แนะนำการ์ตูน: Death Note: Special One-Shot เมื่อสมุดมรณะถูกประมูลขายในโลกโซเชียล !

590

สวัสดีชาว Plotter ดั่งเช่นทุกบทความที่ผ่านมาเช่นเคยครับวันนี้เรามีการ์ตูนมาแนะนำกันอีกแล้วล่ะ แต่การ์ตูนวันนี้อาจจะเก่าซักนิ๊ดดดด เพราะจริงๆ มันออกมาให้อ่านเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วครับนั่นคือ !

Death Note: Special One-Shot

Death Note: Special One-Shot มังงะขนาดสั้นที่ออกมาให้อ่านกันฟรีๆ บน Jump Plus เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาครับ โดยเนื้อหาจะต่อจากฉบับมังงะทั้ง 12 เล่มที่จบไปเมื่อปี 2006 ของอาจารย์ Tsugumi Ohba(ซึกุมิ โอบะ) และ Takeshi Obata(ทาเคชิ โอบาตะ) โดยตรง

แต่ไหนๆ จะพูดถึง Deat Note ทั้งทีบทความนี้ก็จะไม่ได้พูดถึงแค่ Death Note: Special One-Shot ครับ แต่จะพาย้อนวันวานกลับไปพูดถึง Death Note ทั้งฉบับมังงะ ฉบับภาพยนตร์กันด้วยไม่ว่าจะเป็น L Change The World ก็ดี Light up The New World ก็ดี หรือแม้แต่ ฉบับซีรีส์เองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วหากใครไม่เคยอ่าน Death Note มาก่อนเลย ต้องขอเตือนตรงนี้ก่อนว่า

บทความนี้จะเปิดเผยเนื้อหาสำคัญนะครับ ! ( Spoil Alert นั่นเองงง !)

เมื่อยมทูตลงมาบนโลก

Death Note เริ่มตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี 2004(ลงในโชเน็น วีคลีย์ปลายปี 2003) ว่าด้วยเรื่องราวการเฉือนคมกันระหว่างสองอัจฉริยะ ยางามิ ไลท์ เด็กหนุ่มที่เก็บสมุดโน้ตปริศนาได้ แต่สมุดโน้ตเล่มนั้นกลับมีความสามารถที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงมาก่อน เมื่อสมุดโน้ตธรรมดาๆ สามารถฆ่าคนให้ตายได้เพียงแค่เขียนชื่อลงไปเท่านั้น โดยคนที่ถูกเขียนชื่อลงไปจะหัวใจวายตายในอีก 40 วินาทีให้หลัง

เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้สมุดโน้ตมรณะนี้เปลี่ยนโลกที่เต็มไปด้วยอาชญากร กวาดล้างคนผิดให้หมดไป จนทำให้ผู้คนขนานนามเขาว่า “คิระ” แต่การที่มีอาชญกรล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น “L” นักสืบเอกชนระดับโลก กลับมองการตายเหล่านั้นดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก ก่อนที่จะสโคปว่า คิระ ผู้อยู่เบื้องหลังการตายของอาชกรนี้น่าจะอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นและลงมือจัดการด้วยตัวคนเดียวทั้งหมด สงครามเย็นระหว่าง L และ ยางามิ ไลท์ จึงเริ่มขึ้น !

แม้จะเฉือนคมกันมาอย่างนาวนานกว่า 7 เล่ม จนผลแพ้ชนะระหว่าง L และ คิระจะมีผลลัพธ์ออกมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่จบลงง่ายๆ แน่นอนครับเมื่อ L ตาย การจะปล่อยให้ คิระ ที่เป็นตัวเอก(แต่อุดมการณ์ตัวร้าย)ลอยนวลดูจะไม่ใช่แนวทางของจัมพ์เท่าไหร่นัก นั่นทำให้เรื่องราวของ Death Note จะยังคงดำเนินต่อไปด้วยการเพิ่มตัวละครใหม่ๆ เข้ามาไม่ว่าจะเป็นผู้ถือครองสมุดโน้ตมรณะอีก 2 คนอย่าง คิโยมิ ทาคาดะ และ เทรุ มิคามิ และฝั่งนักสืบที่มาสานต่อปณิธานของ L อีก 2 คน เนท “เนีย” ริเวอร์ หรือ N และ มิฮาเอล “เมลโล” นีล หรือ M เพื่อเพิ่มความเข้นข้นของเนื้อหาและปิดม่านสงครามเย็นนี้ลง

จากเนื้อหาที่เข้มข้นขนาดนี้ Death Note จึงถูกเสนอชื่อเข้างชิงในเวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Prize จาก Tezuka Osamu Cultural Prize  ปี 2007, เสนอชื่อเข้าชิง Angoulême International Comics Festival(อันกุเลม อินเตอเนชั่นแนล คอมิคส์ เฟสติวัล) ปี 2007, เสนอชื่อเข้าชิงสาขา Penciller/Inker(งานภาพ ยอดเยี่ยม) จากเวที Eisner Award ปี 2008 และคว้ารางวัล Favourite Manga จากเวที Eagle Award ปี 2008

ต่อยอดสู่ฉบับ Live Action และ Novel

แน่นอนครับ เนื้อหาเข้มข้นขนาดนี้ มันก็ต้องมีการต่อยอดกันเป็นธรรมดา หลังจากเนื้อหาหลักจบไปแล้ว Death Note ก็มีฉบับนิยายออกมาให้อ่านกันถึง 2 เล่มด้วยกันในชื่อ Death Note Another Note: The Los Angeles BB Murder Cases ที่ว่าด้วยเรื่องราวการสืบคดีของ “เมลโล”

และ Death Note: L, Change the WorLd ว่าด้วยการตามสืบคดีไวรัสปริศนาของ L ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในภายหลัง

และในเมื่อเนื้อเรื่องก็แทบไม่ต้องพึ่ง CG อะไรมากมาย(ยกเว้นตัวยมทูต) การจะถูกหยิบไปต่อยอดเป็น Live Action ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้ Death Note ถูกหยิบมาพัฒนาต่อเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงมากมายหลากหลายฉบับไม่ว่าจะเป็น

Death Note(2006) และ Death Note: The Last Name(2006)

Death Note และ Death Note: The Last Name คือ Live Action สองภาคที่หยิบเอามังงะมาดัดแปลง โดยหยิบเอาเนื้อหาตั้งแต่เล่ม 1-7 และหยิบเอาบทสรุปและบางตัวละครจากช่วงเล่ม 10-12 มาสมทบ และหยิบฉากจากฉบับมังงะมาอ้างอิงและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับฉบับภาพยนตร์ โดยได้ ฟุจิวาระ ทัตซึยะ จาก Battle Royale มารับบท ไลท์ ยางามิ หรือ คิระ, เคนอิชิ มัตซึยามะ จาก นานะ มารับบทและ เอริกะ โทดะ มารับบท อามาเนะ มิสะ จนส่งให้ทั้งสามกลายมาเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ฟุจิวาระ ทัตซึยะ รับบท ไลท์ ยางามิ

เคนอิชิ มัตซึยามะ รับบท L

เอริกะ โทดะ รับบท อามาเนะ มิสะ

สิ่งที่แตกต่างไปนอกจากตอนจบของ Death Note ในฉบับ Live Action คือการเปลี่ยนเพศของยมทูต เรม ยมทูตที่สิงอยู่กับ อามาเนะ มิสะ ที่ต้นฉบับมังงะนั้นจะเป็น เพศหญิง แต่ในฉบับ Live Action จะถูกปรับให้เป็น เพศชายแทน

และมีการเพิ่มตัวละครอย่าง ชิโอริ ซึ่งเป็นแฟนสาวของ ไลท์ เข้ามา

ชิโอริ อากิโนะ แฟนของไลท์ ตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามาในฉบับ Live-Action

Spin off- L: Change The World(2008)

แม้เนื้อหาจะต่อจาก Death Note 2 ภาคก่อนหน้านี้แต่ L Change The World จะเป็นเนื้อเรื่องที่มีความเป็นเอกเทศน์ที่สุดโดยเนื้อหาของเรื่องนี้จะหยิบเอานิยายในชื่อเดียวกันมาดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับ Death Note สองภาคก่อนหน้านี้ ว่าด้วยเรื่องราวภารกิจสุดท้ายของ L ที่เหลือเวลาบนโลกอีกน้อยนิดหลังจากที่เขาตัดสินใจปิดบัญชีคิระด้วยการชิงเขียนชื่อตัวเองลงบน Death Note ให้จากไปอย่างสงบหลังจากวันที่เขียน 23 วัน และนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่มีการเปิดเผยชื่อจริงของ L หลังจากที่มังงะเปิดเผยชื่อจริงของ L ไว้ในเล่มพิเศษ Death Note 13: How To Use It ในชื่อ L Lawliet 

โดยภารกิจสุดท้ายของ L ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการหยุดยั้งโรคระบาดที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธ์ระหว่าง อีโบล่าและไข้หวัดใหญ่ ที่เกิดการระบาดในประเทศไทย และกลายพันธุ์จนเป็นไวรัสพิฆาต ! และแน่นอนครับว่าในเมื่อมีการเกิดโรคระบาดขึ้นในประเทศไทยแบบนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีฉากที่ถ่ายทำที่ประเทศไทยอย่างแน่นอนโดยโลเคชั่นที่ใช้ในการถ่ายทำนั้นประกอบไปด้วย อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี, กรุงเทพ, สนามบินนครราชสีมา และ Moon Star Studio

ตัวภาพยนตร์ได้ เคนอิชิ มัตสึยามะ กลับมารับบท L เหมือนเดิม แต่เพิ่มตัวละครจากมังงะอย่าง เนีย เข้ามาในภาพยนตร์ฉบับนี้ด้วย

นารุชิ ฟุคุดะ รับบท เนีย

Death Note: Light up The New World(2016)

เนื้อหาในภาคนี้จะเป็นการหยิบเอาหนังฉบับปี 2006 มาต่อยอดและเนื้อหาจะต่อเนื่องจากฉบับปี 2006 โดยตรง ว่าด้วยเรื่องราว 10 ปีหลังจากเหตุการณ์ของคิระ ทำให้พญายมทูตเกิดสนใจในโลกมนุษย์และส่ง Death Note มายังโลก จำนวน 6 เล่ม เพื่อค้นหาคนที่จะสานต่อปณิธานของ คิระ นั่นทำให้ ริวซากิ(คนใหม่) นักสืบที่อ้างตัวว่าเป็นผู้สืบทอดของ L ต้องออกสืบคดีและหาทางยับยั้งอาชญกรรมที่จะเกิดขึ้นจากสมุดมรณะเหล่านี้ให้ได้

โดย Death Note: Light up The New World จะได้ เอริกะ โทดะ กลับมารับบทอามาเนะ มิสะอีกครั้ง

เอมะ ยมทูตตัวใหม่ใน Death Note: Light up the new world

ดีไซน์ของ ชิโดว์ ในฉบับมังงะ

โดยมี ยมทูตตัวใหม่มาเพิ่มสีสันให้กับเรื่องอย่าง เอมะ ที่ดีไซน์คล้ายๆ กับ ชีโดว์ ยมทูตที่ถูกลุค ขโมย Death Note ไปในฉบับมังงะ มาปรับเปลี่ยน ดีไซน์และเปลี่ยนเพศ จากในฉบับมังงะที่เป็นเพศชาย แต่ในฉบับ Live Action จะเป็นเพศหญิง

นอกจากนี้ยังได้ มาซาฮิโระ ฮิกาชิเดะ จาก ปรสิตเพื่อนรักเขมือบโลก มารับบท ซึคุรุ มิชิมะ ตัวเอกของเรื่อง

โซสึเกะ อิเคะมัตสึ มารับบท ริวซากิ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของ L

และ มาซากิ สุดะ จาก Assassination Classroom มารับบท ชิเง็น

เสริมทัพด้วย รินะ คาวาอิ อดีตสมาชิกวง AKB 48 มาสมทบเป็นหนึ่งในผู้ถือครอง Death Note จากทั้ง 6 เล่มด้วย และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหนังภาคใหม่ทางอาจารย์ ทาเคชิ โอบาตะ ก็ได้ทำการวาดปกนิยายของหนังภาคนี้ให้ด้วย

Remake – Netflix’s Original: Death Note (2017)

หลังจาก Live-Action ค่อนข้างประสบความสำเร็จ และส่งให้ Death Note กลายมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นแน่นอนว่า Hollywood ผู้เล็งจะหยิบเอามังงะหลายๆ เรื่องมาสร้างฉบับคนแสดงนั้นย่อมสนใจเรื่องนี้เป็นธรรมดาทำให้เริ่มมีข่าวคราวการรีเมคโปรเจคท์ Death Note ฉบับ Hollywood ขึ้นในปี 2007 และเริ่มมีการมองหาทั้งนักแสดงและผู้กำกับเรื่อยมาจนมาลงตัวที่ อดัม วินการ์ด(Adam Wingard) จาก You’re Next มาทำหน้าที่กำกับในปี 2015 พร้อมได้ เนท วูล์ฟฟ์(Nat Wolff) มารับบท ไลท์ เทอร์เนอร์ หรือ ไลท์ ยางามิ

และ มากาเร็ต ควอลีย์(Margaret Qualley) มารับบท มีอา ชัทตอน หรือ อามาเนะ มิสะ ในปีเดียวกัน

ตามมาด้วย เลคีธ สแตนฟิลด์(Lakeith Stanfield) มารับบท L ในปี 2016

สมทบด้วย วิลเลียม เดโฟ(Willem Dafoe) มาให้เสียงพากย์เป็น ลุค 

แน่นอนครับพอเป็นฉบับ Hollywood ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนนั่นนี่ให้มีกลิ่นอายแบบตะวันตกมากยิ่งขึ้นทำให้  Death Note ฉบับนี้แทบจะไม่มีกลิ่นอายแบบเดิมอยู่เลย เหลือไว้เพียงสมุดโน้ตมรณะและชื่อของตัวละครเท่านั้นที่ยังคงเป็นไปตามต้นฉบับอยู่ หากแต่ว่าสิ่งที่ถูกแฟนๆ บ่นกันไม่ขาดสายตั้งแต่ก่อนหนังจะออนแอร์คือการให้ตัวละคร L เป็นนักสืบผิวสี

จนกระทั่งลงสตรีมบน Netflix ผู้ชมก็พบว่าโทนของฉบับนี้ถูกปรับไปเป็น หนังสืบสวนและเขย่าขวัญ มีความเป็นหนังเชือด ที่มีความโหดพอๆ กับ Final Destination แฝงอยู่ด้วยซึ่งแน่นอนว่า…โดนด่ายับ

แต่ถึงอย่างนั้น Death Note ฉบับนี้ก็ยังได้ ทาเคชิ โอบาตะ มาวาดโปสเตอร์ฉบับพิเศษให้เช่นเดียวกันครับ

TV Mini Series – Death Note (11 ตอน) (2015)

อีกหนึ่งฉบับที่โดนด่าไม่แพ้กันก็คือ Death Note ฉบับซีรีส์ โดยเนื้อหาในฉบับนี้จะค่อนข้างตรงตามฉบับมังงะ ทั้ง 12 เล่ม แต่… คนที่มารับบทเนียร์ และ เมลโล ในฉบับนี้จะใช้นักแสดงเพียงคนเดียว ซึ่งได้ มิโอะ ยูกิ  มารับบททั้งสองตัวละครนี้ไปแต่ที่น่าแปลกใจคือทั้งที่ตัวละครตัวนี้ในฉบับมังงะเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ฉบับซีรีส์กลับใช้นักแสดงผู้หญิงมารับบทนี้ซะอย่างนั้น

มิโอะ ยูกิ ในบท เมลโล

มิโอะ ยูกิ ในบท เนีย

นอกจาก มิโอะ ยูกิ ที่มารับบท เนีย และ เมลโล แล้วซีรีส์จะได้ มาทาซากะ คุโบตะ จาก เคนชิน มารับบท ยางามิ ไลท์

เคนโตะ ยามาซากิ จาก LDK มารับบท L

และ ฮินาโกะ ซาโนะ มารับบท อามาเนะ มิสะ 

สิ่งเดียวที่เป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์ใน Death Note ฉบับนี้คือมีการเปิดเผยว่า Death Note จะถูกหยิบมาทำเป็นหนังใหญ่อีกครั้งหลังจากทีวีซีรีส์นี้จบลง ซึ่งหนังใหญ่เรื่องดังกล่าวก็คือ Death Note: Light up The New World นั่นเอง

 

10 ปีหลังจากสงครามระหว่างคิระ และ L (ในมังงะ) จบลง…

 

10 ปีหลังจากสงครมเย็นระหว่าง คิระ กับ L และเหล่าผู้สืบทอดจบลงเรื่องราวของ Death Note ถูกหยิบมาสานต่ออีกครั้งใน Death Note: Special One-Shot เมื่อ “ลุค” ยมทูต ที่เคยถือครอง Death Note เล่มของคิระ ยังคงมองหาความสนุกจากการใช้ Death Note อยู่และเขายังคงมองว่าโลกมนุษย์เป็นสถานที่เดียวที่จะหาความสนุกได้

แต่…เหตุรองที่ดูจะสำคัญกว่าความสนุกที่เขามองหา คือ “การได้กินแอปเปิ้ลของโลกมนุษย์” และเพราะไลท์ ยางามิ เป็นคนฉลาดจึงสามารถสร้างความบันเทิงในการใช้ Death Note ให้กับลุคได้ ในครั้งนี้ลุคจึงออกมองหาผู้ถือครองที่มีความฉลาดเช่นเดียวกับไลท์ นั่นทำให้ มิโนรุ ทานากะ กลายมาเป็นผู้ถือครอง Death Note คนใหม่ หลังจากที่สมุดเล่มนี้หายหน้าหายตาจากโลกมนุษย์ไปนาน

แต่ ! เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป มาตรการของรัฐฯ จึงเพิ่มขึ้น เพราะงั้นการจะหยิบเอา Death Note มาฆ่าคนเหมือนครั้งก่อนๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้วนั่นทำให้ Death Note: Special One-Shot ปรับเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น และหันไปเล่าในทาง “ตลกร้าย” แทน

เมื่อ มิโนรุ ไม่ได้ต้องการจะใช้ Death Note เพื่อฆ่าคน หากแต่เขาเลือกที่จะหาประโยชน์จากมันด้วยการประกาศขายสมุดโน้ตเล่มนี้ด้วยการประมูล ! จนทำให้เหล่าผู้นำของแต่ละประเทศหันมาสนใจและปั่นราคาไปสูงถึงหลัก 10 ล้านล้าน ดอลลาห์ !

ตัวละครใหม่บนโลกใบเดิม

มิโนรุ ทานากะ

เด็กชายที่คะแนนเรียนห่วยแตก แต่ทว่าผลการวัดเชาว์ปัญญาของเขาเป็นระดับท๊อปถึงสามปีติดจนทำให้ ลุค เกิดสนใจในตัวเขาขึ้นมา และตัดสินใจหยิบยื่น Death Note ให้กับเขา แต่ มิโนรุ รู้ตัวเองดีว่าเขาไม่ใช่คนที่ฉลาดรอบด้านเหมือนคิระคนก่อน เขาจึงตัดสินใจคิดทบทวนและหาทางใช้ Death Note ด้วยวิธีอื่นๆ ก่อนจะตัดสินใจวางแผนให้ ลุคไปโฆษณาผ่าน ซากุระทีวี ประกาศเปิดประมูล Death Note บนโลกออนไลน์ซะ

ลุค

ดูเหมือนว่าหลังจากเหตุการณ์ คิระ VS L จบลงก็มียมทูตมากหน้าหลายตาพยายามทำแบบเดียวกับลุคด้วยการทิ้งสมุดโน้ตลงไปบนโลกเพื่อหวังให้ใครสักคนลุกขึ้นมาฆ่ากันเหมือนครั้งที่คิระเคยทำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ลุคที่เบื่อหน่ายยมโลก และต้องการจะกินแอปเปิ้ลของโลกมนุษย์อีกครั้งจึงออกตามหาผู้ถือครองคนใหม่จนทำให้เขาพบเจอกับ มิโนรุ ทานากะ ในที่สุด

เนีย

เมื่อเนื้อหาในครั้งนี้ไม่มีการฆ่ากันตาย ไม่มีคดีร้ายแรง บทบาทของ เนียในเรื่องนี้จึงเป็นการเฝ้าติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และมีการปรับลุคของตัวละครไปพอสมควร ซึ่งการกลับมาของ เนีย เป็นการหยิบเอาตัวละครเก่ากลับมาให้แฟนๆ ได้รู้ว่าถึงความเป็นไปของตัวละครหลังจากผ่านไป 10 ปี และเพื่อให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันด้วย

มัตสึดะ โทตะ 

หนึ่งในตำรวจที่คอยสืบคดีของคิระเมื่อ 10 ปีก่อนเองก็กลับมามีบทบาทเล็กๆ ใน One Shot ตอนนี้ด้วยเช่นกันเป็นอีกหนึ่งตัวลครที่โผล่มาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงเช่นเดียวกับ เนีย

ประธาณาธิบดีสหรัฐอเมริกา(โดนัลด์ ทรัมป์)

ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เมื่อเนื้อหาของมังงะขนาดสั้นเรื่องนี้มีการพูดถึงเหล่าผู้นำของประเทศมหาอำนาจที่ต่างพากันฟาดเงินลงทุนเพื่อซื้อสมุดมรณะ เล่มเดียว และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็ต้องมี ประธาณาธิบดีของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดา เรียกว่าเป็นตัวละครที่ออกมาสร้างสีสัน และใช้จิกกัดความบ้าอำนาจได้แสบทรวงแบบสุดๆ แถมยังพลิกให้เรื่องกลายมาเป็นตลกร้ายและเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยเลยล่ะ

หายไปนานแต่กระแสแรงไม่ตก

แม้ Death Note จะจบไปนานแล้วและมังงะขนาดสั้นจำนวน 86 หน้านี้จะเป็นเรื่องราวที่หยิบมาสานต่อเพียงชั่วครู่ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันแต่กลับกลายเป็นว่าด้วยเนื้อหาที่ปรับตามยุคสมัย จิกกัดสังคม และพูดถึงทรัมป์ได้อย่างแสบสันทำให้ Death Note: Special One-Shot ฮิตจนติดอันดับ 1 ของ Jump Plus อยู่หลายสัปดาห์(ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 16)และได้รับคำชมจากคนอ่านจำนวนไม่น้อยเลยล่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว… ถ้าใครอยากหามาอ่านล่ะก็สามารถเข้าไปอ่านฟรีได้ที่ Jump Plus ได้เลยจ้า(กดที่ Jump Plus ได้เลยยย) สำหรับเรื่องราวของ Death Note ก็คงต้องขอจบลงตรงนี้ ครับเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับมังงะและการ์ตูนเรื่องนี้ไปไม่มากก็น้อยเลย

แล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ การ์ตูน และศิลปะได้ที่เว็บ Plotter คร้าบ
ส่วนใครที่มีมังงะเรื่องไหนอยากทางเราหยิบมาแนะนำก็ลองคอมเม้นท์มากันได้เนอะ ! 

 

 

Shares