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาเปลี่ยนและสะสมไว้ที่ตัวของเขาเอง หากจะบอกว่าวอลล์อีนั้นเป็นหุ่นยนต์ อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากก็ได้ แต่..วอลล์อีนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตมีความรู้สึกเจ็บ เขารับรู้ว่าเพื่อนหุ่นยนต์นั้นมีชีวิต และเขายังตกหลุ่มรักกับหุ่นยนต์อย่างอีฟอีกด้วย แล้วทำไมเขาถึงต้องฆ่าเพื่อนๆ หุ่นยนต์ของเขาด้วยล่ะเขาทำไปเพราะความผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนโปรแรม หรือเขาเองแค่ต้องการที่จะใช้ชิ้นส่วนของเพื่อนๆ เขาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่สนวิธีการ

Toy Story

ทอยสตอรี่นั้นเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกของพิกซาร์ที่ทำจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ภาค และทุกภาคประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ได้รับรางวัลและยอดจำหน่ายสินค้ามากมาย

ซึ่งเรื่องราวของทอยสเตอรี่นั้น มีแนวคิดมาจากการที่เหล่าของเล่นทุกชิ้นนั้น อาจจะแอบมีชีวิตขึ้นมาในตอนที่เราไม่เห็นก็เป็นได้ !? และเรื่องวุ่นนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ แอนดี้ หนุ่มน้อยอายุ 6 ขวบผู้ครอบครองเหล่าของเล่นมากมายตามประสาเด็ก ได้พบกับของเล่นตัวโปรดที่ดัน “ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นของเล่น” จนกลายมาเป็นเรื่องราวสนุกสนานยาวนานกว่า 20 ปีกันแล้วในปัจจุบัน..

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้แฟนๆ สงสัยกันว่า“พ่อของแอนดี้เป็นใคร ? ทำไมทั้งเรื่องเราไม่เห็นพ่อของแอดดี้ปรากฏในเรื่องเลยแม้แต่น้อย ?” และคำตอบก็แสนจะโหดร้ายสุดๆ ก็คือ “ง่ายนิดเดียว เพราะพ่อแม่ของแอนดี้หย่าขาดกัน ทำให้ไม่มีพ่อแอนดี้ปรากฏตัวน่ะสิ !!”

“พ่อแม่ของแอนดี้หย่าขาดกัน
ทำให้ไม่มีพ่อแอนดี้ปรากฏตัวน่ะสิ”

ซึ่งจากบทความจากต่างประเทศที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแอนดี้ พิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏในภาพยนต์ทั้งสามภาคทำให้สรุปได้ว่า พ่อและแม่ของแอนดี้นั้นหย่าร้างกัน โดยหย่าร้างกันแบบที่ไม่จบลงด้วยดีซะด้วย ! แน่นอนว่าทฤษฏีนี้ไม่ได้เดามั่วซั่วแน่นอน แม้มันจะโหดร้าย แต่ก็น่าสนใจ เพราะว่ามีหลายฉากที่อธิบายได้ดังนี้

ก่อนอื่นดูประวัติของแอนดี้หน่อย แอนดี้ เดวิสเป็นเด็กที่น่าจะเกิดประมาณปี 1989 (ตอน 6 ขวบในปี 1996 ในภาค 1) ครอบครัวของเขาเท่าที่ปรากฏในภาพยนตร์มีเพียงนางเดวิสอายุ 40 ปี (ภาคแรก) และน้องสาวของเขาเท่านั้นที่ปรากฏ ส่วนพ่อนั้นไม่ระบุแน่ชัด เพราะภาพยนตร์ไม่มีร่องรอยกล่าวถึงเลย โดยเห็นได้จากข้อสังเกตต่อไปนี้

ในภาค 2 และภาค 3 ในฉากเปิดเรื่องที่แอนดี้เข้าค่ายฤดูร้อนและเข้ามหาลัย จะเห็นแอนดี้ลงบันได ที่ผนังลงบันไดนั้นจะเห็นภาพถ่ายคนในครอบครัว มีแอนดี้, แม่ของเขา และน้องสาวของเขา แต่ไม่มีรูปถ่ายพ่อให้เห็นเลย นอกจากนี้หากสังเกตดีๆ ที่มือของแม่ของแอนดี้ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆ ไม่ปรากฏสวมแหวนแต่งงานแม้แต่น้อย หากพ่อของแอนดี้มีอยู่จริง ประมาณว่าเขาไม่อยู่บ้านเพราะทำธุรกิจ หรืออยู่แต่ในห้อง ก็น่าจะมีหลักฐานบ่งบอกถึงการมีตัวตนของพ่อของแอนดี้บ้าง และหากพ่อแอนดี้ตายก็น่าจะมีรูปภาพเขาปรากฏอยู่ในบ้านบ้าง

ดังนั้นทฤษฏีที่อธิบายเรื่องทุกอย่างก็คือพ่อแม่ของแอนดี้น่าจะหย่าขาดจากกัน และดูเหมือนพ่อของแอนดี้จะไม่ใช่คนที่ดีนัก น่าจะเป็นพวกทิ้งครอบครัวในขณะที่แม่ของแอนดี้ตั้งครรภ์น้องสาวของแอนดี้ และนั้นเองก็มีการอธิบายได้อีกว่าทำไมครอบครัวแอนดี้ถึงย้ายมาอยู่บ้านขนาดเล็กที่เห็นในภาพยนตร์ ก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง และจุดสังเกตอีกอย่างคือ การที่แม่ของแอนดี้นั้นนำเฟอร์นิเจอร์น้อยมากเข้ามาบ้านใหม่อีกด้วย..

และดูเหมือนว่าแม่ของแอนดี้จะเกลียดพ่อมาก เพราะว่าเธอถึงกับลบภาพสามีของเธอออกหมด ไม่เหลือเลย ส่วนแอนดี้นั้นมีความรู้สึกอย่างไรกับพ่อนั้นก็อธิบายไม่แน่ชัด แต่สิ่งที่พอวิเคราะห์ได้ก็คือวูดี้นั้นน่าจะเป็นตัวแทนของพ่อแอนดี้ ซึ่งเท่าที่ข้อมูลปรากฏในเรื่องวูดี้นั้นเป็นของเล่นเก่าแก่ของครอบครัว ของขวัญที่ว่าจะมาจากพ่อ (และเชื่อว่าน่าจะเป็นของเล่นของพ่อแอนดี้ตอนเด็ก) แต่ครอบครัวมีปัญหา แอนดี้ก็กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับของเล่น และเชื่อว่าแอนดี้อาจกำหนดตัววูดดี้แทนพ่อของเขา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวูดดี้นั้นมีนิสัยขี้หึงมากเวลาแอนดี้รักของเล่นคนอื่น บางทีแอนดี้คงกำหนดนิสัยวูดี้ลงไปที่ตัวตุ๊กตา หรือไม่ก็วูดดี้ก็กลายเป็นตัวแทนพ่อของเขาก็เป็นไปได้

เมื่อไม่มีข้อมูลพ่อของแอนดี้เลย ดังนั้นแฟนที่คลั่งไคล้จึงสมมุติพ่อของแอนดี้ขึ้นมา จากข้อมูลที่ปรากฏในภาพยนตร์ แอนดี้อายุ 6 ขวบ เกิดปี 1995 (ในภาค 1) แม่ของเขาอายุ 40 ปี สมมุติว่านายเดวิสอายุแก่กว่าแม่ของแอนดี้นิดหนึ่ง และต้องเป็นเด็กในช่วงที่รายการทีวีของวูดี้ออกอากาศในช่วง 1946-1957 พ่อของแอนดี้น่าจะเกิดในช่วง 1951-1953 จึงสามารถเล่นวูดี้ได้ ดังนั้นเขาน่าจะอายุ 35-37 ตอนที่แอนดี้เกิดมา ส่วนสาเหตุการหย่าร้างนั้น เท่าที่เห็นนายเดวิสน่าจะมีนิสัยชอบทรมานของเล่นตอนเด็ก เขาน่าจะเป็นชายที่นิสัยไม่ดีทิ้งภรรยาและลูกของเขา ปัจจุบันเขาน่าจะมีชีวิตอยู่แถบชานเมืองอายุประมาณ 40 เศษ และไม่หวนกลับไปหาครอบครัวอีก

อ่านดูทฤษฏีนี้โหดร้ายน่าดู แต่นั้นก็น่าจะสะท้อนสภาพสังคมของอเมริกันได้เป็นอย่างดี จากการที่มีสถิตการหย่าร้างสูงสุดที่สุดในโลก ไม่ได้สวยงามเหมือนเทพนิยาย หรือจบแบบมีความสุขชั่วนิรันดร์อีกต่อไป

และแม้ว่าทฤษฏีเรื่องพ่อของแอนดี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ตอบได้เต็มปากก็คือ ทอยสตอรี่ได้กลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ที่สอดแทรกข้อคิดต่างๆ ผ่านการเติบโตของแอนดี้ ซึ่งเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยแบบไม่เสื่อมคลาย

————–

จะเห็นได้ว่าทฤษฏีสมคบคิดที่เหล่าแฟนๆ การ์ตูนนั้นได้คิดและสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมีมากมาย โดยมีทั้ง สยองน่ากลัวๆ  ซาบซึ้งประทับใจ และบางเรื่องก็เศร้าจนหดหู่ ซึ่งถึงอย่างไรทฤษฏีเหล่านี้ก็เกิดจากแฟนๆ ที่รักในการ์ตูนเรื่องนั้น ที่มีมากมายจนเกิดคอมมูนิตี้ที่แลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับการ์ตูนที่รักของเขา จนเกิดทฤษฏีต่างๆ มากมาย เป็นตัวแทนความรักและนับถือที่พวกเขามีต่อการ์ตูนเหล่านั้น มาให้เราได้เสพย์เพื่อความบันเทิง หรือจะใช้ขัดเกลาวิจารณญาณในการคิดตามและเลือกที่จะเชื่อกันอย่างไรก็ตามแต่สมควรเลยนะคะ

และสำหรับวันนี้ น้องข้าวแมวยักษ์ ขอลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ได้ในเว็บ Plotter ค่ะ : ]


อ้างอิง

https://writer.dek-d.com/a/writer/viewlongc.php?id=125456&chapter=15

https://writer.dek-d.com/a/writer/viewlongc.php?id=125456&chapter=436

https://www.bbc.com/thai/international-45356126

https://www.matichon.co.th/article/news_920097

https://www.blockdit.com/posts/5eb96b16a2d32b0ca804160d

https://www.cracked.com/article_20382_5-fan-theories-about-cartoons-that-will-ruin-your-childhood.html

https://writer.dek-d.com/a/writer/viewlongc.php?id=125456&chapter=130

Shares