[Replay] NIGHT OF THE LIVING DEAD (1968) ซอมบี้สังสรรค์

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร

ก่อนหน้าที่หนังเรื่อง Night of the Living Dead ของ จอร์จ เอ.โรเมโร่ ฉบับสร้างปี 1968 จะถูกอ้างอิงถึงในฐานะต้นแบบของหนังสยองขวัญสมัยใหม่ หรือที่บรรดาสาวกผู้คลั่งไคล้-ถึงขั้นสถาปนาให้เป็น Citizen Kane ของหนังผีดิบ เส้นทางสู่ความสำเร็จ-ค่อนข้างระหกระเหิน

ด้วยทุนสร้างเพียงแค่แสนกว่าเหรียญ โรเมโร่ต้องถ่ายหนังเรื่องนี้โดยใช้ฟิล์มขาวดำ และไหว้วานญาติพี่น้องรวมถึงบรรดาเพื่อนฝูง-ให้มาช่วยแสดง นั่นหมายความว่าคุณภาพตลอดจนความพิถีพิถันในส่วนของงานสร้างเป็นเรื่องที่คาดหวังไม่ได้ เมเจอร์สตูดิโอขนาดเล็กอย่างโคลัมเบียปฏิเสธการจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้-ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ใช่หนังสี ขณะที่บริษัทสร้างหนังเล็กๆที่ชื่อ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส-บอกปัดเช่นกันเพราะหนังไม่มีฉากโรแมนซ์มากเพียงพอ และบทสรุปก็ชวนให้หดหู่หม่นหมอง

Night of the Living Dead ออกฉายจนได้ แต่ไม่ใช่ตามโรงชั้นหนึ่ง หากอยู่ในฐานะหนังควบตามโรงชั้นสองหรือชั้นสาม หรือหนังที่ถูกนำไปฉายในโรงประเภท ไดรฟ์-อิน ซึ่งผู้ชมไม่ค่อยรังเกียจเรื่องคุณภาพ

หนังควรจะถูกกลืนหายไปในทะเลของหนังสยองขวัญเกรด Z อีกนับสิบนับร้อยเรื่องที่ถูกสร้างทับถมกันในแต่ละปี-จนหาความแตกต่างระหว่างกันไม่ได้ ถ้าหากเสียงร่ำลือเกี่ยวกับความสยดสยองและน่าหวาดผวาของ Night of the Living Dead ไม่ขจรขจายออกไป ว่ากันว่าในการฉายรอบบ่ายวันเสาร์ครั้งหนึ่ง-ซึ่งเป็นรอบลดครึ่งราคาสำหรับเด็กๆ บรรดาผู้ชมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งไม่คาดฝันว่าหนังจะน่ากลัวมากกว่าสนุกสนานถึงขนาดนี้-ถึงกับส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจและร้องไห้เสียงลั่น

ในยุคสมัยที่ยังไม่มีคำว่า ’อินดี้’ สำหรับใช้เรียกหนังที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ถูกผูกมัดด้วยกรอบและเงื่อนไขทางธุรกิจจากสตูดิโอ Night of the Living Dead เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะหนัง ’อันเดอร์กราวนด์ (underground)’…

หนังยืนระยะการฉาย (โดยเฉพาะรอบเที่ยงคืน) อย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อยสองถึงสามปี-กว่าที่ใครจะมาค้นพบคุณค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้ ปกติแล้ว กลุ่มคนที่มักจะได้รับเครดิตในฐานะผู้พลิกฟื้นสถานการณ์ของหนังบางเรื่องจากความล้มเหลวหรือสภาพถูกหลงลืมให้กลายเป็นความสำเร็จในระดับครึกโครม-ก็คือนักวิจารณ์

แต่ในกรณีของ Night of the Living Dead นอกจากไม่ใช่แล้ว นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งยังรุมสับหนังตั้งแต่ออกฉาย นิตยสารวาไรตี้เป็นเจ้าแรกๆ ที่โจมตีหนังของโรเมโร่ว่าเป็นเพียงแค่งานของพวกมือสมัครเล่น ขณะที่คนอื่นๆ ตำหนิรสนิยมของคนสร้าง แรงสนับสนุนด้วยความศรัทธาอย่างยืนหยัดและเหนียวแน่นมาจากบรรดาแฟนๆโดยตรง-จนกลายเป็นกระแสความคลั่งไคล้ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลให้นักวิจารณ์ต้องหันกลับมาทบทวนมุมมองและตรวจสอบหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

ในยุคสมัยที่ยังไม่มีคำว่า ‘อินดี้’ สำหรับใช้เรียกหนังที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ถูกผูกมัดด้วยกรอบและเงื่อนไขทางธุรกิจจากสตูดิโอ Night of the Living Dead เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะหนัง ’อันเดอร์กราวนด์ (underground)’ หรือหนังใต้ดินเรื่องสำคัญที่อาศัยความได้เปรียบจากอิสรภาพทางความคิดที่เปิดกว้าง-ถ่ายทอดในสิ่งที่หนังในกระแสหลักไม่กล้านำเสนอ รวมทั้งยังหักล้างระบบระเบียบ, กฎเกณฑ์และขนบปฏิบัติของหนังในแนวทางนี้โดยสิ้นเชิง

จนถึงขั้นเป็นผลงานที่หนังสยองขวัญรุ่นหลังเข้าคิว-ยึดถือเป็นต้นแบบ โดยเฉพาะในแง่ของการทำให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า โลกของความสยองขวัญกับโลกของความเป็นจริง-ไม่ได้แบ่งแยกจากกันอย่างเป็นเอกเทศ แต่เชื่อมต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียว, การลำดับเนื้อหาในแบบที่ทำให้ความหวังของผู้ชมริบหรี่ลงไปจนกระทั่งเมื่อถึงตอนท้าย-อาจกล่าวได้ว่าลงเอยอย่างมืดทึบ และการสอดแทรกแง่คิดทางสังคม การเมืองไว้อย่างแนบเนียน จนถ้าหากมองหนังเรื่องนี้ในระดับผิวเผิน-ก็อาจไม่เห็นและนึกไม่ถึง

พล็อตของหนังเกือบไม่มีอะไรซับซ้อน ทั้งหมดผูกขึ้นอย่างง่ายๆ เพื่อรับใช้ฉากเขย่าขวัญสั่นประสาทอย่างตรงๆ และไม่ปรุงแต่งประดิดประดอย เปิดเรื่องด้วยฉากในสุสาน-ซึ่งเกือบจะกลายเป็นองค์ประกอบมาตรฐานของหนังในแนวทางนี้ พี่สาวน้องชายคู่หนึ่งเดินทางไปเยี่ยมเยียนหลุมฝังศพของพ่อ จอห์นนี่ (รัสเซลล์ สไตรเนอร์) ผู้เป็นน้องอดไม่ได้ที่จะแกล้ง บาร์บาร่า (จูดิธ โอ’เดีย) พี่สาวให้หวาดกลัวกับสภาพแวดล้อมที่วังเวงอ้างว้าง ระหว่างนั้นเอง ชายวัยกลางคนที่เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางแปลกๆ-ก็ตรงเข้าทำร้ายบาร์บาร่าอย่างที่ไม่มีใครไม่คาดฝัน

เมื่อจอห์นนี่พยายามเข้าไปช่วยเหลือ เขาก็ถูกชายประหลาดเหวี่ยงจนศีรษะไปกระแทกกับขอบหินและเสียชีวิต บาร์บาร่าซึ่งอยู่ในสภาพตกใจและหวาดกลัวสุดขีด-วิ่งกลับเข้าไปในรถยนต์ด้วยหมายจะไปจากสถานที่แห่งนั้นให้เร็วที่สุด แต่ปรากฏว่าไม่มีกุญแจเสียบคาไว้ หญิงสาวจำต้องหนีไปโดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด ก่อนจะไปพบบ้านร้างหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างไกลกัน แน่นอนว่า ชายประหลาดคนนั้นยังคงติดตามไปอย่างไม่ลดละ

บาร์บาร่าดูเหมือนจะต้องผจญเรื่องเลวร้ายนี้เพียงลำพัง แต่อีกไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ชายผิวดำที่ชื่อ เบน (ดเวน โจนส์) ก็พรวดพราดเข้ามาพร้อมกับบอกว่าเขาเจอสถานการณ์คล้ายคลึงกัน-เมื่อคนกลุ่มหนึ่งท่าทางสะลึมสะลือเหมือนไม่ได้สติรุกไล่จนเขาต้องหนีมาหลบภัยในบ้านร้างแห่งนี้ ว่าไปแล้ว ผู้ชมแทบไม่สงสัยเลยว่ากลุ่มคนที่พากันมาชุมนุมรอบบ้านและทำท่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ-ก็คือพวกผีดิบที่ออกอาละวาดไล่ฆ่าคนในละแวกนั้น (อันที่จริง ชื่อของหนังเรื่องนี้ก็บอกชัดเจนทนโท่)

เพียงแต่สิ่งที่ผู้ชมยังไม่รู้แน่ชัด-ก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของบรรดาผีดิบซอมบี้พวกนี้อยู่ตรงไหน

เนื้อหาส่วนใหญ่นับจากนี้-โฟกัสที่เบนซึ่งหนังแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถควบคุมทั้งตัวเองและสถานการณ์ได้ดีกว่าบาร์บาร่าที่เกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในอาการช็อค เบนกลายเป็นเพียงคนเดียวที่ผู้ชมทั้งฝากความหวังและเอาใจช่วย เพราะเชื่อว่าปฏิภาณไหวพริบของชายหนุ่ม-จะพาให้ค้นพบทางรอดพ้นจากอันตรายที่รุมล้อม

อย่างไรก็ตาม เบนและบาร์บาร่าก็ยังไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวละครสองคนที่เผชิญชะตากรรมในบ้านหลังนี้ ระหว่างที่ชายหนุ่มคิดวิธีป้องกันไม่ให้พวกผีดิบบุกเข้ามาในตัวบ้าน-ด้วยการตอกตะปูปิดทางเข้าทั้งหมด เขาพบว่ายังมีคนอีกถึงห้าคนแอบซ่อนอยู่ก่อนหน้าในห้องใต้ดิน

สถานการณ์ที่ตัวละครทั้งเจ็ดคนถูกจำกัดให้อยู่ในสถานที่คับแคบ บีบให้ทั้งหมดต้องหาทางที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการอยู่รอดในท่ามกลางฝูงผีดิบที่ไม่เพียงคุมเชิงอยู่ด้านนอกเท่านั้น หากยังพยายามบุกเข้ามาเล่นงานคนในบ้าน ปัญหาก็คือ ในภาวะคับขันอย่างนี้ สมาชิกทั้งหมดกลับไม่สามารถบรรลุความเห็นที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ชายหนุ่มที่ชื่อ ทอม (คีธ เวย์น) เห็นด้วยกับเบนที่ให้รักษาที่มั่นบริเวณชั้นล่างของบ้าน เผื่อว่าพวกผีดิบบุกเข้ามาจริงๆ หนทางที่จะหนีไปทางอื่นๆก็ยังเปิดกว้าง ขณะที่ แฮร์รี่ (คาร์ล ฮาร์ดแมน) ชายวัยกลางคน-ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเบนตั้งแต่แรกยืนยันที่จะกลับไปหลบซ่อนในห้องใต้ดินเหมือนเดิม-ทั้งๆที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว แต่ก็เป็นข้อดีในแง่ที่เขาจะได้ไม่ต้องพะวงพวกผีดิบโผล่มาทางข้างหลัง

ความขัดแย้งอย่างชนิดสุดขั้วระหว่างเบนกับแฮร์รี่-คือเงื่อนไขที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเปราะบางและล่อแหลมต่อหายนะมากขึ้น

เหตุผลที่ใช้อธิบายแฮร์รี่ได้ง่ายที่สุด-ก็คือเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นห่วงแต่สวัสดิภาพของตัวเองและลูกเมียจนเพิกเฉยต่อความอยู่รอดของคนอื่นๆในกลุ่ม การคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกและคนที่เหลือผิดหมด-คือเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนกับส่วนรวมโดยไม่จำเป็น จนผู้ชมแทบไม่มีปัญหาในการเลือก-ว่าควรจะถือหางข้างไหนระหว่างเบนกับแฮร์รี่ และเกือบจะเป็นกฏตายตัวสำหรับหนังสยองขวัญโดยทั่วไปก็ว่าได้-ที่ตัวละครแบบนี้จะไม่มีทางอยู่รอดไปจนถึงม้วนสุดท้าย

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ ความชิงชังเหม็นหน้าระหว่างเบนกับแฮร์รี่กลับไม่ปรากฏว่ามีประเด็นทางสีผิวมาเกี่ยวข้อง-ทั้งๆที่เป็นตรรกะที่คนทำหนังสามารถหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ในการอธิบายความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องยุ่งยากปูพื้น แต่โรเมโร่เลือกที่จะให้เหตุผลอีกทาง-ซึ่งกลายเป็นการเสริมแง่มุมในทางลึกกับตัวละคร

ฉากเล็กๆ ในช่วงกลางเรื่องที่ เฮเลน (มาริลีน อีสต์แมน) เมียของแฮร์รี่ต่อว่าต่อขานสามีที่ทำตัวเป็นคนขวางโลก ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคนอื่นๆ -ไม่เพียงอธิบายถึงชีวิตแต่งงานของคนทั้งสองที่กำลังร้าวฉานและใกล้จะพบความล้มเหลว เฮเลนยังเน้นให้ผู้ชมได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยว่าแฮร์รี่เป็นคนประเภทถนัดที่จะออกคำสั่งมากกว่ารับคำสั่งคนอื่นไปปฏิบัติตาม ชอบเป็นคนคุมสถานการณ์มากกว่าปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในความควบคุมของใคร

เพราะฉะนั้น ในระหว่างแฮร์รี่กับเบน-จึงเป็นเรื่องของความพยายามเอาชนะคะคาน ไม่ยอมลงให้แก่กัน-มากกว่าเหตุผลอื่น และเชื่อว่าผู้ชมร้อยทั้งร้อยคงมองเหมือนกันว่า ความเห็นแก่ตัวของแฮร์รี่จะส่งผลร้ายตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แฮร์รี่พบจุดจบตามความคาดหมาย และไม่ใช่ด้วยน้ำมือของผีดิบซอมบี้ แต่ถูกเบนฆ่าตายเพราะเขาตั้งใจเอาตัวรอดมากเกินไป-ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดคาด ส่วนที่เย้ยหยันและถือเป็นการยกระดับ Night of the Living Dead ให้กลายเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า-ก็คือ หนังไม่ได้พาผู้ชมไปพบกับทางออกที่คุ้นเคย แต่จุดจบที่รอคอยในตอนท้าย-ทิ่มแทงอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมอย่างคาดไม่ถึง

ส่วนที่เย้ยหยันและถือเป็นการยกระดับ Night of the Living Dead ให้กลายเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า-ก็คือ หนังไม่ได้พาผู้ชมไปพบกับทางออกที่คุ้นเคย แต่จุดจบที่รอคอยในตอนท้าย-ทิ่มแทงอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมอย่างคาดไม่ถึง

หมายความว่า นอกจากเบนจะไม่สามารถช่วยให้ใครรอดชีวิตได้แม้แต่คนเดียวแล้ว ยังกล่าวได้ว่าตัวเขา (ไม่ใช่แฮร์รี่) คือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของสมาชิกในกลุ่มเกือบทั้งหมด ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หนังพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดของเขาที่ให้ทุกคนรวมตัวอยู่ชั้นล่าง (แทนที่จะเป็นห้องใต้ดิน) เพื่อจะได้มีทางหนีทีไล่-กลายเป็นความคิดที่ผิด เพราะเมื่อบรรดาซอมบี้กลุ้มรุมกันเข้ามาในบ้านจริงๆ สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด และช่วยให้เบนซึ่งเป็นคนเดียวที่เหลือรอด-ผ่านค่ำคืนอันเลวร้ายไปได้โดยปราศจากรอยขีดข่วนก็คือห้องใต้ดิน สถานที่ที่แฮร์รี่ยืนยันตั้งต้นว่าจะใช้เป็นที่หลบซ่อน

แต่เซอร์ไพรส์ยังไม่สิ้นสุดเท่านั้น เพราะภายหลังจากกลุ่มนักล่าซอมบี้ของนายอำเภอค้นพบวิธีกำจัดพวกผีดิบอย่างได้ผล ในเช้าวันต่อมา-เมื่อเบนโผล่ขึ้นมาจากห้องใต้ดิน เขากลับถูกพวกนักแม่นปืนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผีดิบที่เหลือรอดและถูกยิงอย่างแม่นยำจากระยะไกลเข้าที่กะโหลก เสียชีวิตแทบจะในทันที

เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นภาพนิ่งของเบนที่ถูกตะขอเกี่ยว ลากตัวไปเผารวมกับซากอื่นๆ ที่ถูกฆ่าตายในสภาพอเนจอนาถแบบเดียวกัน นอกจากไม่มีชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เกริกไกรรอคอยในตอนท้าย การตายของเบนยังเกือบเป็นเรื่องเหลวไหลที่หาเหตุผลอันสมควรมาอธิบายไม่ได้ มันเป็นการฆ่าที่โหดเหี้ยมและปราศจากการแยกแยะ ทำลายความหวังและทิ้งไว้ซึ่งความสงสัยว่า ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างผีดิบกับพวกที่ยังมีชีวิต ใครกันแน่ที่น่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่ากัน

ถ้าหากจะกล่าวอย่างถึงที่สุด มุมมองในแง่ร้ายแบบนี้-ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในช่วงท้าย แต่ผู้ชมได้รับการเกริ่นนำมาเป็นลำดับตั้งแต่กลางๆเรื่อง ฉากที่ถือได้ว่าช็อคความรู้สึกของผู้ชมมากที่สุดอยู่ในช่วงหลังจากที่หนังแสดงให้เห็นจุดประสงค์แท้จริงของพวกซอมบี้-ว่าสาเหตุที่พวกมันมาอออยู่หน้าบ้านก็เพราะหิวโหย และต้องการกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร

ทอมกับแฟนสาวคือสองคนแรกที่กลายเป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย ภาพที่หนังให้เห็น-น่าหวาดผวาน้อยกว่าขยะแขยง หลังจากนั้นไม่นาน ลูกสาวของแฮร์รี่ที่ถูกพวกซอมบี้ทำร้าย-ก็เสียชีวิตและกลายเป็นหนึ่งในพวกนั้น เธอไม่เพียงแต่ลงมือฆ่าแม่ของตัวเองอย่างเลือดเย็น หากยังฉีกท่อนแขนของแฮร์รี่ ผู้เป็นพ่อแทะกินอย่างเบิกบานในอารมณ์ นั่นเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่บาร์บาร่าตกเป็นเหยื่ออันโอชะของจอห์นนี่ น้องชายและผองเพื่อนใหม่ของเขา

ไม่จำเพาะเพียงแค่สายใยแห่งความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวเท่านั้น-ที่ไม่มีความหมายในโลกของซอมบี้ แต่ Night of the Living Dead ยังทำลายคุณค่าอื่นๆที่คนทั่วไปให้ความสำคัญและยึดถือ-ลงอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครได้เป็นพระเอกหรือผู้ร้ายอย่างแท้จริงในหนังเรื่องนี้ ความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นถูกตอบแทนด้วยความล้มเหลว การเสียสละและความกล้าหาญ-เป็นเรื่องไร้สาระพอๆ กับที่มันดูโง่เขลา อย่างเดียวที่เห็นชัดๆ ว่าดำรงอยู่และไม่ได้หายไปไหน-ก็คือสังคมที่ตกอยู่ในครอบงำของความรุนแรง

ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม-ถ้าหากใครจะทึกทักเอาเองว่าโรเมโร่จงใจซ่อนเจตนาแอบแฝงไว้เบื้องหลังบทสรุปแบบนี้ เพราะถ้าหากผู้ชมถอนตัวเองออกไปมองภาพที่กว้างกว่านั้น-ก็คงเห็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อเมริกาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย นอกจากในภาพรวมของสังคมจะปกคลุมไว้ด้วยความวุ่นวายสับสน คนจำนวนไม่น้อยยังพบว่าตัวเองนอนกอดอยู่กับความสิ้นหวัง

—————————————————————————————————

NIGHT OF THE LIVING DEAD (1968) กำกับ, กำกับภาพ, ลำดับภาพ-จอร์จ โรเมโร่, อำนวยการสร้าง-รัสเซลล์ สไตรน์เนอร์, คาร์ล ฮาร์ดแมน /บท-จอห์น เอ.รุสโซ่ /ออกแบบงานสร้าง-วินเซนต์ เซอร์วินสกี้ /สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์-เรจิส เซอร์วินสกี้, โทนี่ แพนแทนเนลโล่ /แต่งหน้า-คาร์ล ฮาร์ดแมน, มาริลิน อีสต์แมน /ผู้แสดง-จูดิธ โอ’เดีย, ดเวน โจนส์, คีธ เวย์น, คาร์ล ฮาร์ดแมน, มาริลีน อีสต์แมน, รัสเซลล์ สไตรเนอร์/ขาวดำ /ความยาว 96 นาที

Shares