เพื่อน..ที่ระลึก คำสัญญา ณ The Ghost Tower

โดย ยวิษฐา

ผลงานเขย่าขวัญลำดับที่ 4 ของผู้กำกับเจ้าพ่อเรื่องผี จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ จาก ลัดดาแลนด์ ที่เลือกโลเคชั่นสำคัญอย่าง ตึกสาธรยูนีค หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ. 2540 มาผูกกับเรื่องราวสยองขวัญชวนขนลุกครั้งใหม่ เพื่อน..ที่ระลึก หรือ The Promise หนังที่เล่าเรื่องราวของสองเพื่อนสาวที่ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างจังจากโศกนาฏกรรมทางการเงินครั้งสำคัญของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2540 เมื่อรับมือกับความล่มสลายไม่ไหว ทั้งสองจึงตัดสินใจจะฆ่าตัวตายพร้อมกันบน “ตึก”  ที่เคยสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่คนที่ตายกลับเป็นแค่เพียงคนเดียว เวลาผ่านไป 20 ปี หนึ่งคนที่รอดยังคงเผชิญกับการกลับมาทวงคำสัญญา

โสภณ ศักดาพิศิษฏ์

 

ตึกร้าง สาธรยูนีค กับ เรื่องจริงสุดหลอน  ตึกร้างกลางสาทรที่ฝรั่งตั้งฉายาว่า  “บางกอกโกสต์ทาวเวอร์” เป็นตึกใจกลางเมืองที่ถูกทิ้งร้างมา 20 ปีจากพิษวิกฤติเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง ปี 2540 เป็นภาพที่ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล สนใจ นำมาบวกกับเรื่องในพันธ์ทิพย์ที่ทางออฟฟิศซื้อลิขสิทธิ์มา ผมชอบประเด็นที่เป็นการฆ่าตัวตายด้วยกันแล้วอีกคนรอด ผมรู้สึกว่าความรู้สึกของคนที่รอดแล้วอยู่ต่อมามันสำคัญมากเลยนะ คือเราเห็นเพื่อนเราตายต่อหน้า เราเคยบอกว่าจะตายพร้อมกัน แล้วเราดันรอดอยู่คนเดียว จะเพราะความกลัวหรือไม่กล้าอะไรก็แล้วแต่ แค่ไม่มีผีก็น่ากลัวแล้วนะในมุมผม ก็เลยเอาประเด็นตรงนี้มาผูกเรื่องใหม่

ตอนแรกทำบทกันมาหลายเวอร์ชั่นมาก ตั้งแต่ตัวละครไม่ใช่แม่ลูก เป็นเรื่องของนักธุรกิจผู้ชายในยุคนั้น คิดกันมาหลายแบบมากกว่าจะลงตัว แต่พอได้ไปที่ตึกนี้จริงๆ แล้วชอบบรรยากาศมากๆ ผมเขียนบทจากตัวตึกนี้เลยนะว่า ขึ้นลงบันไดทางไหน แต่จะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง อย่างบันไดเลื่อนที่หายไป เนื่องจากเคยเกิดเรื่องมีคนเข้าไปฆ่าตัวตาย ทางเจ้าของอาคารรู้สึกว่าบันไดเลื่อนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขึ้นตึกง่ายเลยเอาออก รวมทั้งเศษเหล็กทั้งตึกถูกรื้อขายหมดเลยเสียความขลังไปนิดนึง แต่สิ่งที่คงอยู่ที่เราไปเห็นของจริงก็คือธรรมชาติที่อยู่บนนั้น คือผ่านมา 20 ปี มีคนขึ้นมาวาดรูป มาเพ้นท์รูปเยอะมาก แล้วสวยมาก บวกกับที่มีทุ่งหญ้า ซึ่งคอนโดยุคเก่าจะไม่เหมือนคอนโดในยุคใหม่ตรงที่ห้องสูทระเบียงใหญ่มาก เรามองจากประตูไปจนสุดระเบียงน่าจะประมาณ 4-5 เมตร เลยทำให้มีน้ำขัง บางทีเป็นกองทรายเก่าที่ถูกทิ้งไว้ พอฝนตกก็มีหญ้าขึ้นมายาวมาก แต่นอกระเบียงเรามองออกไปเห็นเมือง เห็นตึกต่างๆ เห็นแสงไฟ เห็นรถไฟฟ้า เป็นบรรยากาศที่แปลก คือมีทั้งความสวยและน่ากลัวอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนเป็นที่รกร้างที่พอเรามองออกไปแล้วกลับเห็นไฟระยิบระยับของเมืองหลวงเป็นแบ็คกราวด์

 

แม่-ลูก คู่ (เขย่า) ขวัญ จาก The Face

เรามองว่าคนจะฆ่าตัวตาย ภาพที่เห็นชัดสุดเชื่อสุดคือเด็กผู้หญิงมากกว่า วิธีคิดของเด็กผู้หญิงทำให้เชื่อได้ว่าสามารถนัดกันฆ่าตัวตายเมื่อเจอกับปัญหาเยอะๆ เมื่อรับกับปัญหาไม่ได้ เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ แล้ววันหนึ่งเพื่อนของแม่ตามกลับมาทวงสัญญา มาเกี่ยวข้องกับลูกสาวของคนที่รอด

ในส่วนของนักแสดง เริ่มจากพี่วัน โปรดิวเซอร์รู้สึกคิดถึง บี (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) ตอนอ่านเรื่องย่อ แล้วเผอิญบีก็มีอายุและคาแรกเตอร์ตรงกับตัวละคร บุ๋ม แม่ในเรื่องด้วย เลยรู้สึกว่าน่าสนใจ แต่ในความดราม่าหนักๆ ก็แอบกังวลว่าบีจะรับได้มั๊ย ซึ่งระหว่างพัฒนาบทเราก็คิดถึงบีตลอดว่าถ้าเป็นเขาจะเป็นยังไง เรามาชวนเขาตอนที่บทเสร็จหมดแล้ว และเขาเองก็จบซีซั่นจาก The Face แล้ว ส่วนน้อง ลิลลี่ (อภิชญา ทองคำ) ตั้งแต่สนใจบี ผมก็ตามไปดูรายการ The Face เพราะอยากเห็นว่าเขาเป็นยังไง อย่างในละครมันไม่ใช่ตัวเขา เราก็ดูจากรายการนี้ว่าเวลาเขาพูดเขาแสดงมันเป็นยังไง ซึ่งก็มีลิลลี่ด้วยแต่เราก็ไม่เคยคิดถึงน้องเลย เพราะอันดับแรกคือตัวละครลูกเป็นเด็กอายุ 15 ที่ต้องเผชิญหน้ากับผี ผมเชื่อว่าควรเป็นเด็กตัวเล็กๆ ดูแบ๊วๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะแม่จะคอยปกป้องตลอด เราแคสต์กันนานมาก แต่สิ่งที่หลายคนขาดก็คือความใส ความเป็นธรรมชาติของเด็กอายุ 15

จริงๆ ตอนเขียนบทฉบับสมบูรณ์ เราได้คุณ เอ๋ โสภณา (เชาว์วิวัฒน์กุล – ผู้ร่วมเขียนบท หนีตามกาลิเลโอ และ ลัดดาแลนด์) มาช่วย แล้วคุณเอ๋ โสภณาคือแฟนพันธุ์แท้ บี น้ำทิพย์ จาก The Face ซึ่งเขาตั้งใจเขียนให้เพราะเขานึกออกว่าผู้หญิงแบบ บี น้ำทิพย์ เมื่อเป็นแม่จะเป็นยังไง จะพูดแบบไหน แล้วตอนที่แคสหาลูกสาวเขาก็เป็นคนพูดถึงลิลลี่ขึ้นมา ตอนแรกผมก็คิดว่าจะดีเหรอ เขาเคยอยู่ด้วยกันทีมเดียวกันมา ปรากฏว่าพอมาแคส น้องมีความเป็นธรรมชาติมากโดยไม่ต้องแสดง เราเชื่อว่าเขาคือเด็กคนหนึ่งและอายุ 15 เท่ากับในเรื่อง ทุกอย่างเลยลงตัว เราเคยดูไอจีเขาเห็นเขาลงรูปคู่บีสุขสันต์วันแม่ ตัวเขาเองก็คิดว่าเหมือนเป็นลูกของบีด้วย เลยยิ่งทำให้เคมีของทั้งคู่ดูเข้ากัน เวลาอยู่ด้วยกันแล้วไม่ขัดเขิน ยิ่งพอมาเวิร์คช็อปด้วยกันใช่เลย ส่วนตัวละครสำคัญอีก 2 ตัวคือเพื่อนและบีตอนเด็ก เราก็แคสได้น้องที่เหมาะกับคาแรคเตอร์มากเช่นกัน คือผมว่าถ้าไปดูเรื่องนี้จะไม่มีใครติเรื่องการแสดงของนักแสดงทั้ง 4 คนนี้แน่นอน

และด้วยความที่โลเกชั่นหลักของหนังคือตึก 47 ชั้น เราต้องเดินขึ้นตึกนี้ทุกวัน แต่ละครั้งใช้เวลา 40 นาที บางวันเกือบชั่วโมง เราติดตั้งลิฟท์กระเช้าชั่วคราวเพื่อขนอุปกรณ์ถ่ายทำขึ้นไป แต่นักแสดงและทีมงานทุกคนต้องเดินขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเทคนิคการขึ้นไม่เหมือนกัน อย่างผมจะพักทุก 5 ชั้น เพราะบันไดที่เราขึ้นทั้งแคบและเล็ก แต่ละขั้นไม่เท่ากันอีก จึงต้องระวังเรื่องความปลอดภัย และทีมงานน่ารักมาก มีการเขียนป้ายให้กำลังใจ เช่น ชั้น 10 พักเหนื่อยก่อนมั้ย เดินคนเดียวไม่ดีนะ 2 คนปลอดภัยกว่า จนถึงชั้น 47 จะเขียนว่า ยินดีด้วยนะ คุณคือผู้พิชิตตึก 47 ชั้น หนังเรื่องนี้เรียกว่าต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ ซึ่ง บี น้ำทิพย์ นี่เดินขึ้นตึกโดยทำสถิติใช้เวลาเร็วกว่าทุกคนด้วยนะ

 

คำสัญญาแต่เก่าก่อน ความหลอนที่มองไม่เห็น

ในฐานะคนทำหนังผีมาติดต่อกันอย่างผม แน่นอนครับหลายๆคนคงคิดว่าเวลาทำหนัง ถ้าเราไปทางไหนแล้วมันจะง่าย แต่สำหรับผมคิดว่าการทำหนังในแนวเดิมคือความยากนะ มันยากขึ้นทุกครั้งเพราะเราตั้งโจทย์กับตัวเองว่าไม่ใช่แค่จะทำหนังผีเรื่องใหม่ แต่เราอยากจะทำหนังผีเรื่องใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรือเปลี่ยนไปจากเดิม ทุกครั้งก่อนทำก็ต้องหาสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยทำ อาจจะไม่ได้ใหม่ที่สุดในโลกภาพยนตร์ แต่ต้องใหม่สำหรับเราไม่งั้นเราจะเบื่อเองเพราะต้องอยู่กับมันเป็นปีๆ กว่าจะเสร็จ

อย่างเรื่องแรกของผม โปรแกรมหน้า วิญญานอาฆาต เรารู้สึกว่าใหม่ในบรรยากาศแบบผีในโรงหนัง พอมา ลัดดาแลนด์ มีความเป็นดราม่าที่น่าสนใจ นึกถึงหมู่บ้าน กลุ่มคนที่ซื้อบ้านมันก็โยงไปถึงครอบครัวด้วย มาถึงเรื่องที่สาม ฝากไว้..ในกายเธอ ก็คิดถึงว่าถ้าผีไม่ได้อยู่รอบๆตัว แต่มาอยู่ในตัวเราจะเป็นยังไง พอมาเรื่องนี้ เหมือนเราเริ่มคิดถึงตัวละคร พอมองย้อนกลับไปเรารู้สึกว่าช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด คือช่วงเวลาที่ผีกำลังจะออกมา ซึ่งมันเป็นบรรยากาศความกลัวในชีวิตจริงของเรา เหมือนเราไปที่ที่หนึ่งแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย แต่รู้สึกแปลกๆ โดยที่เรารู้สึกได้ว่ามันมีนะแต่ไม่เห็น เช่นเวลาเราอยู่โรงแรม ก๊อกน้ำเปิดเอง ถ้าเป็นชีวิตจริงเราคงหลอนและทรุดไปเลย นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวกว่าจังหวะสุดท้ายที่มีผีโผล่มาแฮ่แล้วจบด้วยซ้ำไป คือถ้าผีโผล่มา เราตกใจแล้วก็จบไป

ดังนั้นเรื่องนี้เราเลยอยากลองดีไซน์ใหม่ให้เน้นบรรยากาศความกลัวมากขึ้น อยากให้คนกลัวโดยไม่ต้องพึ่งพาผีออกมา มันอาจเป็นบรรยากาศอีกแบบที่เราไม่เคยโฟกัสในจุดนี้กับ 3 เรื่องที่ผ่านมา รวมถึงเรากำลังพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างดราม่าจริงจังเคล้าๆ ไปกับเรื่องผี คือคนที่เผชิญปัญหาหนักๆ จนถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตาย ถึงขั้นสัญญาว่าจะฆ่าตัวตาย พอเวลาผ่านมา ทุกการกระทำก็มีผลตามมาจากการที่เราไปสัญญา จากการที่เราคิดจะฆ่าตัวตาย ซึ่งสิ่งที่ตามมาจริงๆ มันมีมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป ตึกร้างที่นี่ก็คือผลตามมาที่เป็นรูปธรรม ปัญหาเศรษฐกิจ ณ วันนั้น แต่ในทุกวันนี้มันก็ยังมีอยู่ เราก็ยังเป็นหนี้อยู่ เพียงแค่เรามองไม่เห็น ซึ่งจะว่าไปสภาวะแบบนี้ก็เหมือนผีที่หลอนเราเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

 

Shares