ถอดรหัสวิเคราะห์บทเรียนการปฏิวัติจากโลกการ์ตูน

335

บทความโดย Jazzmin
**บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาการ์ตูนบางเรื่องนะคะ**

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว Plotter ที่น่ารักทุกคนค่ะ วันนี้กลับมาพบกับบทความของ Jazzmin กันอีกครั้งนะคะ และช่วงนี้ในสังคมเราก็กำลังเกิดกระแสการประท้วงจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกันแบบแทบจะทุกวัน ตามที่เราได้เห็นกันในข่าว ซึ่งน่าจะทำให้หลายคนตะหนักถึงความสำคัญของปัญหาในสังคม รวมถึงการที่สื่อต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิเหล่านี้อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นด้านการนำเสนอข่าวสาร สะท้อนสถานการณ์ทางการเมืองผ่านนวนิยาย ภาพยนตร์ หรือแม้แต่ในสื่อการ์ตูน ที่เข้าถึงวัยรุ่นยุคใหม่อย่างแพร่หลาย ก็ยังแฝงเรื่องการปฏิวัติไว้ด้วยเช่นกัน และยังถูกนำมาใช้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการชุมนุมอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากนำเสนอเรื่องราวของการปฏิวัติผ่านการ์ตูนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก ผ่านการวิเคราะห์บทเรียนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านมุมมองของโลกการ์ตูน ซึ่งจะเข้มข้นและน่าสนใจขนาดไหน ไปอ่านพร้อมๆ กันเลยกับ “ถอดบทเรียนการปฏิวัติจากโลกการ์ตูน” 

มาทําความรู้จักกับคำว่า “ปฏิวัติ” กันดีกว่า

การปฏิวัติ (Revolution) ในความคิดของหลายคนคงนึกถึงจะต้องนึกถึงเรื่องการเมือง การต่อสู้ การนองเลือดเป็นแน่

แต่มันกว้างกว่านั้นมาก !! โดยคำว่า “ปฏิวัติ” เดิมทีนั้นมีรากศัพท์จากภาษาละตินคือ “Revolutio” แปลว่า “หมุนกลับ (to turn around)” และกลายมาเป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “Revolution” นั่นเอง โดยในภาษาไทยผู้ที่บัญญัติคำว่า “ปฏิวัติ” ก็คือ กรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ นายกราชบัณฑิตคนแรกของไทยนั่นเอง

กรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์

อันที่จริงแล้วในประเทศไทย
ได้เกิดการปฏิวัติทางการเมือง
ขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ
ปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน ค.ศ. 1932

และที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ก็คือ อันที่จริงแล้วในประเทศไทยได้เกิดการปฏิวัติทางการเมืองขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ ปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน ค.ศ. 1932 โดย คณะราษฎร ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” เป็นระบอบ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งหลังจากนั้นเราไม่ได้เปลี่ยนระบอบการปกครองอีกเลย ส่วนการ “รัฐประหาร” ที่เกิดขึ้นในไทยถึง 13 ครั้งเป็นแค่การ*เปลี่ยนผู้นำการปกครอง*เท่านั้น (จากผลสำรวจของ Center for Systemic Peach ปี 2020 เผยว่าประเทศไทยครองอันดับ 1 ประเทศที่ทำการรัฐประหารสำเร็จมากที่สุดในโลก !!)

ประเทศไทยครองอันดับ 1
ประเทศที่ทำการรัฐประหาร
สำเร็จมากที่สุดในโลก

การปฏิวัติทางการเมืองครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อใด?

การปฏิวัติทางการเมืองครั้งแรกของโลก เกิดขึ้นในเหตุการณ์ยึดอำนาจของกษัตริย์เจมส์ที่ 2 ของอังกฤษในปี ค.ศ. 1688 ถูกเรียกว่า “การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์” (The Glorious Revolution) โดยทำให้อำนาจสมบูรณ์ของกษัตริย์ถูกถ่ายโอนมาสู่สภา ทำให้กษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นเหมือนจุดกำเนิดของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อหลายๆ ประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

ต่อมาในประเทศฝรั่งเศสปี ค.ศ.1789 ได้เกิดการปฏิวัติจากประชาชนที่ทนการกดขี่และความอยุติธรรมที่กษัตริย์รวมไปถึงชนชั้นขุนนางฝรั่งเศสกระทำต่อพวกเขามานานหลายร้อยปี จนสิ้นสุดด้วยการประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และสถาปนาสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้น แต่หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็ต้องวนเวียนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองซ้ำๆ หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นราชาธิปไตย ประชาธิปไตย เผด็จการ วนไปมาตลอดช่วงหลายทศวรรษ

กระทั่งปี ค.ศ.1848 พ่อค้า และคนมีการศึกษาในฝรั่งเศสได้ขยายตัวขึ้นมาก แต่พวกเขากลับไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งเพราะสิทธินั้นยังถูกสงวนไว้แค่อภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องสิทธิเพื่อให้ทุกๆ คนมีส่วนร่วมในการปกครอง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง และราชวงศ์ของฝรั่งเศสได้สูญสิ้นนับแต่นั้นมา ซึ่งนั่นทำให้เกิดคลื่นการปฏิวัติไปทั่วทั้งยุโรปไม่ว่าจะเป็น อิตาลี เยอรมนี ออสเตรีย เป็นต้น

ในปัจจุบันสาธารณรัฐฝรั่งเศส ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเราจะสามารถศึกษาเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศสได้จากภาพยนตร์เรื่อง Les Miserables การันตีคุณภาพได้จากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

หนังภาพยนต์เรื่อง Les Miserables ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ในความเป็นจริง “การปฏิวัติ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องทางการเมืองหรือการต่อสู้ในเชิงสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การปฏิวัติเป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดการพัฒนาของมนุษย์มาตลอด โดยการปฏิวัติครั้งแรกของมนุษย์เกิดขึ้นมานานตั้งแต่ 70,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งก็คือ “การปฏิวัติการรับรู้” ด้วยการเกิดภาษาในการสื่อสารขึ้นแทนที่การสื่อสารแบบกายภาพพื้นฐาน จนทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ นั่นเอง (อ้างอิงจากหนัง Sapiens A Brief History of Humankind)

“การปฏิวัติ” ไม่ได้เกิดขึ้น
เฉพาะเรื่องทางการเมือง
หรือการต่อสู้ในเชิงสังคม
อย่างที่หลายคนเข้าใจ

และจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ก็ได้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติอื่นๆ ตามมาจนถึงปัจจุบัน ทั้ง การปฏิวัติเกษตรกรรม ที่เปลี่ยนจากการล่าสัตว์และเก็บของป่ามาเป็นทำการเพาะปลูกและตั้งรกราก การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มจากการยอมรับความไม่รู้ เพื่อหาคำตอบของปรากฏการทางธรรมชาติโดยท้าทายความเชื่อดั้งเดิมของศาสนา และ การปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนจากการใช้แรงงานมนุษย์ สัตว์ มาใช้เครื่องจักรต่างๆ ในการตอบสนองการเติบโตของสังคมนั่นเอง

ครั้งแรกของการ์ตูนปฏิวัติเกิดขึ้นเมื่อใด ?

จากเหตุการณ์ปฏิวัติในโลกจริง มาดูฝั่งการ์ตูนกันบ้าง ซึ่งการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิวัตินั้นไม่สามารถเจาะจงได้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จากการหาข้อมูลทำให้เราสันนิษฐานว่าการ์ตูนปฏิวัติมีจุดเริ่มต้นมาจากการสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในสงครามเป็น โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เพื่อประชาสัมพันธ์กองทัพ

Little 8th Route Army การ์ตูนที่ถูกใช้เป็นเครื่อมือในสงคราม

ต่อมาในยุคหลังสงครามโลก ก็เริ่มมีการสร้างการ์ตูนที่เล่าเรื่องสะท้อนความโหดร้ายของสงคราม ยกตัวอย่างเช่น สุสานหิ่งห้อย ที่ผสมผสานความรุนแรงเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้เป็นอย่างดี

ภาพจากเรื่อง สุสานหิ่งห้อย ที่เผยความลับน่าเศร้าว่าแสงที่ดูเหมือนหิ่งห้อย แท้จริงคือระเบิดที่ถูกทิ้งลงมา

มาถึงปัจจุบัน ที่การเมืองเข้ามามีบทบาทกับผู้คนมากขึ้น นักวาดจึงหันมานำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และที่เจาะลึกลงไปถึงการปฏิวัติมากขึ้นด้วย ซึ่งสามารถพบได้ในการ์ตูนหลากหลายแนวไม่ใช่แค่เฉพาะในการ์ตูนการเมืองหรือการ์ตูนสงครามเท่านั้น

สุดยอดการ์ตูนแห่งการปฏิวัติในโลกการ์ตูน

จากที่เราได้เห็นการเดินทางของเรื่องราวปฏิวัติที่แทรมซึมเข้าสู่การ์ตูน จนนำไปสู่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าการ์ตูนมีอิทธิพลกับผู้เสพมากระดับนึงทีเดียว ส่วนที่ว่าการ์ตูนจะสอนการเมืองกับเราได้จริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เราคงจะตัดสินแทนทุกคนไม่ได้ นอกเหนือจากที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสุดยอดการปฏิวัติในโลกการ์ตูน ที่ถูกพูดถึงในวงกว้างกันซักหน่อย มาดูกันว่าการ์ตูนเหล่านี้ได้ฝากแนวคิดในการปฏิวัติอะไรไว้ให้กับผู้อ่านบ้าง

Code Geass

หากจะพูดถึงอนิเมะญี่ปุ่นที่นำเสนอเรื่องการเมืองการปกครองและการปฏิวัติ คงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ “Code Geass (โค้ด กีอัส)” อนิเมะที่ถูกทำเป็นฉบับไตรภาค และได้รับการตอบรับดีมากจากทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก สามารถขาย DVD และ Blu-ray ได้มากกว่าล้านแผ่นในญี่ปุ่น และยังชนะรางวัลในมหกรรมต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น งาน Tokyo International Anime Fair, งาน Animage Anime Grand Prix และงาน Animation Kobe นั่นเอง

เรื่องย่อ

ลูลูช พระเอกของเรื่องเป็นเจ้าชายจากบริทาเนีย (ประเทศสมมติ) ประเทศมหาอำนาจที่กดขี่ประชาชน เขามีความขัดแย้งกับพ่อที่เป็นจักรพรรดิของบริทาเนียจนถูกเนรเทศออกมาอยู่ในญี่ปุ่น ต้องเร่ร่อนในโลกที่แสนโหดร้ายกับน้องสาวตาบอด เขาบังเอิญพบกับกลุ่มกบฎซึ่งกำลังก่อการร้าย จนได้พบกับหญิงสาวปริศนาชื่อว่า ซีทู (C.C.) และเธอได้มอบพลัง “กีอัส” หรือ “พลังแห่งราชันย์” ที่สามารถบงการทุกคนได้เพียงแค่มองตา

จากนั้นลูลูชที่มีความแค้นกับพ่อและต้องการล้มล้างจักรวรรดิบริทาเนีย จึงใช้พลังที่ได้มาทำลายบริทาเนียพร้อมกับปฏิวัติโลกใหม่ที่ไร้ซึ่งความโหดร้าย

ความน่าสนใจของการปฏิวัติ

จุดที่ทำให้การปฏิวัติในเรื่องนี้น่าสนใจ ก็คือกลยุทธิ์การวางแผนในการก่อปฏิวัติซึ่งเปรียบเหมือนการเล่นหมากรุก ไม่ได้ใช้แค่กำลัง แต่ใช้ความคิดการเตรียมการอย่างดี ที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดทางอารมณ์จนช่วยให้แผนการแต่ละอย่างของลูลูชแนบเนียนและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

โดยลูลูชได้สร้างกลุ่มก่อกบฏ “ภาคีอัศวินดำ” และรวบรวมประเทศต่างๆ ขึ้นมาต่อกรกับจักรวรรดิบริทาเนีย ซึ่งมีการปกครองคล้ายกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่กษัตริย์ และใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวญี่ปุ่น และจุดเด่นที่สำคัญยิ่งของเรื่องก็คือ แผนการโค่นล้มอำนาจของตัวเอง !? ที่เขาวางเอาไว้เพื่อก่อให้เกิดการปฏิวัติที่สวยงามที่สุด

สรุป – การปฏิวัติของลูลูชสำเร็จและล้มล้างการปกครองเดิมได้ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ แต่ต้องแลกมาด้วยอุดมการณ์ ความศรัทรา รวมถึงชีวิตของเขาเองที่ต้องสละเพื่อให้โลกพบกับสันติอย่างแท้จริง


 

 

V For Vendetta

หนังสือการ์ตูนชุด V for Vendetta จากค่าย DC/Vertigo ตีพิมพ์ในนิตยสาร Warrior ของอังกฤษในปี 1988 ประพันธ์โดย อลัน มัวร์ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ โดย เดวิด ลอยด์ ที่หลายๆ คนคงได้ผ่านตากันมาบ้าง จากการที่ “หน้ากากกาย ฟอกส์” ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในขบวนการขับเคลื่อน แสดงออกเพื่อต่อต้านการกดขี่จากรัฐบาลแบบที่เราคุ้นเคยกันอย่างในทุกวันนี้

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดในประเทศอังกฤษซึ่งปกครองด้วยระบอบฟาสซิสต์ของพรรค Norsefire โดยผู้นำเผด็จการบ้าอำนาจ อดัม ซูซาน (Adam Susan) ที่นำประเทศสู่จุดต่ำสุด ตอนนั้นเองชายหนุ่มสวมหน้ากากหนวดโค้งแหลมและมีรอยยิ้มลึกลับนามสมมุติว่า “วี” ได้ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรม และปลดปล่อยประชากรชาวอังกฤษจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง

เขาใช้วิธีการเดียวกันกับ กายส์ ฟอกซ์ (บุคคลในประวัติศาสตร์จริง) วีรบุรุษผู้เคยลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลด้วยแผนการกบฏดินปืนวางแผนระเบิดตึกรัฐสภา แต่ก็ล้มเหลวจนเขาต้องจบชีวิตด้วยการถูกจับแขวนคอ แต่ในยุคของ “วี” ที่อัดแน่นไปความเกลียดชังและอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ผู้คนต่างลุกขึ้นมาประท้วง จนทำให้เขาสามารถสานต่อแผนการของฟอกซ์และล้มล้างระบอบฟาสซิสต์ได้สำเร็จในที่สุด

 

ความน่าสนใจของการปฏิวัติ

การเล่าเรื่องในฉากหลังของอังกฤษหลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ในปี 1997 ที่เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวังภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ รัฐบาลสังหารคนคิดต่าง ประชาชนอยู่แบบปิดหูปิดตา ทำให้เราเห็นความน่ากลัวของการไร้สิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตที่ถูกรัฐบาลปล้นไปอย่างแจ่มชัด

จนทำให้กำเนิด “วี” ที่เป็นเหมือนฮีโร่กบฏ ผู้ตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ย แต่เป็นผู้นำการปฏิวัติที่มีอุดมการณ์แน่วแน่เป็นนักยุทธศาสตร์ผู้คิดการใหญ่เพื่อโค่นล้มรัฐบาล อุทิศชีวิตให้กับการปฏิวัติสังคมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตย รวมถึงการแฝงความหมายในการกระทำของตัวละคร ที่แสดงให้เราเข้าใจคำว่า “อิสระภาพ” ที่แท้จริง ผ่านตัวละคร Evey หญิงสาวในเรื่อง และการถ่ายทอดแนวคิด “ไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ” ส่งผลให้กำเนิดคนที่ยืนหยัดสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงแบบ “วี” อย่างนับไม่ถ้วน

สรุป – การปฏิวัติที่สำเร็จได้จากอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่ “วี” มี และพยายามถ่ายทอดสิ่งเดียวกันนี้ให้ผู้อื่น เพราะเชื่อว่าแม้ผู้คนจะตายไปแต่อุดมการณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป


 

Mobile Suit Gundam Iron-Blooded Orphans

กันดั้ม (GUNDAM) นับเป็นอนิเมะซีรีส์แรกซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มการ์ตูนหุ่นยนต์แนวสมจริง มีการสร้างภาคต่อมาจนถึงปัจจุบันกว่า 40 ปี โดยในหลายๆ ภาคมีเนื้อหาการเมือง และสงคราม เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนการเมืองของโลกเรา แต่วันนี้เราจะขอหยิบภาค Mobile Suit Gundam Iron-Blooded Orphans  มานำเสนอในมุมของการปฏิวัติ ที่แม้ตัวเอกในเรื่องจะเป็นเพียงกลุ่มเด็กๆ แต่พวกเขาสามารถปฏิวัติและสร้างการเปลี่ยนแปลงจนสำเร็จได้

แม้ตัวเอกในเรื่องจะเป็นเพียงกลุ่มเด็กๆ
แต่พวกเขาสามารถปฏิวัติ
และสร้างการเปลี่ยนแปลงจนสำเร็จได้

ปัจจุบันกันดั้ม เป็น Media Franchises ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก มีทั้งเกม ของเล่น หุ่น โมเดล (Gunpla) เป็นที่นิยมทั้งเด็กและผู้ใหญ่เปรียบเหมือน Pop culture เลยก็ว่าได้

เรื่องย่อ

เรื่องราวหลังสงครามมหาวิบัติที่เกือบคร่าทุกชีวิต มนุษย์กระจายตัวอาศัยบนดาวต่างๆ แต่ผู้คนบนดาวอังคารตกอยู่ภายใต้อาณานิคมและถูกกดขี่จากโลก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเป็นแรงผลักดันให้หญิงสาวชนชั้นสูงจากโลกอย่าง “คูเดเลีย ไอน่า เบิร์นสไตน์” ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวดาวอังคาร เธอมีความเชื่อว่าสันติภาพระหว่างสองดาวจะสามารถก้าวข้ามความเลื่อมล้ำทางชนชั้นไปได้

คูเดเลียได้ออกมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับดาวอังคาร ทำให้ประชาชนออกมาประท้วงบนท้องถนน ทว่ารัฐบาลโลกกลับมองว่าการกระทำของเธอจะทำลายผลประโยชน์และอำนาจของรัฐ จึงส่งกองกำลังทหารออกมาขัดขวางเธอทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจเดิมไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำลายอุดมการณ์อันหนักแน่นของหญิงสาวได้

ความน่าสนใจของการปฏิวัติ

แน่นอนว่าความสนุกของเรื่องคือการต่อสู้สุดเท่ของเหล่าหุ่นยนตร์ Barbatos กันดั้มในตำนานลำดับที่ 8 จาก ทั้งหมด 72 ตัว ซึ่งเป็นตัวเอกในภาคนี้ และเป็นตัวช่วยในการต่อสู้ในสงครามเพื่อการปฏิวัติ

เพิ่มเติมไปด้วยความด็ดเดี่ยวของคูเดเลีย “หญิงสาวแห่งความหวัง” ในการเรียกร้องเอกราช ยกระดับความเป็นอยู่ของผู้อาศัยบนดาวอังคารจากสภาพแร้นแค้น จนต้องพึ่งพาการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากโลก และความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจ ทำให้เห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กเพื่อความอยู่รอดและความหวังในการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการ

ทำให้เห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็ก
เพื่อความอยู่รอด
และความหวังในการ
ต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการ

หลังสงครามยุติ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในสังคม รัฐบาลโลกได้ยกเลิกระบบสภาปกครองแบบเดิมและเริ่มจัดรูปองค์กรใหม่ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อาณานิคมต่างๆ บนดาวอังคารได้รับ

สรุป – การปฏิวัติในเรื่องนี้ได้สะท้อนมุมมองของกลุ่มเด็กๆ ต่อผู้ใหญ่ในสังคม ว่าไม่ควรสบประมาทที่อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กจะทำอะไรได้ เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตมาในโลกที่โหดร้ายจนเห็นปัญหาต่างๆ อย่างชัดแจ้ง การมองข้ามเด็กเหล่านี้เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะไม่ว่าใครก็เป็นนักปฏิวัติได้นั่นเอง


 

การ์ตูนกับสัญลักษณ์การเรียกร้องทางการเมือง

ในยุคปัจจุบันการ์ตูนเป็นเหมือนจุดร่วมที่เชื่อมผู้คนเข้าด้วย จนทำให้เกิดการหยิบยกการ์ตูนเรื่องโปรดมาใช้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการประท้วงของเด็กรุ่นใหม่ อาจเพราะการ์ตูนเป็นเหมือน Pop Culture ที่ผู้คนเข้าถึงง่ายและบางเรื่องมีเนื้อหาที่พูดถึงการเมืองชัดเจน ไปจนถึงการ์ตูนฮีโร่ที่ทำให้คนอยากลุกขึ้นมาสู้กับความอยุติธรรม จนมีการใช้การ์ตูนเหล่านั้นส่งสารหรือข้อเรียกร้องไปยังคนหมู่มากดังกรณีที่เราได้เห็นดังต่อไปนี้

กิจกรรมที่สร้างกระแสทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างกิจกรรม “วิ่งกันนะแฮมทาโร่” โดยผู้ชุมนุมจะวิ่งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมกับร้องเพลงจากการ์ตูนเรื่อง “แฮมทาโร่”  และแปลงเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายว่า “ของอร่อยที่สุดก็คือภาษีประชาชน” ซึ่งทางแกนนำได้เปิดเผยว่า ที่เลือกใช้เพลงนี้มาเป็นสัญลักษณ์เนื่องจากเป็น Pop Culture จากประเทศญี่ปุ่นที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก จะช่วยเรียกกระแสจากต่างชาติได้และการเลือกแฮมทาโร่ เป็นสัญลักษณ์แทนผู้เรียกร้อง ที่ไม่แตกต่างจากหนูตัวหนึ่งที่อยู่ในกรง และ “กรงนั้นกำลังจะพัง” การออกมาวิ่ง คือ การ “เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง”

การ์ตูนอีกเรื่องที่พูดถึงการเมืองที่ถูกนำมาใช้แสดงออกด้วยเช่นกัน โดยกลายมาเป็นข้อความบนป้ายประท้วงว่า “ทหารที่ฉันเชิดชู คือหัวหน้าหน่วยรีไวล์” ซึ่งกล่าวถึงตัวการ์ตูนจากเรื่อง Attack on Titan ที่ตัวละครนี้มีบทบาทรักพวกพ้อง วางแผนรอบคอบ เฉียบขาด และการ์ตูนนี้ยังแฝงนัยยะทางการเมืองมากมาย ทั้งการลุกมาต่อสู้กับ Titan หรือแม้แต่การไม่ยอมแพ้ต่อการรุกรานของต่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงถูกเสนอให้ใช้เป็นธีมในการชุมนุม แต่สุดท้ายก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม

นอกจากนี้ยังมีการนำภาพยนตร์และนวนิยายมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องด้วย โดยสัญญะที่กำลังแพร่หลาย ณ เวลานี้ คือการชูสามนิ้วที่ได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games ซึ่งมีความหมายถึง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพและยังมีวรรณกรรมที่ถูกนำไปใช้เป็นธีมในการชุมนุมอีกเรื่องก็คือ “Harry Potter” ซึ่งพูดถึงโลกเวทมนต์ที่ผู้วิเศษถูกกดขี่อยู่ใต้อำนาจของศาสตร์มืด

อย่างไรก็ตาม การนำการ์ตูน ภาพยนตร์ และนวนิยายมาใช้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์นั้นก็นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ว่าการกระทำเหล่านี้เหมาะสมหรือไม่ นี่เป็นการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือแค่ความสนุกสนานของชนชั้นกลางที่มีโอกาสเข้าถึงสื่อเหล่านี้กันแน่

นี่เป็นการเรียกร้อง
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
หรือแค่ความสนุกสนาน
ของชนชั้นกลางที่มีโอกาส
เข้าถึงสื่อเหล่านี้กันแน่

มุมมองจากนักเคลื่อนไหว

หลังจากไปทำความรู้จักกับการ์ตูนปฏิวัติแล้ว คราวนี้เรามาดูมุมมองของนักวาดและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษที่เราเตรียมมาฝากทุกคนในวันนี้ เริ่มที่ นายธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ หรือนามปากกา สะอาด นักวาดการ์ตูนสะท้อนสังคม ที่มักจะชวนผู้ชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม

นอกจากนี้คุณสะอาดยังได้ร่วมงานกับ “The การ์ตูนสะท้อนสังคม ที่มักจะชวนผู้ชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม นอกจากนี้คุณสะอาดยังได้ร่วมงานกับ The Matter วาดการ์ตูน “โรงเรียนแมวๆ” สะท้อนปัญหาของนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันอีกด้วย

 

บทสัมภาษณ์ประเด็นมุมมองจากการ์ตูนปฏิวัติ ของ “สะอาด” ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักเขียนการ์ตูนสะท้อนสังคม

 

Q: ช่วยแนะนำการ์ตูนที่มีการปฏิวัติที่น่าติดตาม ทำไมถึงแนะนำเรื่องนี้มีความพิเศษอย่างไร?

A: One Piece น่าจะชัดสุดเท่าที่นึกออกแล้วครับ เพราะเป็นการลุกขึ้นต่อสู้ของผู้มีอำนาจรัฐในแต่ละเกาะของคนตัวเล็กๆ (ลูฟี่) แต่สามารถเอาชนะคนมีอำนาจได้ แต่แง่หนึ่งส่วนมากก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของเกาะเท่าไหร่ ไม่มีระบอบประชาธิปไตยอยู่ในโลกวันพีซ แค่เปลี่ยนตัวผู้นำที่เลวเป็นผู้นำที่ดีเฉยๆ

 

“ไม่มีระบอบประชาธิปไตยอยู่ในโลกวันพีซ แค่เปลี่ยนตัวผู้นำที่เลวเป็นผู้นำที่ดีเฉยๆ”

 

Q: คิดว่าการปฏิวัติที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ หรือการ์ตูนเองจะช่วยผลักดันคนในสังคมได้อย่างไรบ้าง?

A: สื่อการ์ตูนเป็นวัฒนธรรมป็อปที่เข้าถึงคนง่าย อาจสร้างอารมณ์ขัน เสียดสี ทำให้คนฉุกคิด หรือเปลี่ยนความคิดคนได้เหมือนสื่ออื่นๆ ถ้าไปเทียบกับกระแสม็อบในตอนนี้จะเห็นชัดมากกว่าการ์ตูนถูกเอามาใช้ขับเคลื่อนทางการเมืองมาก มูฟเมนต์ของม็อบล่าสุดเป็นเหมือนการเอามีมลงมาอยู่บนท้องถนน เราเลยจะเห็นทั้งเพจไข่แมว การวาดรูปแสดงจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย การวาดหมุดคณะราษฎร และเพจออนไลน์ต่างๆ อีกมาก

การ์ตูนถูกเอามาใช้
ขับเคลื่อนทางการเมืองมาก
มูฟเมนต์ของม็อบล่าสุด
เป็นเหมือนการเอามีม
ลงมาอยู่บนท้องถนน

Q: การผลิตการ์ตูนที่เกี่ยวกับการเมือง ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน และได้รับ Feedback อย่างไรบ้าง?

A: เหมือนคนติดตามงานเราส่วนใหญ่จะเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ประมาณนึง เป็นเด็กเจนวายแล้ว คนรุ่นใหม่ก็มีสนใจบ้าง เท่าที่เจอคือ คนเจนวายจำนวนมากจะรู้สึกอี๋การเมือง รู้สึกเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ศิลปินไม่ควรไปเปลืองตัวแสดงออกทางการเมืองทำให้เรารู้สึกแย่บ่อยมากๆ

เวลาสื่อสารออกไป เหมือนทำลายฐานแฟนคลับของตัวเองไปเรื่อยๆ แต่คนรุ่นใหม่ๆ หลังๆ เขาบอกกับเราเลยว่าชอบการเมือง บางคนบอกขอบคุณที่สนับสนุนประชาธิปไตย แสดงว่าความสนใจเรื่องการเมืองมันถูกผสมไปในวิถีชีวิตเขาเนียนมากกว่าเจนวาย ที่รู้สึกว่าความสนใจการเมืองมันเป็นเรื่อง extra ของคนบางคน ข้อสังเกตคือ แต่ก่อนเวลาเราโพสต์การเมือง จะมีแต่คน Unfollow ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้าม คือโพสต์การเมืองกลับฮิตกว่าโพสต์คุยเรื่องการ์ตูนไรงี้ สะท้อนว่าสังคมเปิดรับศิลปินที่ออกมาแสดงจุดยืนมากกว่าแต่ก่อนมาก

แต่ก่อนเวลาเราโพสต์การเมือง
จะมีแต่คน
Unfollow ไปเรื่อยๆ
แต่เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้าม
คือโพสต์การเมืองกลับฮิตกว่า
โพสต์คุยเรื่องการ์ตูนไรงี้

 

Q: เมื่อมีผู้ติดตามมากขึ้น กลายเป็น Influencer รู้สึกกังวลไหมว่าต้องนำเสนอข้อมูลให้รอบด้าน อย่างเช่น เรื่องการเมือง ก็ต้องนำเสนอทั้งสองขั้วอำนาจ

A: กังวลแรกๆ พอดีเราเรียนสื่อด้วย อาจารย์บางคนก็สอนว่าต้องนำเสนอให้มีสมดุลในเนื้อหา ซึ่งบางงานเราก็พยายามทำนะ การ check and balance การตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอให้ดี ยังสำคัญมาก

แต่ความเป็นกลางแบบที่ ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายไหน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย มันคือมายาคติอะ เพราะในขั้วการเมืองตอนนี้ อีกฝ่ายหนึ่งคือขวาจัดที่เชียร์ให้จับคนเข้าคุก ให้ฆ่าให้ตาย กระทั่งรัฐเองที่ผลิต Fake news ตลอดเวลา ถึงที่สุด เท่าที่เรี่ยวแรงเรามี เราขอทำงานแบบแสดงจุดยืนในหลักการประชาธิปไตย และนำเสนอข้อมูล เรื่องเล่าที่สะท้อนถึงจุดยืนนั้น มากกว่าจะพยายามทำให้คนขวาจัดในตอนนี้กับม็อบมารักกัน เข้าใจกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้

อันที่จริงเราสงสัยมาสักพักแล้วว่า ‘ความเป็นกลาง’ หรือการพยายามให้พื้นที่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม โดยไม่แสดงจุดยืน ยังสำคัญอยู่ไหมตอนนี้ ในเมื่อสถานการณ์สื่อตอนนี้ไม่มีสื่อไหน Mass แบบเดิมที่ต้องรับผิดชอบกับคนรับสารเป็นสิบล้านคนอีกแล้ว ทุกคนบริโภคข้อมูลหลากหลายทาง ตรวจสอบเอง และเป็นสื่อด้วยตัวเองแล้ว และคำถามคือ ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังพยายามหาทางควบคุมปิดสื่อแบบนี้ ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อแบบนี้ สื่อควรจะคิดว่านั่นคือวิธีการขั้วการเมืองหนึ่งที่ต้องนำเสนอและยอมทำตาม หรือจะต่อต้านและยืนยันในเรื่องเสรีภาพสื่อไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหน สำหรับเรา เราเลือกข้อหลังแบบไม่ต้องคิดเลย

ความเป็นกลางแบบที่
ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายไหน
ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
มันคือมายาคติอะ

—————————————–

 

บทสัมภาษณ์ประเด็นมุมมองจากการ์ตูนปฏิวัติ ของ กวิน ศิริ นักเล่าเรื่องเสียดสีสังคม

คราวนี้ลองมาดูมุมมองของนักเล่าเรื่องกันบ้าง โดยครั้งนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ กวิน ศิริ เจ้าของเพจ “นวล” ที่มีผู้ติดตามกว่า 350,000 คน ซึ่งเป็นผู้นำเสนอแอนิเมชั่นบอกเล่าเรื่องราวของสังคม สอดแทรกมุกตลกเหน็บแนมปรัชญา จิตวิทยา การเมือง ผ่านตัวละครสุนัขอย่างนวล และเสือ ลองมาดูกันค่ะ ว่าคุณกวินจะมีความคิดเห็นกับประเด็นนี้อย่างไรบ้าง

Q: อยากให้คุณกวินช่วยแนะนำการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิวัติที่น่าติดตาม และพูดถึงความพิเศษของการ์ตูนเรื่องที่หยิบยกมาสักหน่อยค่ะ


A:
ปัญหาของการ์ตูนญี่ปุ่นคือ มันนิยมสร้างตัวเอกที่เป็นผู้กล้า ผู้ถูกเลือก หรือผู้มีพลังพิเศษ อะไรสักอย่าง พ่อเป็นยมทูตแม่เป็นควินซี่ (สปอยยับเลย) เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จ ถ้าทำแบบนี้ก็จะง่ายต่อการเป็นที่นิยม กอง บ.ก. ก็แฮปปี้ นักเขียนก็ไม่เสี่ยงโดนตัดจบ หรือต่อให้เนื้อเรื่องกำหนดให้พระเอกเป็นคนธรรมดา มันก็ต้องไปสร้างวีรกรรมอะไรสักอย่าง ไปเสียสละ ไปผ่านเหตุการณ์อะไรที่ทำให้มันโดดเด่น กลายเป็นวีรบุรุษ ให้ผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญมันอยู่ดี..อ้าวก็แหงสิไม่งั้นจะเป็นพระเอกได้ไงละ

การปฏิวัติไม่ได้สำเร็จจากการมีผู้ถูกเลือกคนนึงลากดาบไปปราบจอมมาร
แต่มันเกิดขึ้นจากความเสียสละของคนตัวเล็กตัวน้อยนับล้าน

แต่ว่านี่คือจุดที่ผมมองว่ามันสร้างกรอบความคิดที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิวัติในโลกแห่งความเป็นจริง ที่การปฏิวัติไม่ได้สำเร็จจากการมีผู้ถูกเลือกคนนึงลากดาบไปปราบจอมมาร แต่มันเกิดขึ้นจากความเสียสละของคนตัวเล็กตัวน้อยนับล้าน ตัวแทนความเปลี่ยนแปลงที่คนจดจำได้อย่าง เนลสัน แมนเดลา ไม่ได้ทำสำเร็จจากแค่สองมือและความพากเพียรของเขาเพียงคนเดียว

แต่ว่านี่คือจุดที่ผมมองว่ามันสร้างกรอบความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อย่างการปฏิวัติในโลกแห่งความเป็นจริง ในโลกจริงการปฏิวัติที่สำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีผู้ถูกเลือกคนนึงลากดาบไปปราบจอมมาร แต่มันเกิดขึ้นจากความเสียสละของคนตัวเล็กตัวน้อยนับล้าน พวกฟิกเกอร์แห่งความเปลี่ยนแปลงที่คนจดจำได้อย่าง เนลสัน แมนเดลา ไม่ได้ทำสำเร็จจากแค่สองมือและความพากเพียรของเขาเพียงคนเดียว แต่เขาเป็นเหมือน beacon ที่รวมมวลชนนับล้านที่มีแนวคิดเดียวกันเอาไว้ มันจึงมีพลัง ความเปลี่ยนแปลงมันจึงเกิดขึ้นได้ การ์ตูนทั่วไปที่ไปโฟกัสกับความเป็นฮีโร่ของตัวละครใดตัวละครหนึ่งเพื่อความสนุกสนาน จะไม่ค่อยไฮไลท์เรื่องของความสูญเสียจำนวนมหาศาลเหล่านี้ จะพูดถึงแต่มุมของวีรบุรุษและคณะจำนวนหยิบมือเดียว ที่ปราบอธรรมด้วยมิตรภาพและความกล้าหาญของพวกเขา พออ่านจบแล้วก็สนุกดี แต่ถ้าในท้องผมไม่มีจิ้งจอกเก้าหาง ผมก็คงจะไม่มีสิทธิ์ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกนินจาได้แบบนารุโตะ

การ์ตูนเรื่องที่แตะประเด็นนี้เรื่องเดียวที่ผมนึกออก คือ Full Metal Alchemist หรือแขนกลคนแปรธาตุของสยามอินเตอร์ อาจารย์วัว (ฮิโรมุ อาราคาวะ) ฉลาดมากในการบรรจุเรื่องราวความทุกข์ยากของประชาราษฎร์ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสร้างหินนักปราชญ์ จะเห็นได้ว่าในสิบเล่มแรก จะมีตัวละครจากทุกฝักฝ่ายเข้ามาแย่งชิง แย่งกันเป็นเจ้าของวัตถุตัวแทนแห่งอำนาจนี้กันเต็มไปหมด ขนาดพระเอกกับน้องชาย (เอ็ดเวิร์ดกับอัลฟอนส์) ยังอยากได้อีหินนี้เลย จนกระทั่งได้พบกับความลับของหินเข้า แม้แต่พวกโฮมุนคูลัสที่มีหินนี้เป็นแกนกลาง ก็ยังยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหินก็ไม่ได้มอบความเป็นอมตะให้กับคนที่เป็นเจ้าของ ตรงนี้ผมว่าเป็นการเปรียบเทียบอย่างแยบคายมาก ว่าต่อให้คุณขูดเลือดขูดเนื้อประชาชนแล้วเสวยสุขอยู่บนอภิสิทธิ์ที่ได้มานานแค่ไหน สุดท้ายสักวันคุณก็จะตายไป ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนธรรมดาคนนึง

ต่อให้คุณขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน
แล้วเสวยสุขอยู่บนอภิสิทธิ์ที่ได้มานานแค่ไหน
สุดท้ายสักวันคุณก็จะตายไป

ตัวละครของเรื่องนี้มีทั้งผู้ปกครองและชาวบ้านที่ถูกขูดรีด (ชาวบ้านเหมืองถ่านหินยูสเวลและโยกิ) การใช้กำลังทหารเข่นฆ่าประชาชนเพื่อเหตุผลทางการเมือง (สงครามกวาดล้างอิชวาล) มีทั้งคนที่โกรธแค้นและวิ่งหนีจากฝันร้ายของการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนดังกล่าว (นักกล้ามอาร์มสตรอง สการ์ และ ดร.มาร์โก) รวมไปถึงบุคคลที่สามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยินดีกระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นในเกมนี้ เพราะมองเห็นโอกาสในสมดุลอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนไป (โอลิเวีย มิร่า อาร์มสตรอง) อาจารย์วัวออกแบบเส้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติแบบ literally (ทหารบริกส์รวมกับกองทัพภาคตะวันออกยึดเซ็นทรัล) ในขณะที่พูดถึงไดนามิกของการปฏิวัติแบบอภิ (meta) ไปพร้อมกัน ด้วยมุมมองที่ตัวละครแต่ละตัวมีต่อหินนักปราชญ์

เรามีคนที่ยินดีใช้พลังอำนาจของหินเพื่อโชว์ออฟโดยไม่ลังเล (กรีดกับการให้ลูกน้องทุบหัวโชว์เทพ) คนที่พบความสุนทรีย์ในการ abuse พลังอำนาจที่ได้รับมอบมา (คิมบลี่ย์) คนที่ไม่ลังเลกับการใช้หินกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพ้อง (มัสแตงฆ่าลัสต์เพื่อหวังจะเอาหินมาช่วยรักษาฮาวอคที่ถูกแทง) คนที่ลังเลจนวินาทีสุดท้ายว่าจะใช้หินในการปกป้องผู้บริสุทธิ์หรือไม่ (อัลฟอนส์โดนคิมบลี่ย์กับไพรด์ระเบิดขาจนหมดสภาพ จนไฮน์เคลยื่นหินให้แล้วบอกว่า “ให้เจ้าพวกนี้ร่วมสู้ด้วยเถอะ”) คนที่เจรจาทำความเข้าใจจนได้ฉันทานุมัติจากผู้สูญเสียนับแสนมาร่วมแผนเดียวกัน (โฮเอนไฮม์กับการเดินทางไปวางส่วนหนึ่งของหินในตัว สร้างวงเวทย์ประเทศย้อนกลับเพื่อต่อสู้กับแผนของ “ท่านพ่อ”) ไปจนถึงคนที่จนวินาทีสุดท้าย ก็จะไม่ยอมใช้หินเพื่ออุดมการณ์ของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว (เอ็ดเวิร์ดตอนเสียอัลฟอนส์ไป)

อาจารย์วัวได้แสดงให้เห็น spectrum ของขอบเขตของการยอมรับได้ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆผ่านการตัดสินใจของตัวละครดังที่กล่าวไป หากเราแทนค่าหินนักปราชญ์ด้วยการเสียละของมวลชนแล้ว นักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์แบบมัสแตงนั้นยอมรับได้อย่างไม่ลังเลว่าอาจต้องมีการสูญเสียบ้าง หากต้องการขับเคลื่อน agenda ไปข้างหน้า นักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์แบบโฮเอนไฮม์เชื่อว่าการเสียสละควรเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของวีรชนเหล่านี้ในการทำการใหญ่ให้ลุล่วง นักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์แบบพี่น้องเอลริคไม่เชื่อในการให้ผู้อื่นเสียสละ ต่างกันแค่คนน้องถูกสถานการณ์บีบบังคับให้รับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้า หากมองด้วยกรอบคิดนี้ ซีนต่อสู้ระหว่างคิมบลี่ย์ ไพรด์ และอัลฟอนส์ ก็จะเป็นตัวแทนของการปะทะกันด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนในการบริหารสัดส่วนระหว่างเป้าหมายของความเคลื่อนไหวกับราคาที่ต้องจ่าย คิมบลี่ย์อาจเป็นผู้บัญชาการที่สนุกสนานกับการใช้กำลังเข้าปราบปรามม็อบ ไพรด์อาจเป็นชนชั้นอีลีทที่กำลังร่อยหรอในโภคทรัพย์ ในขณะที่อัลฟอนส์เป็นเพียงแกนนำคนหนึ่งที่ต้องรับมือกับเหตุปะทะและต้องหาทางจำกัดความเสียหาย (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) ให้น้อยที่สุด

ความน่าสนใจคือตอนจบของซีนนี้ คิมบลี่ย์พลาดท่าถูกไฮน์เคล (อดีตลูกน้องของตัวเองที่ถูกเซ็นทรัลดัดแปลงกลายเป็นคิเมร่า) ขย้ำคอหอย นอนจมกองเลือด สิ่งที่ไพรด์ทำกลับไม่ใช่การช่วยเหลือ (โฮมุนคูลัสมีทั้งหินนักปราชญ์ ทั้งหมอที่สามารถใช้วิชาแปรธาตุได้อยู่ในมือ สามารถรักษาผู้ป่วยได้สบาย) แต่กลับเลือกใช้วิธีกลืนกิน กำจัดคนที่หมดประโยชน์กับพวกตนทิ้ง ซึ่งสุดท้ายอณูวิญญาณของคิมบลี่ย์ก็กลับกลายมาเป็นจุดจบของไพรด์อีกทีในการต่อสู้กับเอ็ดเวิร์ด หากมอง narrative นี้ด้วยกรอบคิดที่นำเสนอไป ก็ต้องถือเป็นบทสรุปที่มอบความหวังให้กับนักเคลื่อนไหว ว่าทรัพย์ศฤงคารไม่ใช่ความมั่นคง พลังอำนาจไม่ใช่ความถูกต้อง ทุกสิ่งในโลกมีราคาที่ต้องจ่าย (การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน) ไม่เว้นแม้แต่ regime อันรุ่งโรจน์ที่ตั้งอยู่บนเสียงกรีดร้องทุกข์ทรมานของประชาชนทั้งประเทศ

การปฏิวัตินั้นไม่สามารถ
จะเกิดขึ้นได้ด้วยคนคนเดียว
ความเชื่อแบบเดียว

บทเรียนที่สำคัญในตอนจบของ Full Metal Alchemist คือการปฏิวัตินั้นไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ด้วยคนคนเดียว ความเชื่อแบบเดียว พี่น้องเอลริคผู้มีอุดมการณ์ที่สูงส่ง ไม่สามารถเอาชนะเผด็จการอย่าง “ท่านพ่อ” ได้หากไร้ซึ่งวีรชนที่ยอมเสียสละในแผนการของโฮเอนไฮม์ ไม่สามารถเป็นจริงได้หากไม่ร่วมมือกับคนที่แข็งกร้าวไม่โอนอ่อนอย่างทหารบริกส์ และไม่สามารถสำเร็จได้หากผลักไสไล่ส่งอดีตศัตรูผู้เห็นต่างอย่างสการ์ สงครามคือความโศกเศร้า และการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องโรแมนติก เมื่อไรที่ผู้ชุมนุมทำความเข้าใจและอ้าแขนโอบรับความแตกต่างหลากหลายของแต่ละฝักฝ่าย ซึ่งสุดท้ายแล้วยังพอจะมองเห็นว่ามีอุดมการณ์เดียวกันได้ เมื่อนั้นความเคลื่อนไหวของมวลชนจึงจะค่อยมีโอกาสสำเร็จผล ถ้ามองด้วยกรอบคิดนี้ ทั้งพันตรีอาร์มสตรองและพันเอกมัสแตง ที่เคยยอมเป็นสุนัขรับใช้ทางการ กวาดล้างอิชวาล  เคยถูกหลอกให้เคลื่อนไหวตามบัญชาของ “ท่านพ่อ” ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารกลับใจ อย่าลืมว่าตัวละครที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการย้อนแผนวงเวทย์ประเทศของพวกโฮมุนคูลัส ก็คือ ดร.มาร์โก ที่อาจจะเปรียบได้กับชาว กปปส. ที่สร้างหินนักปราชญ์ขึ้นมาเองกับมือ กรรมคือผลของการกระทำ และทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย แต่พลังของมวลชนจะเกิดขึ้นได้ยาก หากเรายังเลือกที่จะ exclude คนบางกลุ่มออกไป เพราะส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ของเขานั้นมีความแตกต่าง หรือเคยแตกต่างจากเรา

พลังของมวลชนจะเกิดขึ้นได้ยาก
หากเรายังเลือกที่จะ exclude
คนบางกลุ่มออกไป
เพราะส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ของเขา
นั้นมีความแตกต่าง

หรือเคยแตกต่างจากเรา

Q: คิดว่าการปฏิวัติที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ หรือการ์ตูนสามารถผลักดันคนในสังคมได้อย่างไรบ้าง?

A:การ์ตูนเป็นสื่อที่ดีในการนำเสนอ narrative ใหม่ๆ ให้กับผู้อ่านอายุน้อย แม้ผู้อ่านยังมีประสบการณ์ชีวิตไม่มาก อาจจะยังไม่เข้าใจ subtext ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของพล็อต แต่ก็ยังให้ความสนใจเพราะสนุก และสามารถสร้างแรงบันดาลใจติดตัวผู้อ่านไป ทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงความกล้าหาญต่างๆ ของตัวละครเข้ากับตัวเอง หรือคนรอบตัวในชีวิตประจำวันได้ อย่างน้อยที่สุด การเอาใจช่วยตัวละคร การรับรู้ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความคับแค้นใจของตัวละครผ่านเนื้อเรื่องที่ออกแบบมาอย่างสมเหตุสมผล ก็สามารถช่วยผู้อ่านอายุน้อยในการพัฒนา empathy ในตัวเอง ทำให้เติบโตไปเป็นคนที่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของคนอื่นๆ ในสังคม

เนื้อเรื่องที่ออกแบบมาอย่างสมเหตุสมผล
ก็สามารถช่วยผู้อ่านอายุน้อย
ในการพัฒนา empathy ในตัวเอง
ทำให้เติบโตไปเป็นคนที่
รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

Q: การผลิตการ์ตูนที่เกี่ยวกับการเมือง ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน และได้รับ Feedback อย่างไรบ้าง?

A:การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวคนรุ่นใหม่มากขึ้น สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนจนแยกออกจากกันไม่ได้แล้ว จากแต่ก่อนที่การเมืองเป็นแค่ “ความสนใจ” หลักการประชาธิปไตยได้กลายมาเป็น “ไลฟ์สไตล์” ของผู้บริโภค เราไม่ต้องรอสี่ปีเพื่อใช้สิทธิ์กาในคูหาอีกต่อไปแล้ว แต่เราสามารถโหวตได้ทุกวันด้วยเงินของเราในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยจะได้รับการสนับสนุน รายที่ทำตรงกันข้ามก็จะถูกบอยคอต ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของตัวเองในระบอบประชาธิปไตย สังคมพัฒนารุดหน้าไปถึงขั้นเกิดวัฒนธรรม call out ให้ศิลปินที่ได้ประโยชน์จากมวลชนออกมาเคลื่อนไหวสะท้อนความต้องการของแฟนๆ จนปัจจุบันนี้ผมคิดว่าเราสามารถตัดคำว่า “สไตล์” ออกไป เหลือแค่คำว่า “ไลฟ์” ได้เลย “การเมืองอิสไลฟ์” เราอยู่ในยุคสมัยที่เป็นแบบนั้น แต่ภาคธุรกิจส่วนหนึ่งยังดูเหมือนว่าจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เร็วพอ

“ภาคธุรกิจยังคงเชื่องช้า
และมัวหวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบ
ในแง่ลบจากการ endorse
ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ออกตัว
สนับสนุนแนวคิดทางการเมือง

ในขณะที่ audience รุ่นใหม่กระตือรือร้นกับการ educate ตัวเองและคนรอบข้างให้ตื่นรู้ถึงสิทธิที่มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตย ภาคธุรกิจยังคงเชื่องช้าและมัวหวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบในแง่ลบจากการ endorse ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ออกตัวสนับสนุนแนวคิดทางการเมือง แม้แนวคิดนั้นจะสอดคล้องกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและน่าจะเป็นผลดีกับยอดขายก็ตาม (เวลคัมทูไทยแลนด์แดนวิปริต ประเทศที่บุคคลสาธารณะต้องระวังปากหากอยากสนับสนุนแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน) ผู้ผลิตคอนเทนต์อย่างผมจึงเหมือนติดอยู่ใน limbo หากจะออกตัวให้ถูกใจ audience ก็อาจจะทำให้มีปัญหากับ brand > ขาดผู้สนับสนุน > ขาดทุนทรัพย์มาผลิตคอนเทนท์ >  audience ก็หายหมดอยู่ดี feedback ที่ได้รับจึงมักจะเป็นส่วนผสมของการให้กำลังใจจากผู้ชมที่เห็นด้วยกับประเด็นที่นำเสนอ คำปรามาศดูถูกจากผู้ชมกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และคำขอร้องจากสปอนเซอร์ให้ระมัดระวังเนื้อหา อย่าให้เกี่ยวข้องกับการเมืองมากจนเกินไป เพราะกลัวจะกระทบยอดขาย

——————————————————————–
——————————————-
——————

จบกันไปแล้วกับการสัมภาษณ์คุณธนิสร์ และ คุณกวิน ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่มีบทบาทในการสื่อสารเรื่องราวของการเมือง ปัญหา การสะท้อนสังคมผ่านสื่อในแบบเฉพาะของตัวเอง ทำให้เราได้เรียนรู้มุมมองของการปฏิวัติในสื่ออย่างการ์ตูนได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งก็เน้นย้ำให้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสื่ออย่างการ์ตูนได้มีอิทธิพลกับความคิดของเหล่าผู้เสพต่อประเด็นทางการเมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

และจากเรื่องราวของการปฏิวัติในโลกการ์ตูนที่เราได้ยกตัวอย่างมาส่วนหนึ่ง ก็น่าจะทำให้เราได้เรียนรู้ว่า “การปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีผู้ที่เห็นต่าง” และตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อต้านกับระบบเดิม เหมือนตัวเอกในหลายๆ เรื่องที่ลุกขึ้นมาจุดประกาย ขยายอุดมการณ์ของตน ทั้งตัวเอกที่มีพลังวิเศษบางอย่าง หรือจะไม่มีพลังใดๆ ก็ตามที

มาที่โลกของความจริง ประชาชนผู้ลุกขึ้นสู้ล้วนไร้ซึ่งพลังวิเศษ มีเพียงความปรารถนาและอุดมการณ์อันแน่วแน่ ที่ส่งผลให้การรวมตัวกันเกิดเป็นพลังมวลชนมหาศาลจนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยมีสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าโลกการ์ตูนหรือโลกความจริงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยคือ “การสูญเสียที่ต้องแลกมา”

และเนื่องจากไม่มีอะไรรับประกันว่าการปฏิวัติจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด มันอาจสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ และต่อให้สำเร็จสุดท้ายจริงๆ หากปราศจากผู้นำที่ดี ทั้งหมดนั้นอาจไม่ใช่คำตอบที่มวลชนหวังไว้ก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ความเปลี่ยนแปลงคือเรื่องธรรมดาของโลก ดังนั้นการปฏิวัติย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เฉกเช่นที่บทจารึกของประวัติศาสตร์ต่างก็ได้เคยฝากฝัง ไว้ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆ มานานแสนนานแล้วนั่นเอง

และวันนี้ Jazzmin ขอขอบคุณและลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ในเว็บ Plotter ค่ะ

อ้างอิง

https://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิวัติ

https://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติสยาม_พ.ศ._2475

https://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิวัติสยาม_พ.ศ._2475

https://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Chinese_animation

https://sites.google.com/site/benchanmum/kar-ptiwati-withyasastr

https://www.bbc.com/thai/thailand-53555953

https://thestandard.co/poponthisday16032006/

https://th.wikipedia.org/wiki/โค้ด_กีอัส

https://www.metalbridges.com/gundam-iron-blooded-orphans/

https://today.line.me/th/v2/article/ย้อนรอยประวัติศาสตร์+Gundam+อนิเมะที่ปฏิวัติภาพหุ่นยนต์ยักษ์จนรู้จักไปทั่วโลก-9Rm70e

https://www.facebook.com/notes/คนละหมัด-เดอะซีรี่ย์/5-nov-guy-fawkes-v-for-vendetta-the-anonymous-รอยต่อทางประวัติศาสตร์สู่การเคลื่อ/456598804386039/?_rdc=2&_rdr

https://www.facebook.com/notes/sinsawat-yodbangtoey/v-for-vendetta-2005-หน้ากากผู้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอธรรม-แนะนำโดย-สินธุ์สวั/706901252716163/

https://prachatai.com/journal/2020/07/88632

 

 

Shares