ปล่อยพลังการแสดง แฝงมุมมองยุติธรรม กับ ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

53

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ยวิษฐา

นอกจากจะมีผลงานที่โชว์ฝีไม้ลายมือได้ท๊อปฟอร์มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังเป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับศาสตร์และศิลป์ของการแสดงอย่างหนักหน่วง ล่าสุดกับบทบาทชายหนุ่มที่ตามทวงคืนความยุติธรรมจากสังคมจนเกิดเหตุการณ์เลวร้ายลุกลามไปสู่การนองเลือด การสร้างสรรค์ตัวละครที่ไม่ธรรมดาของหนุ่ม ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล นำไปสู่การเชือดเฉือนทางดราม่าครั้งสำคัญกับนักแสดงร่วมในภาพยนตร์ดราม่า/ทริลเลอร์/แอ็คชั่น เรื่อง คืนยุติ-ธรรม เราจึงอยากชวนแฟนหนังไปรู้จักกับความคิดและมุมมองของเขา ที่เจ้าตัวยอมรับว่าพัฒนามาจากนักแสดงที่เข้าใจการแสดงแบบผิดๆ ทว่าโชคยังดีที่ได้ครูบาอาจารย์พลิกความตื่นรู้ให้…

การทำงานในบท มานพ ในเรื่อง คืนยุติ-ธรรม ได้กระแสจากคนดูชื่นชมการแสดงมาก

จริงๆ ตามบทปูว่า มานพเป็นผู้ชายที่ถูกกระทำ อยู่ๆ ก็มาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ผมไม่ได้ตีความแบบนั้นในฐานะนักแสดง เพราะการตีความของผู้กำกับหรือของโปรดิวเซอร์ มันไม่เหมือนกัน ในส่วนของนักแสดงผมจึงต้องตั้งคำถามว่า ตัวละครนี้ลุกขึ้นมาทำอะไรหลังจากที่เขาคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ลุกขึ้นมายิงคน สู้คน? สู้ด้วยอะไร แล้วอาวุธปืนที่ใช้ก็ไม่ใช่หาได้ทั่วไป มันเป็นอาวุธสงครามเลยนะ คนอย่างเราๆ ถ้าไม่มีคอนเน็คชั่นก็ซื้อไม่ได้ และต้องเป็นคนที่ยิงปืนเป็น มีความเป็นมืออาชีพระดับหนึ่ง ผมเลยตั้งโจทย์ไว้ว่า ตัวละครนี้เคยเป็นผู้กระทำคนอื่นมาก่อน แล้วตัดสินใจที่จะเลิก แต่โลกไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ความเสียใจของเขาไม่ใช่แค่สูญเสียคนรัก แต่ความเสียใจที่สุดทำให้เขาทิ้งตัวตนไปด้วย การต้องไปติดคุกของคดีความนี้จริงๆ เกิน 20 ปี มันเลยต้องสร้างบุคลิกตัวเองใหม่เพื่อจะให้ตัวเองออกมาจากคุกอย่างเร็วที่สุดให้ได้ วิธีการเอาคืนของมานพแยบยลมาก ซึ่งไม่สามารถฝึกได้ภายในวันเดียว มันต้องมีความชำนาญมาก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นเราเลยตีความว่าเขาเป็นผู้กระทำมาก่อน มีความฉลาด แต่ความฉลาดของมันครอบด้วยความโง่เขลา ถ้ามันฉลาดจริงๆ หรือมีปัญญาจริงๆ มันจะไม่เลือกเดินทางชีวิตด้วยการล้างแค้น เพราะชีวิตที่เหลืออยู่มันสำคัญกว่า แต่พอเป็นคนที่ฉลาดแล้วถูกครอบด้วยความเคียดแค้น เลยทำให้เหตุการณ์บานปลายจนทำร้ายผู้อื่น

ทราบว่าเป็นคนที่ทุ่มเท ทำการบ้านกับคาแรคเตอร์ที่ได้รับอย่างหนักหน่วงตลอด

เราอยากทำการบ้านแบบมืออาชีพจริงๆ ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นตั้งแต่หาความประทับใจในบทในฐานะนักแสดงให้ได้ว่าเราประทับใจยังไงกับบทที่ได้อ่านในครั้งแรก บางบทดูเท่จัง เราชอบให้ตัวเองดูเท่นะ บางบทเรารู้สึกว่าเชยๆ ไปก็เปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เราก็โน้ตทำไฮไลท์ไว้ อ่านรอบที่ 2 เริ่มหาความสัมพันธ์กับตัวละครว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นยังไง ทำไมถึงทำแบบนี้ ความเกี่ยวข้องมากขึ้น สายสัมพันธ์ที่มีก็ต้องเพิ่มขึ้นแบบไหนอย่างไร เช่น รัก เกลียด ไม่พอใจ ไม่ชอบหน้า เกลียดที่สุด เคียดแค้น นั่นคือทำให้เราค้นพบระดับของตัวละครแต่ละตัวละ เพราะวิธีที่เขาเจอตัวละครอื่นๆ ก็เหมือนเราคุยกับใครๆ แต่ละคนแล้วใช้เสียงไม่เหมือนกัน กับแม่เราใช้เสียงหนึ่ง กับแฟนเราใช้อีกเสียงหนึ่ง เรามีเสียงเฉพาะความสัมพันธ์ นี่คือผมต้องได้จากรอบ 2 ของการอ่านบท พอมาอ่านบทรอบที่ 3 จะเป็นการสร้างแบ็คสตอรี่ให้กับตัวละครว่าเบื้องหลังความคิดของตัวละคร เราก็ต้องอ่านบทต้องเอาความจริงจากในบทประพันธ์นั้นๆ มาเป็นหลักว่าเขาพูดอะไร เขาพูดประโยคนี้ด้วยความจริงใจหรือเปล่า หรือพูดแค่เป็นการตั้งคำถาม เช่น บทเขียนว่า “ฉันรักคุณ” แต่ถ้าตีความใหม่เป็นการตั้งคำถามว่า “คุณรักฉันหรือเปล่า” แอ็คติ้งที่เราสื่อสารก็จะเป็นอีกแบบเลยนะ ฉะนั้นเราต้องมาดูสายสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่ามันพูดจริงแค่ไหน เพราะมนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อที่จะไม่ต้องพูดตรงๆ เช่นเราไม่ชอบแต่เราบอกว่าไม่เป็นไร  แต่ในใจเราคือไม่โอเคนะ เราผลิตภาษามาเพื่อการนี้เลย (หัวเราะ)

อย่างตอนทำคาแรคเตอร์เรื่อง จอมขมังเวทย์ 2020 ผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นจอมขมังเวทย์อายุ 30 นะ แต่คิดว่าผู้ชายที่ชื่อก๊อตอายุ 30 เป็นเพียงร่างภายนอก ข้างในเขาจริงๆ คือซาตานที่อายุ 800 ปีแล้ว ฉะนั้นการเดินการนั่งของตัวละครนี้คือมันผ่านโลกมา 800 ปีแล้ว มองเห็นคนอายุ 60 อย่างตัวละครพี่นก-ฉัตรชัยเป็นเด็กๆ เลย ส่วนตัวละคร มานพ เราดีไซน์ให้เป็นลูสเซอร์ การจะเป็นลูสเซอร์ได้แค่พูดอย่างเดียวก็ไม่ได้ งั้นวิธีการพูดจึงต้องสร้างจังหวะให้กับตัวละครนี้ด้วยเป็นการพูดไปนึกไปช้าๆ ซึ่งคนดูจะเห็นเลยว่ามันน่ารำคาญ แต่เราต้องการให้มานพเป็นแบบนี้แหละ แต่พอมาวันหนึ่งที่มันพลิกเปลี่ยน คำพูดแข็งไม่ยอมคน คนดูจะเห็นจุดเปลี่ยนจนรู้สึกได้ว่า…ไอ้นี่ มึงแกล้งบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ ผมตั้งใจตีความให้มันเหมือนแกล้งบ้านะ เพราะถ้ามันไม่สร้างคาแรคเตอร์อีกแบบมันจะไม่สามารถออกจากคุกมาได้ไวกว่ากำหนด 10 ปีแน่นอน ก็ต้องสร้างบุคลิกให้คนสงสารให้ได้เพื่อออกจากคุกให้ได้ไวที่สุด เดินช้า พูดช้า กลัวระแวงว่าจะมีใครมาทำร้ายตลอดเวลา อันนี้เราตั้งใจทำการบ้านมาเลย

ปกติเวลาถ่ายซีนหนึ่งไม่ถึง 5 นาที แต่สำหรับผมใช้เวลาซ้อม 2 เดือน แบบเหมือนนักมวยเลย นักมวยไม่จำเป็นต้องออกท่าออกทางออกหมัดตลอดเวลา พอขึ้นเวทีเดี๋ยวมาเอง นักแสดงก็เหมือนกัน ซ้อมความรู้สึกซ้อมอารมณ์ซ้อมเสียงซ้อมท่าทางไว้จนชิน แล้วพอมาเล่นกับเพื่อนนักแสดงที่อยู่ตรงหน้าก็มองว่าเขาเล่นอะไรแล้วปล่อยออกไปเหมือนนักมวยเลย ไม่มีการเซ็ตไว้ล่วงหน้าว่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ ทุกอย่างไหลไปตามสถานการณ์ มีหลายคนไม่เข้าใจบอกว่าการแสดงที่ดีไม่ควรซ้อมมา ควรมาสดหน้ากล้อง ประเด็นคือเราจะเอาอะไรมาสดล่ะ มันก็เป็นการเอาตัวเองมาสดหน้ากล้อง สุดท้ายคนดูไม่ได้เห็นตัวละคร

หลายคนไม่เข้าใจบอกว่า การแสดงที่ดีไม่ควรซ้อมมา ควรมาสดหน้ากล้อง ประเด็นคือเราจะเอาอะไรมาสดล่ะ มันก็เป็นการเอาตัวเองมาสดหน้ากล้อง สุดท้ายคนดูไม่ได้เห็นตัวละคร

วิธีคิดนี้เกิดจากประสบการณ์ในการทำงานของตัวเองหรือมาจากการเรียนแอ็คติ้ง

ต้องเกิดจากเรียนมาครับ นั่งเทียนคิดเองไม่ได้ คือผมตั้งคำถามว่าในเมืองไทยทำงานกันยังไง เมืองวนนอกทำงานกันยังไง พอเรารู้กระบวนการทำงานแบบไทย เราก็ศึกษาว่าเมืองนอกเขาทำงานยังไง พอเรารู้กระบวนการเราก็อ๋อ ที่เราไปไม่ถึงเหมือนเขาเป็นเพราะวิธีคิดของเรา เราเอาเข้ามาส่วนเดียว แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่ได้เอาเข้ามา เช่น กระบวนการที่เขาตีความบทยังไง ในขณะเดียวกันที่เราตีความบทในฐานะนักแสดง เราต้องมีสายตาของผู้กำกับด้วย แล้วต้องมีสายตาของคนเขียนบทด้วย มีสายตาของโปรดิวเซอร์ด้วย เพราะอาชีพนี้เกี่ยวข้องกับ 3 อย่างนี้ การแสดงถูกบันทึกโดยภาพ มีภาพยนตร์อยู่ด้านหน้า ถ้าสนใจแต่การแสดงอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจว่าการแสดงนี้จะส่งผลยังไงกับภาพที่กำลังบันทึก ที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นงานที่ไม่มีความละเอียดอ่อนเลยนะ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าภาพตัวละครตัวนี้ไม่ควรนั่งอยู่ มันควรจะเดินเข้ามา หรือไดอะล็อกนี้มันควรจะยืนมากกว่า จะได้เห็นว่าทางภาพมีมูฟเม้นท์ไม่น่าเบื่อ

จุดมุ่งหมายทางการแสดงของ ก๊อต จิรายุ วางไว้อย่างไร

ตอนนี้ถ้าเป็นนักฟุตบอลก็ยังอยากเตะตำแหน่งศูนย์หน้าอยู่นะ ยังอยากเตะอยากเลี้ยงลูกบอลอยู่ แต่นักบอลหลายคนก็ผันตัวเองไปเป็นโค้ชเมื่อถึงเวลาที่เบื่อแล้วอยากทำงานอื่นแล้ว ผมก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าด้านการกำกับผมยังต้องหาความรู้อีกเยอะ ในด้านนักแสดงก็เหมือนกัน เพราะว่าพอเราทำงานกับตัวละครมากขึ้น เราจึงพบมิติของชีวิตเยอะขึ้น แล้วพอเราพบมิติของชีวิตเยอะขึ้น เราก็ค้นพบว่าเราแทบจะไม่รู้อะไรเลย มันกลายเป็นคนทำงานที่กระหายความรู้และตั้งโจทย์กับตัวเองไว้ว่า ไม่ว่าทำงานอะไรก็แล้วแต่ ให้งานเป็นเครื่องพัฒนาตัวเอง แล้วมันจะทำให้เราอยากเรียนอยากฝึกไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นนักแสดงมืออาชีพจริงๆ แล้วหนังทุกเรื่องมันต้องตีความคนละแบบเพราะนักแสดงมีหน้าที่เปลี่ยนรูปทรง นักแสดงที่ยังไม่ได้เข้าใจในงานตัวเองจริงๆ จะเปลี่ยนเสียงหรือสายตาตัวเองไม่ได้ เปลี่ยนบุคลิกตัวเองไม่ได้ แต่อาจจะแค่อารมณ์ดีขึ้นในเรื่องนี้ อีกเรื่องอาจจะนิ่งขึ้น แต่พอเรื่องที่ลึกละเอียดลงไปมากกว่าเดิมก็จะไม่รู้วิธี ผมเจอหลายคนวิธีอยู่ตรงหน้าแต่ไม่เอา ด้วยความที่เขาอาจจะมองว่าทำอาชีพนี้เพื่อจะเป็นคอนเน็คชั่นในการทำงานอย่างอื่น แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น

ถ้าย้อนคิดไปเพราะเรามีทัศนคติที่ผิดต่อการทำงาน เราคิดว่าไม่ต้องเรียนหรอกทำงานไปเดี๋ยวก็เข้าใจ ที่ผิดมากไปอีกก็คือคิดว่าไม่ต้องทุ่มเทหรอกถ้าเขาไม่ได้จ่ายเงินเยอะ นี่คือเมื่อ 5 ปีที่แล้วผมคิดแบบนี้เลย

ผมจำคำพูด พี่นก ฉัตรชัย ได้ว่า “มึงไม่เก่งมึงก็ไม่มีงาน มึงเก่งจริงยังไงก็เลี้ยงตัวเองได้” แต่ก่อนผมแคสติ้งงานไม่ผ่านก็เพราะไม่ได้เรื่องจริงๆ ขนาดเรียนการแสดงแล้วด้วยนะ ซึ่งถ้าย้อนคิดไปเพราะเรามีทัศนคติที่ผิดต่อการทำงาน เราคิดว่าไม่ต้องเรียนหรอกทำงานไปเดี๋ยวก็เข้าใจ ที่ผิดมากไปอีกก็คือคิดว่าไม่ต้องทุ่มเทหรอกถ้าเขาไม่ได้จ่ายเงินเยอะ นี่คือเมื่อ 5 ปีที่แล้วผมคิดแบบนี้เลย ก็ต้องขอบคุณอาจารย์ที่สอนการแสดงผมมา ที่คอยปรับเปลี่ยนทัศนคติผมเรื่อยๆ ว่า ทุกโปรเจ็กต์ที่คุณตัดสินใจรับเองห้ามบ่น คุณต้องตั้งใจทำงาน ดูประเทศอื่นเขาทำงานกันยังไงแล้วประเทศไทยทำงานยังไง เปรียบเทียบกันอะไรที่ดีเอามาใช้อะไรที่ไม่ดีอย่าทำตาม ทำให้เรากลับมาตกผลึกกับตัวเองว่า การจะทำงานเราออกมาให้คนอื่นเห็นคุณค่าได้ก็ต้องละเอียดกับมัน เลยเป็นที่มาให้เราพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติวิธีการทำงาน แล้วถ้าเราทำงานแบบรักในงาน การให้รายละเอียดเราจะยิ่งเยอะ แบบเราให้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันไม่ได้ละ ต้องให้ 6-8 ชั่วโมงอยู่กับมันทุกวัน เพราะคิวถ่ายหนังสิบกว่าคิวเกือบยี่สิบคิวโดยเฉลี่ยแต่ละเรื่อง ดังนั้นการมาแต่ละครั้งต้องมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยการซ้อมมาก่อนของเรา และจะซ้อมได้ก็ต้องตีความบทมาก่อน จะตีความได้ต้องมีความรู้เป็นฐาน ที่ทำให้เราจัดกระบวนการของงานได้ชัดเจน จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะงานแสดงนะ งานศิลปะแขนงอื่นๆ ก็ใช้วิธีคิดแบบนี้

ได้ไปทำงานกับกองฯ หนังต่างประเทศด้วย เขามีวิธีทำงานการแสดงอย่างไรบ้าง

เขาจริงจังกว่าเราเยอะมากนะ ต้องมีการเวิร์คชอปกันก่อน มีบทมาแล้วให้เราพูดให้เห็นเลยว่าเราพูดเสียงไหน เพื่อที่จะได้รู้ว่าการกำกับเราจะไปทางไหน ลงลึกรายละเอียดจนถึงขนาดว่า ถ้าต้องการให้ตัวละครตัวนี้มั่นใจตัวเอง เราจะมีวิธีแสดงออกยังไง เปลี่ยนบุคลิกเรายังไง แล้วผู้กำกับเขาคือไม่ได้ถูกทั้งหมด เขาต้องมีการพูดคุยกันถึงตัวละคร เปิดใจเปิดความคิด มีผู้กำกับคนหนึ่งเขาบอกเราเลยว่า Don’t Afraid Me…Show me Please คือทำงานอย่างอิสระมากๆ เพราะจริงๆ แล้วงานแสดงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าเราต้องทำแต่ในแบบที่ผู้กำกับสั่ง มันก็แค่ได้งานแสดงที่ไม่ต่างจากหุ่นยนต์

สำหรับภาพยนตร์ คืนยุติ-ธรรม ประเด็นของหนังก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสร้อนๆ ทางสังคมด้วย อยากฝากอะไรถึงคนดูบ้าง

ผมมองว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่เรื่องความยุติธรรมของโลกใบนี้หรือวิธีที่จะเอาคืนโลกใบนี้ หนังเรื่องนี้เป็นความบันเทิงไม่ต่างจากหนังแนวทางอื่นๆ เรื่องอื่นๆ โลกใบนี้ยังมีความสวยงามให้มอง ความยุติธรรมอาจจะมีในบางกลุ่ม ทีนี้ในส่วนที่เราทำได้เราต้องลงมือทำ แต่ในส่วนที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องฝึกตัวเองให้วางใจให้เป็น สำคัญมากตรงนี้เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นดั่งใจเรา แต่เราเปลี่ยนใจให้อยู่กับโลกใบนี้ได้ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีปัจจัยอะไรแค่เท่าที่เรามองเห็น เรามองเห็นมือซ้าย ทันทีที่เราจดจ่ออยู่กับมือซ้าย เราก็จะไม่เห็นรายละเอียดของมือขวา เมื่อเรามองข้างบนเราย่อมไม่เห็นข้างล่างว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเราจดจ่ออยู่กับความอยุติธรรม บางครั้งบางคราวความยุติธรรมที่มันมีอยู่มากมายเราก็จะมองไม่เห็นมัน ถ้าเราจดจ่ออยู่กับด้านดาร์กของสังคม เราก็จะลืมหรือไม่เห็นด้านสว่าง  เพราะฉะนั้นก็ต้องตั้งคำถามว่าเราจดจ่ออยู่กับความมืดความเลวร้ายเพราะว่าอะไร อย่าเสียเวลาก่นด่ากับความมืด จุดไฟให้ตัวเองซะดีกว่า

เราไม่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นดั่งใจเรา แต่เราเปลี่ยนใจให้อยู่กับโลกใบนี้ได้ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีปัจจัยอะไรแค่เท่าที่เรามองเห็น

รวมถึงถ้าใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ผมเชื่อว่าไม่มีใครเอาใจช่วยตัวละครมานพ เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่ดี เขาเลือกวิธีฆ่าคน และหลายๆ คนที่ถูกฆ่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในเรื่องของตัวเขาเลย เขาเอาความแค้นนำทางทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนฉลาด คิดว่าตัวเองทำสิ่งที่ถูก แต่มันผิด ยังไงการเข่นฆ่ากันก็ไม่เวิร์ค แต่คือมนุษย์เราสะสมความคิดเรื่องการล้างแค้นมานานมากหลายยุคหลายสมัย แล้วโลกทุกวันนี้มันฝึกแต่การสนใจเรื่องภายนอก มันไม่ได้ฝึกเรื่องการสนใจที่ภายใน พอมันไม่สามารถฝึกให้จดจ่อเรื่องภายในได้ มันจึงควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ควบคุมจิตใจควบคุมการมองของเราไม่ได้ว่าอย่าไปสนใจเรื่องไม่ดีนะ ผมว่าเราต้องตั้งคำถามให้ได้ว่า…ฉันให้ความสนใจเรื่องนี้มากไปหรือเปล่า? มีเรื่องอื่นๆ มั้ยที่ฉันเอาใจใส่แล้วฉันดีขึ้น? บางครั้งเราต้องวางใจเราเองบ้าง แต่ถามว่าเราอยากให้มีหรือไม่มีความยุติธรรม ร้อยทั้งร้อยก็ต้องอยากสิครับ แต่ในเมื่อโลกไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราอยากให้เป็น เราก็ต้องวางใจตัวเองให้เป็น แล้วเราจะอยู่อย่างเข้าใจความอนิจจังของโลกและชีวิต…

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก