GOLDFINGER (1964) จอมมฤตยู 007

254

เขียนโดย ประวิทย์ แต่งอักษร บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 870 เดือนตุลาคม 2016

อย่างที่แฟนสายลับ 007 รับรู้รับทราบเป็นอย่างดีว่า Goldfinger (1964) เป็นหนัง เจมส์ บอนด์ ลำดับที่สามภายใต้การอำนวยการสร้างของ อัลเบิร์ต อาร์. บรอคโคลี่ และ แฮร์รี่ ซอลท์ซแมน (หรือบริษัท อีอ้อน โปรดักชั่น) ต่อจาก Dr. No (1962) และ From Russia with Love (1963) และถือเป็นตอนที่ลงทุนสูงสุด เก็บเกี่ยวผลกำไรมากที่สุดจนถึงนั้น (รวมทั้งเมื่อปรับค่าเงินแล้ว Goldfinger ยังเป็นหนังทำเงินสูงสุดลำดับที่สามของทั้งซี่รี่ส์ เป็นรองก็เพียง Skyfall (2012) และ Thunderball (1965))  ข้อมูลหลายแหล่งยังระบุไปในทำนองเดียวกันว่า ขนบหรือจารีตปฏิบัติหรือข้อตกลงร่วม (convention) ของความเป็น ‘หนัง เจมส์ บอนด์’ ที่หนังตอนหลังๆ ปฏิบัติสืบทอดกันมา-เริ่มเป็นรูปเป็นร่างหรือเข้าที่เข้าทางก็จากหนังเรื่อง Goldfinger นี่เอง

อาทิ การเปิดเรื่องด้วยฉากเรียกน้ำย่อยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาหลักโดยสิ้นเชิง ทว่าโดยปริยาย บอกเล่าถึงงานอาชีพ ความเก่งกล้าสามารถ ตลอดจนการมีชีวิตที่ต้องเสี่ยงกับอันตราย, การใช้เพลงร้องเปิดเรื่องที่มาพร้อมกับเครดิตนักแสดงและทีมงานและงานด้านกราฟฟิคที่ทั้งเซ็กซี่และเย้ายวน (เพื่อเป็นข้อมูล ฉากไตเติ้ลเริ่มเรื่องของสองตอนก่อนหน้าใช้เพียงเสียงดนตรี) ข้อน่าสังเกตก็คือ หลายครั้งหลายครา ชื่อเพลงกับชื่อหนังมักจะเป็นชื่อเดียวกัน ในกรณีของ Goldfinger ก็ได้แก่ Goldfinger ขับร้องโดย เชอร์ลี่ย์ บาสซี่ (ผู้ซึ่งในเวลาต่อมา กลับมาอีกเพลงเปิดของหนังชุดเจมส์ บอนด์อีกสองตอน อันได้แก่ Diamonds Are Forever (1971) และ Moonraker (1979)) หรือฉากมาตรฐานที่พระเอกของเราจะต้องแนะนำตัวเอง ครั้งแรกจริงๆ ที่ผู้ชมได้ยิน เจมส์ บอนด์ บอกชื่อเสียงเรียงนามของตัวเอง-ได้แก่ในหนังเรื่อง Dr.No แต่เมื่อผู้ชมได้ยินสายลับหนุ่มเอ่ยเป็นครั้งที่สองใน Goldfinger (หมายความว่าไม่มีฉากแนะนำตัวด้วยประโยค ‘(my name is) Bond, James Bond’ ใน From Russia with Love) มันก็มีสถานะเป็นธรรมเนียมขึ้นมาโดยปริยาย

หรือระเบียบพิธีการอื่นๆ ที่นำพาให้ผู้ชมเฝ้าคอย อาทิ ฉากที่ เจมส์ บอนด์ (ฌอน คอนเนอรี่) ต้อง ‘ยั่วเย้าหยอกล้อ’ กับเลขาสาวคนสวยของเอ็ม. (ลอยส์ แม็กซ์เวลล์) และระหว่างตัวละครทั้งสองมักจะต้องมีการโชว์ฉากโยนหมวกสวมลงบนตะขอเกี่ยวที่แขวนอยู่ข้างฝาอย่างแม่นยำ ฉากที่ เอ็ม (เบอร์นาร์ด ลี) หัวหน้าของบอนด์บรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจที่บอนด์ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติการ ฉากที่ คิว (เดสมอนด์ ลูวีลิน) หัวหน้าฝ่ายเทคนิคแนะนำข้าวข้องเครื่องใช้ตลอดจนแก็ดเจ็ตสุดล้ำต่างๆ นานา และมักจะย้ำนักย้ำหนาว่า อย่าใช้-หากไม่จำเป็น และ/หรือ ให้นำกลับมาคืนในสภาพเหมือนเดิม ทว่าโดยอ้อม ผู้ชมรู้โดยอัตโนมัติว่า-ในอีกไม่ช้าไม่นาน สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้น-ก็จะได้โชว์พิษสงของมัน และดูเหมือนพวกเราไม่เคยได้เห็นฉากที่ เจมส์ บอนด์ ส่งคืนอุปกรณ์เหล่านั้น-กลับไปยังหน่วยสืบราชการลับแต่อย่างใด เพราะมันมักจะพินาศย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา

ขนบหรือจารีตปฏิบัติหรือข้อตกลงร่วม (convention) ของความเป็น ‘หนัง เจมส์ บอนด์’ ที่หนังตอนหลังๆ ปฏิบัติสืบทอดกันมา-เริ่มเป็นรูปเป็นร่างหรือเข้าที่เข้าทางก็จากหนังเรื่อง Goldfinger นี่เอง

ในกรณีของหนังเรื่อง the Goldfinger ‘ของเล่น’ ของเจมส์ บอนด์ ได้แก่ อุปกรณ์ติดตามตัว-ที่ใช้บอกพิกัดทางภูมิศาสตร์ของบุคคลเป้าหมาย (มานึก ๆ ดู มันทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ ‘กูเกิ้ลแม็ป’ เหมือนกัน) และยานพาหนะที่ในเวลาต่อมาอาจเรียกได้ว่าเป็นรถประจำตำแหน่งของเจมส์ บอนด์ ก็ว่าได้ นั่นก็คือ แอสตั้น มาร์ติน รุ่น DB5 (ซึ่งก็เป็นอย่างที่แฟนพันธุ์แท้รับรู้เป็นอย่างดีว่า รถยนต์รุ่นนี้ถูกนำกลับมาประจำการในหนัง เจมส์ บอนด์ อีกหลายตอน รวมถึง Skyfall) และทีเด็ดได้แก่อุปกรณ์เสริม ไล่เรียงตั้งแต่ปุ่มปล่อยควัน, น้ำมันเครื่อง, แผงเหล็กกันกระสุน, ปืนกลซ้ายขวา ไปจนถึงแกนล้อที่เป็นฟันเฟืองซึ่งยื่นออกมาได้ เพื่อใช้จัดการกับคู่ต่อสู้แบบเดียวกับฉากแข่งรถม้าในหนังเรื่อง Ben-Hur

และแน่นอนว่าที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้-ก็คือ ผู้หญิงของบอนด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยมาตั้งแต่ต้น ลองนับเล่นๆ จวบจนถึง Goldfinger ซึ่งดังที่กล่าว เป็นเพียงแค่หนังชุด เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 3 ปรากฏว่า ตัวละครหญิงที่สายลับหนุ่มมีปฏิสัมพันธ์ที่ ‘ส่อ’ ไปในทางเพศ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงเอยบนเตียงเสมอไป) สิริแล้วถึง 11 คน คำนวณอย่างหยาบๆแล้ว หนังเจมส์ บอนด์ หนึ่งเรื่องต้องใช้หญิงสาวทรวดทรงองค์เอวอวบอัดและเซ็กซี่ราวๆ 3-4 คน เพิ่งจะมาระยะหลังนี่เองที่กระแสต่อต้านการกดขี่ทางเพศไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ส่งผลให้การนำเสนอตัวละครหญิงในฐานะ ‘วัตถุแห่งความน่าปรารถนา’ ในหนังชุดเจมส์ บอนด์-ค่อยๆผ่อนปรนลงไป แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว มันคงจะเป็นบางสิ่งที่ไม่มีวันตัดขาดจากความเป็นหนังของเจมส์ บอนด์ โดยสิ้นเชิง

กล่าวสำหรับ Goldfinger นี่เป็นหนึ่งในหนังที่ทำสถิติใช้ผู้หญิงสิ้นเปลืองที่สุดถึง 5 คน จำนวนสามในห้า-เป็นตัวละครที่บอนด์มีเซ็กซ์ด้วยแน่ๆ อีกหนึ่ง อันได้แก่หญิงสาวที่ชื่อ ดิงค์ (มาร์กาเร็ต โนแลน) และเป็นหมอนวดคลายกล้ามเนื้อ-ไม่ได้รับการระบุโดยตรง แต่ก็น่าเชื่อว่าคงไม่รอด ขณะที่อีกหนึ่งจบชีวิตไปซะก่อนที่ความสัมพันธ์จะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง กระนั้นก็ตาม ก็มีฉากที่บอนด์จ้องมองหญิงสาวรายนั้นด้วยอากัปกริยากระลิ้มกระเหลี่ยอย่างไม่ปิดบัง และนี่ยังไม่นับหญิงสาวอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ‘อาหารทางสายตา’ ของทั้งบอนด์และผู้ชมที่เป็นชาย อันได้แก่แอร์โอสเตสสาวสวยชาวเอเชียในชุดที่โชว์เนื้อหนังมังสา และกลุ่มนักบินหญิงทรงโตที่แต่ละคนเหมือนกับคัดเลือกมาจากร้านเสริมสวยหรือเวทีประกวดนางงามมากกว่าโรงเรียนการบิน (ข้อน่าสังเกตอีกประการก็คือ ทุกคนเป็นผู้หญิงผิวขาว ผมทอง) และกล้องของหนังรวมถึงเสียงดนตรีวาบหวาม-ก็ช่วยขับเน้นความยั่วยวนทางเพศอย่างค่อนข้างโจ่งแจ้ง

จริงๆ แล้ว ความ sexist หรือการเหยียดและกดขี่ทางเพศในหนังชุดเจมส์ บอนด์-เป็นเรื่องที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างถึง, วิพากษ์วิจารณ์และตำหนิติเตียนตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่การย้อนกลับไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่หรือ ปิตาธิปไตย (patriarchy) กำลังเผชิญกับการตรวจสอบและท้าทายครั้งมโหฬาร-อย่างเช่นในปัจจุบัน มันก่อให้เกิดความรู้สึกว่า นี่เป็นหนังที่เหมือนกับสร้างในอีกชาติภพที่แสนห่างไกล และหลายต่อหลายฉากที่ได้รับการถ่ายทอดในหนังนั้น-สะท้อนวิธีคิดและทัศนคติทางเพศที่ช่างน่าสมเพชเวทนา

อย่างหนึ่งที่สรุปได้อย่างแม่นมั่นจากหนังเรื่อง Goldfinger ก็คือ บอนด์เป็นตัวละครที่หลงตัวเอง และคิดว่าเสน่ห์ทางเพศของเขาสามารถ ‘หลอมละลาย’ หญิงสาวทุกคนให้อ่อนระทวย…

อย่างหนึ่งที่สรุปได้อย่างแม่นมั่นจากหนังเรื่อง Goldfinger (และจริงๆ ก็หนังเจมส์ บอนด์ทุกเรื่องนั่นแหละ) ก็คือ บอนด์เป็นตัวละครที่หลงตัวเอง และคิดว่าเสน่ห์ทางเพศของเขาสามารถ ‘หลอมละลาย’ หญิงสาวทุกคนให้อ่อนระทวยและกลายสภาพเป็นขี้ผึ้งถูกไฟลน รวมทั้งอนุญาตให้เขาทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ ไล่เรียงตั้งแต่กรณีปลีกย่อย อันได้แก่ฉากที่เขาถือวิสาสะใช้กุญแจของพนักงานทำความสะอาดสาว-ไขเข้าไปในห้องของแขกที่มาพักโรงแรมโดยพละการ ทั้งนี้ทั้งนั้น-โดยที่หญิงสาวรายนั้นตกอยู่ในสภาพขวยเขินเหนียมอายและแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ดูเหมือนสิ่งที่ละไว้ฐานเข้าใจก็คือ เพราะเขาเป็นคนรูปหล่อและมีเสน่ห์และคงต้องกล่าวอีกครั้งหนึ่ง-‘ทำอะไรก็ได้’ หรือเหตุการณ์ถัดมาที่เขาหว่านล้อมให้หญิงสาวที่ชื่อ จิลล์ มาสเตอร์สัน (เชอร์ลี่ย์ อีตั้น) ในชุดบิกินี่สีดำ-ล้มเลิกพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกับตัวร้าย และสมนาคุณด้วยการขึ้นเตียงกับฝ่ายหลัง ซึ่งคนทำหนังส่อแสดงให้เห็นว่า หญิงสาวได้รับการปรนเปรอทางเพศอย่างอิ่มเอม แต่ในขณะเดียวกัน หนังบีบบังคับให้จิลล์ต้องชดใช้ความเสียหายจากการหักหลัง โกลด์ฟิงเกอร์ (เกิร์ท โฟรบ) ผู้เป็นนายจ้างของเธอและเป็นตัวร้ายของเรื่อง-ด้วยความตายในสภาพที่ทั้งวิตถารและเหนือจริง และนั่นคือเปลือยกายและเรือนร่างของเธอถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยสีทอง ส่วนที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งยวด-ก็ตรงที่ในเหตุการณ์เดียวกัน บอนด์เพียงแค่โดนทุบหัวและสลบไป

แต่ในกรณีที่แย่ที่สุด ได้แก่เหตุการณ์ที่ค่อนไปทางท้ายเรื่อง บอนด์กับ พุสซี่ การ์ลอร์ (ออนเนอร์ แบล็คแมน) หัวหน้านักบินส่วนตัวของโกลด์ฟิงเกอร์-ประลองกำลังกันด้วยทักษะการต่อสู้แบบยูโดในโรงนา และถึงแม้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะได้รับการนำเสนอแบบทีเล่นทีจริง แต่จังหวะที่บอนด์โถมตัวใส่หญิงสาวโดยที่ฝ่ายหลังพ่ายแพ้ความแข็งแกร่งของชายหนุ่ม และต้องยอมให้ตัวเองถูกจูบ ก่อนที่จะตามมาด้วยเหตุการณ์ที่เราพบบ่อยๆ ในหนังบู๊ (ทั้งไทยและเทศ) นับไม่ถ้วน-ก็คือ หญิงสาวเปลี่ยนอากัปกริยาจากขัดขืนเป็นอ่อนโอนผ่อนตาม และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ

ดังที่กล่าว ตามเนื้อผ้าแล้ว-หนังบอกโดยอ้อมว่า หญิงสาวไม่อาจต้านทานเสน่ห์ทางเพศอันร้ายกาจของพระเอกรูปหล่อได้ และลึกๆ แล้ว เธอก็มีความต้องการแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่เหมือนกัน คงต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่า ทั้งหมดทั้งมวล-เป็นการนำเสนอผ่านสายตาหรือทัศนคติของผู้สร้างที่เป็นชายที่เชื่อว่า นอกจากผู้หญิงไม่สามารถดำรงได้อย่างมีความสุขโดยปราศจากการได้สมสู่กับเพศชาย ยังเป็นความปรารถนาสูงสุดยิ่งกว่าอะไร และในกรณีของพุสซี่ การ์ลอร์ หนังยังกำหนดให้เธอพูดประโยคดักคอ เจมส์ บอนด์ ในฉากก่อนหน้านั้นทำนองว่า เสน่ห์ทางเพศของเขาไม่มีผลอะไรกับเธอ เพราะเธอมี ‘ภูมิคุ้มกัน’ และหากจะพิจารณาจากองค์ประกอบโดยรอบ โดยเฉพาะการเป็นหัวหน้าทีมนักบินหญิงผาดโผน และพฤติกรรมทะมัดทะแมง-ก็ชวนให้สรุปได้ว่า รสนิยมทางเพศของเธอโน้มเอียงไปในทิศทางหญิงรักหญิง แต่จนแล้วจนรอด ผู้สร้างก็แสดงให้เห็นว่า เลสเบี้ยนก็เป็นเรื่องที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการมีเซ็กซ์กับผู้ชายอย่าง เจมส์ บอนด์

แต่สิ่งที่ควรกล่าวอย่างเร่งด่วนก็คือ ฉากที่บอนด์ใช้ทั้งความกำยำล่ำสันและพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างเทียบเคียงไม่ได้กับหญิงสาวที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะต้านทาน-ก็คือการปลุกปล้ำข่มขืนนั่นเอง เพียงแต่คนทำหนังสร้างความชอบธรรม หรือกลบเกลื่อนพฤติกรรมรุนแรงทางเพศดังกล่าว-ด้วยการให้เห็นว่า หญิงสาวสมยอม และจากอาชญากรรม-ก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัว

จริงๆ แล้ว วิธีการตั้งชื่อตัวละครหญิง และโดยเฉพาะ Pussy Galore ซึ่งแฝงความหมายสองแง่สองง่าม (แปลแบบรุ่มร่ามก็คงจะได้ประมาณว่า ‘ดาษดื่นด้วยอวัยวะเพศหญิง’) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และลดทอนความเป็นหญิงโดยปราศจากความอ่อนไหว และนับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำว่า โลกของ เจมส์ บอนด์ ในแบบเก่าที่ผู้หญิงมีสถานะเป็นเบี้ยล่าง วัตถุทางเพศ หรือแม้กระทั่งกับแกล้มยามว่าง-ผ่านพ้นไปแล้วแสนนาน แต่จริงๆ แล้วก็เป็นดังที่เอ่ยไว้ข้างต้น หนังชุด เจมส์ บอนด์ ในช่วงเวลาปัจจุบัน-ก็ยังคงอัตลักษณ์ของการเป็นหนังกดขี่ทางเพศเหมือนเดิม เพียงแต่ด้วยแท็คติกและกลวิธีที่แนบเนียนและแยบยลมากขึ้น และไม่ใช่โจ่งครึ่มอย่างเช่นการตั้งชื่อตัวละครที่หลายคนมองว่า ‘ลามก’ และลดทอนความเป็นมนุษย์แบบนี้

ไม่ว่าจะอย่างไร องค์ประกอบที่โดดเด่นมากๆ และทำให้ Goldfinger เป็นหนึ่งในหนัง เจมส์ บอนด์ ที่อยู่ในความทรงจำ-ได้แก่การออกแบบฉากแอ็คชั่นที่น่าตื่นเต้น อาทิ ฉากขับรถไล่ล่าระหว่างบอนด์กับหญิงสาวที่ผู้ชมถูกทำให้เข้าใจว่าต้องการปลิดชีพสายลับหนุ่ม ซึ่งได้รับการนำเสนออย่างสมจริงสมจัง สอดแทรกไว้ด้วยการชิงไหวชิงพริบระหว่างตัวละคร ขณะที่งานด้านภาพและการตัดต่อ-ช่วยทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดำเนินไปลื่นไหลและดุเด็ดเผ็ดมัน หรือฉากขับเคี่ยวระหว่างบอนด์กับตัวละครที่ชื่อ อ็อดจ็อบ (แฮโรลด์ ซากาตะ) สมุนชาวเกาหลีของโกลด์ฟิงเกอร์-ผู้ซึ่งไม่มีบทพูดเลย ทว่าเต็มไปด้วยน่าเกรงขาม โดยเฉพาะหมวกมหาประลัยที่สามารถฆ่าคนตาย และดูประหนึ่งว่าไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งหมอนี่ได้ (และคงต้องระบุเพิ่มเติมว่า เขามาก่อนจอว์ส ตัวร้ายในลักษณะเดียวกันจากหนังเรื่อง the Spy Who Loved Me และ Moonraker) กระนั้นก็ตาม ฉากที่ตัวละครนี้พบจุดจบ-ก็นับว่าโหดร้ายทารุณ และไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกสาแก่ใจหรือสมน้ำหน้าเพียงอย่างเดียว หมายความว่าตลอดทั้งเรื่อง ผู้ชมอาจแช่งชักหักกระดูกในความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาของตัวละคร  ทว่ามองในมุมกลับกัน ความจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวในระดับยอมตายถวายชีวิต-ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้เครดิตกับแคแร็คเตอร์นี้ด้วยเช่นกัน

อีกฉากหนึ่งที่สร้างความลุ้นระทึก ได้แก่ตอนที่บอนด์ถูกจับขึงพืดในห้องปฏิบัติการของเหล่าร้าย และปืนที่ยิงด้วยลำแสงเลเซอร์เคลื่อนเข้าใกล้หว่างขาของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และพระเอกของเราเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการแก้ไขสถานการณ์ที่สุดแสนจวนเจียน ว่าไปแล้ว เสน่ห์ดึงดูดของฉากแบบนี้ได้แก่วิธีการที่คนทำหนังเปิดช่องอันสุดแสนคับแคบให้บอนด์-หาหนทาง ‘ไปต่อ’ ให้กับตัวเอง และโดยที่ไม่ต้องละเมิดความตรรกะและความสมเหตุสมผลอย่างน่าไม่อายหรือชนิดที่ผู้ชมไม่ต้องถือสาหาความ

ข้อที่น่ากล่าวถึงอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแคแร็คเตอร์ของ เจมส์ บอนด์ โดยเฉพาะในภาคนี้-ได้แก่การที่หนังให้เห็นว่า เขาไม่ได้เก่งกล้าสามารถในทุกเรื่อง และจริงๆ แล้ว เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ไม่น้อยกว่าสองหรือสามครั้งที่ชายหนุ่มนอกจากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ ยังตกอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำฝ่ายตรงข้าม และเกือบจะเอาชีวิตตัวเองไม่รอด แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนเดียวที่บอกให้รู้ว่า เจมส์ บอนด์ ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีสถานะเหนือมนุษย์อย่างที่หลายๆ ตอนในช่วงหลังพยายามขยับขยายให้ผู้ขมได้เห็นภาพเช่นนั้น (โดยเฉพาะ เจมส์ บอนด์ ที่สวมบทบาทโดย รอเจอร์ มัวร์) และเขามีความเป็นปุถุชนคนธรรมดาผสมผสานอยู่เยอะทีเดียว รายละเอียดอีกส่วนหนึ่งตอกย้ำความมีเลือดเนื้อและชีวิตชีวาของบอนด์ ได้แก่ตอนที่เขาถูกเอ็มเรียกไปตำหนิทำนองว่า ชายหนุ่มทำเกินกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อันได้แก่การเฝ้าสะกดรอยพฤติการณ์ของโกลด์ฟิงเกอร์ และไม่ใช่การพาตัวเองไปพัวพันกับผู้หญิงของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า เขาเป็นต้นเหตุให้ใครคนนั้นต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนา ข้อน่าสังเกตก็คือน้ำเสียงของบอนด์ในฉากนี้เจือปนไว้ด้วยความเจ็บแค้นและเศร้าสร้อย และเอ็มต้องย้ำเตือนทำนองว่า หากบอนด์ไม่สามารถแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่การงาน ภารกิจครั้งนี้ก็จะถูกถ่ายโอนให้ 008’ รับช่วงต่อไป (ซึ่งมันบอกโดยอ้อมว่า หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษไม่ได้ปฏิบัติกับ เจมส์ บอนด์ หรือมองเห็นเขาในฐานะมนุษย์ และแอบแฝงไว้ด้วยท่าทีที่เย็นชา)

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ด้วยทักษะและความสามารถทางการแสดงของ ฌอน คอนเนอรี่ ในการถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เห็นมิติที่หลากหลายของ เจมส์ บอนด์ นี่เอง-ที่นำพาให้แฟนพันธุ์แท้หนัง เจมส์ บอนด์ ทั่วโลกยังคงโหวตให้เขาเป็น 007’ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและควรค่าแก่การจดจำมากที่สุด หมายความว่าเราได้เห็นทั้งด้านที่เปราะบางอ่อนไหวของตัวละคร เปี่ยมด้วยไหวพริบปฏิภาณ​ ความเป็นคนเจ้าสำอาง ความเป็นเพลย์บอย ความเจ้าเล่ห์แสนกล ความขึงขังจริงจัง หรือแม้กระทั่งความเหี้ยมเกรียม และด้านต่างๆ เหล่านี้สลับกลับไปมาอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติเหลือเกิน

ด้วยทักษะและความสามารถทางการแสดงของ ฌอน คอนเนอรี่ ในการถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เห็นมิติที่หลากหลายของ เจมส์ บอนด์ นี่เอง-ที่นำพาให้แฟนพันธุ์แท้หนัง เจมส์ บอนด์ ทั่วโลกยังคงโหวตให้เขาเป็น 007’ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและควรค่าแก่การจดจำมากที่สุด

แน่นอนว่าตัวละครที่ยืนอยู่ฟากตรงกันข้ามกับ เจมส์ บอนด์ ในหนังเรื่องนี้-ก็คือ ออริค โกลด์ฟิงเกอร์ ซึ่งกล่าวไปแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวายร้ายคนอื่นๆ ในหนัง เจมส์ บอนด์ เกือบทุกเรื่อง และนั่นก็คือ เป็นพวก megalomaniac มหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยความหมกมุ่นลุ่มหลง บ้าอำนาจและต้องการครองโลก และในแง่ของรูปโฉมโนมพรรณ ตลอดจนอุปนิสัยใจคอ ไม่มีอะไรในตัวละครอย่างโกลด์ฟิงเกอร์ที่ผู้ชมจะสามารถนึกนิยมชมชอบหรือสร้างการมีส่วนร่วมกับตัวละครนี้ได้แม้แต่นิดเดียว ทั้งในความเป็นคนน้ำหนักเกิน ความเห็นแก่ตัว ความโลภโมโทสัน ความเลือดเย็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปนิสัยชอบเอาชนะและทำทุกวิถีทางรวมถึงการโกง-เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ (ดังที่ผู้ชมได้เห็นทั้งในเกมไพ่และเกมกอล์ฟ)

ข้อมูลที่ผู้ชมได้รับรู้เกี่ยวกับโกลด์ฟิงเกอร์จากคำบอกเล่าของสายลับซีไอเอ.ก็คือ เขาเป็นชาวอังกฤษ “แต่สำเนียงพูดของเขาฟังดูไม่เหมือนเท่าไหร่” ซึ่งจากการสันนิษฐานของเหล่าผู้สันทัดกรณีตรงกันว่า เป็นไปได้ว่าโกลด์ฟิงเกอร์อาจจะไม่ได้เป็นอังกฤษโดยสายเลือด และมาจากการโอนสัญชาติ สมมติฐานนี้สามารถตอกย้ำได้ด้วยการที่คนทำหนังเลือก เกิร์ท โฟรบ นักแสดงชาวเยอรมัน-มาสวมบทบาท (ทว่าเนื่องจากเขาพูดภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่วเพียงพอ ผู้สร้างเลยต้องให้นักแสดงชาวอังกฤษที่ชื่อ ไมเคิล คอลลินส์ -พากย์ทับ ทว่าด้วยสำเนียงแปร่งๆ) และในฐานะที่หนังเจมส์ บอนด์ ถือสัญชาติอังกฤษ สถานะของโกลด์ฟิงเกอร์-ก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม

ไม่ว่าจะอย่างไร ความชั่วร้ายของเขาไม่เป็นสองรองใคร ทั้งในการสั่งฆ่าลูกน้องสาวสวยด้วยวิธีการอันสุดแสนพิสดาร หรือบงการให้อ็อดจ็อบ ‘เก็บ’ หนึ่งในมาเฟียด้วยวิธีที่สุดแสนอำมหิตและสะท้อนถึงความเป็นคนใจยักษ์ใจมาร (อันได้แก่การปล่อยให้หมอนั่นนอนหมดสติอยู่ในรถยนต์ที่กำลังถูกบีบอัดเป็นเศษเหล็ก) แต่ความอัปลักษณ์ของตัวละครนี้จริงๆ ได้แก่การเอาตัวรอดอย่างหน้าด้านๆ และโดยไม่แคร์ว่าลูกน้องที่อุตส่าห์อุทิศตนให้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกทั้งดีกรีของความไว้ใจไม่ได้ก็เทียบเคียงได้กับอสรพิษ และเมื่อเปรียบกับตัวร้ายอื่นๆ ของบอนด์ โกลด์ฟิงเกอร์ดูเป็นตัวละครที่ครองแชมป์ความกักขฬะทั้งในแง่พฤติกรรม และปราศจากการขัดเกลาในแง่ของรสนิยมและมารยาทสังคม เขาไม่เลี้ยงแมว, ไม่ฟังดนตรี ไม่ปรากฏตัวในงานเลี้ยงรื่นเริง และตามที่ได้ระบุ ชื่นชอบการโกงเป็นชีวิตจิตใจ แต่บางที บุคลิกที่ย่ำแย่ที่สุดของตัวละครนี้-ก็ตรงที่เขาไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน และนั่นกลายเป็นความผิดบาปที่ไม่อาจให้อภัย

นับเนื่องจนถึงปัจจุบัน Goldfinger ก็เป็นหนังที่อายุของมันยืนยาวเกินกว่าครึ่งศตวรรษ และต้องยอมรับความจริงว่าหลายส่วนของหนังพ้นยุคพ้นสมัย ไม่ว่าจะเรื่องของเทคโลโลยี (ซึ่งเป็นของธรรมดา) มุมมองในเรื่องเพศ ความแยบยลซับซ้อนในการผูกเรื่อง ความหละหลวมในเชิงตรรกะเหตุผล กระนั้นก็ตาม หากใครลองกูเกิ้ลดูก็จะพบว่า ในการสำรวจความเห็นของทั้งคนดูและผู้สันทัดกรณีหลายต่อหลายครั้ง โพลล์แทบทุกสำนักพากันยกให้ Goldfinger เป็นหนัง เจมส์ บอนด์ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา หรืออย่างน้อย-ก็ติดอันดับหนึ่งในสาม ซึ่งว่าไปแล้ว-ก็เป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ด้วยประการทั้งปวง

อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ นี่เป็นหนัง เจมส์ บอนด์ ที่ครบรสที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งในความสนุกสนาน น่าตื่นเต้นโลดโผน แอ็คชั่นลุ้นระทึกและน่าหวาดเสียว ความเย้ายวนและเซ็กซี่ การสอดแทรกไว้ด้วยอารมณ์ขันหรือลักษณะทีเล่นทีจริงตลอดเวลา และไม่มีตัวละครหลักที่น่าเบื่อน่ารำคาญ และคงต้องกล่าวเน้นย้ำอีกครั้งว่า Goldfinger เป็นหนังที่รวบรวมเอาขนบ, ค่ามาตรฐาน พิธีการและพิธีกรรมของความเป็นหนัง เจมส์ บอนด์ ไว้อย่างครบครัน-โดยที่ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านั้นผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรืออย่างน้อย ผู้ชมไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่รุ่มร่าม เทอะทะแต่อย่างใด ผิดกับหนัง เจมส์ บอนด์ หลายเรื่องที่การพยายามผนวกขนบและจารีตเหล่านั้น-กลายเป็นเรื่องทุลักทุเล

กระนั้นก็ตาม คุณงามความดีทั้งหมดนั้นก็ยังคงใช้เป็นเครื่องพิสูจน์หรือยืนยันในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่นั่นเองว่า Goldfinger เป็นหนัง เจมส์ บอนด์ ที่ดีที่สุดเท่าที่มีการสร้างกันมา และเป็นเรื่องป่วยการในพยายามคาดคั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะสุดท้ายแล้ว นั่นล้วนแล้วเป็นเรื่องของความคิดเห็น และสามารถโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด และโอกาสสูงมากที่นักดูหนังในแต่ละช่วงอายุจะชื่นชอบทั้งนักแสดงที่สวมบท เจมส์ บอนด์ และหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนที่ออกฉายในยุคสมัยของแต่ละคน

แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ หนังเรื่อง Goldfinger เล่นบทบาทสำคัญในการส่งให้หนังชุด เจมส์ บอนด์ เข้าสู่วิถีโคจรของมันอย่างสมบูรณ์ และทำให้ เจมส์ บอนด์ กลายเป็นสายลับที่นอกจากไม่ ‘ลับ’ แล้ว ยังโด่งดังในระดับซุปเปอร์สตาร์ อีกทั้งยังเป็นจารชนที่ยืนยงคงกระพันที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมหนังเคยผลิตขึ้นมา

 

GOLDFINGER (1964)

กำกับ-กาย แฮมิลตัน/อำนวยการสร้าง-แฮร์รี่ ซอลท์ซแมน, อัลเบิร์ต อาร์.บรอคโคลี่/บทภาพยนตร์-ริชาร์ด ไมโบม, พอล เดห์น ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Goldfinger โดยเอียน เฟลมมิ่ง/ดนตรี-จอห์น แบร์รี่/กำกับภาพ-เท็ด มัวร์/ลำดับภาพ-ปีเตอร์ อาร์.ฮันท์/ผู้แสดง-ฌอน คอนเนอรี่, ออนเนอร์ แบล็คแมน, เกิร์ท โฟรบ, เชอร์ลี่ย์ อีตัน, แฮโรลด์ ซากาตะ/สี/ความยาว 110 นาที

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก