MEMORIES OF MURDER (2003) ฆาตกรรมรำลึก

233

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร ดาราภาพ Starpics ฉบับที่ 903 เดือนสิงหาคม 2019)

Memories of Murder (2003) เป็นหนังยาวลำดับที่สองของ บงจุนโฮ (The Host, Snowpiercer, Okja, Parasite) และเป็นผลงานแจ้งเกิดของเขาอย่างเต็มตัวจากความสำเร็จทางด้านรายได้อย่างล้นหลามในการออกฉายภายในประเทศ กระทั่งครองสถิติหนังที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดของปี และ ท็อปไฟว์ ของหนังที่มีจำนวนผู้ชมสูงสุดตลอดกาล นอกจากนี้ หนังก็ยังได้รับเชิญให้ไปอวดโฉมในเทศกาลหนังสำคัญ ๆ หลายแห่ง อาทิ เทศกาลหนังนานาชาติ ณ กรุงลอนดอน, ฮาวาย, โตเกียว และซานเซบาสเตียน-ซึ่งหนังชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากสองเทศกาลหลัง บางข้อมูลยังบอกอีกด้วยว่า Memories of Murder ได้รับการโหวตให้เป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบหนึ่งศตวรรษของภาพยนตร์เกาหลีเลยทีเดียว

ใครที่ติดตามผลงานของบงจุนโฮมาอย่างต่อเนื่อง (และแน่นอน นั่นหมายรวมถึงผลงานล่าสุด Parasite ที่ประสบความสำเร็จอย่างครึกโครมทั้งบนเวทีประกวดรางวัล เสียงวิจารณ์ และตัวเลขรายได้) ก็คงตระหนักได้ว่า ไม่เพียงแค่ ทั้งหลายทั้งปวงที่เอ่ยถึงข้างต้น ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือโชคช่วย เขายังโชว์ให้เห็นทักษะและพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในการผสมผสานความเป็น หนังศิลปะ กับ หนังตลาด เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าหนังของเขาทุกเรื่องล้วนแล้วมีคุณสมบัติเหล่านี้ อันได้แก่การเป็นหนังที่นอกจากเข้าถึงไม่ยาก ยังดูสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออย่างน้อย ไม่มีจริตแบบหนังอาร์ตที่มักจะเคร่งขรึมจริงจังหรือแสดงออกอย่างสำรวม หรือจริงๆ แล้ว หลายครั้งหลายครา หนังของเขาถึงกับสอดแทรกไว้ด้วยลูกบ้าหรืออารมณ์ขันอย่างชนิดโปกฮา (ฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Memories of Murder ผู้ชมถึงกับได้เห็นตัวละครต้องคอยสอดส่องอวัยวะเพศของผู้คนที่มาใช้บริการโรงอาบน้ำสาธารณะ เนื่องจากเชื่อว่ามันอาจเป็นเบาะแสที่นำไปสู่การจับกุมฆาตกร และในห้วงเวลาที่จนตรอกสุดๆ เขาต้องขอคำปรึกษาจากคนทรงเจ้าเข้าผีเพื่อให้ช่วยคลี่คลายคดี)

แต่ว่ากันตามจริงแล้ว นอกจากรูปโฉมโนมพรรณภายนอกอันฉูดฉาดแพรวพราวจะเป็นเสมือนภาพลวงตา ลูกเล่นและกลวิธีในการสื่อสารความหมาย ตลอดจนบทบาทในการจิกกัดและเหน็บแนมถากถาง-ก็ยังสลับซับซ้อนและแยบยล เปิดกว้างสำหรับการต่อยอดทางความคิดอย่างไม่มีขอบเขตสิ้นสุดจริงๆ

กล่าวได้ว่า แท็คติกที่บงจุนโฮใช้ในการสร้างภาพลวงตาว่าหนังของเขาไม่ได้ไกลเกินเอื้อม และจริง ๆ แล้ว เป็นมิตรสำหรับผู้ชมวงกว้าง ก็ด้วยการที่มันถูกนำเสนอภายใต้กรอบของ ตระกูลหนัง (genre) ที่ผู้ชมคุ้นเคยหรือได้รับความนิยม ไล่เรียงได้ดังนี้ the Host (2006) เป็นหนังสัตว์ประหลาดหรือมันสเตอร์ Mother (2009) เป็นหนังดราม่าผสมอาชญากรรม Snowpiercer (2013) เป็นหนังแอ็คชั่นไซไฟ Okja (2017) เป็นหนังดราม่าผจญภัย Parasite (2019) เป็นหนังตลกร้ายผสมลึกลับตื่นเต้น และ Memories of Murder เป็นหนังดราม่าผสมอาชญากรรมและลึกลับตื่นเต้น

แท็คติกที่บงจุนโฮใช้ในการสร้างภาพลวงตาว่าหนังของเขาไม่ได้ไกลเกินเอื้อมและเป็นมิตรสำหรับผู้ชมวงกว้าง คือการนำเสนอภายใต้กรอบ ตระกูลหนัง (genre) ที่ผู้ชมคุ้นเคยหรือได้รับความนิยม

ดังที่เป็นข้อมูลซึ่งผู้ชมได้รับการบอกกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น Memories of Murder สร้างมาจากเรื่องจริง นั่นคือเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องอันอื้อฉาวที่เกิดขึ้นที่เมืองชนบทชื่อ ฮวาซอง ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ ระหว่างเดือนกันยายนปี 1986 ถึงเดือนเมษายน 1991เหยื่อเคราะห์ร้ายซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดอย่างน้อยสิบคนล้วนแล้วเป็นผู้หญิงที่อยู่ในสภาพถูกจับปิดปาก มีร่องรอยการถูกข่มขืน และรัดคอด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเธอเองจนถึงแก่ความตาย แต่อะไรก็คงไม่เป็นปริศนาและเรื่องที่ค้างคากระทั่งน่าขุ่นเคืองเท่ากับในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ร้ายก็ยังคงเล็ดรอดการจับกุมจวบจนปัจจุบัน

ไม่มากไม่น้อย ความท้าทายของหนังเรื่อง Memories of Murder อยู่ตรงนี้เอง กล่าวคือ เนื้อหาว่าด้วยการปะติดปะต่อข้อมูลต่าง ๆ นานาเพื่อให้ได้รูปพรรณสันฐานของตัวฆาตกร ตลอดจนการเสาะแสวงหานักฆ่าต่อเนื่องรายนี้ ถือเป็นแบบแผนการเล่าเรื่องสำเร็จรูปของหนังแนวลึกลับตื่นเต้นที่ดึงดูดและเรียกร้องความสนใจในตัวของมันอยู่แล้ว และวิธีการที่หนังของบงจุนโฮค่อย ๆ นำพาผู้ชมร่วมแกะรอยคนร้ายไปกับบรรดาบรรดาตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน ก็สร้างทั้งความฉงนสนเท่ห์ตลอดจนยกระดับของความคาดหวังให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชนิดไม่อาจละสายตา ทว่าจนแล้วจนรอด ด้วยเงื่อนไขของข้อเท็จจริงดังที่กล่าวข้างต้น หนังไม่สามารถหยิบยื่นบทสรุปในแบบที่คนดูอยากจะเห็นและควรจะเป็น อันได้แก่คนกระทำผิดถูกลงโทษ ชุมชนกลับคืนสู่ความสงบสุขร่มเย็น และสังคมได้รับอุทาหรณ์และบทเรียน กระทั่งกลายเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผู้ชมจะสิ้นสุดการดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกค้างคา

แต่มองในมุมกลับกัน ข้อที่ชวนให้ครุ่นคิดก็คือ สมมติเล่น ๆ ว่าตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายและปิดคดีสะเทือนขวัญนี้ได้จริง ๆ ก็เป็นไปได้ว่าบงจุนโฮอาจจะไม่เลือกดัดแปลงเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นภาพยนตร์ และสามารถกล่าวได้ว่า ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป เป้าประสงค์จริง ๆ ก็ค่อย ๆ เบี่ยงตัวมันเองออกจากการพยายามเปิดเผยโฉมหน้าของฆาตกรซึ่งเป็นเรื่องป่วยการ ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนภาวะความวุ่นวายสับสนทางการเมืองในประเทศเกาหลีใต้ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทั้งประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และน่าเชื่อว่าคนดูเกาหลีน่าจะ เก็ท สิ่งที่คนทำหนังสอดแทรกได้อย่างลึกซึ้งกว่าผู้ชมที่อาจจะไม่มีพื้นเพภูมิหลังโดยตรง (แต่ก็อีกนั่นแหละ พูดแบบไม่ต้องอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ผู้ชมบ้านเราก็ไม่ได้ห่างไกลจากการอยู่ภายใต้รูปแบบการปกครองในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด) ส่วนที่นับว่าน่าทึ่งก็คือ แทบไม่มีเนื้อหาตรงไหนของหนังพาดพิงประเด็นการเมืองตรง ๆ กระนั้นก็ตาม การเอ่ยถึงอย่างอ้อมค้อม (ผ่านฉากประท้วงของนักศึกษากลางเรื่อง หรือภาพข่าวในโทรทัศน์) กลับยิ่งทำให้ผู้ชมมองเห็นวาระซ่อนเร้นของหนังอย่างแจ้งชัด

ดังที่เกริ่นก่อนหน้า ฉากหลังได้แก่เมืองชนบท ช่วงเวลาได้แก่วันที่ 23 ตุลาคม ปี 1986 หรือวันที่เหยื่อเคราะห์ร้ายถูกค้นพบเป็นครั้งแรก หนังเริ่มต้นได้อย่างดึงดูดและเรียกร้อง ภาพระยะใกล้มากของเด็กชายคนหนึ่งจ้องมองตั๊กแตนที่พรางตัวเองอยู่บนรวงข้าวเหลืองอร่ามอย่างชนิดคุมเชิง ก่อนที่เจ้าหนูจะใช้มือฉกศัตรูพืชตัวฉกาจอย่างแม่นยำและช่ำชอง จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวตลอดทั้งเรื่องกระมังที่เราได้เห็นการจัดการกับ ผู้ร้าย อย่างชนิดคาหนังคาเขา มีประสิทธิภาพ และปราศจากความรุนแรง เพราะสิ่งที่ผู้ชมจะได้รับการบอกกล่าวหลังจากนี้สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ไม่เพียงแค่ทุลักทุเลและปราศจากความเป็นมืออาชีพ ยังป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรม อีกทั้งฝ่ายรักษากฎหมายยังเล่นตุกติกทุกรูปแบบโดยไม่สนว่ามันจะออกนอกกฏ กติกาและมารยาทไปไกลลิบลับเพียงใด

ไม่ว่าจะอย่างไร อีกอย่างหนึ่งที่ควรกล่าวถึงเกี่ยวกับฉากอารัมภบท (prologue) ได้แก่งานด้านภาพที่ถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เห็นทุ่งข้าวกำลังตั้งท้องและทอดยาวไปสุดสายตาท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นซึ่งให้บรรยากาศที่อบอุ่นและงดงามอย่างน่าตื่นตะลึง โดยอัตโนมัติ มันขัดแย้งอย่างชนิดฟ้ากับเหวกับการค้นพบร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวที่ถูกซุกไว้ในท่อระบายน้ำ สภาพอุจาดและขึ้นอึด และกลายเป็นแหล่งอาหารของฝูงมดอย่างน่าอเนจอนาถ และชวนให้สลดหดหู่

ข้อน่าสังเกตก็คือ โทนสีและแสงของหนังภายหลังฉากนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นจัดจ้าน แข็งกระด้าง และหลายครั้ง อึมครึมและขมุกขมัว กระทั่งทุกอย่างผ่านพ้นไป และตัวเอกของเรื่องได้หวนกลับไปเยือนสถานที่ดังกล่าวอีกครั้งในตอนท้ายหรือฉากปัจฉิมบท (epilogue) ซึ่งเป็นช่วงปัจจุบัน (ปี 2003) โทนสีและแสงถึงได้หวนกลับมาเป็นสีทองผ่องอำไพและสว่างไสวใกล้เคียงกับฉากเริ่มต้นอีกครั้ง ไม่ว่าเจตนารมณ์ของคนทำหนังจะได้แก่อะไร อย่างหนึ่งที่ชวนให้สันนิษฐานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงก็คือ สิ่งที่ได้รับการบอกเล่าระหว่างนี้เปรียบได้กับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่ไม่นอนและหม่นมืด ทั้งจากการที่ชุมชนเล็ก ๆ ต้องเผชิญกับเหตุสะเทือนขวัญที่ตามจับฆาตกรไม่ได้ และความผันผวนปรวนแปรทางการเมืองซึ่งเป็นบรรยากาศที่ปกคลุมอย่างตลบอบอวล

Memories of Murder เดินเรื่องผ่านตัวละครหลักสองคน คนหนึ่งได้แก่ นักสืบปาร์ค (ซองคังโฮ ในบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยม) ตำรวจท้องถิ่นผู้ซึ่งมีวิธีการทำงานที่สุดแสนโฉ่งฉ่างและมั่วซั่ว ไม่น้อยกว่าสองครั้งสองคราที่ผู้ชมได้เห็นว่า ปฏิบัติการของเขาในสถานที่เกิดเหตุนอกจากหละหลวมและไม่เป็นไปตามแผน ยังบานปลายกลายสภาพไม่ต่างจาก ละครสัตว์ ที่ทั้งยุ่งเหยิงและน่าขบขัน กระนั้นก็ตาม ผู้ชมกลับได้ยินนักสืบปาร์คโอ้อวดว่าเขามีสิ่งที่เรียกได้ว่า ญานทัศน์ อันแหลมคม และสามารถบอกได้จากการจ้องมองดวงตาของใครก็ตาม-ว่า หมอนั่นเป็นคนร้ายหรือไม่อย่างไร และผู้ชมได้เห็นว่านักสืบปาร์คพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เจ้าตัวเชื่อว่าเป็นพรสวรรค์อันวิเศษนี้สองสามครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอด มันก็เป็นเรื่องที่ใช้พิสูจน์ไม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม (แต่พินิจพิเคราะห์ในอีกแง่มุม หนังก็ไม่ได้ถึงกับมองว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระซะทีเดียว และผู้ชมได้เห็นว่าในช่วงเวลาที่สุดแสนคับขันบนรางรถไฟท่ามกลางสายฝนโปรยปรายช่วงท้ายเรื่อง นักสืบปาร์คเหมือนกับยอมปล่อยผู้ต้องสงสัยไปเพียงเพราะเขาได้จ้องตาใครคนนั้นและ มองไม่เห็นความเป็นฆาตกรที่ซ่อนเร้น และไหน ๆ ก็ไหน ๆ ใครที่เคยได้ดูหนังเรื่อง Zodiac (2009) ของ เดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวคล้ายกันและออกฉายทีหลัง คงสังเกตเห็นว่าตัวเอกของหนังเรื่องนั้นก็เชื่อว่าตัวเองมีญานทัศน์ในการสแกนตัวตนที่แท้จริงของฆาตกรเหมือนกัน และอย่างหนึ่งที่ชวนให้สรุปได้ก็คือ ตัวเอกของหนังสองเรื่องดูเหมือนจะเชื่อเรื่องเดียวกัน นั่นคือดวงตาเป็นเสมือนหน้าต่างของจิตใจ)

ไม่ว่าจะอย่างไร แท็คติกที่เจ้าตัวและรวมถึงคู่หูคนสนิทที่ชื่อ นักสืบโช (คิมโรฮา) เลือกใช้อย่างหวังผลมากกว่าก็คือการยัดเยียดข้อกล่าวหา (นั่นรวมถึงการปลอมแปลงหลักฐานเพื่อให้สำนวนคดีมีความแน่นหนารัดกุม) และซ้อมทรมาน ซึ่งจากที่หนังให้เห็น มันสามารถทำให้ผู้ต้องสงสัยแทบทุกคนยอมรับสารภาพความผิดที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น ส่วนที่น่าสมเพชเวทนาสุด ๆ ก็คือ หนึ่งในนั้นเป็นแค่หนุ่มปัญญาอ่อนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และกลายสภาพเป็นเสมือนกระสอบทรายเคลื่อนที่ให้นายตำรวจทั้งสองได้เตะต่อยทุบถองอย่างเมามัน และภายหลังจากที่นักสืบปาร์คเอาผิดหนุ่มน้อยไม่ได้ เขาก็ ลูบหลัง ด้วยการซื้อรองเท้าไนกี้ของปลอมให้ ราวกับว่ามันสามารถชดเชยความผิดบาปที่เขาก่อไว้ได้ราวปลิดทิ้ง

ตัวละครหลักอีกหนึ่งได้แก่ นักสืบเซีย (คิมซังคยุง) นายตำรวจจากเมืองหลวงที่ถูกส่งตัวมาช่วยคลี่คลายคดี และอย่างที่ผู้ชมบอกได้ไม่ยาก สไตล์การสืบสวนสอบสวนของเขาตรงกันข้ามกับของนักสืบปาร์คอย่างชนิดหน้ามือหลังมือ นอกจากไม่มีการใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระโดดถีบผู้ต้องสงสัยแบบไม่ทันให้ตั้งตัวซึ่งเป็นสไตล์การค้นหาความจริงแบบลูกทุ่งของทั้งนักสืบปาร์คและนับสืบโช ชายหนุ่มยังปะติดปะต่อข้อมูลต่าง ๆ นานาด้วยตรรกะและเหตุผล ซึ่งช่วยให้คดีมีความคืบหน้าจริง ๆ อย่างน้อย-ทั้งหมดก็หลุดพ้นจากภาวะมืดแปดด้าน รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวฆาตกรตลอดจนความเจ็บไขได้ป่วยของใครคนนี้มากขึ้น กระทั่งสามารถทำนายการลงมือครั้งต่อไป (ซึ่งโดยปริยาย มันทำให้สองตำรวจบ้านนอกรู้สึกเขม่นและไม่ชอบขี้หน้า)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ว่าวิธีการอันศิวิไลซ์ของนักสืบเซียจะเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะควร สะท้อนถึงความมีมนุษยธรรม และผู้ชมควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมเพียงใด สิ่งที่หนังเรื่อง Memories of Murder ดูเหมือนละไว้ฐานเข้าใจก็คือ การใช้ความรุนแรงก็ยังคงเป็นเสมือน อ็อพชั่น หรืออีกหนึ่งทางเลือกให้ตัวละครหันไปพึ่งพาและใช้สอยได้ทุกเมื่อ หรือมองในอีกแง่หนึ่ง ความรุนแรงเป็นเสมือนโรคระบาด การคว้าน้ำเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าทั้ง ๆ ที่เข้าไปใกล้เป้าหมายมาก ๆ ผสมปนเปกับได้รับรู้ความวิปริตและโหดเหี้ยมของฆาตกรมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็นำพาให้ทีละน้อย จุดยืนและอุดมการณ์ของนักสืบเซียผันผวนปรวนแปร ช่วงหนึ่งของหนัง นักสืบปาร์คถึงกับพูดออกมาตรง ๆ ว่าเพื่อนร่วมงานของเขาเปลี่ยนไปหลังจากได้ยินนักสืบเซียเอ่ยทำนองว่า เขาอยากกระทืบผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเป็นฆาตกรให้จมธรณี

หรือว่ากันตามจริง เขาไม่ได้เพียงแค่พูด เพราะในเวลาต่อมา ผู้ชมก็ได้เห็นนักสืบเซียลุแก่โทสะ และลงไม้ลงมือกับผู้ต้องสงสัยรายนั้นอย่างสุดขีดคลั่งจริง ๆ (ฉากหลังซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟอันมืดมิดกลายเป็นสัญญะที่สะท้อนถึงการเผชิญหน้ากับด้านที่แสงสว่างส่องไม่ถึงภายในจิตใจของตัวละครอย่างเฉียบแหลมและคมคาย) และก็อย่างที่ใครก็คงบอกได้ว่า นอกจากการใช้กำลังไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลหรือช่วยให้ตัวละครบรรลุเป้าหมายแต่อย่างหนึ่งประการใด มันยังทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่เอะอะอะไรขึ้นมาก็ใช้ความรุนแรงเข้าไปจัดการ (ตั้งแต่การเตะต่อยผู้ต้องหาไปจนถึงการกำราบมวลชนที่พากันมาประท้วงด้วยการทุบตี หรือแม้กระทั่งจิกหัวหญิงสาวที่ไม่มีหนทางต่อสู้แล้วลากไปตามท้องถนนอย่างทารุณ)

มีฉากหนึ่งที่ผู้ชมอาจจะไม่รู้ว่าพวกเราควรจะหัวเราะหรือร้องไห้หรือแสดงปฏิกิริยาอย่างไร นั่นคือตอนที่นักสืบโชจอมเลือดร้อนกระโจนใส่ผู้ต้องสงสัยอย่างขาดความยั้งคิด กระทั่งถูกหัวหน้าตำรวจเรียกไปตำหนิเรื่องความหุนหันพลันแล่น (เนื่องจากสื่อมวลชนเริ่มจับจ้อง) และบทลงโทษไม่ได้มีเพียงแค่การสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ทว่าหัวหน้าตำรวจยังยกเท้าถีบนักสืบโชตกบันไดไปนอนแอ้งแม้งที่พื้นข้างล่างเป็นของแถม ตรงไหนซักแห่งแถวนี้เองที่ผู้ชมน่าจะมองเห็นภาพที่ชัดแจ้งมากขึ้นว่า จนแล้วจนรอด นอกจากความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล นักสืบโชผู้บ้าคลั่งก็เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งของระบบที่มองพฤติการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเบื้องบนมีสิทธิ์กระทำกับเบื้องล่างต่าง ๆ นานาและยังไงก็ได้ (และแน่นอน คนที่อยู่ในระดับรองมือรองตีนสุด ๆ ก็ได้แก่ผู้คนชนชั้นรากหญ้านั่นเอง) และดังที่กล่าวก่อนหน้า หากความรุนแรงเป็นเสมือนโรคระบาด สถานะจริง ๆ ของนักสืบโชก็เป็นเพียงแค่ผู้ติดเชื้อ ข้อน่าสังเกตเพิ่มเติมก็คือ หนังไม่ได้นำเสนอตัวละครนี้แต่เฉพาะด้านที่เป็นปิศาจร้ายจากพฤติกรรมที่สุดแสนอัปลักษณ์ของเขา หากทว่า การเผชิญชะตากรรมของเขาในตอนท้าย อันเป็นผลมาจากการแสดงออกอย่างคลุ้มคลั่งก็ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องน่าสมเพชเวทนา ทว่าหนังยังถ่ายทอดให้ผู้ชมได้มองเห็นเลือดเนื้อ ความรู้สึกรู้สมและความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละคร

แต่พูดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่ ติดเชื้อ แล้วจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ และจากที่หนังนำเสนอ ตัวละครที่โชคดีมาก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน นักสืบปาร์คนั่นเอง ผู้ซึ่งจนแล้วจนรอด เขาสามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของการใช้ความรุนแรงได้โดยดุษฎี เงื่อนไขที่ทำให้แคแร็คเตอร์นี้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ตามที่หนังบอกเล่าได้แก่การที่เขามีคนรัก หรืออีกนัยหนึ่งครอบครัว (ว่าไปแล้ว นี่เป็นแง่มุมที่ถูกสอดแทรกไว้ในหนังของบงจุนโฮทุกเรื่อง) และกล่าวได้ว่าจุดพลิกผันอยู่ในฉากที่ให้ความรู้สึกรื่นรมย์เพียงหนึ่งเดียวช่วงราวยี่สิบนาทีสุดท้าย อันได้แก่เหตุการณ์ที่แฟนสาวของเขา (จีออนมีเซียน) ชวนชายหนุ่มไปผ่อนคลายอิริยาบถริมทะเลสาบ ประโยคที่เราได้ยินจากหญิงสาวหลังจากเห็นสารรูปอันทรุดโทรมของคนรักก็คือการร้องขอให้เขาเปลี่ยนงาน ไม่ว่าถ้อยคำเหล่านั้นจะมีผลกับตัวละครหรือไม่อย่างไร ที่แน่ ๆ มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขากำลังเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ

แต่สมมติจะมองในภาพกว้างกว่านั้น เรื่องของนักสืบปาร์ค นักสืบโช และนักสืบเซียก็คลับคล้ายว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ ทั้งหมดเป็นตัวละครที่โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยม หรือกระหายการใช้ความรุนแรงโดยกมลสันดาน และเงื่อนไขปัจจัยที่นำพาให้ทั้งหมดไปลงเอยอยู่ใน ถังขยะใบเดียวกัน ก็เกี่ยวเนื่องกับบริบทหรือบรรยากาศแวดล้อมที่หล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน สมมติว่าจะคาดคะเนต่อเนื่อง สมมติฐานนี้ก็อาจใช้อธิบายตัวฆาตกรได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เด็กหญิงในตอนท้ายบรรยายรูปลักษณ์ของบุคคลที่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นฆาตกรประมาณว่าใครคนนั้นก็ดูเหมือนคนปกติธรรมดา (“ordinary”) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวละครอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ใช้อธิบายพฤติกรรมอันสุดแสนวิตถารของฆาตกร ทว่าสังคมที่โปรโมทการใช้ความรุนแรงก็อาจจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้คนธรรมดาสามัญกลายสภาพเป็นผีห่าซาตานขึ้นมาได้เหมือนกัน

คงต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่า Memories of Murder ไม่ใช่หนังลึกลับตื่นเต้นตามแนวเรื่องแบบ whodunit ทำนองว่าในตอนจบ หนังก็เฉลยให้ผู้ชมได้รับรู้อย่างคาดไม่ถึงว่าใครเป็นฆาตกร และนอกเหนือจากบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของหน่วยงานรัฐ หนังยังจำลองภาพให้ผู้ชมได้มองเห็นว่า สังคมที่ดำดิ่งอยู่ในความตื่นตระหนกหวาดผวา ทั้งจากการคุกคามของผู้มีประกาศิตตามกฎหมายและจากการอาละวาดอย่างบ้าคลั่งของฆาตกรโดยที่ประชาชนตาดำๆ ไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกร มีสภาพเป็นเช่นไร และฉากที่ถ่ายทอดความหมายนี้ได้อย่างทรงพลังได้แก่เหตุการณ์ช่วงท้ายเรื่องที่ฆาตกรกำลัง จัดการ กับเด็กสาวโชคร้าย ณ บริเวณพื้นที่รกร้างด้านหลังของหมู่บ้านอย่างเงียบสงัดและเลือดเย็น มันเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะกับการฝึกซ้อมป้องกันภัยจากการบุกโจมตีของศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลซึ่งก็คือเกาหลีเหนือ และวิธีการที่คนทำหนังเลือกใช้ได้แก่การตัดสลับระหว่างภาพของเหยื่อที่ถูกกระทำชำเรา กับภาพของชาวบ้านร้านตลาดที่ต่างพากันปิดร้านรวงของตัวเอง ดับไฟทีละดวงสองดวง และใช้ชีวิตอยู่ในความมืดอย่างพร้อมเพรียง

นอกเหนือจากวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของหน่วยงานรัฐ หนังยังจำลองภาพให้เห็นว่า สังคมที่ดำดิ่งอยู่ในความตื่นตระหนกหวาดผวา ทั้งจากการคุกคามของผู้มีประกาศิตตามกฎหมายและจากการอาละวาดอย่างบ้าคลั่งของฆาตกรโดยที่ประชาชนตาดำๆ ไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกร มีสภาพเป็นเช่นไร

แน่นอนว่า ตามเนื้อผ้าแล้ว สองเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นเหตุเป็นผลต่อกันแต่อย่างใด แต่ทีละน้อย มันกลับกลายเป็นการอุปมาอุปไมยให้ผู้ชมได้มองเห็นว่า นี่คือหนทางเดียวของการอยู่รอดในท่ามกลางสภาวะอันเลวร้ายที่เกินกว่าจะแข็งขืนต้านทาน และนั่นก็ด้วยการเพิกเฉย หันหลัง และไม่นำพาต่อความชั่วช้าสามานย์ที่เกิดขึ้น หรือกระทั่งภาวนาให้พวกเขาไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

ดูเหมือนว่าชื่อของหนังทั้งภาษาเกาหลี (살인의 추억) และภาษาอังกฤษจะมีความหมายเดียวกัน มันแปลตรงตามตัวอักษรได้ว่าความทรงจำของการฆาตกรรมสมมติว่าจะมองควบคู่ไปกับบริบททางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งถูกใช้เป็นฉากหลังของหนัง มันก็เย้ายวนให้เชื่อมโยงในแง่ที่ว่า ชื่อของหนังไม่ได้หมายความแต่เฉพาะเหตุฆาตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกรณีที่รัฐเข่นฆ่าประชาชนซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นในกรอบเวลาคาบเกี่ยวกัน และ หลอกหลอน ผู้คนไม่แตกต่างกัน (หนึ่งในเหตุการณ์ที่สุดแสนด่างพร้อยได้แก่การสังหารหมู่ ณ เมืองกวางจูในปี 1980 ซึ่งมีคนตายไม่น้อยกว่าหกร้อยคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเกาหลีใต้ครั้งสำคัญ)

ไม่ว่าจะอย่างไร ฉากที่เรียกได้ว่าเป็นที่มาของชื่อหนังก็อยู่ในตอนท้ายดังที่ได้กล่าวไว้บ้างแล้วนั่นเอง นักสืบปาร์คซึ่งลาออกจากอาชีพตำรวจแล้วย้อนกลับไปเยือนสถานที่ที่ฆาตกรลงมือครั้งแรก และได้รับการบอกกล่าวว่าก่อนหน้านี้ก็มีคนมาด้อม ๆ มอง ๆ ณ ตำแหน่งแห่งที่เดียวกัน หนังเชื้อเชิญให้ผู้ชมปะติดปะต่อได้ว่าใครคนนี้น่าจะเป็นฆาตกรที่ยังคงจับตัวไม่ได้ จากนั้นหนังก็สิ้นสุดเรื่องทั้งหมดด้วยช็อตที่เปิดกว้างสำหรับการตีความ

ภาพโคลสอัพใบหน้าของอดีตนักสืบปาร์คซึ่งมีน้ำตาคลอเบ้า จ้องตรงมาที่พวกเราคนดูด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนที่ทั้งหมดนั้นจะค่อย ๆ จางหายไปในความมืด

นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวตลอดทั้งเรื่องที่ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ชม เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะกำลังมองหาฆาตกรซึ่งยังคงลอยนวลอยู่ในท่ามกลางผู้ชม หรือบางที มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ความหลังซึ่งระคนไว้ด้วยความเจ็บปวด สูญเสีย ผิดหวังและล้มเหลวประดังเข้ามา หรือก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า นี่คือสายตาที่ย้ำเตือนและเว้าวอนผู้ชมไม่ให้เพิกเฉย หันหลัง ไม่รู้ไม่เห็น และหลงลืมเรื่องเลวร้ายที่อาจจะผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลานาน เพราะกล่าวในท้ายที่สุดจริง ๆ ความทรงจำเท่านั้นที่จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้หน้าประวัติศาสตร์อันน่าอัปยศอดสูหวนกลับไปซ้ำรอย

 

MEMORIES OF MURDER (2003)

กำกับบงจุนโฮ/อำนวยการสร้างชาซองเจ/บทภาพยนตร์บงจุนโฮ, ชิมซังโบ จากบทละครชื่อเรื่องเดียวกันโดยคิวกวางริม/ออกแบบงานสร้างเซียงฮีเรียว/กำกับภาพคิมฮยุงกู/ลำดับภาพคิมซันมิน/ดนตรีทาโระ อิวาชิโระ/ผู้แสดงซองคังโฮ, คิมซังคยุง, คิมโรฮา, ปาร์คโนชิค, จีออนมีเซียน/สี/ความยาว 132 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก