[Replay] BLADE RUNNER (1982) เครื่องปิ้งขนมปังที่รัก

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับ 652 ปักษ์แรก เมษายน 2005)

นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นหนังที่ใช้ทุนในการสร้างมหาศาลเมื่อเทียบกับมาตรฐานของหนังในช่วงเวลาที่ออกฉาย (ราวๆ 27 ล้านเหรียญฯ) Blade Runner (1982) ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ยังประสบความล้มเหลวในทางด้านรายได้โดยสิ้นเชิง หนังสามารถเก็บค่าตั๋วจากการฉายในทวีปอเมริกาเหนือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วเพียงแค่เกินครึ่งของเงินลงทุนเพียงนิดเดียว (14.8 ล้านเหรียญฯ) ซึ่งกล่าวไปแล้ว มันไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนักการตลาดทางด้านภาพยนตร์แต่อย่างใด เพราะหนังของสก็อตต์เรื่องนี้-ส่อวี่แววว่าจะไปได้ไม่สวยและมีปัญหามาตั้งแต่ต้น

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่า ตอนที่สก็อตต์นำหนังเรื่อง Blade Runner ออกฉายเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของผู้ชมในรอบพรีวิว คนจำนวนมากลงความเห็นเหมือนๆ กัน พวกเขาต่างพากันชื่นชมหนังในแง่ของจินตนาการอันบรรเจิดทางด้านภาพและงานสร้าง แต่กลับรู้สึกงุนงงสับสนกับเนื้อเรื่อง ทำนองว่า ใครเป็นใครและมันบอกเล่าเรื่องอะไรกันแน่

ผู้บริหารสตูดิโอของวอร์เนอร์แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการให้สก็อตต์เพิ่มเติมในสองส่วนด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่เคยอยู่ในห้วงความนึกคิดของเขาในเบื้องแรก นั่นคือ ให้ใส่เสียงบรรยายของ เด็คคาร์ด (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ตัวเอกของเรื่องเข้ามาเพื่อขยายความในหลายๆ ช่วงที่น่าคลางแคลงฉงนฉงาย และให้เปลี่ยนตอนจบของเรื่องที่ลงเอยอย่างค่อนข้างหม่นหมองให้ดูเบิกบานและสว่างไสว

อย่างหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ Blade Runner ไม่ได้เป็นหนังที่ถูกลืมหรือหล่นหายไปในกาลเวลาซะทีเดียว อิทธิพลทางด้านงานออกแบบงานสร้างอันน่าทึ่งได้กลายเป็นต้นแบบให้กับหนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง

แต่อย่างที่รู้กัน ความพยายามของสตูดิโอที่จะช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงตัวหนังได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางรูปธรรมที่ชัดเจน หนังก็ยังคงเจ๊งไม่เป็นท่าอยู่นั่นเอง มิหนำซ้ำ ความเห็นของนักวิจารณ์ก็ออกมาแบบก้ำกึ่ง มีทั้งพวกที่มองหนังเรื่องนี้ในเชิงบวก และยกย่องวิสัยทัศน์อันลึกล้ำของผู้สร้าง และพวกที่มองในทางลบ ตำหนิกลวิธีในการเล่าเรื่องที่น่าปวดหัวอย่างเสียๆ หายๆ

ไม่มีใครรู้ได้ว่า ถ้าหากสก็อตต์ยังคงรักษาแนวคิดในการถ่ายทอดเรื่องทั้งหมดไว้อย่างเดิม ไม่แคร์ผู้ชมในรอบพรีวิว และความเจ้ากี้เจ้าการของสตูดิโอมากเกินไป ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปหรือไม่ มันอาจจะล้มเหลวหนักหน่วงยิ่งขึ้น หรืออาจเป็นไปในทางตรงกันข้าม แต่อย่างหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ Blade Runner ไม่ได้เป็นหนังที่ถูกลืมหรือหล่นหายไปในกาลเวลาซะทีเดียว อิทธิพลทางด้านงานออกแบบงานสร้างอันน่าทึ่งได้กลายเป็นต้นแบบให้กับหนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง (เรื่องหนึ่งที่น่าจะได้รับอิทธิพลไม่ทางตรงก็ทางอ้อม-ก็คือ Minority Report ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก) อีกทั้งบรรดาแฟนๆของหนังแนวนี้ก็พบว่า มันเป็นหนังที่สนุกขึ้นจากการดูซ้ำหลายๆ รอบ เนื่องจากได้เห็นรายละเอียดอันพิถีพิถันปลีกย่อยอย่างถี่ถ้วน

ทีละน้อย กระแสความคลั่งไคล้หนังเรื่อง Blade Runner ก็เริ่มก่อตัว และในที่สุด มันก็มีสถานะเป็นหนังที่เรียกว่า cult films หรือหนังจำพวกที่มีกลุ่ม “สาวก” ที่หลงใหลและอุทิศความสนใจทั้งหมดให้กับการเก็บตกรายละเอียดต่างๆ ในหนังอย่างเหนียวแน่นทุ่มเท

และน่าจะเป็นเพราะแรงสนับสนุนจากเหล่าสาวกที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาแก่กล้ากลุ่มนี้เองที่ทำให้ Blade Runner ไม่ได้หมดลมหายใจและยังคงมีชีวิตยืนยาว จนกระทั่งเมื่อครบวาระสิบปีนับจากช่วงที่ออกฉายครั้งแรก ริดลี่ย์ สก็อตต์ ก็ตัดสินใจนำหนังเรื่องนี้กลับมาบูรณะอีกครั้งทั้งด้านภาพและเสียง และนำเสนอมันในแบบฉบับที่เขาวางแผนไว้ดั้งเดิมภายใต้ชื่อว่า Blade Runner: The Director’s Cut นั่นคือ ไม่มีเสียงบรรยายแบบ monotone ที่ฟังดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาของตัวเอกของเรื่อง แก้ไขดัดแปลงรายละเอียดบางส่วนในแง่ของโครงสร้าง และสรุปเรื่องทั้งหมดในลักษณะที่ไม่ได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

ดูเหมือนว่า Blade Runner ฉบับที่แพร่หลายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้-ก็คือ ฉบับ Director’s Cut ส่วนฉบับดั้งเดิมที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรก-เกือบจะเรียกได้ว่าสาบสูญไปโดยปริยาย นั่นส่งผลให้โอกาสที่เราจะได้ดูเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างละเอียดลออ-กลายเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าหากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจริงแล้ว ต้องบอกว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ได้ทำให้ Blade Runner กลายเป็นหนังวิเศษในพริบตา ความสับสน ตลอดจนความไม่ชวนดึงดูดในทางด้านพล็อต-ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม และผู้ชมอาจจำเป็นต้องดูหนังเรื่องนี้มากกว่าหนึ่งรอบ-เพื่อให้เกิดความเข้าใจและซาบซึ้ง

ใครที่เคยได้ดูฉบับแรก-คงไม่ปฏิเสธว่า เสียงบรรยายของเด็คคาร์ดที่แทรกเข้ามาอย่างไม่มีจังหวะจะโคน-ชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนจริงๆ แต่มองในมุมกลับกัน มันก็ไม่ได้ถึงกับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะในหลายๆ ช่วงหลายๆ ตอน มันให้ข้อมูลที่ช่วยสร้างความกระจ่างกับผู้ชม ซึ่งถ้าพิจารณาจากในฉบับ Director’s Cut สก็อตต์ไม่ได้พยายามชดเชยรายละเอียดที่ขาดหายจากเสียงบรรยาย อันเป็นผลให้ความลุ่มลึกในเนื้อหาและคำชี้แจงที่จำเป็นหลายๆ อย่างขาดหายไป ทั้งยังจะทำให้ผู้ชมที่ได้ดูหนังฉบับแรกกับฉบับหลังตีความเรื่องที่หนังบอกเล่าผิดแผกกันออกไป

แต่ก่อนที่เราจะไปตรวจสอบความเหมือนและต่างของทั้งสองฉบับอย่างจริงจัง ต่อไปนี้ คือโครงเรื่องของ Blade Runner ที่เสียงบ่นยังคงหนาหูบอกว่า มันค่อนข้างยุ่งยากและมีส่วนที่ถูก ‘ละไว้ฐานเข้าใจ’ เยอะเกินไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาใหญ่โตจริงๆ ก็คือ จังหวะในการเดินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบเชื่องช้า และในขณะที่งานสร้าง-จะสามารถจำลองโลกในอนาคตได้อย่างน่าตื่นตา แต่ความหม่นมัวและเปียกชื้นของบรรยากาศแวดล้อม ก็กดทับความรู้สึกของผู้ชมให้ต้องอึดอัดกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา

ฉากหลังได้แก่เมืองลอส แอนเจลิส ในปี 2019 ข้อความตัวหนังสือที่เริ่มต้นนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการรับรู้ของผู้ชมทีเดียว สรุปใจความสำคัญได้ว่า ในช่วงต้นศววรรษที่ 21 บริษัท ไทเรลล์ คอร์เปอเรชั่น ได้พัฒนาหุ่นยนต์ไปถึงรุ่นที่เรียกว่า Nexus ซึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์แทบทุกประการ (หมายความว่ามันมีเลือดเนื้อ และแม้กระทั่งความทรงจำ) และถูกเรียกขานในวงกว้างว่า Replicant หรือ มนุษย์สังเคราะห์

สำหรับ Replicant รุ่น Nexus 6 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประดิษฐกรรมล่าสุดนั้น-ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งและว่องไว ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่อง-อย่างน้อยที่สุดก็เท่ากับนักพันธุวิศวรรมที่สร้างมันขึ้นมา ภารกิจหลักของพวกมัน-ก็คือเป็นแรงงานทาสในการสำรวจดินแดนอันตราย แต่ภายหลังจากพวกมันก่อเหตุวุ่นวายในดินแดนอาณานิคมนอกโลก ทางการก็ประกาศให้พวก เรพพลิแคนท์ เป็นหุ่นยนต์ผิดกฎหมาย และตำรวจหน่วยเฉพาะกิจภายใต้ชื่อ Blade Runner ก็ได้รับคำสั่งให้ยิงทิ้งได้ทันทีที่ตรวจพบ

เพียงแต่การดำเนินครั้งนี้ไม่ได้เรียกว่าการสังหาร แต่เป็นการปลดเกษียณ

พล็อตเรื่องจริงๆ เริ่มต้นหลังจากที่ตำรวจหน่วยเบลดรันเนอร์คนหนึ่งถูกเรพพลิแคนท์ที่ชื่อ ลีออน (ไบรอัน เจมส์) ยิงตายในระหว่างฝ่ายหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย และถูกบังคับให้ตอบคำถามเพื่อทดสอบว่า เขาเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนต์ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เดคคาร์ดซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจหน่วยเบลดรันเนอร์-ถูกเรียกให้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ หน้าที่ของเขาก็คือจัดการกับเรพพลิแคนท์สี่ราย อันประกอบไปด้วย รอย แบ็ตตี้ (รัทเจอร์ ฮาวเออร์), ลีออน, ซอร่า (โจอันน่า แคสสิดี้) และ พริส (ดารีล ฮันนาห์) ซึ่งหลบหนีเข้ามาอยู่ในแอล.เอ.อย่างผิดกฎหมาย

เนื้อหาของ Blade Runner มีอยู่เท่านี้เอง ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนอย่างที่รูปโฉมภายนอกของหนังดูคลับคล้ายว่าเป็น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ชมควรได้รู้ก็คือ อายุขัยของบรรดาเรพพลิแคนท์-กินเวลาเพียงแค่สี่ปี อันเป็นสาเหตุที่ทำให้รอย ในฐานะหัวหน้าของพวกขบถเรพพลิแคนท์ ดิ้นรนตามหาไทเรลล์ ผู้ให้กำเนิดพวกมัน เพื่อบังคับให้ใครคนนั้นแก้ไข ‘ค่าเริ่มต้น’ อันจะทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น นอกจากนี้ ความทรงจำของพวกมันเป็นเพียงข้อมูลที่ถูกโปรแกรม ซึ่งพวกเบลดรันเนอร์ใช้เป็นช่องทางในการทดสอบความเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนต์ของบุคคลต้องสงสัย

ถ้าพิจารณาโดยกรอบเนื้อหากว้างๆ แล้ว Blade Runner เป็นหนังในแนวทางนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) ที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอนาคต ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่มีผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน แต่โดยเนื้อแท้จริงๆ แล้ว มันถือเป็นหนังในแนวทางฟิล์มนัวร์ ทั้งในส่วนของบรรยากาศ งานสร้าง ตัวละครและเนื้อเรื่อง

ดังจะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถ้าหากไม่เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืน ก็มักจะอาศัยสถานที่ที่แสงสว่างเข้าถึงได้น้อย มันส่งผลต่อเนื่องทั้งในแง่ของความลึกลับดำมืดของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ไว้วางใจของผู้ชม อีกทั้งเมือง แอล.เอ.ในปี 2019 ตามที่หนังถ่ายทอด-ก็สมควรแก่การถูกจัดให้เป็นเมือง ‘ไม่น่าอยู่’ อันดับต้นๆ ของโลก อันเนื่องมาจากมลภาวะทางด้านหมอกควันที่ทำให้ไม่มีสักช่วงเวลาที่เผยให้ได้เห็นเมืองนี้ในมุมที่สดใส แสงสลัวของดวงอาทิตย์ก็ยิ่งเติมแต่งความหม่นหมอง อีกทั้งฝนที่ตกอยู่เกือบตลอดเวลา-ก็ทำให้แทบทุกแห่งหนชื้นแฉะและมีน้ำท่วมขัง

ทั้งหมดนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสภาพความแออัดและเสื่อมโทรมของอาคารบ้านเรือน ตรอกและซอกหลืบที่น่าจะแฝงไว้ด้วยอันตราย ชนกลุ่มน้อยจากแทบทุกชาติทุกภาษา (โดยเฉพาะเอเชีย) ที่ใช้ชีวิตอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ไร้ระเบียบ หาความปลอดโปร่งโล่งสบายไม่เจอ

กล่าวสำหรับตัวเดคคาร์ดเอง เขาก็ถือเป็นแบบฉบับของตัวเอกในหนังฟิล์มนัวร์ หนังอาจจะไม่ได้บอกตรงๆ แต่ผู้ชมสามารถสรุปได้เองว่า เขามีอดีตบางอย่างที่ไม่น่าจดจำ ผู้ชมในฉบับ Director’s Cut คงต้องตั้งคำถามแน่ๆว่า ด้วยเหตุผลกลใด เดคคาร์ดซึ่งลาออกจากหน่วยเบลดรันเนอร์ด้วยท่าทีเต็มตื้นไปแล้ว-จึงย้อนกลับมารับภาระที่ไม่มีใครแซ่ซ้องสรรเสริญ บทสนทนาของเขากับอดีตเจ้านายที่ชื่อ ไบรอัน (เอ็ม.เอ็มเม็ท วอลช์) ที่สิ้นสุดลงด้วยประโยคที่ชายหนุ่มกล่าวอย่างยอมจำนนว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากรับงานนี้-ไม่ได้รับการขยายความถึงเหตุผลที่แท้จริง

ปรากฏว่าในฉบับดั้งเดิม เสียงบรรยายของเด็คคาร์ดได้แจกแจงถึงที่มาที่ไปชัดเจน (“ผมลาออกมาเพราะผมเหนื่อยหน่ายกับการฆ่า แต่ถึงอย่างนั้น ผมขอเลือกเป็นนักฆ่ามากกว่าเหยื่อที่ถูกฆ่า และนั่นคือความหมายในคำขู่ของไบรอันที่พูดถึงคนตัวเล็กๆ”) รวมทั้งยังบอกโดยอ้อมอีกด้วยว่า เขาล้มเหลวในชีวิตแต่งงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกตัดทิ้งไปในฉบับ Director’s Cut และผู้ชมได้รับรู้เกี่ยวกับตัวเอกของเรื่องน้อยมาก อันกระทบไปถึงการสร้างความหนักแน่นของตัวละครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าจะอย่างไร หนังทั้งสองฉบับทิ้งเงื่อนงำบางอย่างที่ยั่วยุให้ผู้ชมอดคิดไม่ได้ว่า บางที เด็คคาร์ดอาจจะไม่ใช่มนุษย์ และเป็นเรพพลิแคนท์ ในช่วงกลางเรื่อง เรพพลิแคนท์สาวสวยที่ชื่อ เรเชล (ฌอน ยัง) ซึ่งเพิ่งช่วยให้เขารอดตายอย่างหวุดหวิด ถามเดคคาร์ดว่า ตัวเขาเองเคยต้องทำบททดสอบความเป็นมนุษย์ (หรือที่ในหนังเรียกว่า Voight-Campff test) หรือไม่ เดคคาร์ดไม่ได้ตอบคำถาม และหนังให้เห็นว่าเขานอนหลับไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาง่วงจริงๆ หรือต้องการเลี่ยงคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ-ทั้งๆ ที่ในช่วงก่อนหน้า เขายังคงพูดคุยกับเธอเป็นปกติธรรมดา

นอกจากนี้ ในฉากเดียวกัน ถ้าหากใครสังเกตให้ดี-ก็จะพบว่า มีอยู่ช่วงหนึ่ง ดวงตาของเดคคาร์ดแวววาวเป็นจุดตรงกลางขึ้นมา เหมือนกับดวงตาของเรเชลที่เป็นเรพพลิแคนท์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความผิดพลาดในทางเทคนิคแน่ๆ

สมมติว่า เดคคาร์ดเกิดเป็นหุ่นยนต์จริงๆ ความไขว้เขวในหลายเรื่องๆ คงจะต้องติดตามมา เพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอย่างหนึ่งของหนังเรื่อง Blade Runner ก็คือความจงใจในการเปรียบให้เห็นว่า บรรดาเรพพลิแคนท์ของบริษัทไทเรลล์ มีความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าพวกมนุษย์จริงๆ ในเรื่อง พวกมันอาจจะไม่มีความทรงจำและต้องทำเทียมเลียนแบบมันขึ้นมา แต่พ้นจากนั้นไปแล้ว ผู้ชมกลับได้เห็นด้านที่เป็นปุถุชนของตัวละครเหล่านี้ ทั้งความห่วงหาอาทร ความรัก ความหวาดกลัว ความน้อยอกน้อยใจ ความเคียดแค้น หรือแม้กระทั่งความเมตตาปรานี ในช่วงท้ายสุดของหนัง เราถึงกับได้เห็นรอย แบ็ตตี้ช่วยเดคคาร์ดซึ่งกำลังจะร่วงหล่นจากตึกสูง-รอดพ้นจากความตาย ทั้งๆ ที่ทั้งสองเป็นปฏิปักษ์กัน

นับเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ผู้ชมในฉบับ Director’s Cut ไม่ได้รับการชี้แจงถึงเหตุผลแท้จริง แต่เสียงบรรยายของเดคคาร์ดในฉบับดั้งเดิมได้พยายามทำให้เหตุการณ์นี้เกิดความกระจ่างขึ้นมา (“ผมไม่รู้ว่าเขาช่วยชีวิตผมทำไม บางทีในห้วงวาระสุดท้าย เขาอาจจะเกิดรู้สึกรักชีวิตขึ้นมามากกว่าที่เคย ไม่ใช่แค่ชีวิตของเขา หรือชีวิตใครๆ แต่เป็นชีวิตของผม สิ่งที่เขาปรารถนาก็คือคำตอบที่พวกเราล้วนอยากรู้ ฉันมาจากไหน กำลังจะไปไหน ชีวิตของฉันเหลืออีกนานเพียงใด สิ่งที่ผมได้แต่ทำ-ก็คือนั่งอยู่ตรงนั้น และเฝ้ามองเขาจบชีวิต”)

ตรงกันข้ามกับตัวละครในฟากมนุษย์ เว้นจากตัวเดคคาร์ดไปแล้ว ไม่มีใครสักคนเดียวที่ผู้ชมยึดถือเป็นพรรคพวกและเห็นอกเห็นใจ คนอย่างไบรอัน และ แกฟฟ์ (เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลมอส) ลูกน้องของไบรอัน-เป็นคนจำพวกที่กักขฬะ หยาบกร้าน และฉวยโอกาสทุกวิถีทาง ขณะที่ไทเรลล์ก็เป็นคนที่แห้งแล้งและไม่น่าคบหาเลย

ด้วยเหตุนี้ มันจึงค่อนข้างจำเป็นที่จะต้องสรุปว่า เดคคาร์ดเป็นคนและไม่ใช่หุ่นยนต์ เพราะในที่สุด พวกเรพพลิแคนท์ได้ให้บทเรียนที่ทรงคุณค่าเกี่ยวกับชีวิต ความรักและความเป็นมนุษย์ อันทำให้เดคคาร์ดได้กอบกู้ด้านที่อ่อนไหวของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนังได้แก่โรแมนซ์ระหว่างเดคคาร์ดกับเรเชล มันเริ่มต้นจากที่ฝ่ายแรกจับได้ว่าเธอเป็นเรพพลิแคนท์ แต่หญิงสาวอ้างว่าเธอมีแม่พร้อมกับโชว์ภาพถ่ายให้ดู สิ่งที่เดคคาร์ดทำก็คือการพูดตอกหน้าเธอว่า ทั้งหมดนั้นรวมถึงความทรงจำของเธอ-เป็นเพียงแค่การป้อนข้อมูลเข้าไปในสมอง (“เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ความทรงจำของเธอ มันเป็นของคนอื่น เป็นของหลานสาวไทเรลล์”)

มันเป็นคำพูดที่เสียดแทงความรู้สึกของตัวละคร จนทำให้เธอหักห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ไม่ได้ นับเป็นครั้งแรกๆ ที่ผู้ชมได้เห็นเดคการ์ดรู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำขึ้นมา ข้อน่าสังเกตก็คือ คนเราคงไม่แสดงปฏิกิริยาเช่นนี้กับเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตชีวา มันหมายความโดยอ้อมได้ว่า เขาไม่ได้มองเรเชลเป็นหุ่นยนต์ และโดยตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มก็ไม่ใช่คนแข็งกระด้างแต่อย่างใด

แฮร์ริสัน ฟอร์ด เคยให้สัมภาษณ์แบบติดตลกในคราวที่หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกว่า นี่คือหนังที่ตั้งคำถามกับผู้ชมว่า คนเราสามารถจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับเครื่องปิ้งขนมปังได้หรือไม่ คำตอบที่ผู้ชมได้รับในตอนท้าย-ก็คือ นอกจากจะเป็นไปได้แล้ว ผู้ชมยังเอาใจช่วยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไร ตอนจบที่ไม่เหมือนกันระหว่างฉบับดั้งเดิม กับฉบับ Director’s Cut ก็ทำให้ผู้ชมสิ้นสุดการดูหนังนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน และมันยังคงเกี่ยวข้องกับเสียงบรรยาย

ตอนจบในฉบับ Director’s Cut ลดทอนความหวังของผู้ชมด้วยการทิ้งปมปัญหาไว้สองอย่างด้วยกันก็คือ แกฟฟ์ ลูกน้องของไบรอัน-ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะตามล่าเรเชล เรพพลิแคนท์ตัวสุดท้ายที่หลบหนีไปได้ และทำท่าว่ามันจะรู้ด้วยว่า เธออยู่ที่ไหน (“น่าเสียดายที่เธอคงจะต้องตาย แต่ใครบ้างล่ะที่ไม่เป็นอย่างนั้น”) นอกจากนี้ อายุขัยของเรเชลในฐานะที่เธอเป็นเรพพลิแคนท์ก็คงจะเหลืออีกไม่นาน ในท้ายที่สุด เดคคาร์ดก็จะต้องพลัดพรากจาก ‘เครื่องปิ้งขนมปัง’ อันเป็นที่รักนี้

แฮร์ริสัน ฟอร์ด เคยให้สัมภาษณ์แบบติดตลกในคราวที่หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกว่า นี่คือหนังที่ตั้งคำถามกับผู้ชมว่า คนเราสามารถจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับเครื่องปิ้งขนมปังได้หรือไม่

แต่ในฉบับดั้งเดิม เสียงบรรยายของเดคการ์ดช่วยทำให้ผู้ชมเดินออกจากโรงด้วยความรู้สึกผ่อนคลายกว่านั้น เพราะมันระบุตรงๆ เลยว่า แกฟฟ์เลือกที่จะไว้ชีวิตของเรเชล ด้วยเชื่อว่าถึงอย่างไร เธอก็อยู่ได้ไม่เกินสี่ปี “…แต่เขาคาดเดาผิดถนัด ไทเรลล์บอกผมว่าเรเชลเป็นหุ่นยนต์ที่พิเศษกว่าตัวอื่น ไม่มีวันเวลาหมดอายุแน่ชัด ผมไม่รู้ว่าเวลาของเราทั้งสองยังเหลืออีกนานแค่ไหน แต่ใครล่ะที่จะรู้…”

คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ให้ต้องสรุปว่า Blade Runner ฉบับไหนวิเศษหรือยอดเยี่ยมกว่ากัน เพราะต่างก็มีข้อดีและด้อยในตัวมันเอง เรื่องหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ชี้นำมากเกินไป ในขณะที่อีกเรื่องก็เกือบๆจะปล่อยให้ผู้ชมเคว้งคว้างในท่ามกลางข้อมูลที่เลื่อนลอย แฟนๆหนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์คงจะไม่ประสบปัญหาในการติดตามเรื่องที่เต็มไปด้วยรายละเอียดซับซ้อนและล้ำยุค แต่นักดูหนังทั่วไป-อาจจะต้องอาศัยความพยายามมากกว่าปกติในการดู

อย่างที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น มันอาจเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องดูหนังเรื่องนี้ซ้ำมากกว่าหนึ่งรอบ เพื่อผู้ชมจะได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า มันเป็นหนังที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

BLADE RUNNER (1982) ฉบับ Director’s Cut (1992) กำกับ -ริดลี่ย์ สก็อตต์ /อำนวยการสร้าง-ไมเคิล ดีลี่ย์ /บทภาพยนตร์-แฮมพ์ตั้น แฟนเชอร์, เดวิด พีเพิลส์ จากเรื่อง Do Androids Dream of Electric Sheep? ของฟิลิพ เค.ดิค /กำกับภาพ-จอร์แดน โครเนนเวธ /ลำดับภาพ-เทอร์รี่ รอว์ลิ่งส์ /ดนตรีประกอบ-แวนเจลิส /กำกับศิลป์-เดวิด แอล.สไนเดอร์ /ออกแบบฉาก-ลอว์เรนซ์ จี.พอล /สเปเชี่ยล เอฟเฟ็คท์-ดักลาส ทรัลบูลล์ /ผู้แสดง-แฮร์ริสัน ฟอร์ด, ฌอน ยัง, รัทเจอร์ ฮาวเออร์, เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลมอส, ไบรอัน เจมส์, เอ็ม.เอ็มเม็ท วอลช์, ดารีล ฮันนาห์ /สี /ความยาว 117 นาที

Shares