แรงงานหญิงแกร่งในกองถ่ายภาพยนตร์ Tough Ladies Behind the Scene

742

สัมภาษณ์โดย บุษบา เตชศรีสุธี / ถ่ายภาพโดย ธนพล อินทรกำแหง

บทความจากคอลัมน์ SP-INTERVIEW ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 878 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560

เนื่องในวาระ ‘วันแรงงานแห่งชาติ’ เวียนมาอีกครา ทำให้เรานึกไปถึงบุคลากรเบื้องหลังวงการภาพยนตร์ ที่ไม่ใช่แค่ดารานำหรือผู้กำกับที่มักจะได้ออกหน้าออกตาตามสื่อต่างๆ อยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายชีวิตที่ทำงานเป็นฟันเฟืองอยู่เบื้องหลังกล้องช่วยขับเคลื่อนกองถ่าย เพื่อให้โปรเจ็คหนังทั้งใหญ่และเล็กสำเร็จลุล่วงไปได้ รวมถึงกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศที่เข้ามาใช้โลเคชั่นถ่ายทำในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่ามีทีมงานคนไทยเป็นเรี่ยวแรงสำคัญอยู่เบื้องหลังฉากเหล่านั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเดินทางไปยังบริษัท Indo China Production เพื่อพูดคุยกับผู้หญิงสามคนที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับกองถ่ายหนังมานานนับสิบปี พวกเธอเหล่านี้จะมาบอกเล่าประสบการณ์ทำงานเบื้องหลังกล้อง ทั้งวิถีชีวิตและการเป็นผู้หญิงในกองถ่าย ตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ นอกเหนือจากผู้กำกับ บรรยากาศการทำงานกับกองถ่ายต่างประเทศ ไปจนถึงสถานการณ์ของตลาดหนังในภูมิภาคนี้ ซึ่งน่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับคอหนังทั้งหญิงและชาย รวมไปถึงผู้ที่สนใจอยากจะทำงานสายภาพยนตร์ได้ไม่น้อยเลย

โอ๋ ระหว่างถ่ายหนัง อวสานโลกสวย

โอ๋ อุษา มานิตานนท์  Director of Photography (ผู้กำกับภาพ)

  • เข้ามาในวงการนี้ได้ยังไง

            เราเรียนปริญญาตรี วิชวลอาร์ต ที่ ม.บูรพา แต่ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่ตอนอยู่ช่างศิลป์แล้ว ถ้าย้อนดูภาพเก่าๆ เราจะห้อยกล้องตลอดเวลา แล้วอยู่แก๊งถ่ายรูป ช่างศิลป์มีวาดนู่นนี่ เราก็ไม่เก่ง อยากเป็นช่างภาพนี่แหละ ชอบเพราะมันได้เดินทาง พอไปเรียน ม.บูรพา ถึงปีสาม ทุกคนก็หาที่ฝึกงานกัน รุ่นพี่ที่ทำอาร์ตไดเรคเตอร์ในวงการโฆษณาเขาก็แนะให้ไปสมัครที่ Film Factory ในยุคนั้นเขามีครบทุกแผนกเลย และเขาก็ซีเรียสกับการเทรนนิ่งเด็กมากนะ ให้เอ็กเซ็กคูทีฟโปรดิวเซอร์มาสัมภาษณ์ว่าอยากทำอะไร ทำไมมาฝึก เราก็บอกไปตรงๆ ว่าชอบถ่ายภาพ เค้าก็บอกว่างั้นลองทำแผนกกล้องมั้ย แล้วก็ให้ไอเดียเราว่า “คนสมัยนี้เก่งแต่จะคิด” คือทุกคนอยากเป็นไดเร็คเตอร์ อยากเป็นครีเอทีฟโฆษณากันหมดเลย แต่วิชาที่ใช้สกิลพวกนี้ ไม่มีคนสนใจที่จะรู้มัน

ตอนนั้น Film Factory ทำหนังเรื่อง ฝัน บ้า คาราโอเกะ ของพี่ต้อม เป็นเอก ออกฉาย แล้ว พี่แดง (ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ผู้กำกับภาพ ฝัน บ้า คาราโอเกะ, ตลก 69, มนต์รักทรานซิสเตอร์, โอเคเบตง) มานัดคุยกับเราบอกว่าให้ไปคิดดูก่อนสามวัน จนเรางงว่านี่มาฝึกงานหรือจะสมัครงาน (หัวเราะ) เขาบอกว่าผมบอกให้คุณลงน้ำคุณก็ต้องลงนะ ไปต่างจังหวัดได้มั้ย ซีเรียสมาก ห้ามมาสายทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนทหารเลย เราฝึกงานสามเดือนเต็มๆ ออกกองเหมือนกับทีมงานปกติ จนรู้สึกว่าเดือนสุดท้าย ตอนนั้นพี่ต้อมถ่าย มนต์รักทรานซิสเตอร์ เราก็ไปฝึกถ่ายงานกับพี่แดง จำได้ว่ายุคนั้นผู้หญิงทำงานกล้องยากมาก มีผู้หญิงน้อยมาก เพราะว่ามันหนัก ต้องฝึกเทรนร่างกาย ขาตั้งกล้องอันนึงหนักมากเลยนะ

“คนสมัยนี้เก่งแต่จะคิด” คือทุกคนอยากเป็นไดเร็คเตอร์ อยากเป็นครีเอทีฟโฆษณากันหมดเลย แต่วิชาที่ใช้สกิลพวกนี้ ไม่มีคนสนใจที่จะรู้มัน

  • อยู่แผนกกล้องต้องทำอะไรบ้าง

             เลเวลหนึ่งจะเริ่มจากเป็นวิดีโอแมน คอยกดบันทึกแล้วก็เพลย์แบ็ค ดูเหมือนงานง่ายมากแต่เป็นการเริ่มต้นจัดระเบียบความคิด กลั่นกรองบางอย่างในการทำงาน จนขึ้นมาเป็นมือสอง สมัยนู้นก็มี clapper loader (คนโหลดฟิล์มและตีสเลท) ซึ่งแต่ก่อนทำทั้งสองอย่าง เดี๋ยวนี้เค้าจะแยกกันเป็น slate กับ report แล้วจริงๆ สมัยก่อน loader กับ 2nd assistant (ผู้ช่วยผู้กำกับคนที่สอง) คือตำแหน่งเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้อาจจะแยก เพราะมันมีการโหลดไฟล์ คนโหลดไฟล์ก็โหลดไฟล์อย่างเดียว กลายเป็นว่าต้องแบ่งเป็นสองตำแหน่งอีก ทั้งที่เมื่อก่อนบอกว่า ใช้ฟิล์มเปลือง ดิจิตอลถูกกว่า กลายเป็นว่าต้องมาเพิ่มคนแทน แล้วก็มีคนหนึ่งที่คอยอยู่ on-set กับกล้อง กับอีกตำแหน่งคือ focus puller หรือ 1st Assistant Camera ผู้ช่วยที่อยู่กับกล้อง เป็นหัวหน้าคอยจัดการ ส่วน steady-cam เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยเคลื่อนกล้อง แต่เป็นรูปแบบเดิมที่ควบคุมโดยคน คือเมื่อก่อนยังไม่ใช่ดิจิตอลมันจะเป็นรางดอลลี่ กล้องจะใหญ่ เดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์เยอะขึ้น มีเสื้อมีแขน กล้องก็เล็กลง ไม่หนักเท่าสมัยก่อน

คือในกองถ่ายจะมีผู้กำกับ นักแสดง แล้วก็ทีมอื่นๆ ยุบยิบ แต่ทีมกล้องเป็นฝ่ายทำงานที่ก่อให้เกิดภาพ ถ้าเปรียบเทียบเป็นโรงงาน ทีมกล้องก็เป็นคนคุมเครื่อง คุมภาพที่จะออกมา ซึ่งมันมีดีเทลเยอะ ซีนนี้มีกี่คัท แล้วในระหว่างคัทนั้นนักแสดงต้องอยู่ตรงไหน บล็อกกิ้งเป็นแบบไหน แสงเป็นแบบไหน กล้องจะเคลื่อนยังไง

  • คนทำงานด้านนี้ มีผู้หญิงเยอะมั้ย

             มีแต่ไม่เยอะ นับคนได้ บางคนเขาตัวเล็กกว่าเราอีก แบกกล้องอย่างใหญ่ คือมันไม่เกี่ยวว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ตัวใหญ่หรือตัวเล็ก เราเห็นผู้ชายตัวใหญ่ที่แบบร้องไห้ (หัวเราะ) ต้องไปนั่งโอ๋กัน มันคือเรื่องของใจ แล้วก็ความสามารถด้วยนะ เพราะถ้าทำงานไปเรื่อยๆ ห้าปีสิบปี ถ้าเธอไม่มีความสามารถในทางด้านนั้น เธอก็จะถูกคัดกรองออก หรือถ้าเธอไม่ได้ชอบมันจริงๆ ก็จะถูกคัดกรองออก

งานในกองถ่ายมันสนุก เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่คนปกติใช้ ไปทำหนังเรื่องหนึ่งสามเดือน นอนโรงแรมมันทุกวันเลย ตื่นเช้ามาก็ไปที่ที่ไม่เคยไป เหมือนไปทัศนศึกษาทุกวัน เข้าค่ายตลอดเวลา เฮ้ย วันนี้ถ่ายอะไร มีใครเข้าฉาก ฝนตกมั้ย คือมันมีสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ผู้หญิงคนไหนที่จะมาทำงานกองถ่าย ทำใจไว้เลยว่าต้องตื่นเช้า ตีห้านี่ต้องตื่นแล้ว งานกองถ่ายเป็นงานหนัก ไม่ใช่แบบแปดโมงครึ่งยังไปไม่ทันเลย หกโมงครึ่งก็ต้องรีบกลับไปดูละครที่บ้าน ชีวิตของพวกเราโทรทัศน์ไม่เคยดู เวลาดูหนังยังไม่มีเลย นอกจากจะเป็นคนที่ใช้ไอเดีย อย่างผู้กำกับก็ต้องดูบ้าง อย่างพี่พอขึ้นมาเป็นช่างภาพ เรามีเวลาที่จะเสพ เราต้องเสพเป็นวัตถุดิบ เป็นข้อมูลเอาไปพัฒนางาน ทำให้เราเข้าใจบางอย่างมากขึ้น

  • การเป็นผู้หญิงในตำแหน่งนี้มีข้อดีข้อเสียยังไง

             ตอนเป็น D.O.P. (Director of Photography ผู้กำกับภาพ) คือเป็นยอดสูงสุดของแผนกซึ่งลูกน้องเป็นผู้ชายหมด วันหนึ่งผู้ชาย 20-30 คนต้องมายืนมอง ถามว่าเอาไงต่อพี่ มันเลยทำให้เราคุ้นเคยกับทีม เหมือนโตมาด้วยกัน แต่วิธีการทำงานก็ต้องมีปรับ ด้วยความเป็นผู้หญิง แล้วเราก็ไม่ใช่สายว้าก เราไม่ทำงานแบบนั้น คือจะไปแข็งก็ไม่ได้ อ่อนก็ไม่ได้ แต่เราว่าความเป็นผู้หญิงมันเป็นเรื่องดีนะถ้ารู้จักใช้ มันมีความเกรงใจ การสื่อสารก็ดูนุ่มนวล ตั้งแต่เข้ามาในวงการใหม่ๆ ผู้ช่วยกล้องรุ่นเดียวกับเราที่เป็นผู้ชาย มันจะมีอุปสรรคบางอย่างที่เราไม่มี พอเรากลายเป็นคนที่พี่เขายอมรับ มันก็เหมือนกับเข้าฝูงอ่ะ เราต้องทำตัวให้ไม่เป็นผู้หญิง คือเราไม่เป็นผู้หญิงเลยเวลาทำงาน พอเขายอมรับแล้วเขาก็ไม่ได้มองเพศ มันก็เป็นเหมือนกันแล้ว เราเท่ากัน ผู้หญิงผู้ชายเท่ากัน แอบรู้สึกดีที่ไม่มีอุปสรรค คือบางทีเวลาผู้ชายทำงานด้วยกัน มันจะมีการกระทบกระทั่ง ซึ่งเราไม่มีอีโก้แบบที่ผู้ชายมีต่อกัน

 

ติ๊ก ษมาวีร์ พุ่มม่วง – Script Supervisor, Continue Supervisor (และเจ้าของเพจ วันละภาพ แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานในกองถ่าย)

  • เข้ามาในวงการนี้ได้ยังไง

            เราไปฝึกงานบริษัท งานแรกที่เขาให้เราทำเลยคือชงกาแฟ (หัวเราะ) คือเราไม่ได้เจอผู้ใหญ่แบบที่ถามว่าอยากทำอะไรแล้วก็ส่งไปจุดนั้น แต่เราเจอผู้ใหญ่ที่แบบ อ๋อ ร้อนวิชาจบฟิล์มมาเหรอ เดี๋ยวจะสกัดเซลฟ์ให้ ซึ่งเราก็จบมาของร้อนมาเลย โอ้ย ฟิล์มจุฬาฯ พอถึงโลกแห่งความเป็นจริง มันโคตรจะเป็นเบบี้เลย ไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ในห้องเรียน กับหนังอินดี้ร้านต่างๆ ที่ไปเช่ามาดู​แล้วก็คิดไปว่าชั้นจะเป็นผู้กำกับ ชั้นทำหนังได้แล้วเรียบร้อย ไม่ต้องมาบอกอะไรชั้น ชั้นรู้หมดทุกอย่าง ไปถึงเจองานแรกปุ๊ป ชงกาแฟ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวหนังเลย ไอ้การที่จะเป็นวงไข่แดงไปนั่งหน้ามอนิเตอร์ จนกระทั่งไปทำหนังไทย มันก็จะมีพี่คอนทินิวที่ต้องการคนช่วย เพราะคอนทินิวจะงานเยอะมาก เขาเลยต้องการคนไปช่วยเดินจดเลนส์ พอไปทำตรงนั้นมันก็เลยมีที่อยู่ แล้วก็ได้เข้าใกล้เห็นภาพ แต่กว่าจะได้มาทำคอนทินิวจริงๆ เราก็ทำอย่างอื่นเยอะแยะไปหมดเลย เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์ไง มีงานอะไรก็ต้องทำ แล้วมันก็ใช้สกิลเดียวกัน คือไม่ว่าอะไรก็ต้องทำให้ได้ ต้องมีวินัย จริงๆ มันก็ถูกแล้วนะที่ผู้ใหญ่เขาสลายอีโก้เราตั้งแต่แมตซ์แรกที่เจอ

  • คอนทินิว (ควบคุมความต่อเนื่อง) เป็นตำแหน่งที่มีผู้หญิงทำเยอะรึเปล่า

             ผู้ชายก็มี แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะได้เรื่องความจุกจิก เพราะมันเป็นงานที่จุกจิกมาก เหมือนงานเลขา คนทั้งกองทำอะไรไปแล้วไม่มีคนคอยจดดูให้ เพราะที่หน้าฉากมันจะวุ่นวาย ทุกอย่างรีบ ทุกคนทำหลายอย่าง มันก็ต้องมีคนหนึ่งแหละที่เสียสละคอยดูให้ คือเราหลับไม่ได้นะ ห้ามง่วง เวลาเข้ากองถ่ายก็ต้องเอาโทรศัพท์เก็บไว้ในกระเป๋าเลย ต้องปิดเสียง ต้องจ้องดู​จริงๆ แล้วก็ถ่ายรูปด้วย

อธิบายไม่ได้ว่างานเราทำอะไรบ้าง เพราะดีเทลมันเยอะ ถ้าบอกแบบรวบ ๆ ก็คือดูแลความต่อเนื่อง เสื้อผ้าหน้าผม อุปกรณ์ประกอบฉาก เครื่องแต่งกาย ดูของทุกแผนก คนเขาเลิกกอง แต่เรากลับบ้านไป ต้องรวบรวมข้อมูลที่ถ่ายมาวันนี้ จัดระบบออแกไนซ์ แล้วก็อ่านบทของวันพรุ่งนี้ว่าจะมีอะไรบ้าง แล้วพอเช้า เราก็จะต้องประชิดทุกแผนกเพื่อเตือนกัน แต่บางทีคนทำงานเขาก็จะมาคุยกับเรา เพราะว่าเขาก็จะทำคอนทินิวของเขา คือทุกคนต้องทำคอนตินิวของตัวเองนะ ไม่ใช่ว่ามาถามเรา แต่เราก็จะมารีเช็คกันว่าตรงกันนะ

ฝรั่งทุกคนที่เราเจอ เขาเหมือนถูกใส่ลงไปในหลักสูตรการเรียนฟิล์มหรือการทำงานว่า ภาพยนตร์คือภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง… บางทีเขาจะขอลิสต์เลยว่า เช้ากลางวันเย็นแสงเป็นยังไง เพื่อไปทำการบ้านเรื่องแสง แสงของหนังทั้งเรื่องก็เป็นความต่อเนื่องแล้ว

คนไทยมีความรู้เรื่องคอนทินิวน้อยมาก ในความรู้สึกเรานะ เพราะทุกคนไม่ได้ถูกสอนมาว่าคอนทินิวมันอยู่ในทุกจุดของหนัง ทุกคนจะรู้แค่ว่า อ๋อ มีผู้หญิงคนหนึ่งหรือตำแหน่งหนึ่งในกองที่เป็นคนทำคอนทินิว แต่ฝรั่งทุกคนที่เราเจอ เขาเหมือนถูกใส่ลงไปในหลักสูตรการเรียนฟิล์มหรือการทำงานว่า ภาพยนตร์คือภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตากล้องก็ต้องดูความต่อเนื่อง คนจัดแสงก็ต้องดู อันนี้เช้ากลางวันเย็น บางทีฝรั่งเขาจะขอลิสต์เลยว่า เช้ากลางวันเย็นแสงเป็นยังไง เพื่อไปทำการบ้านเรื่องแสง แสงของหนังทั้งเรื่องก็เป็นความต่อเนื่องแล้ว หรือนักแสดงก็ทำคอนตินิวตัวเองนะ อย่างฝรั่งเขาจะอินมาเลยตั้งแต่เช้า บางคนที่ต้องเหนื่อยเขาก็ไปวิ่งมาเพื่อให้มีการหอบหายใจที่สมจริง คือทุกอย่างเป็นความต่อเนื่องหมดเลย เราถึงทำงานกับฝรั่งง่าย เพราะว่านักแสดงเขาจะจำมา แล้วเขาไม่ได้อิมโพรไวส์แบบทำเป็นเท่นะ คือเราได้ยินคนพูดเยอะมากว่า เฮ้ย ซีนเจ๋งๆ บางซีนมันเกิดจากการที่นักแสดงอิมโพรไวส์ คือมันอิมโพรไวส์เทคแรก แต่หลังจากนั้นก็ต้องทำเทคสอง เทคสาม เทคสี่ จากการอิมโพรไวส์ที่เหมือนเดิม คือเขาต้องโฟกัส ซึ่งนักแสดงฝรั่งจะมีความรับผิดชอบในการอิมโพรไวส์มาก ถ้าเขาอิมโพรไวส์เทคหนึ่งไปแล้ว เทคสองเขาจะต้องทำเหมือนเดิม คือเราไม่ได้บอกว่าการอิมโพรไวส์มันผิดนะ เพียงแต่บอกว่ามันยากกว่า

 

  • วิถีชีวิตของผู้หญิงในกองถ่าย

โอ๋ : การทำงานในกองคือชั่วโมงทำงานมันเยอะไง ไม่เหมือนทำงานออฟฟิศ เข้าแปดโมงครึ่ง ห้าโมงครึ่งเลิก อันนั้นคือเจ็ดชั่วโมงเอง แถมมีพักเที่ยงอีก ของเราสิบสองชั่วโมงแบบเต็มๆ

ติ๊ก : งานกองถ่ายเริ่มหกโมงเช้า ดังนั้นเราจะต้องกินข้าว เข้าห้องน้ำ ทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนหกโมง เพราะพอเข้าเซ็ตแล้วออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอพักกินข้าวก่อนถึงจะวิ่งไปเข้าห้องน้ำได้ แล้วเวลาไปถ่ายกลางป่ากลางเขาเนี่ย พวกผู้ชายปวดฉี่ เขาก็หันเข้าพุ่มไม้แถวนั้น คือเราจะทำก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่รอให้พักก่อนดีกว่า บางทีอยากเข้าห้องน้ำดีๆ มีอนามัยนิดนึง มันก็จะต้องเดินข้ามเขากลับไปเข้า หรือบางทีห้องน้ำมันก็เข้าไม่ได้ เลยต้องทำให้เสร็จก่อน เตรียมตัวให้เรียบร้อย

โอ๋: อันนี้เป็นเรื่องที่ควรพูดมากเลยนะ ความยุ่งยากของผู้หญิงในกองถ่ายที่มากกว่าผู้ชาย เราเคยไปช่วยถ่ายสารคดีวาฬ ต้องอยู่บนเรือยางทั้งวัน ไม่มีหลังคา ไม่มีอะไรเลย ก็นั่งลอยลำไป เที่ยงก็มีข้าวกล่องใส่กล่องมาให้ ถ้าโชคดีเจอเรือที่เขาไปดูวาฬกันก็จะมีห้องน้ำในเรือ แต่นี่มันเป็นเรือเล็กก็ไม่มีอะไร นั่งอยู่อย่างนั้น ใส่ทั้งหมวก ปลอกแขน คือมันร้อนมากอ่ะ คนที่เป็นผู้หญิงในกองถ่ายมีปัญหาเรื่องปัสสาวะเยอะมาก

ช่วงปีแรกๆ ที่ทำ เราก็มีปัญหานะ จากเด็กมหาลัยธรรมดา ต้องมาตื่นตีสาม นัดกองตีสี่ตีห้า คือมันไม่คุ้นเคย เราอยู่มหาลัยยังไม่ค่อยไปเรียนเลย ขี่มอเตอร์ไซค์ ใช้ชีวิตเล่นๆ พอทำงานปุ๊ป มาสายไม่ได้ เธอต้องอยู่ในระเบียบ ก็อยู่อย่างนั้นจนมันคุ้น ตอนแรกพ่อแม่งง ทำไมต้องไปทำงานเช้าขนาดนี้ล่ะลูก แล้วเมื่อก่อนไม่มีรถก็ต้องโบกแท็กซี่ไป ก็ไม่ง่ายนะกว่าจะตั้งตัวจนคุ้นเคยกับชีวิตกองถ่าย มันเหนื่อย มันไม่เหมือนชีวิตปกติ ช่วงห้าปีแรกที่ทำงานหนักมากๆ เราทำจนป่วย จนแบบ เฮ้ย มันใช่เหรอ นี่มันคืออาชีพอะไรวะ ทำไมต้องเหนื่อยขนาดนี้ ขาเจ็บก็ต้องไป บางคนพ่อตายแม่ตายยังต้องไปเลย เมียคลอดลูกก็อยู่กองถ่าย แล้วสุดท้ายหนังออกมาก็งั้นๆ อ่ะ (หัวเราะ) แต่เราว่ามันเป็นเรื่องของอาชีพมากกว่า มันคือวิชาชีพ คือความเป็น professional ในสิ่งที่เราคิด คือเราไม่ยอมที่จะไม่ไปกองถ่ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนในกองถ่ายมักจะเป็นอย่างนี้

ช่วงห้าปีแรกเราทำงานหนักจนป่วย จนแบบ เฮ้ย มันใช่เหรอ นี่มันคืออาชีพอะไรวะ ทำไมต้องเหนื่อยขนาดนี้ ขาเจ็บก็ต้องไป บางคนพ่อตายแม่ตายยังต้องไปเลย เมียคลอดลูกก็อยู่กองถ่าย แล้วสุดท้ายหนังออกมาก็งั้นๆ อ่ะ แต่เราว่ามันเป็นเรื่องของอาชีพมากกว่า มันคือวิชาชีพ คือความเป็น professional ในสิ่งที่เราคิด

  • กองถ่ายหนังต่างประเทศใช้ระบบคิว 6 to 6 (ถ่าย 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น) เหมือนกันมั้ย

โอ๋ : ใช่ค่ะ ส่วนใหญ่ต่างชาติเขาจะไม่เกิน คือมีแพทเทิร์นที่แน่นอนกว่า

ติ๊ก : แต่การทำงานโหดกว่ามาก เริ่มจากอเมริกันก่อน ด้วยความที่เขาเป็นอุตสาหกรรม เขาเป็นฮอลลีวูด เพราะฉะนั้นเขาซีเรียสกับทุกอย่าง เขาพัฒนามาจนมีแพทเทิร์น มีกฎ เช่นนักแสดงจะมีระบบ door to door นับชาร์ตเงินตั้งแต่ออกจากประตูบ้านจนถึงมากอง กลับจากกองจนถึงเหยียบธรณีประตูเข้าไป ซึ่งอันนี้มันก็จะมากดดันโปรดิวเซอร์ แล้วก็มากดดันทีมงานต่อให้เป๊ะ เนื้องานจะต้องคุ้มค่าที่สุดในราคาที่ชั้นจ่ายค่าตัวดารา มันเลยทำให้เราเครียด เพราะอย่างอเมริกาเอาระบบกองทัพมาใช้กับการทำหนัง! เราเคยเขียนในเพจว่าการถ่ายสเลทใช้รหัสตัวหนังสือแบบของเขา เราเคยทำหนังไทยจะมีเฉพาะหัวหน้าแผนกที่ถือ ว. (วอล์คกี้ทอล์คกี้ วิทยุสื่อสาร) พอไปทำหนังฝรั่งเรื่องแรกคือทุกคนมี ว. แล้วไม่ได้เอาไว้ถือพูดนะ แต่ใส่เฮดโฟนแล้วต้องต่อ ว. ทุกครั้ง ถ้าเกิดว่าไม่ต่อคือมึงตาย แล้วเวลาเรียกต้องอยู่ ถ้าหายไปทำอะไรที่ไหน อาจจะถูกไล่ออกได้เลย มันก็เลยกดดัน กลับบ้านวันแรก ล้มตัวลงนอน ยังได้ยินเสียงพูดก้องอยู่ในหู งึมงำๆ พูดกันตลอด แล้วไม่ใช่ภาษาเราเลย คือเราเริ่มจากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ฝรั่งคุยอะไรไม่กระดิกหูเลย แต่สุดท้ายพอต้องทำ มันก็ต้องปรับตัว ต้องถีบตัวเองขึ้นมาให้ได้

โอ๋ : ตอนแรกเราก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะ ตอนทำ The Aftermath หนังเกี่ยวกับสึนามิที่มาถ่ายที่ภูเก็ต งานใหญ่มาก เราไปเป็นทีมกล้องคนไทยที่ไปทำโหลดเดอร์ให้เขา แล้วทุกคนเป็นฝรั่งหมดเลย จากที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พออยู่สามเดือนเราพูดได้ คืออยู่ทุกวันจนคุ้นเคย แต่เรื่องที่ประทับใจสุดคือ American Gangster ตอนนั้นเราทำโหลดเดอร์ โหลดฟิล์มห้ากล้อง มีกล้องประมาณหกตัว ถ่ายทีนึงสี่ตัว แล้วเค้ามากันแบบเป็นรถแมกกาซีน คือชั้นมีรถแม็กไลเนอร์ส่วนตัวสามคัน ล้อมรอบเป็นตัวแอล

แต่งานใหญ่ๆ เนี่ยมันต้องแลกกับความเหนื่อยด้วยนะ อย่างที่บอกว่าเวลาเมืองนอกมาทำหนังที่นี่ เขาต้องการควอลิตี้เดียวกับที่โน่น หมายความว่าคนไทยก็ต้องทำงานให้ได้เลเวลเดียวกับเขา ในขณะที่อุปกรณ์บางอย่างหาที่บ้านเราไม่มี สมัยแรกๆ ทีมอาร์ตกับช่างไฟที่จะมาเมืองไทยถามกระทั่งว่าตัวหนีบหรือไม้หนีบ สก็อตเทปมีแบบนี้มั้ย เพราะในบางประเทศมันคงไม่มี ซึ่งเราก็แบบ อะไรก็ใช้ได้เปล่าวะ (หัวเราะ)

  • เท่าที่ได้ยินมา ทีมฝรั่งส่วนมากชมว่าทีมงานไทยเก่ง

โอ๋ : เก่งกว่าฝรั่งเยอะ กล้าพูดเลย เพราะว่าฝรั่งมันทำอะไรเป็นแพทเทิร์น คนไทยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง เพราะเราเกิดมาในดินแดนที่ไม่มีอุปกรณ์ บางอย่างที่ฝรั่งมี บ้านเราไม่มี เราก็เอาท่อแป๊ปอันนั้นอันนี้มาต่อ อย่างเขาจะใช้ สโม้ค แมชชีน สำหรับทำควัน คนไทยก็เอาปี๊ปมาเจาะแล้วเอาเม็ดมะพร้าวใส่ ได้ควันขาว แถมหอม ดีกับสุขภาพด้วย (หัวเราะ) กลายเป็น ออร์แกนิค สโม้คแมชชีน แบบไทยแลนด์

มันเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมอ่ะ คือทำงานกับญี่ปุ่นก็เป็นแบบหนึ่ง สเปนเป็นแบบนี้ อเมริกันเป็นแบบนี้ เคยทำกับฝรั่งเศส เช้ามาไม่ต้องทำไรเลย ทุกคนกินข้าวเสร็จ เอาวิวไฟน์เดอร์กับกระเป๋าเลนส์ไปบล็อกช็อต วันนี้ถ่ายซีนอะไร ตอนเช้ามายืนคุยกัน ทุกคนก็จะรู้ว่าซีนหนึ่งมันเป็นยังไง จะแพลนตัวเองได้ว่าตอนทำงานจะไปอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ดีมาก หรืออย่างญี่ปุ่น บทเขาจะเป็นเล่มบางๆ แล้วมีแค่ครึ่งหน้า ครึ่งล่างเป็นกระดาษเปล่า เว้นไว้ให้แต่ละคนเขียน แล้วแต่ว่าอยากเขียนอะไร ค่อนข้างใกล้เคียงกับการทำงานของฝรั่งเศส เหมือนเวลาออกไปบล็อกช็อตหรือประชุมกันก็สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนได้

เราว่าประเด็นมันคือการพูดคุยกันเวลาทำงาน ผู้กำกับก็บอกสิว่าจะเอาอะไร ไม่มีอะไรยากเกิน เพราะเราเชื่อว่าคนไทยทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือบางทีผู้กำกับก็ไม่รู้ว่าอยากจะได้อะไร แล้วโปรดิวเซอร์ชอบมั้ย เจ้าของหนังชอบหรือเปล่า ถ่ายไปแล้วต้องถ่ายใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วขั้นตอนนั้นมันควรจะจบตั้งแต่ที่โต๊ะไง

  • แล้วงานนี้ถ้าพูดถึงความมั่นคงทางรายได้ล่ะ

โอ๋: มั่นคงนะ อย่างเราทำประจำมาเป็นสิบปี มีทั้งเงินเดือนแล้วก็เงินจ็อบอีกต่างหาก ถ้างานเยอะ เราก็ได้เงินเพิ่มขึ้น มันเป็นรูปแบบนั้น

ติ๊ก : คือถ้าเป็นพนักงานประจำ มันก็จะมีงานเข้ามาตลอด มั่นคง แต่เราเป็นฟรีแลนซ์ ทำตั้งแต่ค่าแรงวันละห้าร้อยบาทพันนึง เริ่มจากเป็นรันเนอร์ในกอง ทำทั่ว ๆ ไป แล้วก็ค่อย ๆ ซีเนียร์ขึ้น พอมีตำแหน่งเฉพาะทาง มันถึงจะมีเรทเท่านั้นเท่านี้ ส่วนมากจะเป็นเรทรายวัน ถ้าไม่ได้เป็นหนัง อาจจะเป็นผู้ช่วยกล้อง ก็เป็นเรทรายวัน แต่พอเป็นดีพี (Director of Photography ผู้กำกับภาพ) ขึ้นมา ก็เป็นงานไป

เมื่อก่อนเราก็ทำหนังไทย โตมาจากหนังไทย แต่เราอยู่ไม่ได้เพราะว่าค่าแรงมันถูกมาก แล้วมีวิธีการจ่ายเงินที่ช้ามาก อย่างโฆษณาเดี๋ยวนี้ บริษัทที่ทำอยู่เรารับเงินสด วันสุดท้ายของการทำงานคือเขาเอาเงินใส่ซองมาให้ แต่ถ้าเป็นบริษัทไทย งานเสร็จอีกเดือนหนึ่งมาวางบิล แล้วอีกสองเดือนถึงค่อยได้ตังค์ ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ใช่ว่าเราจะเลือกทำแต่งานนอกหรอก แต่เรามาทำอันนี้เพราะเหมือนว่ามันมีทางเลือกที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

โอ๋ : ต้องใช้คำว่าบริษัทไทยกับบริษัทนอก เพราะโฆษณาก็เป็นโฆษณาไทย สองเดือนสามเดือนยังไม่ได้ตังค์เลย หนังออนแอร์ไปแล้วก็ยังไม่ได้เงิน มันน่าจะเป็นวิธีของเรา แต่หนังไทยที่เราทำก็จ่ายสดหน้ากองนะ แล้วแต่ดีล แล้วแต่บริษัท บางบริษัทอาจจะดึงเงินออกมาได้ช้า บางบริษัทก็ใช้วิธีว่า ถ้าไม่มีเงิน ชั้นไม่ถ่าย

ติ๊ก : หรือเป็นบางทีมแหละ ถ้าเป็นทีมจัดการกองเนี่ย เขาอาจจะจ่ายเป็นเซ็ต สมมติว่าร้อยนึงก็จะจ่ายสามสิบ สามสิบ สี่สิบ เป็นเซ็ตมา

โอ๋ : คือจ่ายสามครั้ง แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์อย่างกล้อง ไฟ นี่จบวันได้ตังค์เลย ใส่ซองมาเรียบร้อย แต่ถ้าเป็นกองถ่ายต่างประเทศ ทำงานอาทิตย์ละหกวัน วันเสาร์เงินมาแล้วในบัญชี มันก็แฟร์ ถ้าโดนไล่ออกก็คิดเป็นอาทิตย์ ไม่ต้องมาแล้ว (หัวเราะ)

  • สิ่งที่อยากบอกกับคนที่สนใจมาทำงานกองถ่าย

โอ๋ : เราสอนนักศึกษามาหลายปีละ เด็กมหาลัยทุกคนคือเก่ง งานโอเค แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือประสบการณ์ แล้วก็สกิลที่เป็นสกิลจริงๆ สกิลที่ไม่ใช่การอ่าน การฟัง การดู แต่เป็นสกิลที่ใช้มือ สมองและหัวใจ คือการทำอ่ะ ทุกวันนี้เราไม่สอนทฤษฎีแล้ว ถือกล้องไปทำกันเลย เอาจริงเลย แล้วดูว่าน้องเค้ามีวิธีอะไร อันนี้เราคิดว่ามันเป็นกับดักของการศึกษา คืออ่านมามาก ดูมามาก แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ

ติ๊ก : คือเราไม่ได้ว่านะ เราเข้าใจความฝัน ทุกคนต้องมีแหละ เพื่อชีวิตนี้จะต้องเดินต่อไป ทุกวันนี้เราก็ไม่อยากไปทำลายความฝันของเด็กที่เรียนฟิล์ม แต่แบบอีกด้านนึงนะ คือในสิบคนมันก็มีคนหนึ่งที่ได้เป็นผู้กำกับแหละ แต่อีกเก้าคน มันต้องมีคนที่มาช่วยชีวิตมันอ่ะ คือมันไม่สามารถจะรอดได้ ถ้ายังจะเป็นแบบนั้นกันทุกคน

อย่างตำแหน่งเรา ถ้าเป็นงานไทย เงินน้อยมากนะ เพราะในหนังไทยคนที่จะมาทำคอนทินิวคือคนที่ต้องการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ มันเป็นแค่ทางผ่าน เหมือนวิดีโอแมนในความรู้สึกของคนทำหนังไทย ชั้นทำอันนี้เพื่อที่จะข้ามไปทำอีกอัน มันก็เลยไม่มีคนที่อยู่นาน ซึ่งคนที่อยู่นาน ๆ สิถึงจะชำนาญ เพราะว่ามันเป็นงานที่ต้องเรียนรู้ยาว ต้องมีประสบการณ์

โอ๋ : คนไทยชอบคิดว่าเราทำงานเพื่อจะไปอยู่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้ บางคนอาจจะเป็นโฟกัสพูลเลอร์ไปตลอดจนแก่ตาย มีลูกมีหลานก็เป็นได้ เพียงแต่ว่าเวย์ที่เขาสอนให้เราคิด มันจะ เฮ้ย ไม่ได้ เธอต้องโต เธอต้องขึ้นไปเป็นตากล้อง เป็นผู้กำกับให้ได้ เราเห็นผู้กำกับล้นประเทศเลยตอนนี้ ผู้กำกับไม่มีงานเยอะแยะไปหมดเลย คือถ้าผู้กำกับไม่เก่งจริงนะ สุดท้ายก็ต้องหันไปทำอย่างอื่น หรือไม่ก็ได้ทำงานเกรดรองๆ ลงมา แต่ถ้าเธอเป็นคอนทินิวไปเรื่อยๆ ทำไปสิบปีเธอก็มีความชำนาญมาก

พี่แป๋ม ชิดชนก ปลดริปู – Production Manager (ผู้จัดการกองถ่าย)

  • เข้ามาในวงการนี้ได้ยังไง

พี่ทำมาตั้งแต่ยุค ’90 แต่ก่อนจะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งสักไม่เกินร้อยคนที่ทำงานกับกองถ่ายต่างประเทศแบบนี้ ซึ่งมันแยกกันชัดเจนเพราะเริ่มต้นด้วยการต้องพูดภาษาอังกฤษ คนอะไรก็ตามไม่ต้องรู้เรื่องฟิล์ม เอาภาษาอังกฤษก่อน แล้วเขาก็ขนมาหมดเลยทุกแผนก จากอังกฤษมั่ง ฮอลลีวูดมั่ง แล้วก็หาล่าม ทุกคนเริ่มจากเป็นล่ามกับเป็นคนขับรถ จนทุกวันนี้เป็นหัวหน้าแผนกต่างๆ เริ่มจากล่ามล้วนๆ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดภาษาอังกฤษได้มันก็คือมีโอกาส และก็ต้องมีคนที่รู้จักโทรถามกัน ไม่มีประกาศหนังสือพิมพ์

อย่างพี่เนี่ยแต่ก่อนขายก๋วยเตี๋ยว วันนึงมีเพื่อนโทรมาบอกว่า มีเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน เขาตามหาคนไปทำงานห้องบัญชี เราก็แบบห้องบัญชีอะไรไม่รู้เรื่อง คิดเป็นแต่ก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท ก็ไปคุยกับเขา ตอนนั้นหนังเรื่อง The Beach มา สตูดิโอคือทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ็อกส์ เขามี บ. Santa International เป็นโลคอลเซอร์วิสอยู่แล้ว วันนึง ฟ็อกส์บอกว่าอยากหาคนทำห้องบัญชี หาจากไหนก็ได้ เพื่อนพี่ได้รับการทาบทามแล้วไม่ไปทำ เลยลองถามพี่ดู เออก็ดีเหมือนกัน อยากไปภูเก็ต ก็เลยไป จากนั้นมาก็ไม่ได้กลับไปขายก๋วยเตี๋ยวอีกเลย (หัวเราะ)

ฝ่ายบัญชีที่ว่าก็เป็นพนักงานแปลบิลเลย คือบัญชีรายจ่ายทั้งหลายแหล่ มันมีใบปะหน้าเป็นภาษาอังกฤษ แต่ไส้ในเป็นภาษาไทยหมดเลย แล้วคนคุมงบของฟ็อกซ์เขาอ่านไม่ได้ พี่ก็แปลไปเรื่อยๆ พอแปลหมด แล้วก็เริ่มเขียนเช็ค มีกฎว่าอะไรที่จ่ายเกินห้าพันบาทจ่ายเช็คเท่านั้นไม่จ่ายเงินสด พอเช็คก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าเช่าค่าอะไรซึ่งไม่เคยหักกันมาก่อน จริงๆ มันมีหนังใหญ่มาก่อนหน้านั้นแล้วแหละ Air America, Killing Field มา 10-20 ปีก่อน The Beach แล้ว แต่ไม่เคยมีการหักภาษีอะไรเลย ปีนั้นเป็นปีแรกที่มีสรรพากรเดินเข้ามาบอกทาง บ. Santa International ว่าเราต้องเริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย

ถามว่ามันดียังไง บัญชีคือจุดจบของทุกๆ เอกสาร เอกสารใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในกองถ่ายมันเข้ามาที่ห้องบัญชีหมด เพราะทุกอย่างคือการใช้สตางค์ ไม่ว่าจะซื้อบุหรี่ยาสีฟันให้ผู้กำกับ จะไปจ่ายทหาร ตำรวจมันก็กลับมานี่หมด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเส้นทางของการทำงาน แผนกสตันท์ พอกระโดดหน้าผาครั้งหนึ่งก็ได้เงินเพิ่มอีก แผนกมารีนเอาไว้ทำอะไร มันดูความปลอดภัยในเรือ ไม่ใช่แค่จ้างมานั่งเฝ้าเรือให้ไปมา แผนกเสื้อผ้า ทำไมซื้อยาชนิดหนึ่งเยอะจังเลย อ๋อมันเป็นส่วนผสมของการทำให้เสื้อผ้าเก่า คือถ้าไม่อยู่ห้องบัญชีรับรองไม่เห็น ถ้าพี่เริ่มจากการเป็นผู้จัดการกองถ่ายใดๆ ก็จะโดนวิ่งซื้อของอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้เรื่อง แต่บัญชีเห็นทุกอย่าง อ๋อมันเปลืองเพราะอย่างนี้นี่เอง เราเลยไม่แปลกใจว่าทำไมทำหนังเรื่องหนึ่งมันถึงห้าร้อยล้าน ยังไม่รวมค่าตัวผู้กำกับ ค่านักแสดง ค่าดาราที่มาจากเมืองนอก เราเห็นแต่ค่าตัวคนไทยซึ่งแค่นี้ก็เยอะแยะแล้ว ก็เลย อ้อ หนังนี้มันลงทุนเนอะ ช่วยไปดูเขาหน่อยเหอะ (หัวเราะ)

ถ้าพี่เริ่มจากการเป็นผู้จัดการกองถ่ายใดๆ ก็จะโดนวิ่งซื้อของอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้เรื่อง แต่บัญชีเห็นทุกอย่าง อ๋อมันเปลืองเพราะอย่างนี้นี่เอง เราเลยไม่แปลกใจว่าทำไมทำหนังเรื่องหนึ่งมันถึงห้าร้อยล้าน

ความจริงหน้าที่โปรดักชั่นมันก็ไม่มีอะไรหรอก อยากได้นี่ โอเคเดี๋ยวจัดให้ แต่จัดยังไงขึ้นอยู่กับความยากง่าย เหมือนกับสร้างบริษัททุกหนึ่งเดือน เขาจ้างเรา วางวงเงินไว้เท่านี้ อยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ ให้เกิดภายในหนึ่งเดือนเดี๋ยวชั้นจะมาถ่าย จากนั้นก็หาคนให้เหมาะสมกับงาน หาคนให้เหมาะสมกับเงิน แล้วก็จะเป็นเรื่องข้าวของอุปกรณ์ ทุกอย่างในกอง บางอย่างต้องไปหาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราก็มีทีม เขาเรียกแผนกโปรดักชั่น โปรดักชั่น แมเนเจอร์ ดูแลโปรดักชั่นเป็นหลัก โปรดักชั่นนี่มันเป็น Core เหมือนกองอำนวยการ จากนั้นก็เป็นกองกล้อง กองฉาก กองเอฟเฟกต์ เราก็ต้องอำนวยการให้เกิด เพราะเงินมันออกไปจากเราเนี่ยแหละ

  • ประสบการณ์เป็นผู้จัดการกองถ่ายหนังต่างประเทศ

เวลาเราทำงานเมืองไทย ฝรั่งเป็นแขกของเรา พอเราออกไปทำงานรอบประเทศ ฝรั่งก็ยังเป็นแขกของเราเหมือนเดิม เราไปเซาท์อีสเอเชียเราก็ยังเป็นเจ้าบ้านอยู่ดี เขาจ้างเราไปเพราะเขาไม่มีคนจัดการในประเทศนั้นๆ แต่ตอนนี้ฝรั่งไม่อยากมาเมืองไทยแล้ว เขาอยากไปเวียดนาม อยากไปเขมร อยากไปพม่า อยากไปอะไรต่อมิอะไรรอบๆ เพราะโลเคชั่นเมืองไทยมันขายไม่ได้แล้ว มันช้ำ ในขณะที่ไปเวียดนาม โอ้ สามร้อยหกสิบองศา มันเฟรชมากแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เราเนี่ยได้อานิสงส์สี่สิบปีตั้งแต่สมัย Killing Field เป็นต้นมา คืออานิสงส์สี่สิบปีของเราหมดแล้ว เราฝึกคน สร้างอุปกรณ์ ความเข้าใจในการทำงาน เพราะหนังยุคนั้นมันเกี่ยวกับยุคสงครามเวียดนาม A Bright Shining Lie, Good morning, Vietnam, Killing Field, Air America หรืออะไรต่างๆ หมดแล้ว เพราะประเทศเหล่านั้นเขาเปิดให้ไปถ่ายแล้ว เราเป็นเขมรหรือเป็นเวียดนามมาโดยตลอด ตอนนี้หนังใหญ่ที่เป็นแบบฮอลลีวู้ดจริงๆ เขาไปเวียดนามแล้ว พอ Kong: Skull Island ไปเปิดปุ๊ป ตอนนี้เวียดนามมีหนังฝรั่งเศส หนังเยอรมัน หนังยุโรปไปแล้ว เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าไปได้ รัฐบาลเวียดนามก็เริ่มเรียนรู้ว่ามีเงินเข้าประเทศ ภาษีศุลกากรที่เคยเป็นกำแพงทำให้คนไม่ค่อยเข้าไปที่เวียดนามก็เริ่มทลายลง

เราก็ไปหากินเมืองนอก (หัวเราะ)​ เอาแรงงานไปขาย ขายสกิล ไม่มีสคริปต์ซุปเปอร์ไวเซอร์ในเวียดนาม เกาหลีก็ไม่มีนะคะ ยิ่งพวกช่างภาพนี่ยิ่งขายดีเลย เราส่งแรงงานออกอย่างนี้มานานแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน บางทีไปไกลถึงตะวันออกกลางในประเทศที่มันไม่สามารถจ้าง ยังไงเราก็ถูกกว่า อย่างหนังเรื่อง Kong ก็มีโอกาสเพราะเขาขาดคนเนี่ยแหละ พอดีพี่นิโคลัส เจ้าของอินโดไชน่าเป็นนักบุกเบิกหางานแถวละตินอเมริกัน แต่มีความผูกพันกับเซาท์อีสเอเชียมาก ก็พยายามหางานจนมาเวียดนาม พอขาย Kong ผ่านปุ๊ป แล้วใครจะไปรันงานที่นั่น (หัวเราะ) เป็นเพื่อนกันก็ลองไปดู​ มีคนไทยไปสามคนถ้วน มีพี่แป๋ม มีชมพู่ (โปรดักชั่น โคออดิเนเตอร์) ไปกันสองคนก่อนแล้วก็ค่อยๆ เริ่มไปสร้างทีม เริ่มประกาศรับสมัครคนมาสัมภาษณ์ คนเขามีศักยภาพดีกว่าเราอย่างนึง คือพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า เพราะว่าเขาเป็นประเทศอาณานิคมมาก่อน เขาถูกสอนและเห็นความจำเป็นในการพูดสองภาษาเพื่อที่จะได้โอกาส ตอนนี้คนที่พี่หาไว้ใน Kong ประมาณ 70-80 คนเขาก็เริ่มตื่นเต้นเพราะเริ่มมีหนังเข้าไป เขามีเครดิตเคยทำ Kong ถึงจะทำเป็นล่าม แต่ว่าในที่สุดก็จะพัฒนาไปเอง

  • สังเกตว่าทีมโปรดักชั่นของที่นี่มีผู้หญิงเยอะนะ

ทีมพี่เขาเรียกอินโดชะนี (หัวเราะ) จริงๆ งานพวกนี้ผู้หญิงมันทำได้ดีไง งานจัดการ งานการเงิน งานดูแลเอาใจใส่ ประสานงาน เหมือนนี่เป็นหลังบ้านที่คอยซับพอร์ต วันนี้ต้องถ่ายให้เสร็จ ก็ต้องมีคนคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ ในขณะที่ผู้กำกับก็ทำงานของตัวเองไป ผู้กำกับพูดมาคำเดียว ฝ่ายโปรดักชั่นแมเนเจอร์นี่ต้องคิดเลยนะ กี่บาท (หัวเราะ) จะทำยังไง มันเลยแยกออกเป็นสองส่วนไง ครีเอทีฟคุณก็ครีเอทีฟไป เดี๋ยวเราทำให้ Make it Happen มีผู้ชายเป็นโปรดักชั่น แมเนเจอร์ ที่เก่งเหมือนกัน แต่สังเกตได้ว่าโปรดักชั่นโคออดิเนเตอร์จะเป็นผู้หญิงเกือบ 90% เพราะมันต้องประสาน เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ต้องคุยกับคนเยอะๆ ต้องใช้สองเสียงในการรับโทรศัพท์ หรืออย่างโลเคชั่น แมเนเจอร์ ก็เป็นผู้ชายเยอะเหมือนกัน แต่มักจะจ้างโลเคชั่นโคออดิเนเตอร์ที่เป็นผู้หญิงอยู่ดี เพราะว่าในกองถ่ายมันต้องมีงานออแกไนซ์ซึ่งผู้ชายไม่ค่อยคล่อง แผนกอาร์ตทั้งแผนกมีผู้หญิงหนึ่งคนถ้วน ถ้าขาดอีนี่ทั้งแผนกล้มตาย คือข้าวไม่มีกิน กินเองไม่ได้ ต้องมีคนสั่ง หน้าที่นี้ราคาห้าพันบาทต่อวัน ไม่รู้ว่าจะจ้างทำไม ไปสร้างฉากก็ไม่ได้ ไปตอกตะปูก็ไม่ได้ ไปซื้อของก็ไม่ได้ แต่ต้องมี เอาไว้จัดระเบียบ เราถูกจ้างมาก็เพราะทุกคนก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ทำงานโฟกัส พูลเลอร์ เฟิร์สเอซี ปรับโฟกัส ส่วนมากเราทำงานกับเฟิร์สเอซีที่เป็นผู้ชายมาโดยตลอด ถามอะไรไปมันจะตอบไลน์ ถามอีเมล์ตอบไลน์ หรือถามไลน์โทรศัพท์ตอบ นายช่วยตอบเป็นหลักฐานให้ส่งต่อง่ายๆ มาหน่อยได้มั้ย เขียนภาษาไทยก็ได้ แต่ถ้าเป็นโฟกัสพูลเลอร์ผู้หญิง ถามอะไรไปจะมีภาพอ้างอิงมาให้ด้วย ตอบอีเมล์เป็นเรื่องเป็นราว ศักยภาพเท่ากันแต่ความละเอียดต่างกัน ทำให้งานเรามันสะดวกขึ้น สคริปต์ซุปเปอร์ไวเซอร์ผู้ชายก็มี แต่เขานิยมผู้หญิง

อีกอย่างนึงที่ผู้หญิงอยู่ในวงการนี้ได้มากกว่า เพราะวางแผนทางการเงิน การแมเนจชีวิตดีกว่าผู้ชาย ไม่งั้นก็ไปทำอย่างอื่นหมดแล้ว ผู้ชายบางคนนอกจากมีเมียแล้วยังมีกิ๊กอีก บางคนทำงานหนังหกเดือน ต้องเอาพ่อแม่มาไถ่ตัวกลับบ้าน เพราะว่าเป็นหนี้เล่นพนันหมด พี่เคยเรียกตำรวจมาจับคนรถตัวเอง คือเปิดโรงแรมให้อยู่ เล่นกันทั้งฟลอร์ บอกไม่เชื่อก็เรียกตำรวจมาจับ หมดเรื่อง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันจ่ายค่าปรับ ถ้าติดคุกจะไม่เรียกมาจับ เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีคนทำงาน (หัวเราะ)

หนอน ระวีพร ศรีมั่นจู (ยุงไมเยอร์) – Casting (คัดเลือกนักแสดง)

  • เข้ามาในวงการนี้ได้ยังไง

พี่จบนิเทศน์ศิลป์จากมัณฑนศิลป์ ศิลปากร ตอนจบใหม่ๆ ไปทำเอเจนซี่โฆษณาอยู่ปีกว่า เป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรคเตอร์ ก็ได้ออกกองเวลาถ่ายหนังโฆษณา แล้วแบบติดใจ เลยคิดไปสมัครงานที่โปรดักชั่นเฮ้าส์ ก็เอาหนังสือ Tact Award สมัยนั้นมาดูว่าหนังโฆษณาที่เราชอบๆ เฮ้าส์ไหนทำ ก็พบว่าเป็นบริษัทที่ชื่อสยามสตูดิโอ เลยเดินเข้าไปสมัครงาน เขาก็รับไปฝึกงานแผนกอาร์ต แล้วพอดีเจ้าของบริษัทที่เป็นผู้กำกับกำลังอยากฝึกเด็กใหม่ๆ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เลยเริ่มจากตรงนั้น เรียนรู้มาเรื่อย ๆ สามปีกว่าก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ใช้วิชาผู้ช่วยผู้กำกับหากินอยู่หลายปี จนได้ยินข่าวว่า โอลิเวอร์ สโตน จะมาถ่ายหนังเมืองไทย ก็อยากไปดูเขาทำงานมาก เลยหาทางไปสมัครที่บริษัทซานต้าอินเตอร์ ซึ่งเป็น Service company ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยตอนนั้น ก็มีตำแหน่งว่างเป็นเบ๊ทั่วไปในแผนกคาสติ้ง เขารับก็เอาเลย เพราะตอนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับสมัยก่อนต้องเป็นคนกำกับสกรีนเทสต์อยู่แล้ว รู้เลยว่าแผนกนี้เราทำได้ ก็เลยได้ทำแผนกนี้และไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนเป็นหัวหน้าแผนกในหนังสองสามเรื่องถัดมา จนเขาเลิกจ้างคาสติ้งไดเร็คเตอร์มาจากเมืองนอก ก็เลยได้เอกราชมาตั้งแต่วันนั้น

  • คุณสมบัติที่ควรมี / ต้องมี สำหรับการทำงานนี้

คาสติ้งเป็นงานของคนขยันนะ เพราะเราต้องดีลกับข้อมูลจำนวนมาก รูป เทป contacts ต้องจัดการดาต้าเป็น ไม่ให้มันมั่วหาอะไรไม่เจอ แล้วก็นักแสดงในประเทศเราจำกัด เราต้องขยันออกไปหาแหล่งนักแสดงใหม่ๆ เสมอๆ จะได้มีตัวเลือกให้ผู้กำกับเยอะๆ แล้วก็ต้องอดทนกับการดีลกับมนุษย์หลากหลายอารมณ์ ต้องใจเย็น ไม่วู่วาม แม้บางครั้งมีเรื่องชวนโมโหก็ต้องข่มใจแบบมืออาชีพ อย่าใส่อารมณ์มาก แล้วต้องพยายามเข้าใจว่าผู้กำกับต้องการอะไร การกำกับเทปออดิชั่นต้องรู้รสนิยมผู้กำกับ เอางานเก่าเขามาศึกษา เราจะได้ทำถูกรสนิยมเขา ไม่งั้นเดี๋ยวขายนักแสดงยากนะ มันเป็นแบบฝึกหัดที่ดีของคนอยากเป็นผู้กำกับ เพราะได้ทดลองกำกับนักแสดงจำนวนมาก  ได้เรียนรู้ทั้งคนทั้งการแสดงไปในตัว แต่คาสติ้งหลาย ๆ คนมีพื้นฐานเป็นนักแสดงมาก่อน แต่พี่ไม่มี ใช้วิธีเดาเอา  ลองผิดลองถูก คนที่เป็นนักแสดงมาก่อนก็อาจจะทำได้ดีกว่า

  • การเป็นผู้หญิงในตำแหน่งงานนี้ มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบ อย่างไรบ้าง (ในฮอลลีวู้ดมีดรามาเกี่ยวกับสิทธิและโอกาสที่ไม่เท่าเทียมของบุคลากรหญิง ในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง)

เมืองไทยไม่ค่อยมีปัญหาตรงนี้ ผู้หญิงเป็นหัวหน้าแผนกกันมาก โดยเฉพาะงานบริหารและบริการ ยิ่งคาสติ้งนี่แทบจะหญิงล้วนเลย เพราะมันเป็นงานละเอียด ผู้ชายอาจจะเบื่อ แม้จะอยากเจอนักแสดงสาวๆ สวยๆ แต่เทียบกับความจุกจิกของงานคงทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ถอดใจ ไปทำแผนกอะไรที่งานมันไม่ดิ้นมากดีกว่า เช่นแผนกพร็อปส์ หาของประกอบฉาก พอเราหาได้แล้ว วางไว้ มันก็ไม่เปลี่ยนที่ใช่ไหม แผนกคาสติ้งบางทีเราตกลงกับนักแสดงแล้ว นัดวันเวลาถ่าย นักแสดงไม่มา แป่วววว มันดิ้นได้ แผนกนี้

คาสติ้งนี่แทบจะหญิงล้วนเลย เพราะมันเป็นงานละเอียด ผู้ชายอาจจะเบื่อ แม้จะอยากเจอนักแสดงสาวๆ สวยๆ แต่เทียบกับความจุกจิกของงานคงทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ถอดใจ ไปทำแผนกอะไรที่งานมันไม่ดิ้นมากดีกว่า

  • ช่วยเล่าประสบการณ์ในกองถ่ายที่ประทับใจให้ฟังหน่อย

ตอนทำ The Lady กับ ลุค เบซง เหนื่อย แต่สนุก ขุ่นพ่อลุคแกชอบไปเขียนบทเพิ่มตอนกลางคืน เช้ามาผู้ช่วยเบอร์สองแปลจากฝรั่งเศสเป็นอังกฤษ ยื่นให้ “มีแคแรคเตอร์นี้เพิ่มมานะ ช่วยหาหน่อย เดี๋ยวถ่ายวันมะรืน” ครั้งแรกก็กรี๊ดในใจนะ ต่อ ๆ มาก็ชิน ระหว่างออกกองก็มีผู้ช่วยอันประเสริฐสองสามคนช่วยกันรันกองไป เราก็ออกไปหาๆๆๆๆ ลงเทปตัวละครใหม่ โห สนุ๊กสนุก ขุ่นพ่อทำอย่างนี้บ่อยมาก ทำให้ผู้ร่วมงานได้ฝึกจิต ตอนถ่ายเสร็จนี่ทีมคาสติ้งทั้งทีมจิตแข็งมาก ไม่หวั่นแม้วันมามาก วันมาใหม่ และวันไม่มา เพราะนอกจากเขียนบทเพิ่มแล้ว ขุ่นพ่อลุคยังชอบสลับซีนนั้นนี้มาถ่าย นักแสดงที่นัดไว้ยังไม่อยากถ่าย ขอถ่ายคนที่ไม่นัดก่อนได้ไหม แต่แกเป็นคนดีนะ คือถ้าเราพยายามแล้วไม่ได้ แกก็ไม่ดุไม่ด่า แต่ก็ไม่ยอมลดละความพยายามนะ ให้ผู้ช่วยมาถามทุกเวลาห้านาทีว่า มายัง? มายัง? แล้วคนที่นัดแล้วไม่ถ่ายแกก็จ่ายค่าตัวครบทุกคนนะ ไม่เคยเบี้ยว ตอนหลังแผนกเราต้องใช้วิธีถามนักแสดงว่า “พี่คะ พี่จะช่วยว่างตลอดชีวิตได้ไหมคะ” แทนที่จะเช็คคิวเป็นวันๆ ดีที่นักแสดงส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ ก็เลยผ่านกันมาได้ นักแสดงตอนนั้นมีทั้งชาวพม่า ชาวไทย ชาวฝรั่ง โห อยู่ด้วยกันนานจนเป็นเพื่อนกันเลย การรอถ่ายแล้วไม่ได้ถ่ายคือการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักแสดง พี่เชื่อ

พี่หนอน (คนที่สองจากขวา) ถ่ายกับ ลุค เบซง

ตอนทำ Only God Forgives ก็สนุก ผู้กำกับอินดี้ ฯพณฯ ท่าน นิโคลาส วินดิง เรเฟิน เธอเป็นคนไม่ชอบอะไรที่เป็นขนบ ชอบอะไรที่ธรรมชาติมากๆ เธอชอบบรีฟยากๆ ให้ไปหามือปืนจริงๆ ที่เคยฆ่าคนมาสัมภาษณ์ให้ดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ตอนเลือกนักแสดงขั้นแรก เธอบอกยังไม่ต้องอ่านบท มานั่งเล่าชีวิตตัวเองลงเทปให้ฟังก่อน ถ้าเธอฟังแล้วสนใจ ค่อยคัดมาแค่ไม่กี่คนให้อ่านบทดู สนุกอินดี้ สะใจจริงๆ

 

ขอขอบคุณ บริษัท Indo China Production เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์และถ่ายภาพ

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก