Let’s Pick Thai Artist : แนะนำอาร์ทติสไทยประจำสัปดาห์ : Raypier

1231

สวัสดีครับ กระผม บ.ก.ซัน ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Let’s Comic และเพจ Plotter
ช่องทางสื่อการ์ตูนและภาพประกอบจากฝีมือนักวาดชาวไทยกว่า 10 ปี
ขอเสนอบทความแนะนำนักวาดการ์ตูนและภาพประกอบชาวไทยรายสัปดาห์
“Let’s Pick Thai Artist”

และสำหรับสัปดาห์นี้
ขอเชิญพบกับ
.
.
.
.

Raypier
พีรศักดิ์ เสนาลัย
วันเดือนปีเกิด : 7 สิงหาคม 1991

ช่องทางติดต่อ
Email : deviice7@gmail.com
Art Station : www.artstation.com/raypier   
IG : raypierart
Facebook : facebook.com/pg/artofraypier

ผลงานบางส่วน

ชมความอลังการกันไปพอสมควรไปแล้ว
ต่อไปก็ ลองไปทำความรู้จักกับศิลปินท่านนี้ด้วยกันเลยดีกว่าครับ แฮ่..

———————

-.ก่อนอื่นก็อยากให้ช่วยเล่าถึง เส้นทางการมาเป็นนักวาด ของเราเองแบบคร่าวๆ ซักหน่อยครับผม

ก็เริ่มต้นจากการเป็นเด็กอ้วนๆ ครับ ที่ไม่มีอะไรให้ขิงได้เลย บ้านก็ไม่ได้รวย หน้าตารูปร่างก็ไม่ได้ดี ไม่ได้เรียนเก่งอีก มีแต่การวาดรูปที่เราพอจะมีทักษะ แล้วก็เป็นหน้าเป็นตาในสังคมเด็กน้อยได้ เพราะฉะนั้นการวาดรูปสำหรับผมมันไม่ใช่แค่งานอดิเรกมาตั้งแต่แรก มันแสดงถึงจุดยืดของเรา ทำให้เรามีคุณค่าในตัวเอง ผมเลยค่อนข้างจริงจังกับมัน แล้วก็มีความสุขเวลาได้เห็นเราทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

การวาดรูปสำหรับผม
มันไม่ใช่แค่งานอดิเรกมาตั้งแต่แรก
มันแสดงถึงจุดยืดของเรา
ทำให้เรามีคุณค่าในตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมเลยตอบตัวเองได้ตั้งแต่ ม.3 ว่าผมจะเรียนและทำงานเป็น Digital Artist อย่างแน่นอน หลังจากนั้นผมก็เลยย้ายตัวเอง ไปเรียนสาย ปวช. ที่เรียนสบายกว่า มีเวลาให้ผมวาดรูปฝึกเล่นๆ 3 ปี ก่อนเข้ามหาลัยฯ แล้วก็จบออกมาทำงาน แบบที่เราวางแผนไว้ ตั้งแต่ตอน ม.3 ครับ

-.คิดว่าในฐานะนักวาดดิจิต้อลเพ้นท์ สิ่งใดที่เราควรคำนึงก่อนเป็นอันดับแรก ในการวาดรูปแต่ละรูปครับผม

ความเป็นตัวเองครับ ต้องยอมรับว่างานดิจิตอล มันง่ายและเร็วกว่างานมืออยู่มากนะครับ ในโลกก็มีคนเก่งๆ อยู่มากมายมหาศาล แต่ผมว่าสิ่งที่ยกระดับคนที่ประสบความสำเร็จ ออกจากคนทำงานทั่วไปก็คือ วิธีที่เรามองตัวเอง
ถ้าเรามองตัวเองเป็นคนผลิตงานคนนึง เราก็จะทำงานด้วยความรู้สึกที่ว่า มันคืองาน ซึ่งในท้ายที่สุดมันจะทำให้เราเหนื่อยกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ งานเราจะขาดตัวตนและกลืนไปกับกระแสของชาวโลก

สิ่งที่ยกระดับคนที่ประสบความสำเร็จ
ออกจากคนทำงานทั่วไปก็คือ
วิธีที่เรามองตัวเอง

แต่ถ้าเรามองตัวเองเป็น ศิลปิน วิธีการทำงานของเราจะต่างออกไป เราจะผ่อนคลายมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และงานที่ได้ออกมามันจะมีคุณภาพ และมีหัวใจกว่างานทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า มันหาได้ยากสำหรับงานดิจิตอล

-.จุดไหนในงานวาดของเรา ที่เรามักจะใช้เวลากับมันเยอะที่สุด และเพราะอะไรครับ

หน้าครับ ผมเป็นคนเบื่อง่าย แล้วก็มีโอกาศสูงที่จะทำงานไม่เสร็จครับ ฮ่าๆ ผมเลยใช้วิธี แบ่งงานเป็นส่วนๆ แล้วทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไป ซึ่งส่วนแรกที่ผมมักจะลงมือทำให้เสร็จก่อน และเป็นส่วนที่ให้เวลากับมันเยอะที่สุด ก็คือใบหน้า

เพราะ เวลาคนเรามองอะไรซักอย่าง เราจะถูกดึงดูดด้วยใบหน้าหรือสิ่งที่คล้ายใบหน้าเป็นอันดับแรกครับ มันเลยเป็นจุดที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในงาน ผมจึงอยากให้สิ่งนี้ มันดูดีและมีเสน่ที่สุด เท่าที่จะทำได้ เลยให้เวลากับมันเยอะกว่าส่วนอื่น เหมือนงานผมเสร็จไปแล้ว 50% เพียงแค่เก็บหน้าให้เสร็จ อะไรประมาณนั้นครับ

-.คิดว่าการฝึกวาดรูปลงสีบนกระดาษยังจำเป็นมั้ยครับ ในยุคที่มีแทปเล็ตแพร่หลายอย่างทุกวันนี้

ผมว่าไม่มีอะไรทดแทนความรู้สึกที่เราวาดลงบนกระดาษได้นะครับ โดยเฉพาะการที่มันมีข้อจำกัดเยอะมาก ซึ่งในดิจิตอลเพนท์แทบจะไม่มีเลย มันช่วยให้เราใจเย็นลง ฝึกคิดให้มากขึ้น อดทนกับงานมากขึ้น โฟกัสกับจิตใจตัวเอง มากกว่าเทคนิคและผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

แต่ถ้าถามว่ามันยังจำเป็นมั๊ย สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น Digital artist ผมมองว่า มันอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นอีกแล้วครับ สมัยนี้เราอยู่กับเทคโนโลยีจนเคยชินกับมันมากกว่าแต่ก่อน สำหรับบางคน แทปเล็ตดูจะเข้าถึงง่ายกว่ากระดาษดินสอด้วยซ้ำ

ยังไงก็ตาม ผมก็ยังเชียร์ และแนะนำอย่างยิ่ง ให้เรากลับมาทำงานมือกันบ้างนะครับ เพราะยิ่งเราเคยชินกับความสบายเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งอดทนกับสิ่งต่างๆ น้อยลงเท่านั้น

แนะนำอย่างยิ่ง ให้เรากลับมา
ทำงานมือกันบ้างนะครับ
เพราะยิ่งเราเคยชินกับความสบายเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งอดทนกับสิ่งต่างๆ น้อยลงเท่านั้น

-.เห็นว่าเราได้มีโอกาสไปร่วมงานกับบริษัทต่างๆ มากมาย ถ้าให้หยิบมาพูดถึงซัก 1 ชิ้น จะเลือกชิ้นไหน ของที่ไหนครับ

งานนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นของที่ไหน ขอโทษด้วยครับ ฮ่าๆๆ เป็นงานชิ้นแรกหลังจากผมเรียนจบแล้วทำงานออฟฟิศอยู่สองปี แล้วออกมาทำฟรีแลนส์ เป็นครั้งแรกที่ชีวิตมีเวลาเยอะขึ้น สบายขึ้น และเราสามารถใส่พลัง ใส่เวลาให้งานได้อย่างเต็มที่ จนงานมันก้าวกระโดดจากเดิมอย่างคาดไม่ถึง จนผมเองยังตกใจเลย มันเลยทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า การพัฒนาตัวเองนั้น เวลาที่เราใช้เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ก็สำคัญมากพอๆ กับการฝึกฝีมืออย่างจริงจัง

-.อยากรู้ว่าเรามีเคล็ดลับอะไรในการวาดพวกแสงสีหรือเอฟเฟคต่างๆ ในงานให้พอดี ไม่มากไปหรือน้อยไปมาแนะนำมั้ยครับ

ก็ง่ายๆเลยครับ คือผมจะแบ่งการทำงานเป็น 2 ช่วง

  • ช่วงแรกผมเรียกว่า Render step คือการเก็บงานปกติ โดยพยามไม่ให้ภาพสว่างไป หรือมืดไป ให้มันอยู่ตรงกลางๆ ออกไปทางมืดซักหน่อยก็ได้ (ลองนึกถึงภาพ Raw images เวลาเราถ่ายภาพน่ะครับ) เมื่อเราพอใจกับงานแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงที่สอง
  • ช่วงที่สอง ผมเรียกว่าการ Photo editing คือ เราจบงาน ด้วยการใส่เอฟเฟค และปรับจูนแสงสี ด้วย Tools ต่างๆ ใน Photoshop จนกว่าเราจะพอใจ เหมือนเราจูนสีภาพถ่าย ซึ่งถ้าเราทำงานในช่วงแรกมาดี ก็จะทำมาเพื่อให้เราจูนทีหลังได้สะดวกและเป็นธรรมชาติครับ

-.เห็นว่ามีงานเซ็ทแฟนอาร์ทปกแม็กกาซีนอยู่หลายรูปเลย อันนี้มีแนวคิดอย่างไรถึงจัดทำภาพเซ็ทนี้ขึ้นมาครับผม

เมื่อราวๆ ปีที่แล้ว ผมได้เห็นงานๆ นึง ของคุณ Johnson Ting เป็นแนวๆ ปกนิตยสารรถแข่งบวกกับอัศวิน และคิดว่า นี่มันเจ๋งมากๆ ไม่ต้องทำอะไรเยอะ เน้นไอเดียการนำเสนอที่ใหม่และเข้ากับชีวิตปัจจุบัน

จนผมได้ข่าวเกม Final Fantasy 7 Remake และอยากนำเสนอตัวละครที่ทุกคนรู้จัก ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปนิดหน่อย แต่ยังอยากให้ทุกคนสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของตัวเองได้ แล้วก็อยากทำเป็น Set เพื่อให้งานดูมีคุณค่ามากขึ้น เลยนึกถึงงานของคุณ Johnson ขึ้นมา จากนั้นผมเลยนำไอเดีย มาผสมกัน จนออกมาเป็นธีมแมกกาซีนแฟชั่นครับ

-.สุดท้ายถ้าให้สามารถเป็นเพื่อนกับตัวละครจากเกมส์หรือการ์ตูนได้ 1 ตัวในโลกความจริง จะเลือกตัวไหน เพราะอะไรครับผม

คาซึระ โคทาโร่ จากเรื่อง กินทามะครับ ฮ่าๆๆๆ แค่คิดว่ามีเพื่อนปัญญาอ่อนแต่เป็นถึงผู้นำกลุ่มต่อต้าน ผมก็มีกำลังใจใช้ชีวิตแล้วครับ ผมชอบนิสัยเค้ามากด้วย

————————————

LET’S Time Line
ผลงานเก่าๆ จากอดีตสู่ปัจจุบันของศิลปิน

งานตอนอายุ 15 -16 ปีครับ ตอนนั้นผมวาดรูปลงในกระดาษแล้วก็ใช้เครื่องแสกนรูปลงไปในคอม จากนั้นก็ลงสีด้วยเมาส์หนูธรรมดา เป็นช่วงที่มีความสุขกับการพัฒนาแล้วก็เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอด จะเห็นว่างานได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ

งานต่อไป อายุประมาณ 19-20 ปี เป็นงานสมัยเรียนมหาลัยฯ ครับ ตอนนั้นเสพงานอนิเมชั่นเยอะมาก งานเลยออกไปทางอนิเมชั่นสไตล์น่ารักๆ ผมว่าช่วงนี้ผมได้เรียนรู้วิธีที่จะทำงานให้สมบูรณ์ เป็นมืออาชีพมากขึ้น

งานต่อมา ตอนอายุ 22 เป็นงานสมัยที่บ้าพลังสุดๆ ช่วงที่ทำงานที่ Studio HIVE ครับ จะเห็นว่าได้รับอิธิพลการทำงานแบบ Realistic มาเต็มที่เลย ตอนนั้นจะเป็นช่วงที่เราทำงานโดยมีคติที่ว่า ยิ่งงานมีดีเทลเยอะเท่าไหร่ เก็บเนี๊ยบได้เท่าไหร่ ยิ่งดี

ภาพสุดท้าย ตอนอายุ 25 เป็นงานสมัยที่ทำงานฟรีแลนส์ครับ งานจะดูโตขึ้นหน่อย แล้วก็ใช้เทคนิคช่วยเยอะขึ้น ใช้พลังน้อยลง แต่ได้งานที่มีความลงตัวมากขึ้นในหลายๆ ด้าน

————————————————

Artist Listening Inspiration
ช่วงเวลาทำงานศิลปินของเราฟังอะไรไปด้วย ?

นี่เลยครับ ช่อง Fan Faction Studio ของคุณนิคครับ
ผมเป็นคนชอบฟังเรื่องเล่าและตำนานครับ ยิ่งเป็นแนวแฟนตาซี เกี่ยวกับเกม หนัง นิยาย ยิ่งชอบ ฟังสุดเพลิน
https://www.youtube.com/channel/UCBOy0FgEH8S7YzDskl3skkQ

———————————–

ก็จบกันไปอีกท่านแล้วนะครับผม
สำหรับสาย ดิจิต้อลเพ้นท์ ก็หวังว่าจะได้ความรู้และความเพลิดเพลิน
กันแบบเต็มอิ่มไปไม่น้อยสำหรับในครั้งนี้นะครับ

สัปดาห์หน้าจะเป็นอาร์ทติสท่านใด รอติดตามสปอยล์ทางเพจ Let’s comic เร็วๆ นี้ครับผม

แล้วพบกันใหม่ทุกๆ แบบต่อเนื่อง
กับบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ การ์ตูน และ ศิลปะ ที่เว็บ Plotter จ้าาา
แฮ่..

Shares
บรรณาธิการ / CEO สำนักพิมพ์ การ์ตูนไทย Let's Comic